ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดั๊บเบิ้ล เอ ผลงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่ง มั่นใจครึ่งปีหลัง

ดั๊บเบิ้ล เอ ผู้นำด้านการผลิตกระดาษรีไซเคิลรายใหญ่ของเอเชีย เปิดเผยว่า ผลงานในไตรมาส 2 ปี 2568 ยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 5,238 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 413 ล้านบาท ใกล้เคียงกับผลประกอบการในไตรมาสแรก สะท้อนถึงความมั่นคงและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ในท่ามกลางความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ ค่าเงินบาทที่ผันผวน และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ดั๊บเบิ้ล เอ ผลงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่ง มั่นใจครึ่งปีหลัง

ความสำเร็จที่ได้ในช่วงไตรมาส 2/2568 ถือเป็นผลจากการดำเนินงานเชิงรุกทั้งในด้านการผลิตและการตลาด โดยดั๊บเบิ้ล เอ ใช้ประโยชน์จากโรงงานแบบครบวงจร (Integrated Mill) เพื่อบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 2 ของโลกในไตรมาสแรก ช่วยให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูง แม้เผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน

การตลาดที่มีกลยุทธ์ชัดเจน

ในด้านการตลาด ดั๊บเบิ้ล เอ ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างมั่นคงในตลาดเอเชีย อินเดีย และออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ในช่วงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เริ่มฟื้นตัวจากการชะลอตัวในช่วงก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งยังขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโต

บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Brand Awareness และการบริหารประเด็นต้นทุนการขนส่งอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกันก็พร้อมรับมือกับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกผ่านการวางแผนและกลยุทธ์ระยะยาวในหลากหลายตลาด

  • รายได้: 5,238 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ: 413 ล้านบาท
  • ต้นทุนการผลิต: ต่ำที่สุดในเอเชีย
  • กลยุทธ์: ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างรอบด้าน

ดั๊บเบิ้ล เอ ผลงานไตรมาส 2/2568 ที่ทั้งมั่นคงและมีขีดความสามารถสูง ไม่เพียงแต่ในด้านการตลาดหรือการผลิต แต่ยังควบคู่กับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

จากความแข็งแกร่งในครึ่งปีแรก ดั๊บเบิ้ล เอ ก็มั่นใจว่าจะสามารถรุกตลาดเต็มกำลังในครึ่งปีหลังได้อย่างมั่นคง และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ดั๊บเบิ้ล เอ โชว์ผลงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่งต่อเนื่อง มั่นใจครึ่งปีหลังรุกตลาดเต็มกำลัง

ฮุน เซน โต้ ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ไร้ค่า ทิ้งไปนาน

สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงต่อกรณีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาประกาศเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้กับท่านในอดีต โดยระบุว่า “ผมทิ้งมันไปนานแล้ว มันไม่มีคุณค่าอะไรที่ผมจะต้องเก็บไว้”

ฮุน เซน โต้ ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ไร้ค่า ทิ้งไปนาน

ฮุนเซนกล่าวว่า วันนี้เมื่อได้เห็นข่าวว่าสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของไทยได้ประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรที่เคยมอบให้กับตนเองนั้น เขาไม่รู้สึกประหม่าหรือเสียใจแต่อย่างใด เพราะปริญญาบัตรทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เขาไม่ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่กับมือแล้ว

ท่านกล่าวอีกว่า “ปริญญาฉบับแรกได้รับในปี 2001 ฉบับที่สองในปี 2006 และฉบับที่สามในปี 2019 ผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่มาจากพวกคุณเลย” นี่เป็นคำชี้แจงที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ชัดเจนต่อการประนามพฤติกรรมของมหาวิทยาลัยดังกล่าว

ปริญญาไม่ได้สร้างความสำเร็จให้ฮุนเซน

ฮุนเซนย้ำว่า สติปัญญาและความรู้ของเขานั้นไม่ได้เกิดจากปริญญาของสถาบันการศึกษาในไทย หรือโรงเรียนใด ๆ ในประเทศไทย แต่กลับได้รับจากการใช้ชีวิตและการเรียนรู้จากคนกัมพูชาและโรงเรียนในประเทศของเขาเอง

ท่านเผยว่าความสำเร็จที่มีในช่วงอายุหนุ่ม ๆ คือหลักฐานว่าไม่ได้พึ่งพาปริญญาที่ได้รับในภายหลัง เช่น ในปี 1979 ตอนอายุ 27 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปี 1981 ตอนอายุ 29 ปี ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และในปี 1985 เมื่ออายุ 32 ปี ก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

