ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจกับกิจกรรม “ดั๊บเบิ้ล เอ เลี้ยงน้องวันเกิด ครั้งที่ 139”

ในวันที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ดั๊บเบิ้ล เอ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจกับกิจกรรม “ดั๊บเบิ้ล เอ เลี้ยงน้องวันเกิด ครั้งที่ 139”” ณ โรงเรียนบ้านวังบัวทอง ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการภายใต้พันธกิจของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG ที่เน้นการให้คุณค่ากับเยาวชน โรงเรียนในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนอาหารกลางวัน ชุดของว่าง และไอศกรีมสุดอร่อย น้อง ๆ ได้รับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญ พร้อมทั้งกิจกรรมสันทนาการที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และความสามัคคี

น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจกับกิจกรรม “ดั๊บเบิ้ล เอ เลี้ยงน้องวันเกิด ครั้งที่ 139”

นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียน เพื่อสนับสนุนการศึกษาและส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยมี นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ล เอ เป็นผู้นำทีมเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วยตัวแทนจากโรงเรียน นำโดย นางปิยนันท์ สงวนศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังบัวทอง ร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งต่อรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน

การเลี้ยงน้องวันเกิดที่มอบความหมายเพื่อชีวิต

กิจกรรม “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจกับกิจกรรม “ดั๊บเบิ้ล เอ เลี้ยงน้องวันเกิด ครั้งที่ 139”” นี้ ถือเป็นหนึ่งในโครงการ CSR ที่สถานประกอบการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 และดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ดั๊บเบิ้ล เอ ตระหนักดีว่าการพัฒนาเยาวชนเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศชาติ จึงมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนด้านโภชนาการ กิจกรรมของดี และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพในระดับชุมชน

  • อาหารกลางวันและของว่างที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดี
  • การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมสันทนาการ
  • สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและการเรียนเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตเด็กๆ
  • เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชนอย่างสร้างสรรค์

สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมาคือรอยยิ้ม ความสุข และความอิ่มเอมใจของทั้งน้องๆ และเจ้าหน้าที่ผู้มีใจอยากแบ่งปัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับของขวัญวันเกิดอันทรงคุณค่า มิใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นการมอบโอกาสและแรงบันดาลใจเพื่ออนาคตที่สดใสน่าหวัง

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำประโยชน์เพื่อสังคม กิจกรรมนี้คือคำตอบหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหมาย มาเป็นส่วนหนึ่งของการเติมรอยยิ้มให้เด็กๆ และสร้างอนาคตที่น่าอยู่ร่วมกัน

ที่มา – น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจกับกิจกรรม “ดั๊บเบิ้ล เอ เลี้ยงน้องวันเกิด ครั้งที่ 139”

วันนอร์ เคารพศาลยกฟ้องทักษิณ คดี ม.112

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีศาลยกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 ว่าการตัดสินของศาลเป็นเรื่องที่ควรได้รับความเคารพอย่างสูงสุด

วันนอร์ เคารพศาลยกฟ้องทักษิณ คดี มาตรา 112

นายวันนอร์ ระบุว่า ศาลอาญาได้มีการตัดสินว่าให้ยกฟ้องต่อนายทักษิณ ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดฐานความผิดดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเกิดจากกรณีที่ทักษิณให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2558

จากกรณีดังกล่าว ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า คณะผู้แทนราษฎรไม่ควรมีการวิจารณ์หรือแทรกแซงในการตัดสินของศาล เพราะสิ่งนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของตุลาการที่ต้องพิจารณาและวินิจฉัยตามกฎหมายอย่างเป็นอิสระ โดยไม่มีการเกี่ยวข้องใด ๆ กับฝ่ายนิติบัญญัติ

ความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีของทักษิณ

หลังจากที่ศาลยกฟ้อง ยังมีประเด็นถกเถียงกันว่าเหตุการณ์นี้มีนัยทางการเมืองหรือไม่ แต่นายวันนอร์มองว่า เป็นเรื่องของศาลและจำเลยเท่านั้นที่ควรจะต้องมาพิจารณา ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรถูกมองว่ามีบทบาทเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการตัดสินคดี

นอกจากนี้ เขายังเน้นว่า หากมีการวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลโดยตรง จะส่งผลให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย และความสับสนในการทำงานของสถาบันต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ

