ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ก้อย นฤมล เผยจุดเริ่มต้นดราม่าแฟนไซน์ ออม กรณ์นภัส

ล่าสุดกรณีดราม่างานแฟนไซน์ของ ออม กรณ์นภัส ที่เมืองฉางชา ประเทศจีน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการบันเทิง โดยเฉพาะเมื่อ ก้อย นฤมล คุณแม่ของออม ได้เผยความจริงว่าจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น แท้จริงแล้วเป็นความต้องการของแม่เอง ภายใต้การประสานงานส่วนตัว ไม่ใช่โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากต้นสังกัดอย่างช่อง 3

ก้อย นฤมล เผยจุดเริ่มต้นดราม่าแฟนไซน์ ออม กรณ์นภัส

จากข่าวที่เผยแพร่ แม่ก้อย ได้ออกมาผ่านอินสตาแกรมสตอรี่เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ โดยระบุว่ากรณีที่ทำให้ออม กรณ์นภัสต้องร้องไห้กลางงาน และทำให้แฟนคลับเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น เกิดขึ้นจากความคาดหวังที่สูงเกินจริง และข้อผิดพลาดในการตรวจสอบผู้จัดงาน

“จากที่แม่ได้เห็นข้อความของคุณดิว (ผู้บริหารช่อง 3) ที่ต้องออกมาอธิบายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต้นสังกัด คุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ จึงอยากใช้พื้นที่นี้ เพื่ออธิบายถึงที่มาของการรับงานครั้งนี้” คุณก้อยกล่าว

แม่ก้อยเป็นผู้ริเริ่มขอรับงาน

ทั้งนี้ งานดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานปกติของช่อง 3 แต่เป็นความต้องการส่วนตัวของก้อย นฤมล เนื่องจากออมมีกำหนดการต้องไปจีนร่วมงานกับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จึงได้นำเสนอ возможностьเพิ่มงานแฟนไซน์ให้ร่วมกับทริปนั้น พร้อมทั้งเป็นผู้ประสานงานจากด้านผู้จัดístico รวมทั้งแนะนำเอเจนซี่ที่เคยร่วมงานด้วยมายาวนาน

“ด้วยความเชื่อใจในเอเจนซี่ และเมื่อทำการตรวจสอบรายชื่อผู้จัดงานแล้ว ไม่ปรากฏรายชื่อที่เคยมีปัญหามาก่อน จึงตัดสินใจเลือกรับงานนี้” คุณก้อยระบุในข้อความ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของแฟนคลับและการตั้งคำถามถึงบทบาทของสังกัด ก้อย นฤมล ได้ออกมาชี้แจงถึงขั้นตอนอย่างเป็นทางการว่า ไม่มีการเรียกร้อง หรือร้องขอจากต้นสังกัดแต่อย่างใด การตัดสินใจครั้งนี้เป็นของแม่ทั้งหมด จึงยอมรับว่ามีความจำเป็นต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่งต่อเหตุการณ์

ขอโทษสังกัดอย่างเป็นทางการ

คุณแม่ได้กล่าวขอโทษต่อช่อง 3 และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมตอกย้ำว่า “ทางช่องได้ดูแลศิลปินอย่างเต็มที่และด้วยความรักมาโดยตลอด คุณแม่อยากจะขอโทษทุกท่านที่เกี่ยวข้อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังได้รับความเมตตา และการสนับสนุนจากทุกท่านเช่นเดิมค่ะ”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแค่สร้างกระแสในโลกออนไลน์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของผู้ปกครอง และความซับซ้อนในจังหวะการทำงานของวงการบันเทิง

ออม กรณ์นภัส ในฐานะศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามอง มีบททดสอบสำคัญในครั้งนี้ ขณะที่แฟนคลับก็แสดงออกถึงการดูแลและติดตามอย่างต่อเนื่อง

ความจริงจากฝั่ง "ก้อย นฤมล เผยจุดเริ่มต้นดราม่าแฟนไซน์ ออม กรณ์นภัส" ถือเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายทั้งผู้จัดงาน นักแสดง ต้นสังกัด ตลอดจนผู้ดูแล ให้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิทธิของศิลปินมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นแฟนของ ออม กรณ์นภัส หรือติดตามข่าวบันเทิงในวงกว้าง อย่าลืมติดตามว่าจะมีความเคลื่อนไหวอะไรเพิ่มเติมจากตัวนักแสดงและต้นสังกัดในเร็วๆ นี้