“ปริญญาเหล่านั้นมอบให้ผม ‘หลังจาก’ ที่ผมประสบความสำเร็จแล้ว ผมคิดว่าพวกคุณควรจะรู้สึกละอายใจ หากได้กลับไปทบทวนการประเมินคุณสมบัติของผมในตอนที่พวกคุณเสนอให้ผมรับปริญญาเหล่านั้น” ฮุนเซนกล่าว

  • ปี 1979: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วัย 27 ปี
  • ปี 1981: รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วัย 29 ปี
  • ปี 1985: นายกรัฐมนตรี วัย 32 ปี

ท่านยืนยันว่าไม่เคยร้องขอหรือคาดหวังให้ถวายปริญญาใด ๆ มาก่อน และการตัดสินใจในครั้งนี้ก็ถือเป็นการยืนยันถึงความไม่สำคัญของกระดาษใบเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อชีวิตการเมืองและการนำของท่าน

ฮุนเซนได้กล่าวสรุปอย่างชัดเจนว่า “อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผมขอย้ำว่า คนที่มาขอให้ผมรับปริญญาเหล่านั้นก็คือ ‘พวกคุณ’ พร้อมด้วยคำชื่นชมต่าง ๆ การตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ขึ้นอยู่กับตัวผมเอง และผมก็ไม่เคยเป็นคนที่รับอะไรโดยไม่คิด”

การตอบโต้ของท่านยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองส่วนตัวที่ชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษา ความสำเร็จ และศักดิ์ศรีของบุคคล โดยไม่นำวาระการเพิกถอนปริญญาไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์หรือถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป แม้จะมีความเข้มข้นทางการเมืองแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม

คุณคิดอย่างไรกับมุมมองของสุภาพบุรุษผู้นี้? ลองแบ่งปันความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้นะครับ

ที่มา – “ฮุน เซน” โต้เดือด! ปม ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ชี้ไร้ค่า-ทิ้งไปนานแล้ว

“นูโน” ขึ้นตัวเต็งโดนเด้งคนแรก “แอนจ์” ลุ้นเสียบคุม “เจ้าป่า”

“นูโน” เอสปิริโต ซานโต กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองอย่างหนักหลังขึ้นแท่นเป็น “ตัวเต็ง” ในการโดนปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม “เจ้าป่า” น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยทันทีหลังเริ่มฤดูกาลได้ไม่นาน นูโน ก็ถูกวางอัตราต่อรองว่าจะเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ถูกถอดจากตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของผลงานและภาพรวมในทีม

“นูโน” เสี่ยงถูกปลดในช่วงต้นฤดูกาล

จากการรายงานของสื่อบริติช นูโน เอสปิริโต ซานโต ตกเป็นเป้าหมายของเจ้าของสโมสรน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หลังจากผลงานที่ไม่สู้ดีและข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในสโมสร ทั้งกับเจ้าของทีมอย่าง อีวานเจลอส มารินาคิส และ เอดู ผู้อำนวยการฟุตบอลที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการซื้อขายนักเตะ

เมื่อถูกสื่อถามถึงเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับการถูกปลด นูโน ไม่ได้ปฏิเสธ ของเขาใช้คำพูดว่า “ถ้าไม่มีไฟ ก็ไม่มีควัน ผมรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นยังไง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ภายในทีม โดยเฉพาะหลังจากเขาแสดงความไม่พอใจกับการบริหารทีมในเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะ โดยเฉพาะในช่วงปิดซัมเมอร์

นูโน เอสปิริโต ซานโต ถูกจับตามองว่าจะเป็นผู้จัดการทีมแรกที่ถูกปลดในฤดูกาลนี้

“แอนจ์” ลุ้นเข้าเสียบตำแหน่ง

ชื่อของ “แอนจ์” ปอสเตโคกลู อดีตผู้จัดการทีมทอตแนม ฮอทสเปอร์ เปิดตัวเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาคุมทีมต่อ โดยได้รับโอกาสในการแสดงตัวใหม่หลังจากตกงานไม่นาน ปอสเตโคกลู เคยมีผลงานพาทอตแนมคว้าแชมป์ยูโรปาลีก แม้ตอนนั้นจะถูกถอดจากตำแหน่งโดยเร็ว ทำให้คำว่า “แอนจ์” ยังคงเป็นที่จับตามองของเสาร์สายฟุตบอล