  • ศาลมีหน้าที่ในการตัดสินตามกฎหมาย
  • สภามีหน้าที่ในการออกกฎหมาย
  • ประชาชนควรเคารพและเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

ดังนั้น ความเข้าใจและการเคารพต่อกฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมปฏิบัติ เพื่อความมั่นคงในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทย

แม้ว่าคดีของทักษิณจะมีความซับซ้อนและมีมุมมองในเชิงการเมือง แต่ในแง่ของกฎหมาย มีเพียงศาลเท่านั้นที่มีอำนาจในการตัดสิน ดังนั้น ทุกฝ่ายควรให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมตามกติกาที่กำหนดไว้

ท้ายที่สุด เราในฐานะประชาชนต้องเข้าใจว่า ระบบกฎหมายมีความเป็นอิสระ มีกระบวนการที่ต้องได้รับการเคารพ แม้จะมีมุมมองหรือวิจารณ์ แต่ควรอยู่ในกรอบของความรับผิดชอบและสามัคคีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – ‘วันนอร์’เคารพศาลยกฟ้อง ‘ทักษิณ’คดี ม.112 ไม่วิจารณ์มีนัยทางการเมืองหรือไม่

ทสจ.กาฬสินธุ์เตือนอีก 3 วันสุดท้ายยื่นขอทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายวิทยา ปัญจมาตย์ ผู้อำนวยการทสจ.กาฬสินธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้เน้นย้ำถึงการยื่นคำขอทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งระบุว่า หน่วยงานของรัฐและอปท. ที่เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนได้รับอนุญาต ให้มีเวลาในการยื่นคำขอก่อนวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นี้เป็น期限สุดท้าย

ทสจ.กาฬสินธุ์เตือนอีก 3 วันสุดท้ายยื่นขอทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้

ซึ่งจากวันนี้นับถอยหลังเหลือเวลาเพียง 3 วันสุดท้ายเท่านั้น ทสจ.กาฬสินธุ์จึงขอเน้นย้ำให้ หน่วยงานของรัฐ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2563 แต่ยังไม่ได้ยื่นคำขอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รีบดำเนินการภายในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ เพราะหลังจากนี้ไปจะไม่มีการผ่อนผันใด ๆ อีก

วิธีการยื่นคำขอ

สำหรับหน่วยราชการในพื้นที่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร จะสามารถเข้ายื่นคำขอได้ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) ซึ่งได้เปิดให้บริการพิเศษรับคำขอในช่วงวันหยุด ได้แก่ วันเสาร์ที่ 23 และวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2568 นี้ด้วย

เนื้อหาสำคัญที่ควรทราบคือ หน่วยงานที่ละเมิดกฎหมายโดยเข้าใช้พื้นที่ล่วงหน้าจะต้องแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถือว่ากระทำความผิดตามกฎหมายป่าไม้และอาจได้รับโทษตามบทบัญญัติ โดยไม่สามารถยื่นคำขอล่วงหลังหรือยื่นแบบย้อนหลังได้อีก

  • วันครบกำหนดสุดท้าย: 25 สิงหาคม 2568
  • สถานที่ยื่นคำขอ: สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 ขอนแก่น
  • วันบริการพิเศษ: 23-24 สิงหาคม 2568

ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ห้ามปล่อยเวลาให้ล่าช้า เพราะถือเป็นโอกาสสุดท้ายในการจัดการเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากปล่อยผ่านไปแล้วอาจประสบกับปัญหาทางกฎหมายที่ตามมาได้ในอนาคต เวลาที่เหลือเพียงสามวัน เป็นเวลาที่นับถอยหลังสำคัญมากสำหรับหน่วยงานทุกภาคส่วน

อย่ารอช้า ดำเนินการวันนี้เพื่อความปลอดภัยในอนาคต หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นคำขอหรือคำแนะนำในการจัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ทสจ.กาฬสินธุ์ ย้ำเหลืออีก 3 วันสุดท้ายยื่นขอทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้

ฉะเชิงเทรา จัดมหกรรมรวมพลสมาชิก TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2568

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้จัดงาน “มหกรรมรวมพลสมาชิก TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2568” อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิก TO BE NUMBER ONE เยาวชน และประชาชนทั่วไป ที่ร่วมงานกว่า 500 คน