ที่มา – ‘ก้อย นฤมล’ เผยเป็นความต้องการของแม่เอง จุดเริ่มต้นดราม่าแฟนไซน์ ‘ออม กรณ์นภัส’

กัมพูชาใช้เยาวชนพูดเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2 ศบ.ทก. ลั่นละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาเปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ ศบ.ทก. เกี่ยวกับกรณีคลิปวิดีโอที่มีการนำเด็กชาวกัมพูชามาพูดถึงเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2 รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากเด็กและเยาวชนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

กัมพูชาใช้เยาวชนพูดเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2

นางมาระตี กล่าวว่า ประเทศไทยขอประนามอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่นำพลเรือน โดยเฉพาะ กัมพูชาใช้เยาวชนพูดเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2 หรือการใช้สตรี ผู้พิการ และเด็ก เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความตึงเครียดหรือใช้เป็น “เกาะกำบัง” ไม่ว่าจะในด้านความรุนแรง เทคโนโลยี หรือแม้แต่ในเชิงการศึกษา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่ยังเป็นการลดทอนคุณค่าของเด็กและเยาวชน ซึ่งควรได้รับการปกป้องอย่างสูงสุด แต่กลับถูกผลักดันให้ไปอยู่ในบทบาทสำคัญที่ควรเป็นของผู้ใหญ่

เหตุการณ์ย้อนหลังและแนวโน้มการใช้เด็กในสถานการณ์ความขัดแย้ง

นางมาระตี กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีรายงานว่ามีทหารกัมพูชาใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานทัพ และเคยมีกรณีเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว กลายเป็น “เป้า” ในพื้นที่ โดยมีการวางกองขวด หนามแหลม และเครื่องมือสังหารอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีความบกพร่องอย่างมากในแง่ของความรับผิดชอบจากรัฐและผู้มีอำนาจ เพราะพวกเขาใช้ “อนาคตชาติ” เด็กเป็นหุ้นส่วนโดยไม่มีทางเลือก ในการปกปิดความผิดของตนเอง

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญและการต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า การนำ กัมพูชาใช้เยาวชนพูดเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นการแสดงออกที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน รวมถึงละเมิดตามพันธกรณีต่าง ๆ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองเด็กจากการใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบ

  • การใช้เด็กในสถานการณ์ความขัดแย้งขัดต่อมนุษยธรรม
  • ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ด้วยสัญญาระหว่างประเทศ
  • ทำลายภาพอนาคตของชาติที่ควรเติบโตอย่างปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศ (MFA) และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ของไทย ได้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินการผ่านกลไกต่าง ๆ ของสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้โลกสังคมร่วมกัน กัมพูชาใช้เยาวชนพูดเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2 อย่างจริงจัง และเสริมสร้างความร่วมมือในการปกป้องเด็กจากความรุนแรงในทุกรูปแบบ

การกระทำเช่นนี้ไม่ควรเป็นเพียงการเซ็นเอกสาร แต่ควรเป็นการบูรณาการนโยบายที่จริงจังเพื่อปกป้องเด็กจากความรุนแรง และเป็นข้อเตือนว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อนาคตของชาติจะต้องจมอยู่กับความรุนแรงเหล่านี้ต่อไป

มุมมอง: ไทยไม่ควรเพียงแต่แสดงความเห็นผ่านคำแถลง แต่ควรเป็นผู้นำในการผลักดันให้มีระบบการป้องกันเด็กจากความรุนแรงทางสื่อและในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ศบ.ทก. เผย กัมพูชาจัดฉากใช้เยาวชนสร้างภาพพูดเรื่องทุ่นระเบิด PMN-2 ลั่น ละเมิดสิทธิมนุษยชน-อนาคตชาติ

ภูมิธรรม เผย ยังไม่คุยกับนายกฯอิ๊งค์ หลังรับการไต่สวนปมคลิปเสียง ส่วนทักษิณศาลยกฟ้องถือเป็นข้อยุติ

