ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รร.เทศบาล 6 จัดแข่งขันกีฬาสีภายใน สร้างสรรค์เด็กและเยาวชน

โรงเรียนเทศบาล 6 (ร่วมพัฒนาคณูปถัมภ์) ได้จัดการแข่งขัน กีฬาสีภายใน ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจให้กับนักเรียน โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการเสริมสร้างทักษะชีวิตและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

กีฬาสีภายในสร้างสรรค์เด็กและเยาวชนอย่างไร?

งานนี้ได้รับเกียรติจากนายรัชพล ฉันทดิลก รองนายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ประธานชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ สนามกีฬาโรงเรียนเทศบาล 6 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน ครอบครัว และครูผู้สอน

น.ส.กนิษฐา ศรีแตงอ่อน ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 6 กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาสีภายในนี้จัดขึ้นโดยแบ่งนักเรียนเป็น 2 สี ได้แก่ สีม่วงและสีเขียว เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ ฝึกความกล้าแสดงออก และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการเล่นกีฬาอย่างสนุกสนาน

เสริมสร้างสมรรถนะด้านร่างกายและสังคม

กีฬาไม่เพียงแต่พัฒนาร่างกาย แต่ยังส่งเสริมการเรียนรู้ด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา ช่วยให้นักเรียนรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้น้ำใจนักกีฬา และมารยาทในการแข่งขัน

  • เสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกาย
  • ฝึกความกล้าแสดงออก
  • เพิ่มความสามัคคีในกลุ่มเพื่อน
  • เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีมารยาท

ด้านนายรัชพล กล่าวเสริมว่า การจัด กีฬาสีภายใน ไม่ได้เน้นการแข่งขันเพื่อแพ้ชนะ แต่เน้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ และการมีส่วนร่วมของนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสนับสนุนโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย

การจัด กีฬาสีภายใน เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างนิสัยที่ดีให้กับเยาวชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการมีวินัย การเคารพกฎกติกา และการมีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่ออนาคตของเด็กนักเรียนทุกคน

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครูที่มองหาวิธีส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬาสีภายในเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุ้มค่าและสร้างคุณค่าทั้งภายในและภายนอกชั้นเรียน

ที่มา – รร.เทศบาล 6 จัดแข่งขันกีฬาสีภายใน สร้างสรรค์เด็ก และเยาวชน

ต้องเต้เคลียร์เหตุแค่งตาต้า ยันสัปเหร่อ2ทำต่อได้

ล่าสุดแรงบันดาลใจจากหนังสัปเหร่อ ที่สร้างปรากฏการณ์ทะลุโลก กลับมามีประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อ ‘ต้องเต ธิติ’ กับ ‘ตาต้า ชทติชาย’ นักแสดงรุ่นใหญ่ที่เพิ่งมีเรื่องดราม่ากันอย่างหนัก ดราม่าที่เกิดขึ้นจนเพื่อนๆ วงการต้องออกมาพูดถึง ส่งผลให้ ‘ก้อง ห้วยไร่’ พี่ชายต้องเต เผยความห่วงใยออกมาทางโซเชียลทำเอาแฟนๆ หลายคนเป็นกังวล

ต้องเต้เคลียร์เหตุแค่งตาต้า ยันสัปเหร่อ2ทำต่อได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ‘ต้องเต ธิติ’ ได้ออกมาร่วมงานแถลงข่าวเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติครั้งแรกในประเทศไทย WHAT THE DOC! THAILAND โดยอัปเดตสถานะปัจจุบันของหนัง ‘สัปเหร่อ 2’ รวมถึงเปิดใจแข้งเกี่ยวกับเหตุการณ์ดราม่ากับ ‘ตาต้า ชทติชาย’ อย่างตรงไปตรงมา ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีอะไรเป็นทางการ ถูกโซเชียลมีเดียบิดเบือนจนใครๆ ก็คิดว่ามันใหญ่โต แต่ที่จริงแล้ว แค่ทะเลาะกันงอนกันเล็กน้อยเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับ ‘ตาต้า’ คืออะไร?