ฉะเชิงเทรา จัดมหกรรมรวมพลสมาชิก TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2568

โครงการ TO BE NUMBER ONE ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มีเป้าหมายเพื่อรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยการปลูกฝังภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป พร้อมส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ห่างไกลจากสารเสพติด

จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 และได้รับการยอมรับว่าเป็น “จังหวัดต้นแบบเพชร” ที่มีการดำเนินงานอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน ในการจัดงานมหกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิก TO BE NUMBER ONE ส่งเสริมความตระหนักรู้ และเปิดโอกาสให้เยาวชนแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

  • การรับสมัครสมาชิกใหม่ TO BE NUMBER ONE
  • การประกวด TO BE NUMBER ONE IDOL และ TEEN DANCERCISE ประจำปี 2569
  • นิทรรศการผลงานจากชมรม TO BE NUMBER ONE ในแต่ละอำเภอ
  • การคัดเลือกตัวแทนจังหวัดเพื่อส่งเข้าประกวดในระดับภาค

กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ถูกจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ สนับสนุนให้เกิดโลกแห่งความดี และการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา งบประมาณจำนวน 166,000 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ชุมชน องค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยผลักดันโครงการ TO BE NUMBER ONE ให้ดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

จังหวัดเชื่อว่า มหกรรมรวมพลสมาชิก TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2568 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการรวมพลังเยาวชนและประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และยั่งยืน ห่างไกลจากยาเสพติด

สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก TO BE NUMBER ONE หรือติดตามกิจกรรมในพื้นที่ สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ

ที่มา – ฉะเชิงเทรา จัดมหกรรมรวมพลสมาชิก TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2568

วันนอร์เผยประสานงานผิดพลาดกรณี ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU 43-44

ในวันที่ 22 สิงหาคม ณ รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนหน้า โดยกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ปิดประชุมก่อนที่จะมีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับการ ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU 43-44 ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความเคลื่อนไหวในวงการการเมือง

ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU 43-44

จากข้อมูลที่นายวันมูหะมัดนอร์เปิดเผย มีการประสานงานที่ผิดพลาดระหว่างหน่วยงานภายในสภา โดยตอนเช้าได้สอบถามเลขาธิการสภา และรองเลขาธิการสภา พบว่ามีความเข้าใจผิดว่าเมื่อจบการรับทราบรายงานแล้ว คณะกรรมาธิการจะดำเนินการพิจารณาแต่ความเป็นจริงคือกรรมาธิการตำรวจยังไม่เสร็จสิ้นรายงาน จึงยังสามารถเข้าพิจารณาญัตติด่วนได้

ข้อผิดพลาดจากการประสานงานภายใน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการประสานงานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และบุคคลที่ทำหน้าที่ประธาน มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวาระอันเนื่องมาจากการสิ้นสุดของวาระการประชุม ทำให้ท่านประธานถือว่าไม่มีเรื่องใดที่เหลือค้างไว้อีก จึงได้ปิดการประชุม

ประเด็นนี้มีผลต่อภาพลักษณ์ของคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎร เพราะข้อมูลไม่ได้ถูกสื่อสารอย่างชัดเจนถึงประธานในที่ประชุม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดใน ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU 43-44 เหตุการณ์นี้เรียกได้ว่าเป็นบทเรียนให้กับผู้บริหารภายในสภาเรื่องการสื่อสารภายในที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • นายวันนอร์ยืนยันว่าไม่มีคำสั่งจากใครให้ปิดประชุม
  • ข้อมูลจากการประชุมกรรมาธิการยังไม่สมบูรณ์
  • การพิจารณาญัตติด่วนควรดำเนินต่อหากมีความพร้อม

เมื่อถามถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งรองประธานสภาฯ มาจากพรรคนี้ ท่านประธานได้ยืนยันว่าไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเกมการเมือง แต่เชื่อว่านายไชยาเป็นบุคลากรที่มีความเห็นอิสระ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ และไม่ได้รับคำสั่งจากใครให้ปิดประชุม