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการไต่สวนปมคดีคลิปเสียงที่พรีเมียร์แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยระบุว่า ตนเองยังไม่ได้มีโอกาสคุยกับน.ส.แพทองธาร เลย เนื่องจากภารกิจในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมายุ่งยาก และเช้าวันดังกล่าวจึงตื่นสาย ร่วมกับภารกิจสำคัญอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบตลอดทั้งสัปดาห์

ภูมิธรรม เผย ยังไม่คุยกับนายกฯอิ๊งค์ หลังรับการไต่สวนปมคลิปเสียง ส่วนทักษิณศาลยกฟ้องถือเป็นข้อยุติ

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงผลของการพิพากษาคดีที่ศาลอาญาไทยพิจารณายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในข้อหาดูหมิ่นสถาบันฯ ตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปี 2560 นายภูมิธรรมได้กล่าวว่า ตนเองเพิ่งทราบข่าวว่ากรณีดังกล่าวได้มีการพิพากษาให้ศาลยกฟ้อง ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่จบและไม่มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมในการพิจารณาใดๆ ต่อไป จึงไม่ควรถูกลากไปเชื่อมโยงกับคนอื่นหรือเรื่องอื่น เพราะอาจส่งผลให้เกิดการละเมิดอำนาจศาลได้

ศาลยกฟ้องคดีทักษิณถือเป็นข้อยุติ

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ยืนยันว่ากรณีที่ศาลยกฟ้องนั้น ไม่มีการเมืองใดๆ มาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเพียงการใช้ดุลยุติในการพิจารณาคดีตามมาตรฐานกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งถือว่าการตัดสินดังกล่าวเป็นข้อยุติและเสร็จสิ้น

เมื่อถูกถามเพิ่มเติมว่า คำตัดสินนี้อาจมีผลต่อขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรมได้ระบุชัดเจนว่า ทุกคนในพรรคเพื่อไทยมีขวัญกำลังใจดีมาตลอด เพราะมั่นใจว่าตนไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งผิดกฎหมาย ทุกขั้นตอนล้วนดำเนินการอย่างโปร่งใสตามกติกาที่กฎหมายกำหนดไว้

  • ความมั่นคงในการบริหาร – รัฐบาลมีความมั่นใจในกระบวนการบริหารบ้านเมือง
  • ใช้ดุลยุติในการพิจารณา – ศาลใช้ดุลพินิจในการตัดสินตามกฎหมาย
  • ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง – คดีไม่ควรถูกใช้เพื่อเจตนารมณ์ทางการเมือง

สุดท้าย เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลมีความมั่นใจในการบริหารบ้านเมืองจนครบวาระหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลมีความบริสุทธิ์ใจอย่างเต็มที่ เพราะพร้อมยืนหยัดในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาคดีความใดๆ ก็จะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างครบถ้วน ด้วยความเชื่อมั่นว่าศาลจะใช้ดุลยุติพิจารณาอย่างเหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ สิ่งที่เราควรได้รับรู้จากกรณีที่ผ่านมา คือความสำคัญของความโปร่งใสและการศึกษาข้อเท็จจริงก่อนตัดสิน ก่อนที่จะสรุปหรือเชื่อมโยงประเด็นใดๆ โดยไม่มีมูลความจริงที่ชัดเจน เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และอาจเสียหายต่อความยุติธรรมในสังคมไทย

ตามติดข่าวสารและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวงการการเมืองอย่างตรงเวลาและแม่นยำได้ที่นี่

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เผย ยังไม่คุยกับ ‘นายกฯอิ๊งค์’ หลังรับการไต่สวนปมคลิปเสียง ส่วน ‘ทักษิณ’ ศาลยกฟ้องถือเป็นข้อยุติ

ทัพสเก็ตไทยฟอร์มหรูคว้า4ทอง6เงินที่อินเดีย

ทัพสเก็ตไทย สร้างความประทับใจอย่างยิ่งในศึก Asian Open Short Track Speed Skating Trophy 2025 ที่จัดขึ้นที่เมืองเดห์ราดูน ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยในวันแรกของการแข่งขัน นักกีฬาไทยก็สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้มากมายถึง 4 เหรียญทอง และ 6 เหรียญเงิน ถือว่าเป็นการประเดิมสนามที่ยอดเยี่ยมและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ทัพสเก็ตไทยคว้า 4 ทอง 6 เงินจากการแข่งขันในวันแรก