“เรื่องจริงๆ ไม่มีอะไรแล้วครับ มันก็แค่เรื่องของคนสองคนที่ทะเลาะกัน ไม่มีใครถูกใครผิด แค่ในโซเชียลมันดูดราม่า และดูรุนแรงกว่าความเป็นจริง อย่างที่บอกไปว่าเรื่องมันเปิดในโซเชียล ผมกับตาต้าก็เคลียร์กันเรียบร้อยไปแล้วครับ ไม่มีอะไรเป็นทางการเลย” ต้องเต เผยต่อ

เขาเล่าต่อว่า ในกรณีที่แฟนๆ อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง โดยเฉพาะการที่พี่ชายชื่อดังอย่าง ‘ก้อง’ ออกมาโพสต์ปกป้อง ต้องเตเองก็ซาบซึ้งใจในความห่วงใยที่พี่ชายมีให้ “ตอนผมหลับไปตื่นขึ้นมา เปิดโซเชียลแล้วเห็นเรื่องมันดังเป็นเรื่องใหญ่ ผมก็ตกใจเหมือนกัน พอรู้ว่าพี่ชายออกมาแล้ว ผมรีบโทรไปขอโทษหลังไมค์ว่าไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่เกินไป และที่สำคัญ ผมกับตาต้ายังไปถ่ายหนังด้วยกันต่อ และไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ”

สิ่งนี้ยืนยันว่าความสัมพันธ์ยังดี ไม่มีรอยร้าว แค่ในโซเชียลมันมีมุมที่ดูเหมือนมีเรื่อง เพราะฉะนั้น ก็ขอให้แฟนๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกกับข่าวลือที่โจมตีกันผ่านโลกออนไลน์

สัปเหร่อ 2 จะไปต่อได้จริงหรือไม่?

กลับมาที่ผลงาน ในส่วนของหนังสัปเหร่อภาค 2 ที่เพิ่งจะใกล้ถึงจุดจบของการถ่ายทำ ต้องเต เผยว่า “ตอนนี้เข้าใกล้จุดปลดเปลื้องแล้วนะครับ จะปิดกล้องในวันสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งก็เลยเกินกำหนดเดิมไปประมาณ 2-3 เดือน หนึ่งในเหตุผลหลักก็เพราะ ‘ด้งเด้ง’ เจ็บจนหยุดพัก ตอนแรกเราเองก็คิดมากว่าโครงการจะล่มไปเลย แต่โชคดีที่เขาฟื้นตัวเร็วและกลับมาทำงานได้

การที่เขาฟื้นเร็ว เราเลยปรับบทให้เขาร่วมงานอีกครั้ง แม้เส้นเรื่องหลักจะต้องปรับ แต่บริบทใหม่นี้กลับทำให้ฉันชอบมันมากขึ้น จากประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้ใช้เวลาอยู่กับบทมากขึ้น ก็คิดว่าภาค 2 นี้น่าดูมากๆ จะมีสาระและอารมณ์ครบมากขึ้นแน่นอน”

นอกจากนี้ ต้องเต ธิติ ยังร่วมงานอีกแขนงในโลกดนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ หลังรับหน้าที่กำกับเอ็มวีเพลงให้กับ พี่เบิร์ด ธงไชย ซึ่งเป็นศิลปินในตำนานของเมืองไทย งานนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้เขาตื่นเต้นและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก “ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้ร่วมงานกับพี่เบิร์ดครับ เริ่มรับก่อนที่จะฟังเพลงเลย เหตุเพราะถูกใจแม่บ้านที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ ก็เลยลุยตามทำยอมบนพิเศษ ตอนถ่ายต้องระวังสุขภาพตัวเองของพี่เขาด้วย ถ่ายเสร็จยังอยากถ่ายเพิ่ม เพราะสนุกเลยแหละครับ (หัวเราะ)”

อีกเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจคือ องค์ประกอบของหนังไทยในปีนี้ จะมีงานแนวจิตหลอนจำนวนมากก่อให้เกิดปรากฏการณ์สะท้อนส่งผลกระทบทั้งเชิงพาณิชย์และศิลปะในวงการหนังด้วยซ้ำ ต้องเต เผยว่า “ผมก็รู้สึกยินดีกับปรากฏการณ์หนังอะไหล่กันมากครับ เพราะมันพิสูจน์ว่าคนเราให้ความสนใจไปที่ ‘เนื้อเรื่อง’ มากกว่ากระทู้แนวดั้งเดิม มันทำให้นักเขียนบทและนักกำกับมีแรงบันดาลใจมากขึ้น จริงๆ ผมไม่คิดว่าความสามารถส่วนตัวของผมจะยอดเยี่ยมหรือถึงขั้นเป็นแรงผลักดันของคนอื่น ฉันยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ”