ความผิดพลาดเพียงชั่วคราว ไม่ใช่จงใจ

“หากในช่วงเวลานั้นมีการเสนอญัตติเกี่ยวกับข้อตกลงชายแดน หรือ MOU 43-44 ก็จะถูกพิจารณาในที่ประชุมทันที แต่การประสานงานครั้งนี้มีความคลุมเครือ ฉะนั้นควรปรับปรุงการสื่อสารทั้งจากวิปฝ่ายค้านและวิปฝ่ายรัฐบาล”นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว

ความเคลื่อนไหวในวันนี้น่าจะมีบทสรุปในวันพฤหัสบดีสัปดาห์หน้า ซึ่งหากมีการเสนอญัตติในเวลานั้น คาดว่าสภาฯ จะสามารถพิจารณาได้อย่างเป็นระบบ และเป็นธรรม ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายมีการประสานงานกันอย่างชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประชาชน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารการทำงานภายในสภาไม่เพียงดูที่ระเบียบเท่านั้น แต่ต้องมีระบบสื่อสารที่โปร่งใส และการเข้าใจกันเองของทุกฝ่าย ซึ่งหากพัฒนาต่อไปจะช่วยลดความเข้าใจผิดในลักษณะนี้ได้อย่างชัดเจน

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย ข่าวคราวของประเด็นปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU 43-44 ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ และควรติดตามการพัฒนาในเวทีสภาในช่วงสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘วันนอร์’อ้างประสานงานผิดพลาดปม‘ไชยา’ ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU 43-44

KYLINZ คัมแบ็กพร้อมเมมใหม่ในซิงเกิ้ล “รอยยิ้มที่หายไป”

KYLINZ กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับซิงเกิ้ลใหม่ “รอยยิ้มที่หายไป” นับเป็นเพลงเดบิวต์ของ มีมี่ ศศิลดา ประสงค์ทัน ในฐานะสมาชิกคนใหม่ของวงการเป็นครั้งแรก หลังจากเดิมวงเคยถูกจับตามองอย่างหนักเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสมาชิก ตอนนี้พวกเธอกลับมาพร้อมกับความสมบูรณ์อีกครั้งในรูปแบบของซิกแพ็กทั้งหมด 7 คน

รอยยิ้มที่หายไป

เพลงนี้ถือว่าโดดเด่นอย่างมากสำหรับวง เพราะเป็นเพลงแนว R&B ช้าครั้งแรกของ KYLINZ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเสียงเพลงและเอกลักษณ์เสริมที่ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เพลงยกเรื่องราวเกี่ยวกับความรู้สึกที่ยังค้างคืนจากความรักที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาที่เน้นถึงการคิดถึงคนๆ หนึ่งท่ามกลางความทรงจำเก่าๆ ที่ซ่อนรอยยิ้มไว้เบื้องหลัง “การยิ้มที่มันไม่ได้หมายความว่ายังมีความสุขอยู่เสมอไป”

สมาชิกในวง KYLINZ

  • ปุยฝ้าย (เกตุกระมุท พุทธิมา)
  • ไบเบิ้ล (พรสวรรค์ วิชิตพัชรกุล)
  • พิมกาน (พิมพกานต์ จราญไพรี)
  • มลนี่ (กมลพร เลาวพงศ์)
  • มายมิว (จิราวรรณ แสงจันทร์)
  • วาวา (Yua Hua)
  • มีมี่ (ศศิลดา ประสงค์ทัน) – สมาชิกใหม่

แต่ละคนมีบทบาทสำคัญที่ลงตัวในการสร้างมิติให้เพลงนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของเสียงและการแสดงอารมณ์บนเวที ด้วยการถ่ายทอดเสียงเพลงอย่างละเอียดและการประสานเสียงที่ลึกซึ้ง ส่งผลให้เพลง “รอยยิ้มที่หายไป” กลายเป็นบทเพลงที่สะท้อนความรู้สึกของคนได้อย่างแม่นยำ

จากการสังเกตุได้ชัดว่า ในเพลงนี้พวกเธอยังสามารถนำเสนอศักยภาพและการเติบโตในด้านดนตรีมากขึ้นกว่าผลงานก่อนหน้า และยิ่งメンバーใหม่เข้ามาร่วมเติมเต็มทำให้บรรยากาศของวงเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก ทั้งในแง่ของการแสดงออกและมุมมองในการแต่งเพลงด้วย ให้แง่คิดว่า ความเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่เสมอ