ทีมสปีดสเก็ตติ้งแห่งทีมชาติไทย เปิดตัวได้ยอดเยี่ยมหลังลงสนามในหลายกลุ่มอายุ ทั้ง Senior และ Junior โดยในแต่ละรุ่นนั้น มีนักกีฬาเข้าทำผลงานได้อย่างโดดเด่น อย่างในรุ่น Junior A Men 1,500 ม. ชลชาติ ตะพรม คว้าเหรียญทองมาครองได้อย่างสุดมันส์ ส่วน ภูริภัทร ช่างไม้ ตามคว้าเหรียญเงินได้ตามมาในลำดับที่สอง ส่วนในรุ่น Junior A Women 1,500 ม. ทีมไทยยังครองแท่นในอันดับที่หนึ่งและสองอีกเช่นกัน ด้วยทองของ ปันปรีดา เปรมปรีชา และเงินของ อติญา เจิมแพทย์จรรยา

ผลงานของทัพสเก็ตไทยในแต่ละรุ่น

ไม่เพียงแค่ในรุ่น A เท่านั้น นักกีฬารุ่นอื่นๆ สู้ได้อย่างแข็งแกร่ง ดังนี้

  • Senior Women 1,500 ม. – เหรียญเงิน: ธนัชญา ฉัตรไธสง
  • Junior B Men 1,500 ม. – เหรียญเงิน: กฤษณพน พัวตระกูล
  • Junior C Men 1,000 ม. – เหรียญทอง: อัณณ์นิพิฐ โฆษิตวานิช
  • Junior D Men 777 ม. – เหรียญเงิน: รณพีร์ ศรีมงคล
  • Junior E Women 500 ม. – เหรียญทอง: ภูษณิศา ศรีโนทัย, เหรียญเงิน: มิญญาดา แสนใจ

นับว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อมที่เข้มข้น และพลังในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ “ทัพสเก็ตไทย” ที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามองในระดับเอเชีย ซึ่งในครั้งนี้ถือเป็นการบู๊สนามแรกในรายการที่ถือเกียรติยศระดับภูมิภาคได้อย่างสวยงาม

หากคุณติดตามผลงานของทีมไทยในเวทีนานาชาติแล้วละก็ ครั้งนี้ย่อมยืนยันได้ว่า ทัพสเก็ตไทยไม่ใช่ทีมธรรมดา และพร้อมที่จะคว้าชัยไปในสนามต่อๆ ไปอย่างแน่นอน คอยติดตามกันต่อได้เลยครับ!

ที่มา – “ทัพสเก็ตไทย” ฟอร์มหรู คว้า 4 ทอง 6 เงิน ประเดิม ศึก “Asian Open Short Track Speed Skating” ที่อินเดีย

สส.ราชบุรี วอนรัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรที่ราคาผลผลิตตกต่ำ

ราคาผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะในพืชผลหลัก เช่น มะนาว มะพร้าว และกุ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในหลายพื้นที่ ล่าสุด นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม(กธ.) ได้ออกมาวอนรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอบางแพ และอำเภอโพธาราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของประชาชน

สส.ราชบุรี วอนรัฐบาลแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

นายชัยทิพย์เผยว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรทั่วพื้นที่มากกว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาผลผลิตการเกษตรที่ตกต่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะในพืชผลที่มีการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายมากที่สุด คือ มะนาว มะพร้าว และกุ้ง ซึ่งราคาในตอนนี้ต่ำจนไม่สามารถคุ้มทุนได้เลย ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญหนี้สินและรายได้ลดลงอย่างรุนแรง

ด้วยความเป็นห่วง民生 économique ที่มีเกษตรกรรมเป็นรากฐานสำคัญ นายชัยทิพย์ได้กล่าวว่า “อาชีพเกษตรกรเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สําคัญ คือปากท้องและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” จึงได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบและหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

ส่งข้อเสนอแนะถึงรัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์

ภายหลังจากการรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรผู้ประสบปัญหา นายชัยทิพย์ได้มอบประเด็นที่ได้รับความเดือดร้อนไปยัง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การอุดหนุนราคา การจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ การประกันรายได้ หรือแม้แต่การเร่งเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าตอบแทนเพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับเกษตรกร

การแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยไว้ให้ลุกลาม หากแต่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากภาครัฐ เพราะหากปล่อยให้เกษตรกรหมดกำลังใจและขายที่ดินไปเพื่อหนีหนี้ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจรวมในระยะยาว

ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์และประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางร่วม มีการเตรียมเปิดตลาดกลางของรัฐเพื่อรองรับผลผลิตจากการเกษตรอย่างเป็นระบบ และเสนอมาตรการเสริมเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกร เช่น การลดภาษีปุ๋ย เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ต่าง ๆ การทำงานร่วมกันระหว่างภาคเกษตร ภาคการค้า ภาครัฐ และชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้

ในฐานะตัวแทนประชาชน นายชัยทิพย์ได้ขอฝากความหวังไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า ขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรโดยเร่งด่วน

สุดท้าย ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนได้โดยเลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกรในท้องถิ่น หรือผ่านแพลตฟอร์มที่ทางรัฐเปิดให้บริการ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจเชิงเศรษฐกิจให้กับผู้ผลิตในประเทศอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สส.ราชบุรี’ วอนรัฐแก้ปัญหาราคา ‘มะนาว-มะพร้าว-กุ้ง’ ตกต่ำ

“ทักษิณ” ดีใจ ศาลยกฟ้องคดี ม.112 ยัน 9 ก.ย.นี้ ไปฟังคดีชั้น 14 แน่นอน

กรณีที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1860/2567 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นต้นในวงกว้าง

“ทักษิณ” ดีใจ ศาลยกฟ้องคดี มาตรา 112

ภายหลังการฟังคำพิพากษา นายทักษิณได้แสดงความยินดีกับผลการตัดสิน โดยมีการเดินทางลงมาจากห้องพักชั่วคราวเพื่อรับฟังผลโดยตรง ทั้งนี้ ทนายความของนายทักษิณระบุว่า ศาลยกฟ้องด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ฐานความผิดตามข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน

ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณา

ศาลพิจารณาว่าคำสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้นั้นมีการแปลความตีความที่ไม่ชัดเจน และการกล่าวอ้างว่ามีการตัดต่อวิดีโอเป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่ยืนยันเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ การใช้คำว่า “เขา” ในการอ้างอิงถึงบุคคลในบทสัมภาษณ์ ไม่ถือว่าเป็นการชี้บ่งเฉพาะเจาะจงตามกฎหมาย มาตรา 112 ตามที่ศาลตีความ

  • โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์วิดีโอได้ชัดเจน
  • คำแปลมีการตีความแตกต่างกัน
  • พยานของจำเลยมีความเชี่ยวชาญสูง
  • พยานบางรายมีอคติในการตีความเนื้อหา

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี กล่าวว่า ศาลได้ใช้หลักไวยากรณ์และเรียกใช้พจนานุกรมภาษาอังกฤษ เพื่อพิจารณาความหมายของคำพูดในบทสัมภาษณ์ และพบว่าไม่มีการระบุบุคคลในลักษณะที่เข้าข่าย มาตรา 112 อย่างชัดเจน จึงไม่สามารถสร้างองค์ประกอบของการกระทำผิดตามกฎหมายได้

นักการเมืองและครอบครัวให้การสนับสนุน

กรณีนี้มีความสำคัญทางการเมืองและสังคมอย่างยิ่ง ซึ่งในการพิจารณาในวันนั้น มีตัวแทนคนสำคัญทั้งจากครอบครัวของนายทักษิณ เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช และนักกฎหมายชื่อดัง เช่น นายวิษณุ เครืองาม ให้การสนับสนุนด้านกฎหมายด้วยเช่นกัน

ด้านความคิดเห็นของสังคม ทนายวิญญัติ ได้ชี้ให้เห็นว่า มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับใช้คลุมเครือผู้เห็นต่าง และระบุอย่างชัดเจนว่าการตีความและการนำไปใช้ควรเป็นไปตามกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายนี้ แม้คดีจะถูกยกฟ้องแล้ว นายทักษิณยืนยันว่าจะเข้าฟังคำสั่งคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 กันยายนนี้อย่างแน่นอน และยืนยันว่าจะไม่หลบหนี อย่างที่หลายคนคาดเดา การยืนหยัดในคดีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการลายมือต่อความยุติธรรม และความจริงเท่านั้น

การตัดสินในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะเฉพาะหน้าของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย และความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทยในอนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” ดีใจ ศาลยกฟ้องคดี ม.112 ยัน 9 ก.ย.นี้ ไปฟังคดีชั้น 14 แน่นอน

กมธ.สันติสุขยืนยันไม่ลดเงื่อนไขนิรโทษกรรม ม.112

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการพิจารณาเนื้อหาในมาตรา 3 ของร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ระบุเกณฑ์ ห้ามนิรโทษกรรมใน 3 กลุ่ม ได้แก่ คดีทุจริตคอร์รัปชั่น, คดีตามมาตรา 112 และคดีความผิดร้ายแรงที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

กมธ.สันติสุขยืนยันไม่ลดเงื่อนไขนิรโทษกรรม ม.112

ในการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา กรรมาธิการได้มีมติเห็นพ้องกันว่า เนื้อหาของมาตรา 3 ควรได้รับการ ปรับปรุงให้ครอบคลุมและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่มีข้อเสนอที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการกับเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับคดีตามมาตรา 112 ซึ่งยังคงอยู่ในข้อยกเว้นเดิม

แนวทางในการปรับปรุงมาตรา 3

มีข้อเสนอแนวทางต่าง ๆ จากสมาชิกที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง เช่น การตัดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมในกรณีความผิดต่อส่วนตัว การเพิ่มเงื่อนไขสำหรับเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีในขณะที่กระทำความผิด และการห้ามนิรโทษกรรมในกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งเป็นความผิดที่ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

  • แนวทางแรก: ตัดเงื่อนไขนิรโทษกรรมกรณีความผิดต่อเอกชน
  • แนวทางที่สอง: ให้เยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปีได้รับนิรโทษกรรม
  • แนวทางที่สาม: ห้ามใช้การนิรโทษกรรมในกรณีตามมาตรา 297
  • แนวทางที่สี่: ผสมผสานแนวทางที่สองและสาม
  • แนวทางที่ห้า: ปรับปรุงถ้อยคำห้ามนิรโทษกรรมให้ชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายนิกร จำนง สมาชิกกรรมาธิการที่มีความเห็นแตกต่างออกมาก 他表示ว่าควรรักษาเนื้อหาเดิมไว้ เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อหลักการของสภาผู้แทนราษฎรและทำให้ร่างกฎหมายไม่ผ่านการรับรองในที่ประชุมใหญ่

今回の讨论显示,“กมธ.สันติสุขยืนยันไม่ลดเงื่อนไขนิรโทษกรรม ม.112” แต่พยายามทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความยุติธรรมและการให้โอกาสเยาวชน โดยยังมีเวลาอีกสัปดาห์เพื่อหารือและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

หากคุณติดตามการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับสังคมสันติสุข อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวในสัปดาห์หน้า เมื่อกรรมาธิการจะเข้าสู่การหารือเชิงลึกเพิ่มเติม

ที่มา – ‘กมธ.สันติสุข’ ยืนยันไม่ลดเงื่อนไขนิรโทษกรรม ม.112 แต่ปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสม

‘ภูมิธรรม’ รอฟังผลประชุมอาร์บีซี หลังไทยยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ

วันนี้ (22 ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ (อาร์บีซี) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อยู่ระหว่างการเตรียมการระดับเลขาฯ โดยไทยได้เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติม 3 ข้อ รวมถึงการเก็บทุ่นระเบิดร่วมกัน การปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนในจังหวัดสระแก้ว

‘ภูมิธรรม’ รอฟังผลประชุมอาร์บีซี อย่างเป็นทางการ

นายภูมิธรรมระบุว่า การประชุมอาร์บีซีครั้งนี้เป็นเรื่องของแม่ทัพภาคทั้งสองฝ่าย และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในระดับเจ้าหน้าที่ เขากล่าวว่าไม่ขอเดาผลการประชุม ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนอย่างมีความพร้อม

ข้อเสนอใหม่จากสถานการณ์จริง

3 ข้อที่ไทยเสนอ ได้แก่: 1. การเก็บทุ่นระเบิดร่วมกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย โดยช่วยลดความเสี่ยงจากวัตถุอันตรายในพื้นที่ชายแดน 2. การปราบปรามสแกมเมอร์ ที่ใช้บริการผ่านข้ามแดน ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน และ 3. การจัดสรรพื้นที่ชายแดน ตามข้อเสนอของชุมชนที่รุกล้ำ จ.สระแก้ว