ขณะนี้แอนจ์ ได้รับการพิจารณาเป็นอัตราต่อรอง 6-4 ทำให้อยู่ในอันดับถัดมาหลังจากนูโน ที่อันดับรองลงมาก็มี โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ (อัตรา 8-1) และ อันโดนี อิราโอลา (อัตรา 10-1) เป็นตัวเลือกอื่น ๆ ที่อาจได้รับโอกาสในเร็ววัน

  • นูโน เอสปิริโต ซานโต: 4-5 ต่อรอง
  • แอนจ์ ปอสเตโคกลู: 6-4 ต่อรอง
  • โอลิเวอร์ กลาสเนอร์: 8-1 ต่อรอง
  • อันโดนี อิราโอลา: 10-1 ต่อรอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ “นูโน” เท่านั้นที่ตกเป็นเป้าของการถูกถอด เกรแฮม พอตเตอร์ ที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็ตกเป็นอีกหนึ่งผู้จัดการทีมที่ได้รับแรงกดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลงานที่ทิ้งท้ายแย่มาก โดยภายใต้การคุมทีมของเขานั้นเวสต์แฮมได้แต้มรวมไม่ถึงสองหลักจากการแข่งขันในบ้านตัวเองถึง 10 เกมแรก เป็นผลงานที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ในขณะที่แฟนบอลหลายฝ่ายเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะกับนูโน หรือ พอตเตอร์ การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ทั้งสองตำแหน่งนี้เปิดโอกาสให้อดีตกุนซือมีประสบการณ์ เช่น “แอนจ์” ได้แสดงฝีมือใหม่อีกครั้ง

บทสรุป: สถานการณ์ของ “นูโน” คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของผู้จัดการทีมในยุคปัจจุบันที่การปลดเป็นเรื่องปกติหากไม่มีผลงานตอบรับ ส่วน “แอนจ์” ก็ลุ้นโอกาสกลับมานั่งแท่นผู้จัดการทีมในลีกสูงสุดอีกครั้ง หากความไม่มั่นคงของเจ้าป่ายังดำเนินต่อ

ที่มา – “นูโน” ขึ้นตัวเต็งโดนเด้งคนแรก “แอนจ์” ลุ้นเสียบคุม “เจ้าป่า”

ศน. รวม 5 ศาสนา จัดมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร

จากความร่วมมือของกรมการศาสนา (ศน.) และองค์กรทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภาคกลาง เครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวร จัดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ

มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนภายใต้พลังบวรที่มาจากความเชื่อทางศาสนา โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศาสนาต่างๆ การแสดงสัญลักษณ์สำคัญของแต่ละศาสนา เช่น พระบรมสารีริกธาตุ คัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ไบเบิล ไม้กางเขน เครื่องประกอบพิธีอารตี และการบูชาองค์เทพประจำวัดต่างๆ พร้อมทั้งแสดงสินค้าชุมชนที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสถึงคุณค่าทางศรัทธาและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ความเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การจัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร ไม่ได้จัดเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ขยายออกไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภาคจะมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและศาสนาของระดับท้องถิ่น โดยมีทีมงานร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและเครือข่ายภาคเอกชนในการขับเคลื่อนโครงการฯ

ภาคตะวันออก: จัดกิจกรรมมหกรรมฯ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง.

ภาคใต้: จัดงานในวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 16.00 น. ณ สุราษฎร์ธานีฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพล่าซ่าสุราษฎร์ธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน: The Power of “บวร” มหกรรมชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนา (ระดับภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดร จ.อุดรธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง: จัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร และการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ณ อุบลฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซ่าอุบลราชธานี

ภาคเหนือ: จัดมหกรรมฯ ในวันที่ 8 กันยายน เวลา 17.00 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล พิษณุโลก

กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความร่วมมือในเชิงบูรณาการระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืนและคุณภาพ ทั้งยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกับแนวทางการใช้ศรัทธาสร้างพลังบวรของสังคมไทย

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้สนใจเรื่องศาสนาผสมผสานกับการพัฒนาชุมชน ฉันเชื่อว่างานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร จะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ศน.- 5 ศาสนา’ จัด ‘มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร’ ทั่วประเทศ