ท้ายสุด ต้องเต ส่งข้อความทักทายถึงคนที่ติดตามและให้กำลังใจตลอดมา “ขอขอบคุณแฟนๆ ที่ยังเป็นกำลังใจให้ ผมก็ตั้งใจจะเทรดความน่าสนใจกับทุกคนต่อไปครับ ปีหน้าคงมีอะไรใหม่ๆ ให้ได้ดูกันอีกแน่นอน”

ที่มา – ‘ต้องเต้’รับใจหายคิดว่า ‘สัปเหร่อ2’จะไม่ได้ไปต่อ เผยเคลียร์ ‘ตาต้า’แล้วต้นเหตุแค่งอนกัน

ธนารักษ์เปิดตัว Landlord Sharing ร่วมมือสาธารณสุขพัฒนาที่ดินราชพัสดุ 6 โรงพยาบาล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมธนารักษ์ได้เปิดตัวโครงการ Landlord Sharing ภายใต้แนวคิดการร่วมมือกับหน่วยงานราชการเพื่อพัฒนาพื้นที่ที่ดินราชพัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นผู้เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการมอบอำนาจให้ส่วนราชการสามารถดำเนินการจัดหาประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งยังไม่มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ

ธนารักษ์เปิดตัว Landlord Sharing ร่วมมือสาธารณสุขพัฒนาที่ดินราชพัสดุ 6 โรงพยาบาล

ในการนี้ กรมธนารักษ์ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การมอบอำนาจครั้งนี้ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ แต่ยังคงความเป็นของรัฐไว้ และมีระยะเวลาการใช้ประโยชน์ไม่เกิน 30 ปี พร้อมมีการรายงานผลต่อกรมธนารักษ์ทุกไตรมาส หากมีการฝ่าฝืนอาจเพิกถอนสิทธิได้ทันที

โครงการนำร่องใน 6 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

โครงการ Landlord Sharing ได้เปิดตัวโครงการนำร่องใน 6 โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแต่ละโรงพยาบาลจะมีการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างที่รองรับการให้บริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร ซึ่งได้แก่:

  • โรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ – หอผู้ป่วยพิเศษ, พื้นที่ให้บริการ, อาคารจอดรถ
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย – ศูนย์สุขภาพฟื้นฟู, สถานพักฟื้น, พื้นที่บริการ, อาคารจอดรถ
  • โรงพยาบาลสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ – ศูนย์บริการมะเร็ง, ศูนย์หัวใจ, พื้นที่บริการ, อาคารจอดรถ
  • โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา – หอผู้ป่วยพิเศษ, พื้นที่บริการ, อาคารจอดรถ
  • โรงพยาบาลพัทยาปีทมคุณ (บางละมุง) จ.ชลบุรี – หอผู้ป่วยพิเศษ, พื้นที่บริการ, อาคารจอดรถ
  • โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา – อาคารบริการและการสนับสนุนทางการแพทย์

โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด Landlord Sharing เพื่อระดมทรัพยากรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับการบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและเช่าพื้นที่ดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพแก่ประชาชน

จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้ที่หลายคนควรรู้ ได้แก่

  • เป็นโครงการด้านสาธารณสุขและสังคม
  • เปิดโอกาสประมูลเอกชนให้ใช้พื้นที่เพื่อพัฒนาโครงสร้างที่ให้บริการประชาชน
  • การให้เช่าต้องเป็นไปตามกฎหมาย และต้องส่งรายได้ให้รัฐ
  • มีการควบคุมราคาให้บริการอย่างเหมาะสมและโปร่งใส
  • มีการรายงานผลใช้ประโยชน์ทุกไตรมาส

นับเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐที่ผนึกกำลังเอกชนอย่างมีระบบ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่ของรัฐเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง บริการสาธารณสุขจะมีทั้งคุณภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย และเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น.