เสียงน้ำเสียงและการถ่ายทอดความรู้สึก

จุดเด่นของเพลงนี้อยู่ที่การใช้น้ำเสียงและเทคนิคการร้องเพลงแบบ R&B ที่ผสมผสานความหวานกับความเศร้าอย่างกลมกลืน ไม่ใช่แค่หน้าที่เดี่ยวของสมาชิกเท่านั้น แต่ยังมีการลงเสียงประสานแยกส่วนเสียงให้ออกมาโดดเด่นแต่ไม่ทับซ้อนกันเลย ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่เติบโตอย่างชัดเจนของวง

“รอยยิ้มที่หายไป” กำลังทำคลื่นเป็นอย่างดีบนหลากหลายแพลตฟอร์ม และได้รับการตอบรับอย่างน่าประทับใจทั้งจากแฟนเพลงและผู้ฟังทั่วไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับ KYLINZ ที่กำลังจะเดินหน้าก้าวสู่เส้นทางใหม่ๆ ด้วยสมาธิและพลังงานเชิงบวก พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกคนเติมเต็มความฝันไปด้วยกัน

หากคุณยังนึกถึงใครสักคนที่เคยผ่านมาในชีวิต และรอยยิ้มนั้นกำลังจะหายไป เราเชื่อว่าเพลงนี้จะนำพาหัวใจของคุณกลับไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้ง

ที่มา – KYLINZ คัมแบ็กพร้อมเมมใหม่ในซิงเกิ้ล “รอยยิ้มที่หายไป”

เตือน! ‘เกราะแผ่นเหล็ก’ อาจอันตรายถึงชีวิต หากนำมาใช้แทนเกราะป้องกันกระสุน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แฟนเพจ thaiarmedforce.com ได้เผยแพร่ข้อความเตือนเกี่ยวกับการใช้งาน “เกราะแผ่นเหล็ก” ซึ่งไม่ได้รับการออกแบบให้เป็นเกราะป้องกันกระสุนอย่างเป็นทางการ แม้ว่าแผ่นเหล็กจะสามารถหยุดกระสุนได้ในบางกรณี แต่แรงกระแทกที่เกิดขึ้นและเศษกระสุนส่วนกระจายอาจทำให้ผู้ใช้ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง จนถึงเสียชีวิตได้

เพจดังกล่าวระบุว่า การใช้ “เกราะแผ่นเหล็กอันตรายถึงชีวิต” มิใช่เรื่องที่มีดีกว่าไม่มี แต่กลับเป็นอันตรายมากกว่าเพราะแม้จะหยุดกระสุนได้ แต่แรงกระแทกที่เกิดขึ้นกลับก่อให้เกิดความเสียหายภายในร่างกายและอาจกระทบกระเทือนอวัยวะภายในอย่างรุนแรง

เกราะแผ่นเหล็กอันตรายถึงชีวิต

เกราะแผ่นเหล็กอันตรายถึงชีวิต” เป็นข้อความที่เพจฯ เตือนอย่างจริงจัง เพราะแผ่นเหล็กไม่มีการกระจายแรงอย่างเหมาะสม เมื่อถูกกระสุนเข้ากระแทก แรงจะถูกถ่ายทอดไปยังผู้สวมใส่อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนเกราะมาตรฐานซึ่งมีการวิจัยและออกแบบให้ซับแรงจากกระสุนอย่างปลอดภัย

ทำไมเกราะแผ่นเหล็กถึงอันตรายถึงชีวิต?

ตามรายงานอธิบายว่า หากแรงกระแทกจากกระสุนไม่ถูกซับด้วยวัสดุที่เหมาะสม ผู้สวมใส่จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมถึงเศษกระสุนและเศษเหล็กที่แพร่กระจายภายในบริเวณที่ป้องกัน ซึ่งสามารถสร้างอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมและมีโอกาสเสียชีวิตสูง ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่ากระสุนอาจทะลุผ่านได้หากแผ่นเหล็กไม่มีความหนาหรือคุณสมบัติเหมาะสม