โอลิมปิกกัมพูชา ยืนยันยังไม่ตัดสินใจจำนวนนักกีฬาส่งซีเกมส์

วัธ จำเริญ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชา ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่จะส่งไปแข่งขันในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเดือนธันวาคมนี้

โอลิมปิกกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีคำสั่งลดจำนวนผู้เข้าร่วม

ล่าสุด มีข่าวออกมาว่านายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ประธานมนตรีซีเกมส์ ได้เสนอให้ประเทศกัมพูชาลดจำนวนผู้เข้าร่วมไม่เกิน 200 คน เพื่อความปลอดภัย โดยอ้างจากข้อกำหนดด้านความมั่นคงของไทย แต่ทางด้าน กัมพูชา ได้ออกมาโต้กลับว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

วัธ จำเริญ ได้ระบุชัดเจนว่า “ข่าวลือเกี่ยวกับการลดจำนวนนักกีฬาเหลือเพียง 57 คนนั้น ไม่属实 และไม่มีพื้นฐานที่เชื่อถือได้เลย ที่สำคัญ ยังไม่มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดงาน ดังนั้นขอให้ประชาชนกัมพูชาอย่าเชื่อข่าวลือจากสื่อฝั่งไทย หากไม่มีเอกสารยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

รอดูคำสั่งจากรัฐบาลกัมพูชา

ขณะนี้จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่กัมพูชาจะส่งไปร่วมแข่งขันยังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจจากรัฐบาลด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีการแจ้งข้อมูลเบื้องต้นว่าจะส่งคนรวมประมาณ 800 คน ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้จะมีผลต่อภาพลักษณ์และความพร้อมของทีมชาติกัมพูชาในการเดินทางไปแข่งขันในประเทศไทยในเร็วๆ นี้

หนึ่งในประเด็นที่สื่อไทยและกัมพูชาให้ความสนใจคือ ความกดดันด้านความมั่นคงและความพร้อมในการจัดการแข่งขัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เข้าร่วมมีจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนในข้อมูล จะเป็นผลให้เกิดความเข้าใจผิดและข่าวลือที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของการแข่งขัน

  • ข่าวลือเกี่ยวกับจำนวนนักกีฬาจากกัมพูชาไม่เป็นจริง
  • ยังไม่ได้มีคำสั่งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการลดจำนวนผู้เดินทาง
  • ประชาชนถูกเตือนให้ไม่เชื่อข่าวจากสื่อไทย หากไม่มีหลักฐาน

การสื่อสารอย่างโปร่งใสและการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรักษาความน่าเชื่อถือของการแข่งขันกีฬาระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งสำคัญนี้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกีฬาซีเกมส์เป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทั้งจากฝ่ายจัดงานและประเทศผู้เข้าร่วม รับรองได้ว่า จะเกิดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ดังนั้น ก่อนที่จะมีคำสรุปอย่างเป็นทางการ ขอให้ทุกคนอดใจรอ กัมพูชาพร้อมส่งทีมที่ดีที่สุดไปแข่งขันอย่างภาคภูมิ และหวังว่า ข่าวลือต่างๆ จะไม่ไปบดบังความตั้งใจอันดีในการส่งเสริมกีฬาในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวสารใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศต่างๆ และจำนวนนักกีฬาของ โอลิมปิกกัมพูชา ที่จะเดินทางไปร่วมการแข่งขันในซีเกมส์ด้วยนะครับ

ที่มา – ‘โอลิมปิกกัมพูชา’ โวย ‘อย่าเชื่อข่าวฝั่งไทย’ รอรัฐบาลสั่ง ส่งแข่งซีเกมส์

สิงคโปร์กำหนดมาตรฐานใหม่ช่วยลดพลังงานศูนย์ข้อมูล 30%

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สิงคโปร์ได้ออกมาตรฐานใหม่ที่มีชื่อว่า SS 715:2025 ซึ่งมุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพทางพลังงานของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศในศูนย์ข้อมูล เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลลงได้ถึง 30% โดยมาตรฐานนี้จะชี้แนะให้ผู้ใช้งานเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงานในระดับสากล ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิงคโปร์กำหนดมาตรฐานใหม่ช่วยลดพลังงานศูนย์ข้อมูล 30%

มีรายงานจากสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า มาตรฐาน SS 715:2025 เน้นส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ไม่ว่าจะเป็นการรวมระบบหรือแพลตฟอร์มการทำงานในอุปกรณ์เดียว และการใช้ระบบเสมือน (Virtualization) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของอุปกรณ์ ลดจำนวนฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น ช่วยให้ลดการใช้พลังงานโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มความยั่งยืน