ที่มา – ธนารักษ์ เปิดตัว Landlord Sharing จับมือ สาธารณสุข มอบอำนาจพัฒนาพื้นที่ราชพัสดุ 6 โรงพยาบาล

‘ธนกร’เรียกร้อง‘ภูมิธรรม’ทบทวนระเบียบเยียวยาบ้านหลังโซเชียลถล่มชดเชยแค่ 73 บาท

กรณีที่มีผู้ประสบภัยจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในเขต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าได้รับการเยียวยาเพียง 73 บาท จากความเสียหายของบ้านเรือนที่ถูกทหารกัมพูชายิงระเบิดโจมตี ทำให้กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงสังคมออนไลน์ ทั้งจากประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งทำให้นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน

‘ธนกร’เรียกร้อง‘ภูมิธรรม’ทบทวนระเบียบเยียวยาบ้าน

จากข้อมูลที่เปิดเผย นายธนกรเห็นว่าแม้ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษจะชี้แจงว่าการชดเชยตามระเบียบเป็นขั้นตอนปกติ แต่ระเบียบปัจจุบันไม่เหมาะสมกับสถานการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในกรณีที่พลเมืองต้องเผชิญกับการใช้อาวุธรุนแรงจากฝั่งกัมพูชา กระทบต่อความเป็นอยู่และจิตใจของประชาชนอย่างรุนแรง

ความช่วยเหลือต้องสอดคล้องกับสถานการณ์

“การเยียวยาแบบนี้ เป็นเหมือนการซ้ำเติมและบั่นทอนกำลังใจประชาชน” นายนธนกรกล่าว และได้มีการเรียกร้องให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทบทวนระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการอพยพทรัพย์สิน หยุดประกอบอาชีพ และได้รับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ การเยียวยาควรครอบคลุมไม่เพียงแค่รายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ควรพิจารณาถึงความเสียหายเชิงจิตวิทยาและทรัพย์สินของประชาชนที่ตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และต้องมีบทบาทของทีมอาสาสมัครสาธารณสุขในลักษณะของจิตแพทย์เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างครอบคลุม

  • การชดเชยต้องเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
  • การทบทวนระเบียบและขั้นตอนการเยียวยาอย่างเร่งด่วน
  • การเพิ่มทีมจิตแพทย์และอสม.เข้าพื้นที่
  • เร่งเบิกจ่ายงบสำรองฉุกเฉินเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน

ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลประชาชนในพื้นที่ความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง แต่หากยังปฏิบัติตามระเบียบที่ล้าสมัย อาจกลับกลายเป็นแรงกดดันต่อมติสาธารณะ และลบล้างความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานของรัฐ

ดังนั้น จากรณีนี้อยากชวนให้มองเห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนพรบ.หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและเยียวยาที่ตรงจุดที่สุด สอดคล้องกับความเป็นจริงในแต่ละเหตุการณ์

ที่มา – ‘ธนกร’จี้ ‘ภูมิธรรม’ทบทวนระเบียบเยียวยาบ้าน หลังโซเชียลถล่มชดเชยแค่ 73 บาท

‘ไชยา’ ลั่นไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร – ขอโทษสั่งปิดประชุม​ก่อนถก​ญัตติ MOU แจงประสานผิดพลาด​

กรณีที่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรถูกปิดก่อนการพิจารณาญัตติ MOU ระหว่างประเทศ 2543-2544 ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงเหตุการณ์ โดยยืนยันว่าไม่ใช่เจตนาปิดประชุมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่เกิดจากการประสานงานที่ผิดพลาด

‘ไชยา’ ลั่นไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร – ขอโทษสั่งปิดประชุม​ก่อนถก​ญัตติ MOU แจงประสานผิดพลาด​

นายไชยา เปิดเผยว่า ตนเองได้รับข้อมูลล่วงหน้าว่าหลังจากกระทู้เสร็จสิ้น จะมีการพิจารณารายงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ประมาณ 4-5 หน่วยงาน แต่ในวันประชุมมีเพียงกองทุนสื่อสร้างสรรค์ที่พร้อมเข้าวาระ จึงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม ขณะนั้นได้รับการประสานว่าหากไม่มีประเด็นอะไรเพิ่มเติมให้ปิดประชุมเป็นไปตามข้อตกลงเดิม

ยอมรับข้อผิดพลาด พร้อมขอโทษ

“ถ้าหากผมดำเนินการอะไรไปที่ไม่เป็นกลาง ผมก็จะถูกตำหนิ เครดิตทางการเมืองก็จะเสียหาย” นายนายไชยา กล่าวว่า โดยยอมรับว่าการประชุมครั้งนี้เกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสาร และหากมีสิ่งใดทำให้สังคมไม่สบายใจ ตนเองขอโทษในนามของสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าการใช้สิทธิ์ปิดประชุมเป็นเรื่องของเสียงปริ่มน้ำหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เนื่องจากการบริหารเสียงในสภาเป็นหน้าที่ของวิปฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประธานในการจัดการเสียงของรัฐบาลแต่อย่างใด