  • ไม่มีการวิจัยหรือทดสอบด้านภูมิคุ้มกันกระสุน
  • แรงกระแทกไม่ถูกซับ อาจกระตุ้นอาการบาดเจ็บภายใน
  • เศษกระสุนกระจายเข้าสู่ร่างกายในเวลาที่ถูกยิง
  • อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าไม่สวมเกราะเลย

เพจฯ ย้ำเตือนว่า การกล่าวว่า “มีก็ดีกว่าไม่มี” ไม่ควรนำมาใช้กับ เกราะแผ่นเหล็กอันตรายถึงชีวิต เพราะความเข้าใจผิดเช่นนี้อาจเปลี่ยนจากสถานการณ์ที่ปลอดภัย ให้กลายเป็นอันตรายร้ายแรงได้ภายในไม่กี่วินาที

ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ควงระมัดระวังในการรับ เกราะแผ่นเหล็กอันตรายถึงชีวิต และหากมีการรับบริจาค ควรหยุดการใช้งานโดยทันที เพราะแทนที่จะช่วยผู้เสพพลห์ กลับกลายเป็น “เครื่องเร่งความตาย” ที่ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีกขั้น

ในความคิดเห็นของเรา เรื่องความปลอดภัยของชีวิตควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ควรมองข้ามคุณภาพและมาตรฐานของอุปกรณ์ป้องกัน กลับไปใช้สาระจริงในการตัดสินใจ เพื่อไม่ให้เกิดความตกเป็นเหยื่อจากการช่วยเหลือที่อาจกลายเป็นภัยเงียบได้

ที่มา – เตือน! ‘เกราะแผ่นเหล็ก’ อาจอันตรายถึงชีวิต หากนำมาใช้แทนเกราะป้องกันกระสุน

คณะผู้แทนรัฐสภาไทย ประชุมต่อต้านการทุจริตใน SEAPAC วันที่ 2

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยกาจาห์ มาดา กรุงจ๊ากตาร์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้แทนรัฐสภาไทย นำโดย ผศ.นพดล อินนา สว. ในฐานะหัวหน้าคณะ และนายนพดล ทิพยชล สส. นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะผู้แทนรัฐสภาไทย เข้าร่วม การประชุมโต๊ะกลมกลุ่มเครือข่ายสมาชิกรัฐสภาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการต่อต้านการทุจริต ร่วมกับการประชุมประจำปีของ SEAPAC (SEAPAC Roundtable Discussion and Annual General Meeting) วันที่สอง โดยมีหัวข้อหลักของการประชุมคือ “การเร่งรัดความร่วมมือด้านการดำเนินการภูมิอากาศ การธำรงไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับการทุจริตสีเขียว บนเส้นทางสู่การประชุม COP30” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาจากกัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่เข้าร่วมประชุมร่วมกันในครั้งนี้

คณะผู้แทนรัฐสภาไทย ประชุมต่อต้านการทุจริตใน SEAPAC

ในโอกาสดังกล่าว ผศ.นพดล อินนา ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงบทบาทของไทยในฐานะผู้นำในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การประชุมระดับโลก COP30 อย่างไร้ข้อกังขา โดยระบุชัดเจนว่าหลักการประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเข้าถึงความยุติธรรม เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ต่อต้านการทุจริตในภาคสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทยนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นผ่านการออกกฎหมายและนโยบายสำคัญหลายฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และการมีส่วนร่วมของประชาชนร่วมในการตัดสินใจ อีกทั้งยังมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่รับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการมลพิษทางอากาศผ่านระบบ Pollutant Release and Transfer Register (PRTR)

การป้องกันการทุจริตในตลาดคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ ผศ.นพดล ยังได้กล่าวถึงการดำเนินการที่มีน้ำหนักของไทย ในการป้องกันการทุจริตในตลาดคาร์บอนเครดิต โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2 ในการตรวจสอบโครงการป่าไม้ เพื่อความโปร่งใสและการตรวจสอบที่แม่นยำมากขึ้น รวมถึงการจัดทำระบบภาษีคาร์บอนแบบก้าวหน้า และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ในการตรวจสอบโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

ไทยยังมีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาค โดยเป็นผู้สนับสนุนโครงการ ติดตามสถานภาพประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Environmental Democracy Observatory – SEA EDO) ซึ่งเป็นกลไกในการประเมินสถานการณ์สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมไปถึงการขับเคลื่อนกรอบสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ASEAN (ASEAN Environmental Rights Framework – AER) ภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน (AICHR) เพื่อส่งเสริมการบูรณาการของหลักความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบเข้าไปในกรอบการดำเนินงานสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

“ประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นระบบภูมิคุ้มกันของการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ช่วยป้องกันการทุจริต สร้างความไว้วางใจของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเชิญชวนรัฐสภาทุกประเทศร่วมกันเปลี่ยนหลักการเหล่านี้จากความตั้งใจไปสู่การปฏิบัติจริง” ผศ.นพดล กล่าวในตอนท้าย

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ของ คณะผู้แทนรัฐสภาไทย เสริมความเชื่อมโยงและการร่วมมือระดับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการสร้างแนวทางร่วมต่อต้านการทุจริตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการยกระดับการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุคปัจจุบัน

หากคุณสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม การเมือง และประเด็นการต่อสู้กับการทุจริตในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เราขอเชิญคุณติดตามรายงานต่อไปของเราอย่างใกล้ชิดได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – ‘คณะผู้แทนรัฐสภาไทย’ ประชุมต่อต้านการทุจริต ใน SEAPAC วันที่ 2

รองพ่อเมืองชัยนาท ตรวจคลองหลังโรงงานปล่อยน้ำเสีย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญที่น่าให้ความสนใจในจังหวัดชัยนาท เมื่อ รองพ่อเมืองชัยนาท ได้เดินทางไปตรวจสอบคลองบางตาลาย ซึ่งมีรายงานว่าได้รับผลกระทบจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่ใกล้เคียง หลังจากที่ชาวบ้านในตำบลหางน้ำสาคร อำเภอเมืองชัยนาท ได้ร้องเรียนถึงสถานการณ์ที่น้ำในคลองมีสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เนื่องจากคลองนี้เป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาของตำบลหางน้ำสาคร โดยมีครัวเรือนที่ใช้บริโภคน้ำจากคลองประมาณ 3,000 ครัวเรือน

รองพ่อเมืองชัยนาท ตรวจคลองหลังโรงงานปล่อยน้ำเสีย

จากข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้รายงาน ทาง รองพ่อเมืองชัยนาท ในนามของ นายวิษณุ วิทยวราวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชัยนาท และกรมชลประทาน ได้ทำการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดเกิดปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยพื้นที่ที่เกิดปัญหานั้นตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลหางน้ำสาคร ซึ่งมีขอบเขตติดกับตำบลหนองโพธิ์ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานที่ถูกกล่าวหาว่ามีการปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองอย่างผิดกฎหมาย

ชาวบ้านเร่งร้องเรียนเกี่ยวกับน้ำเสีย

จากคำให้การของ นายโสภณ สิงห์ศิริพร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลหางน้ำสาคร ได้เปิดเผยว่า ปัญหาน้ำเสียมีมาตั้งแต่โรงงานแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ก่อนที่มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองบางตาลาย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนในแต่ละปี ซึ่งน้ำเสียจะไหลรวมเข้ากับคลองชัยนาท-ป่าสัก แหล่งน้ำที่ใช้ผลิตน้ำประปาของชาวบ้านในพื้นที่ โดยชาวบ้านเร่งเสนอแนะให้ทางโรงงานมีการสร้างคันกันน้ำถาวรแบบถูกต้องตามหลักวิศวกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำอีกในอนาคต โดยในปัจจุบันมีเพียงคันดินที่ไม่ได้มาตรฐานและมีการพังบ่อยครั้ง

แนวทางการแก้ไขปัญหา

ในวันที่ รองพ่อเมืองชัยนาท เดินทางไปตรวจสอบ ได้มีการ convener ประชุมร่วมกับตัวแทนโรงงาน หน่วยงานท้องถิ่น และผู้แทนรัฐ เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยได้ข้อสรุปว่าโรงงานจะต้องร่วมมือกับสำนักงานชลประทานที่ 10 เพื่อพัฒนาระบบกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนทางหน่วยงานรัฐได้ตั้งเป้าที่จะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจัดทำประชุมเชิงรุกเพื่อขจัดปัญหาอย่างถาวร