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังกำหนดให้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูลจากเดิม โดยผู้ดำเนินงานศูนย์ข้อมูลสามารถยื่นขอเงินสนับสนุนจากรัฐ (IMDA) เพื่ออัปเกรดอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ทำให้ทั้งลดค่าใช้จ่าย และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรได้ในระยะยาว

รายงานจาก IMDA ยังระบุเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูลทั่วไปใช้พลังงานถึงประมาณ60% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล และคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ ความต้องการพลังงานในศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของการประยุกต์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม

  • ลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลได้สูงสุด 30%
  • ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • รองรับการเติบโตของ AI และระบบดิจิทัลในอนาคต

การออกมาตรฐาน SS 715:2025 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่เพียงแต่เน้น “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” ของเทคโนโลยี แต่ยังใส่ใจกับ “การใช้พลังงานอย่างมีความรับผิดชอบ” อีกด้วย

ในเมืองไทยที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เราควรเรียนรู้และหันมาใส่ใจกับมาตรฐานเหล่านี้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา – สิงคโปร์ออกมาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานลดลง 30%

mgk ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อม MV เพลงใหม่

แฟนเพลงทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดกับการกลับมาของศิลปินร็อคชื่อดัง mgk กับผลงานอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า lost americana ซึ่งเป็นอัลบั้มเต็มลำดับที่ 7 ของเขา โดยอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยเพลงคุณภาพมากถึง 13 เพลงที่ถูกเรียบเรียงออกมาอย่างยอดเยี่ยม

mgk ได้เลือกใช้แนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟป็อปร็อกที่เต็มไปด้วยอารมณ์และพลัง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘American Dream’ ที่เขาต้องการบอกเล่า การเดินทางตามหาสิ่งที่หายไปนั้นถูกถ่ายทอดผ่านเสียงกีตาร์อันซับซ้อนและทำนองที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

mgk ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อม MV เพลงใหม่

การทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ชื่อดังหลายคน เช่น SlimXX, BazeXX, Nick Long และ Travis Barker จากวง blink-182 ได้ช่วยเสริมพลังให้กับผลงานในอัลบั้มนี้ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและแรงบันดาลใจ จนทำให้ lost americana เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้

มิวสิควิดีโอเพลง “outlaw overture”

นอกจากเพลงในอัลบั้มแล้ว mgk ยังเปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ที่มีชื่อว่า “outlaw overture” ซึ่งกำกับโดย Sam Cahill และ Hunter Simmons โดยเพลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้ม lost americana อย่างเป็นทางการ และเป็นการบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางของเขานอกจากเสียงเพลงที่ฟังเพลิน ยังเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม

จากประสบการณ์และความสำเร็จในอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Tickets To My Downfall และ mainstream sellout ทำให้ mgk มีความมั่นใจในการนำเสนอเสียงเพลงที่แท้จริงของตัวเองให้กับแฟนๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ อัลบั้ม lost americana จึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต โดยแม้เส้นทางบางช่วงจะเบลอไปบ้าง แต่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาในอัลบั้มนี้กลับดูสดใสและมากไปด้วยแรงบันดาลใจ

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของศิลปินเจน Z หรือชอบแนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อค ต้องห้ามพลาดการติดตามผลงานชุดใหม่จาก mgk ให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเสียงเพลงที่กำลังกลับมาเปลี่ยนโลกฟังเพลงในตอนนี้

ที่มา – “mgk” ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อมเอ็มวีเพลงใหม่ “outlaw overture” ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟป็อปร็อก

ชวนเที่ยว “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” มหกรรมตลาดสินค้าเกษตร

หากคุณเป็นคนรักสินค้าเกษตร หรือต้องการสัมผัสบรรยากาศของการตลาดแบบชุมชน งาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” คือคำตอบสำหรับคุณ! งานมหกรรมตลาดสินค้าเกษตรที่รวบรวมของดีจากไร่ทั่วทั้งจังหวัดเพชรบุรีไว้ในที่เดียว “ของดีจากไร่ สดใหม่ถึงมือคุณ” ระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 นี้ ณ บริเวณ Food Park ชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เพชรบุรี

สำหรับงาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” นี้ นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนเข้าร่วมแบบคึกคัก แสดงถึงความสนใจในการส่งเสริมสินค้าเกษตรคุณภาพของจังหวัดอย่างเต็มตัว

เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025 คืออะไร?

งาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ถือเป็นเวทีสำคัญที่จะนำเสนอผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ สับปะรดเพชรบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ข้อความเชื่อมโยงของจังหวัด สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อให้ใกล้ชิดมากขึ้น

กิจกรรมภายในงาน “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025”

ภายในงานนี้ มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านขายสินค้าสดใหม่จากเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปคุณภาพเยี่ยม อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลายประเภทให้ผู้เข้าร่วมเพลิดเพลิน เช่น

  • การสาธิตทำอาหารจากสินค้าเกษตรท้องถิ่น
  • การประกวดกินของเด่นเมืองเพชร
  • กิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
  • การแสดงดนตรีและกิจกรรมสันทนาการที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายตลอดวัน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารมีคุณภาพ หรืออยากรู้จักเกษตรกรในท้องถิ่นมากขึ้น กิจกรรมในงานเป็นโอกาสที่ดีในการสัมผัสประสบการณ์ตรงจากแหล่งผลิต พร้อมเพียงสนับสนุนวิถีเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ไปพร้อมกับโอกาสในการช้อปปิ้งสินค้าคุณภาพราคาดีจากชาวบ้านโดยตรง

ถ้ามีโอกาส อย่าพลาด! มาเที่ยวกับงาน เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025 เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสจากธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนไมโครอีโคโนมี่ของประเทศไทยอีกด้วย

ที่มา – ชวนเที่ยว “เพชรบุรีฟาร์มเฟสต์ 2025” มหกรรมตลาดสินค้าเกษตร

มาเรสกาชื่นชมลูกทีมบุกถล่มเวสต์แฮม 5-1

เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีม “สิงห์สำอาง” เชลซี แชมป์สโมสรโลก ออกมาชื่นชมลูกทีมอย่างเต็มที่หลังจากที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการบุกถล่ม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 5-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะตกเป็นฝ่ายตาม 0-1 ตั้งแต่ช่วงต้นเกมก็ตาม

มาเรสกาชื่นชมลูกทีมหลังบุกถล่มเวสต์แฮม

แม้ว่าในเกมนี้ เชลซี จะต้องเสีย โคล พาล์มเมอร์ จากการบาดเจ็บก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากเขารู้สึกไม่ค่อยสบายบริเวณขาหนีบ และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าพร้อมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ มาเรสกา ตัดสินใจไม่เสี่ยงส่งเขาลงสนาม และแน่นอนว่าการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากบอลเริ่มเด้ง ก็มีข่าวลือว่าเขาบาดเจ็บหายตัวไม่รู้เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในช่วงนาทีที่ 5 ที่ทำให้ถิ่นลอนดอนใต้ที่มาจากนักเตะเจ้าถิ่นได้ประตูขึ้นนำไปก่อน

ทีมมีความเชื่อมั่นและมั่นคงแม้ตาม

แต่จังหวะที่ตามมาไม่ใช่บทจบของเกม แต่เป็นจังหวะสร้างสรรค์ที่ลุ้นทั้งเจ้าบ้านและทีมเยือน ซึ่งผลปรากฏว่าทีมเยือนอย่าง เชลซี กลับเป็นฝ่ายแสดงพลังและงานรุกทำให้เจ้าถิ่นหลังจากได้ต่อยอดได้สวยผ่านการเปลี่ยนแปลงในเกมยิงสามารถกวาดผลชนะได้ด้วยสกอร์รวด 5-1 แม้จะหลับใหลไว้ก่อนแล้วก็ตาม

หลังเกม มาเรสกา เป็นผู้จัดการทีมรายนี้กล่าวว่า ตนรู้สึกประทับใจกับการพัฒนาและการตอบสนองของลูกทีมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่พวกเขาเริ่มต้นเกมไม่ค่อยดีนัก โดยถูกตาม 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ห้า แต่พวกเขากลับสามารถกลับมาปรับชุดแนวคิดและกลับมามาตามไล่ยิงได้ต่อเนื่องจนนำไปสู่ผลชนะที่ขาดลอย

ทีมนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวิเคราะห์และการใช้จังหวะ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ได้แค่มีพลังทางร่างกายเฉย ๆ แต่มีการตั้งใจวางแผนดี zarównoในและไม่มีบอล โดยเขายังกล่าวว่ามันคือสิ่งที่เขาเห็นแล้วรู้สึกประทับใจและมั่นใจมาก ๆ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่า เอสเตเวา มิดฟิลด์รุ่นเยาว์วัย 18 ปี จะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้ แต่ มาเรสกา เผยว่าเด็กหนุ่มยังต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับลีกนี้มากขึ้น โดยเฉพาะความเร็วของเกมและจังหวะการเติมเกม นอกจากนี้ เจมี กิตเทนส์ และจอร์เรล ฮาโต ก็ต้องปรับตัวในลักษณะเดียวกัน ในขณะที่ ชูเอา เปโดร และเลียม ดีแลป ที่มีประสบการณ์สูงในพรีเมียร์ลีก ก็มีบทบาทช่วยให้ทีมสำคัญมากในเกมนี้

หากต้องสรุปในประโยคสั้น ๆ คำว่า มาเรสกาชื่นชมลูกทีมบุกถล่มเวสต์แฮม ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะผลงานของทีม เชลซี นั้นสามารถบ่งบอกถึงความมั่นคง ความกลายทีม และประสบการณ์ของผู้เล่นแต่ละคนรวมถึงฟอร์มการเล่นระดับโลกอีกด้วย

ที่มา – “มาเรสกา” ชมแข้ง “สิงห์” แซงถล่ม “ขุนค้อน”

เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ยิงเตือนอย่างยั่วยุบนชายแดน

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้กลับมาอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่าทหารจากทั้งสองฝ่ายเกิดการเผชิญหน้าบนแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนสูง โดยสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนือออกมาประณามต่อพฤติกรรมของทหารเกาหลีใต้ที่ ยิงเตือนอย่างยั่วยุ ขณะที่ทหารของพวกเขาดำเนินการเสริมความแข็งแกร่งให้กับรั้วถาวรในพื้นที่

เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ยิงเตือนอย่างยั่วยุ

จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม กองทัพเกาหลีเหนือมีแถลงการณ์ผ่านนายพลโก จอง-ชอล รองเสนาธิการใหญ่แห่งกองทัพ โดยระบุว่าทหารเกาหลีใต้ได้ใช้อาวุธปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร ยิงเตือนมากกว่า 10 นัด ไปยังทิศทางที่มีทหารเกาหลีเหนืออยู่ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาปลุกปั่น โดย เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ยิงเตือนอย่างยั่วยุ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารที่ไม่คาดคิดได้ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือได้ระบุว่าตนได้แจ้งแผนการติดตั้งรั้วถาวรให้กองทัพสหรัฐในเกาหลีใต้ทราบล่วงหน้าทั้งในวันที่ 25 มิถุนายน และ 18 กรกฎาคม เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

การซ้อมรบสหรัฐ-เกาหลีใต้กับการเผชิญหน้าบนชายแดน

ข้อกล่าวหาของเกาหลีเหนือชี้ไปที่การร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ที่กำลังจัดการซ้อมรบที่มีขนาดใหญ่เป็นประจำทุกปี ขณะที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า การยิงเตือนของเกาหลีใต้นั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระตุ้น局势ทางทหาร อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยืนยันว่าจะ ยิงเตือนอย่างยั่วยุ เพื่อเผชิญหน้ากับแนวคิดทางทหารของเกาหลีใต้ แต่หากการกระทำดังกล่าวยังคงเกิดขึ้น กองทัพเปียงยางจะตอบโต้ตามที่เหมาะสม

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนได้ยิงเตือนทหารเกาหลีเหนือจริง เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามพุ่งทะลุเข้ามายังเส้นแบ่งเขตแดนทางทหาร (MDL) ซึ่งเป็นพื้นที่ห้ามเข้าถึง หลังได้ยินเสียงปืนเตือน ทหารเกาหลีเหนือได้ล่าถอยออกไป

การเผชิญหน้าครั้งนี้ส่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ตลอดเวลาระหว่างสองเกาหลี และสนับสนุนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีการสื่อสารช่องทางทางการที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะลุกลามของสถานการณ์ใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่อาจควบคุมได้

หากคุณติดตามสถานการณ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องติดตามพัฒนาการในภูมิภาคร่วมกับความเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ในเกาหลีมีความเชื่อมโยงต่อการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา – เกาหลีเหนือโวยเกาหลีใต้ “ยิงเตือนอย่างยั่วยุ” ระหว่างทหารเผชิญหน้าบนชายแดน