การเสนอประเด็นดังกล่าว ไม่ได้เป็นผลประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่เป็นความเหมาะสมและถูกต้องที่ควรได้รับการพิจารณาในการประชุมอาร์บีซีวันนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) มีการประชุมระดับเลขาฯ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมเชิงเป็นทางการ แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาประชุมตามเวลานัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหากมีเหตุขัดข้อง ก็ต้องมีการเลื่อนเพื่อความพร้อมของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เรื่องพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องใช้เวลานานในการแก้ไข ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจบในวันเดียว และควรให้ความสำคัญกับเรื่องใหญ่ๆ มากกว่าจุดเล็กๆ

มุมมองของผู้เขียน: เรื่องพรมแดนไทย-กัมพูชานั้นซับซ้อนและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน การเจรจาผ่านอาร์บีซีจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ขณะที่ข้อเสนอใหม่ๆ ก็สะท้อนถึงความต้องการจากพื้นที่จริง ซึ่งอาจนำไปสู่รูปแบบความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ขอรอฟังผลประชุม อาร์บีซีวันนี้ หลังฝ่ายไทยยื่นเงื่อนไขเพิ่ม 3 ข้อ

‘สว.วุฒิพงศ์’ ปิ๊งไอเดียรอง ‘เท้านิลมังกร’ ป้องกันทหารขาขาดจากทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายทหารวิทยาการวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับต้นแบบรองเท้า เท้านิลมังกร หรือที่เรียกอีกอย่างว่า สไปเดอร์บูท เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของทหารจากทุ่นระเบิด ซึ่งกำลังกลายเป็นข่าวล่าสุดที่เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความคืบหน้า.

‘สว.วุฒิพงศ์’ ปิ๊งไอเดียรอง ‘เท้านิลมังกร’ ป้องกันทหารขาขาดจากทุ่นระเบิด

ภายใต้สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเผชิญกับภัยจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ส่งผลให้ทหารไทยต้องเสียชีวิตหรือขาดแขนขาดขาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสะเทือนใจต่อสาธารณะชนและลดขวัญกำลังใจของทหารแนวหน้าอย่างมาก ซึ่งทำให้น.ต.วุฒิพงศ์ได้ติดตามการแชร์ภาพรองเท้าป้องกันระเบิดที่เคยใช้ในการรบระหว่างรัสเซียและยูเครน จากนั้นได้มีการศึกษาไว้ว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ถูกพัฒนาตั้งแต่ก่อนปี 2000 โดยประเทศแคนาดา และในภายหลัง ประเทศยูเครนได้นำไปดัดแปลงและใช้จริงในสนามรบจนได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีช่วยทหารลดความเสี่ยงจากแรงระเบิด

น.ต.วุฒิพงศ์กล่าวว่า การพัฒนาเท้านิลมังกร คือการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติมาประกอบชิ้นส่วนสำหรับรองเท้าที่ถูกยกฐานขึ้นทำให้ระดับของแรงกระแทกที่ส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายลดลงอย่างชัดเจน โดยได้ประสานงานกับโรงงานหลายแห่งที่ร่วมให้การสนับสนุนไม่คิดมูลค่าในการออกแบบและการผลิตต้นแบบรองเท้าชุดนี้ส่งให้กองทัพภาคที่สองเพื่อทดสอบจริง

  • ▰ กระตุ้นให้ทหารมีความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ
  • ▰ ช่วยลดแรงปะทะการระเบิดเพิ่มมากถึง 70%
  • ▰ รับประกันความปลอดภัยชั้นเยี่ยมจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ▰ เตรียมแจกจ่ายฟรีหลังผ่านการทดสอบใช้งานจริง

“หากใส่รองเท้าคอมแบทธรรมดา ถูกแรงระเบิด ก็จะส่งผลให้ขาหักหรือขาดที่ข้อเท้าพอดี แต่หากใช้รองเท้าเท้านิลมังกร จะสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าและลดโอกาสของอาการบาดเจ็บหนักหรือขาขาดอย่างมีนัยสำคัญ เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการช่วยปกป้องชีวิตพลทหารหน้าแปลงอย่างแท้จริง”