  • เป็นไปตามกฎกติกาของสภา
  • ไม่ใช่การหนีปัญหา
  • เป็นการประสานงานที่ผิดพลาด

“สิ่งสำคัญที่อยากสื่อคือ เราไม่ควรใช้เวทีสภาเพื่อแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรใช้เพื่อหาทางออกให้กับประชาชน” นายไชยา กล่าวอีกว่า

ทั้งนี้ กรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมยื่นหนังสือประกอบสาระให้สภาหันมาพิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ก็เป็นขั้นตอนที่ยังไม่เข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ เพราะต้องให้พรรคการเมืองเสนอเข้าสภา

เชื่อ “เป็นกลาง” คือหน้าที่หลัก

“ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร ถึงแม้จะมาจากพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่วันที่มานั่งเป็นประธานด้วยความสำนึกในหน้าที่” นายไชยา ย้ำอีกครั้งว่า ตนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและไม่ใช่ผู้แทนพรรคใดพรรคหนึ่ง

การดำเนินการในครั้งนี้จึงไม่ได้มีเจตนาหนีการพิจารณาญัตติ MOU แต่เป็นการคำนึงถึงความเรียบร้อยในการประชุมที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง

ท้ายที่สุด นายไชยา เรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือกัน พูดคุยเพื่อหาจุดตัดเพื่อประเทศชาติ และไม่ใช่เวทีที่เต็มไปด้วยขัดแย้ง แต่มากับความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหา

จากการชี้แจงครั้งนี้ ผู้สังเกตการณ์มองว่า นี่เป็นข้อสังเกตสำคัญที่สภาควรพัฒนาระบบการทำงานในอนาคต อันจะทำให้ภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติกลับมาเป็นที่ยอมรับของสังคมอีกครั้ง

ความคิดเห็น: ผู้แทนประชาชนควรใช้เวทีสภาเป็นพื้นที่สร้างสันติสุข ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมือง

ที่มา – ‘ไชยา’ ลั่นไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร – ขอโทษสั่งปิดประชุม​ก่อนถก​ญัตติ MOU แจงประสานผิดพลาด​

‘พีระพันธุ์’มอบเงินช่วยเหลือ‘ทหารกล้า’เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเงินเยียวยาจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ในพิธีมอบเงินในครั้งนี้ ยังมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขานุการกองทุนฯ เข้าร่วมส่งมอบเงินเยียวยาและกำลังใจร่วมด้วย ซึ่งเป็นการแสดงความห่วงใยอย่างใกล้ชิดต่อบุคลากรเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

‘พีระพันธุ์’มอบเงินช่วยเหลือ‘ทหารกล้า’เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2,100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนขาดสมรรถภาพ โดยแต่ละรายได้รับความช่วยเหลือรายละ 700,000 บาท นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฯ ยังกำลังดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อใช้งบประมาณอีก 9,300,000 บาท เพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยรายอื่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

การดูแลอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยียวยาเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงค่าใช้จ่ายระยะยาว เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าอุปกรณ์การแพทย์ และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยึดมั่นของรัฐบาลในการดูแลทหารผู้กล้าอย่างรอบด้าน

การจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงชายแดน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความสงบสุขของประเทศ

  • ทหารกล้าได้รับเงินเยียวยารายละ 700,000 บาท
  • อีก 9.3 ล้านบาทอยู่ระหว่างดำเนินการจัดสรรงบประมาณ
  • เน้นดูแลทั้งด้านสุขภาพและการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากเหตุปะทะในบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชานั้น ไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่ยังส่งผลต่อจิตใจของประชาชนและบุคลากรในพื้นที่ ดังนั้น การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งทางการเงินและทางความรู้สึกถือเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูและให้กำลังใจแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

ไม่ใช่แค่ความจงรักภักดี แต่ยังเป็นความรับผิดชอบของรัฐในการดูแลผู้ที่เดินหน้าปกป้องประเทศอย่างไม่หวั่นไหว ซึ่งความมุ่งมั่นนี้เองที่ทำให้มั่นใจได้ว่า “ทหารกล้า” จะไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพัง

ที่มา – ‘พีระพันธุ์’มอบเงินช่วยเหลือ‘ทหารกล้า’เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

มูน เดอะ แพนด้า เพื่อนรักจากขุนเขา อบอุ่นถึงใจ

สวัสดีค่ะทุกคน เมนี่ กลับมาแล้วค่ะ วันนี้เมนี่จะพาไปสัมผัสกับมิตรภาพที่น่ารักและอบอุ่นจากหนังที่ได้รับความนิยมอย่าง “มูน เดอะ แพนด้า เพื่อนรักจากขุนเขา” หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การดูเพื่อผ่อนคลาย แต่ยังทำให้เราได้สัมผัสความสัมพันธ์ที่จริงใจระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง

เรื่องราวของหนังคือการผจญภัยของเด็กชายชื่อ เถียน ที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ จึงถูกส่งไปอยู่กับ อาม่า บนภูเขาแห่งหนึ่งที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนรักใหม่ที่น่ารัก นั่นก็คือแพนด้าตัวน้อยที่เขาตั้งชื่อว่า มูน ตัวกลม ตาโต และหิวกว่าใครในโลก!

มูน เดอะ แพนด้า เพื่อนรักจากขุนเขา

ความสัมพันธ์ของเถียนกับมูนเติบโตขึ้นจากความช่วยเหลือเล็ก ๆ ที่กลายเป็นความอบอุ่นใหญ่หลวง หนังสร้างอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งไผ่ให้กัน การใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ จนกระทั่งความโดดเดี่ยวของเถียนเริ่มเปลี่ยนไป

ความรู้สึกที่มูนมอบให้

สิ่งที่น่าประทับใจคือ จังหวะการนำเสนอเรื่องราว ที่นุ่มนวลและช้า ๆ ให้ผู้ชมได้มีเวลาเพลิดเพลินกับทุกโมเมนต์ เพิ่มเติมด้วยภาพงามของธรรมชาติ ทั้งภูเขา ป่าไผ่ และแสงยามเช้าที่ช่างสมจริง ช่วยเสริมความรู้สึกร่วมของผู้ชมได้เป็นอย่างดี

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังแอคชั่นที่มีจังหวะเร้าใจ แต่หากคุณต้องการจดหมายรักจากธรรมชาติถึงหัวใจของครอบครัว “มูน เดอะ แพนด้า เพื่อนรักจากขุนเขา” จะตอบโจทย์อย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างเถียนกับมูนสร้างความตื้นตันให้กับผู้ชมอย่างแท้จริง

  • เรื่องราวที่แสนอบอุ่น
  • งานภาพที่สวยงาม
  • ความน่ารักของมูนแพนด้า
  • ความจริงใจของตัวละคร

ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องลุ้น แค่เปิดใจให้กับความอบอุ่นเล็ก ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ เราในชีวิตจริง หนังเรื่องนี้เติมเต็มชีวิตด้วยความชัดเจนของคำว่า “เป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องพูดก็รู้ใจ” เมนี่ขอให้คะแนน 8/10 หัวใจแพนด้า เพราะเรื่องราวที่ดีกว่าคำพูด เพื่อนแท้ที่มีได้เพียงหนึ่งเดียว

ใครอยากพักใจจากความวุ่นวายลองชวนครอบครัวไปชม “มูน เดอะ แพนด้า เพื่อนรักจากขุนเขา” แล้วรับรองว่าหัวใจจะอบอุ่นไปอีกนาน อย่าลืมกอดกันแล้วไป!

ที่มา – MOVIE STATION : มิตรภาพนุ่ม ๆ ที่อบอุ่นถึงหัวใจ ‘Moon the Panda เพื่อนรัก…จากขุนเขา’

ชาวบ้านช่องจอมลำบาก วอนรัฐบาลเคลียร์ปัญหาชายแดน

บรรยากาศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาตอนด้านอำเภอกาบเชิงและอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาอย่างตั้งใจ แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลายลงเลย ล่าสุดมีรายงานว่าทหารไทยสามารถยิงโดรนของฝ่ายกัมพูชาได้ถึง 4 ลำ และกำลังดำเนินการค้นซากในพื้นที่ใกล้เคียง