ยิ่งไปกว่านั้น อีกข้อสำคัญที่ รองพ่อเมืองชัยนาท ให้ความสำคัญคือ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับผลเสียของน้ำเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ต้องมีบทบาทของทุกภาคส่วนในชุมชนในการเฝ้าระวังและดูแลทรัพยากรน้ำร่วมกัน

ในที่สุด เป็นความหวังของทุกคนในพื้นที่ว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำเสียอีกต่อไป

ที่มา – รองพ่อเมืองชัยนาท ลุยตรวจคลองหลังโรงงานปล่อยน้ำเสียสั่งแก้ไขทันที

‘ภูมิธรรม’ เผยจุดยืนรัฐบาลต่อ MOU 43-44 ยืนยันทำเพื่อประโยชน์สูงสุด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงถึงจุดยืนของรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 43-44) ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังไม่มีมติสุดท้าย อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

‘ภูมิธรรม’ เผยจุดยืนรัฐบาลต่อ MOU 43-44

นายภูมิธรรมกล่าวว่า MOU 43-44 ยังไม่ควรตัดสินใจด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยตรง ไม่ใช่เรื่องแบบหนึ่งหรือสองฝ่ายสามารถกำหนดได้ ต้องมีการเจรจากันอย่างเปิดเผยในกรอบของเหตุผล ผลประโยชน์ และกฎหมายระหว่างประเทศ การตัดสินใจที่ไม่รอบคอบอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของไทย

“สิ่งที่เราวางไว้คือจะทำให้ดีที่สุด เป็นการตัดสินใจที่เป็นกลางไม่แอบแฝงใดๆ และเป็นการพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ” นายภูมิธรรมกล่าว

ต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดก่อนตัดสินใจ

ต่อคำถามว่ารัฐบาลมีจุดยืนแน่นอนเกี่ยวกับ MOU 43-44 หรือไม่ นายภูมิธรรมชี้แจงว่าการใช้คำว่า “ยกเลิก” อาจเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกังวลคือผลกระทบจาก MOU สองฉบับนี้ต่ออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นหากมีใครต้องการคุยจริงจังกับรัฐบาล สามารถมาคุยได้ทั้งกับตนหรือกระทรวงการต่างประเทศ แต่ขอให้ไม่พูดในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับฝ่ายตรงข้าม

  • การพูดคุยไม่ควรมีธงให้ยกเลิก MOU 43-44
  • ต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • ต้องดูว่าผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องคืออะไร

ทั้งนี้ นายภูมิธรรมยืนยันว่าไม่มีเจตนาในการแอบแฝงหรือทำให้เกิดปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมาร่วมพิจารณาแบบรอบด้านทั้งในเชิงกฎหมายและผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกันอย่างเปิดเผยและโปร่งใส

สภาฯ มีบทบาทสำคัญ

ในส่วนของพรรคประชาชนที่เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการยกเลิก MOU 43-44 นั้น นายภูมิธรรมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งตนในฐานะรัฐบาลและครม.ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเต็มที่ โดยไม่มีเจตนารีดคุ้มค่าใดๆ ออกจาก MOU ทั้งสองฉบับ แต字母 mxArray not supported in this mode. ต้องการเพียงให้การตัดสินใจเป็นผลประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

สำหรับประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสภาฯ มีการชิงปิดประชุมก่อนพิจารณา MOU 43-44 นั้น ล่าสุดรองประธานสภาฯ ได้อธิบายไปแล้วว่าหัวข้อดังกล่าวไม่ได้อยู่ในวาระการประชุม และวาระจะถูกพิจารณาเฉพาะตามที่มีการเสนอตามขั้นตอน ไม่ใช่การเผลอใส่เข้าไป “อย่าไปสงสัยอะไรมากเพราะทุกอย่างปฏิบัติตามกติกาของสภาฯ อย่างเคร่งครัด” นายภูมิธรรมกล่าวสรุป

ด้วยความสำคัญของ MOU 43-44 ต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย ทั้งในมิติของอธิปไตย การเมือง และผลประโยชน์ของรัฐ การพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อประเทศไทย

หากคุณสนใจเรื่องนี้และอยากติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ติดตามเราได้ที่นี่!

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ไม่ตอบจุดยืนรัฐบาลปมยกเลิก MOU 43-44 ยัน ทำตามหลักการเพื่อประโยชน์สูงสุด