แม้ว่าโปรดักต์ต้นแบบอาจมีข้อจำกัดเบื้องต้นเรื่องการสวมใส่ที่แตกต่างจากรองเท้าปกติ ทำให้ทหารต้องจับจิตในช่วงเริ่มใช้งาน แต่ก็ไม่อาจลดความสามารถในการปกป้องของรองเท้าที่มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บปีละหมื่นคนในสงครามยูเครน

การพัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมนำไปสู่การปกป้องชีวิตทหาร

ได้มีการยืนยันอย่างเด่นชัดว่า เมื่อรองเท้าเท้านิลมังกรผ่านการทดสอบแล้ว จะสามารถผลิตในวงกว้างผ่านโรงงานที่ไม่ขอคิดมูลค่า ด้วยเป้าหมายเพื่อปกป้องพลทหารไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งต้นแบบจะพร้อมในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะส่งมอบให้กองทัพภาคที่สองศึกษาและเป็นขั้นตอนของขั้นตอนสุดท้ายก่อนนำไปใช้งานจริง

โครงการนี้ไม่เพียงแค่เป็นการป้องกันทางกายภาพของทหารเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงผลักดันให้ผู้คนมีขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งทำลายขวัญราชเดชของฝ่ายตรงข้าม เช่น ฝ่ายกัมพูชาซึ่งเป็นผู้วางทุ่นระเบิดโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้คนทั่วไป

หากคุณกำลังมองหาเนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่แบบนี้ หรือต้องการติดตามข่าวสารด้านการทหารและป้องกันประเทศ ก็สามารถตาม dõiบทความเราจะได้ติดตามข่าวใหม่ล่าสุดตลอดเวลา

ที่มา – ‘สว.วุฒิพงศ์’ ปิ๊งไอเดียรอง ‘เท้านิลมังกร’ ป้องกันทหารขาขาดจากทุ่นระเบิด

ดีพร้อม นำทัพผู้ประกอบการ 5 ราย เข้าร่วม Mega Shows Bangkok 2025

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม ภายใต้การนำของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ปรับนโยบายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตและแข่งขันในตลาดโลก โดยล่าสุดมีการพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ 5 ราย ที่ได้รับการคัดเลือกจากกระบวนการเขียนแผนธุรกิจ (Business Model Canvas : BMC) ได้เข้าร่วม Mega Shows Bangkok 2025 เพื่อเป็นโอกาสในการทดสอบตลาดจริง

ดีพร้อม นำทัพผู้ประกอบการ 5 ราย เข้าร่วม Mega Shows Bangkok 2025

ภายใต้แนวคิด “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 4 ให้และ 1 ปฏิรูป ได้แก่ ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และการปฏิรูปองค์กรสู่ความทันสมัย ดีพร้อมได้จัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทย ภายใต้โครงการ Fashion Alliance ประจำปีงบประมาณ 2568

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนางสาวนันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้เป็นเกียรติเยี่ยมชมบูธและให้การสนับสนุนกับผู้ประกอบการที่ชนะการคัดเลือก ได้แก่ 1. คุณชาญบุญ เอี่ยมหนู 2. คุณกมลมณี เจริญยุทธ 3. คุณอารยา ศานติสรร 4. คุณวชิราภรณ์ เหล่าฤกษ์อุทัย 5. คุณอภิญญา บุญหล้า ผู้ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษในการแสดงสินค้าภายในงาน Mega Shows Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 16-18 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

โอกาสเกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าว ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มเติมจาก 5 ราย ได้รับโอกาสในการทดสอบตลาดผ่านงาน Elegance of Thai Women 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2568 ณ Hua Hin Convention Center ชั้น 1 บลูพอร์ต เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศอย่างล้นหลาม เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ สร้างโอกาสในการเติบโต และการก้าวสู่ตลาดโลกของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือกำลังมองหาโอกาสในการขยายฐานลูกค้า การเข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก ดีพร้อม ถือเป็นช่องทางสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด เพื่อสร้างชื่อเสียงและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดแฟชั่นไทยและนานาชาติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6883 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ www.diprom.go.th และ www.facebook.com/dipromindustry

ที่มา – ดีพร้อม นำทัพผู้ประกอบการ 5 ราย ทดสอบตลาดในงานแสดงสินค้า Mega Shows Bangkok 2025