ชาวบ้านช่องจอมลำบากหนักจากการค้าซบเซา

ผู้คนในพื้นที่ ทั้งพ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม ประสบปัญหาอย่างหนัก จากการค้าที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ลูกค้าหายไปเกือบ 100% หลายร้านจำเป็นต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายต่อไปได้ กระทั่งบางครอบครัวเลือกที่จะอพยพจากพื้นที่โดยไม่รอคำสั่งของเจ้าหน้าที่

แม่ค้าเปิดใจผลกระทบจากสถานการณ์

นางคำภาย เชื้ออินทร์ อายุ 52 ปี ร้านค้าด้านเนื้อหมูสด ระบุว่า ยอดขายลดลงไปกว่า 90% เหลือเพียงไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ปัจจุบันต้องขายขาดทุนเพื่อไม่ให้สินค้าเสีย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าออกมาทำการซื้อขาย เนื่องจากความกลัวความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบให้คนในพื้นที่ไม่กล้าออกไปทำงาน เช่น การกรีดยางเพื่อหาเลี้ยงชีพ

นางพัชรี มากัง อายุ 52 ปี แม่ค้าร้านโชว์ห่วย กล่าวเสริมว่า การค้าขายแทบเป็นไปไม่ได้เลย ลูกค้าหายไปเกือบทั้งหมด ครอบครัวหลายหลังเริ่มใช้ชีวิตอย่างประหยัด แทบจะมีแค่ค่าอาหารประทังชีพเท่านั้น

ปัญหายืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นมากกว่าที่เห็น

สิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ปัญหาความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเศรษฐกิจส่วนตัว ความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตั้งแต่การไม่สามารถทำงานนอกบ้าน การขาดโอกาสในการค้าขายไปจนถึงการไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาที่เหมาะสมจากภาครัฐ

  • ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากความตึงเครียดที่ชายแดน
  • ขาดการสนับสนุนและเยียวยาแก่ประชาชน
  • ความกังวลเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
  • ความหวาดกลัวส่งผลให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงการทำมาหากิน

สถานการณ์ที่ยืดเยื้อแบบนี้ไม่ได้กระทบเพียงการเคลื่อนไหวของทหาร แต่มีผลกระทบเชิงลึกต่อหัวใจและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนระเบิด อีกทั้งยังทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก หลายคนยังคงต้องอยู่แบบวันต่อวัน โดยไม่มีความมั่นใจว่าจะผ่านวันนี้ไปได้อย่างไร

ความหวังของชาวบ้านคือการที่รัฐบาลจะเข้ามาเคลียร์ปัญหาอย่างจริงจัง ช่วยเยียวยาความเสียหายจากผลกระทบในระยะยาว และหาวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อคืนความมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ชาวบ้านช่องจอมลำบากหนัก การค้าซบเซา วอนรัฐเร่งเคลียร์ปัญหาชายแดนสุรินทร์

รมช.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ

รมช.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะ ได้มีโอกาสเยี่ยมชมการให้บริการของโรงพยาบาลในหลากหลายแผนกสำคัญ เช่น ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน, ศูนย์รังสีวินิจฉัย, คลินิกเฉพาะทาง, ศูนย์ตรวจสุขภาพ, หอผู้ป่วยใน รวมถึง ศูนย์เลสิกโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นจุดเด่นของโรงพยาบาลแห่งนี้

การให้บริการที่ครอบคลุมทุกมิติ

โรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกของประเทศไทยที่บริหารในรูปแบบองค์การมหาชน มีการบริการครอบคลุมอย่างครบวงจร ทั้งด้าน การสร้างเสริมสุขภาพ, การป้องกันโรค, การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ โดยให้บริการทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ยมากกว่า 3,000 คนต่อวัน

โรงพยาบาลมีบุคลากรทั้งหมด 1,793 คน (ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568) ประกอบด้วยแพทย์ 180 คน, ทันตแพทย์ 23 คน, พยาบาล 418 คน, เภสัชกร 35 คน, และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ 1,137 คน ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อให้บริการที่มีคุณภาพสูงสุดแก่ประชาชน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลบ้านแพ้วยังมีสาขาในจังหวัดสมุทรสาคร 5 แห่ง และสาขาในกรุงเทพมหานครอีก 2 แห่ง พร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และในพื้นที่ใกล้เคียง

  • ศูนย์หัวใจครบวงจร
  • หน่วยผ่าตัดต้อกระจกเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
  • ศูนย์ส่องกล้องและผ่าตัดผ่านกล้อง
  • คลินิกหมอครอบครัว
  • ศูนย์ตรวจการนอนหลับ
  • แผนกทันตกรรม และกายภาพบำบัด

โดยภายหลังการตรวจเยี่ยม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบนโยบายสำคัญต่อโรงพยาบาลบ้านแพ้ว พร้อมทั้งให้กำลังใจบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนให้มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขได้วางแนวทางไว้

การดำเนินงานของ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ถือเป็นตัวอย่างที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และมีบทบาทสำคัญในด้านการให้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศูนย์กลางในการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยด้านจักษุ และหัวใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของโรงพยาบาลที่ผ่านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

จากการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ จึงสามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) พร้อมแล้วในการพัฒนาต่อยอดบริการสู่ความเป็นเลิศ ทั้งในด้านเทคโนโลยี, ทรัพยากรบุคคล และการให้บริการที่ทันสมัย ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในภูมิภาค

ทั้งนี้ โรงพยาบาลบ้านแพ้วยังคงปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นเป็นโรงพยาบาลต้นแบบในด้านการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

คุณสามารถติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสาธารณสุขได้ที่เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

ที่มา – รมช.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้จัดโครงการ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข พร้อมกับจัดกิจกรรมพบปะกับสื่อมวลชนและผู้ประกาศข่าวชุมชน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น

เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข

กิจกรรมในครั้งนี้มีขึ้น ณ หอประชุมธรรมาภิบาลเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยมี นายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลเข้าร่วมแถลงข่าวร่วมกับสื่อมวลชน ทั้งจากสำนักข่าวต่างๆ รวมถึงผู้ประกาศข่าวในชุมชน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเข้าใจและการสื่อสารที่ตรงประเด็น

กิจกรรมเพื่อส่งเสริมเมืองแห่งความสุข

ในงานมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ในสวนสาธารณะชุมชนสุขสบายใจ ศิลปกรรมการแสดงจากโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาล และนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 เฉลิมพระเกียรติ รวมถึงการแสดงวิดิทัศน์สั้นในหัวข้อ “เมืองกาฬสินธุ์ เมืองแห่งความสุข” และ “Vision To Action” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “Kalasin Next เมืองที่ทุกคนอยากอยู่” ที่นำเสนอกับนายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์เอง พร้อมนิทรรศการจากชุมชนกรุณา, Day Care ส่งเสริมสุขภาพ, ธุงอีสาน จากวัฒนธรรมสู่การอาชีพ และกิจกรรมการแยกประเภทขยะจากโรงเรียนเทศบาล 4 เฉลิมพระเกียรติ

นายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ ได้เผยถึงเป้าหมายหลักอย่างชัดเจนว่า มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ให้เป็น เมืองแห่งความสุข อย่างแท้จริง ผ่านวิสัยทัศน์ 7 พันธกิจ ได้แก่

  • เมืองสุขภาพดีที่เข้าถึงบริการด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
  • เมืองเศรษฐกิจดีด้วยการจัดงานและส่งเสริมการค้าภายในท้องถิ่น
  • เมืองโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ปลอดภัยและทันสมัย
  • เมืองมีอัตลักษณ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • เมืองแห่งการเรียนรู้ที่มุ่งสู่การศึกษาตลอดชีวิต
  • เมืองสิ่งแวดล้อมดี ที่จัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
  • เมืองแห่งความร่วมมือ ที่มีระบบสื่อสารและเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นโยบายทั้ง 7 ข้อนี้จะสำเร็จได้จริง หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชน สมาชิกสภาเทศบาล และบุคลากรทุกภาคส่วนของเมือง รวมถึงสื่อมวลชนที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนโยบายกับชุมชน

ไม่ว่าจะในด้านการสื่อสาร การจัดสรรงบประมาณ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกความพยามของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์มีเป้าหมายร่วมกันอยู่ที่ “การสร้างเมืองแห่งความสุข” อย่างแท้จริง เปิดโอกาสทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์อนาคตที่ทุกคนมีความสุข คือหน้าที่และหน้าตาของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง

ที่มา – เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์จัดโครงการพบสื่อมวลชนเดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข