ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ก้าวสู่ทศวรรษทองใหม่

แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง เป็นเส้นทางแห่งชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนในลุ่มน้ำทั้ง 6 ประเทศ ความร่วมมือ “ล้านช้าง-แม่โขง” นี้เริ่มต้นจากน้ำ สะท้อนถึงปณิธานร่วม “ดื่มน้ำสายธารเดียวกัน โชคชะตาผูกพันกัน” พร้อมด้วยวัฒนธรรมที่เน้น ความเสมอภาค การช่วยเหลือ และผูกพันกันเหมือนครอบครัว.

จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือนี้ยังส่งเสริม “การพัฒนามาก่อน การปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม การดำเนินการจริงจังมีประสิทธิภาพ และการเปิดกว้างรอบด้าน” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้เกิดเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ร่วมมือกันก้าวสู่ทศวรรษทองใหม่ แห่งความร่วมมือ “ล้านช้าง-แม่โขง”

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือของประเทศในลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง ได้ก่อให้เกิดผลตอบสนองที่เป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การป้องกันอาชญากรรม การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทาน จนไปถึงการทำงานร่วมกันเพื่อลดความยากจนและส่งเสริมสุขภาพ

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศระดับสูง ครั้งที่ 10

ไม่นานมานี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศสมาชิก ได้ประชุมกันในมณฑลยูนนาน เพื่อหารือและตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันในระยะต่อไป โดยมี นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย เป็นประธานร่วม พร้อมแถลงเป้าหมาย “ความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง 2.0” ที่เน้น ความสามัคคี นวัตกรรมสีเขียว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกันของประเทศในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนอย่างจริงใจเกี่ยวกับการรักษาความสันติภาพ ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค จีนได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ดี และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งกับประเทศในภูมิภาค ผ่านรูปแบบความร่วมมือที่โปร่งใสและได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ในปีนี้ ยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่จีนและไทยจะเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี ในฐานะ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” การสนับสนุนและทำงานร่วมกันในเวทีระดับสูงของกลุ่มประเทศล้านช้าง-แม่โขง จะทำให้ความสัมพันธ์นี้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

เราเชื่อว่า ความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์จีน-ไทย และพัฒนาการที่เข้มแข็งของความร่วมมือในรูปแบบล้านช้าง-แม่โขง จะนำไปสู่ผลกระทบที่ดีต่อทุกประเทศ ทุกประชาชนในภูมิภาค และยังมีส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นสันติสุข

หากคุณกำลังมองหาความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างผลกระทบเชิงบวกจริงๆ “ล้านช้าง-แม่โขง” เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ร่วมมือกันก้าวสู่ทศวรรษทองใหม่ แห่งความร่วมมือ “ล้านช้าง-แม่โขง”

วุฒิสภาจับมือมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพิ่มประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้และผลการวิจัยมาใช้เป็นข้อมูลในการออกกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วุฒิสภาจับมือมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพิ่มประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ

กิจกรรมครั้งนี้มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-2 อาคารรัฐสภา โดยมี นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ร่วมลงนามกับ รศ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ความร่วมมือแบบนี้ถือเป็นการยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคการศึกษาในการกำหนดนโยบายของประเทศ โดยให้องค์ความรู้ทางวิชาการเข้าไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับงานนิติบัญญัติ

ความสำคัญของความร่วมมือด้านงานกฎหมาย

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสารเท่านั้น แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง “ผู้ผลิตองค์ความรู้” อย่างมหาวิทยาลัย กับ “ผู้กำหนดนโยบาย” อย่างวุฒิสภาให้มีความใกล้ชิด เพื่อให้กฎหมายที่ออกมามีความถูกต้อง ทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการจริงของสังคม

นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นพยาน เช่น นายพีระพจน์ รัตนมาลี รองเลขาธิการวุฒิสภา, ศ. ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มข. และ ผศ. ดร. มณฑิรา นพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายอุตสาหกรรมและภาคีความร่วมมือ มจธ.

ความร่วมมือดังกล่าวเชื่อว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการปลูกฝังวัฒนธรรมการบริหารราชการบนพื้นฐานของหลักฐาน (Evidence-based Policy Making) ซึ่งนำไปสู่กฎหมายที่มีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ในยุคที่ข้อมูลและองค์ความรู้มีบทบาทมากขึ้น ความเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและสภานิติบัญญัติจะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสู่ความสำเร็จ

การลงนามครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวการร่วมมือธรรมดา แต่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของทั้งสองภาคส่วนในการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชาชน

ที่มา – วุฒิสภา จับมือ 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำ หนุนใช้องค์ความรู้-วิจัย เพิ่มประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ

การบินไทย เปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–ออสโล ครบ 1 ปี

รายงานข่าวจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงาน “Agent Appreciation Night 2025” ณ เรณู เกษรวิลเลจ ราชประสงค์ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ท่ามกลางบรรยากาศสุดตระการตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงเหนือ ภายใต้ธีม “Back Through Time – 120 Years to Celebrate the Diplomatic Relations between Thailand and Norway” ตอกย้ำความร่วมมืออันแน่นแฟ้น พร้อมร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 1 ปี ของการกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ–ออสโล ทุกวัน เพื่อเชื่อมโยงเอเชียและสแกนดิเนเวียเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ และแสดงความขอบคุณต่อพันธมิตรทางธุรกิจ ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารและคาร์โก้, ลูกค้าองค์กร, อะวีนอร์ ออสโล แอร์พอร์ต (Avinor Oslo Airport), รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–ออสโล อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นางเทย์เออะ มาร์ที่เนอะ อ็อตมันน์ (Thea Martine Ottmann) อัครราชทูตผู้รักษาการแทนเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ตลอดจนภาคีธุรกิจจากนอร์เวย์ ร่วมแสดงความยินดี สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดี

เฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปี กรุงเทพฯ–ออสโล

บรรยากาศงานถ่ายทอดเรื่องราวจุดกำเนิดแห่งสายสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นอร์เวย์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผสานเข้ากับความงดงามของแสงเหนืออันเลื่องชื่อแห่งนอร์เวย์ พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ การจัดแสดงชุดเครื่องใช้สำหรับผู้โดยสาร (Amenity Kits) ที่สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการบินไทย และแฟชั่นโชว์ถ่ายทอดเสน่ห์แฟชั่นไทย–นอร์เวย์อย่างลงตัว

พลิกโฉมด้วยอาหารไทย–สแกนดิเนเวีย

ไฮไลท์ของงานคือ เมนูพิเศษรังสรรค์โดย เชฟผู้มากประสบการณ์และผู้เข้าแข่งขันรายการ Hell’s Kitchen Thailand ที่นำวัตถุดิบชั้นเลิศจากสองวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เมนูเฉพาะงานนี้ อาทิ “นอร์วีเจียนแซลมอนปิ๊กบ้าน (Norwegian Salmon Pik Baan)” ที่ผสมผสานแซลมอนสดคุณภาพจากนอร์เวย์เข้ากับรสชาติข้าวซอยล้านนาได้อย่างกลมกล่อม ถัดมาคือ หอยเชลล์ส่องแสงเหนือ (Scallop’s Aurora) หรือ ที่สื่อถึงประสบการณ์การค้นพบแสงเหนืออันงดงาม ผ่านรสชาติหวานนุ่มของหอยเชลล์ ผสานกับรสเปรี้ยวสดชื่นของ calamansi ที่ทำให้จานนี้ทั้งละมุนและน่าตื่นตา ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน ส้มฉุนเกร็ดหิมะ (Som Chun Granita) ขนมในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นำมาปรุงอย่างร่วมสมัย ด้วยการคัดสรรผลไม้ชั้นดีจากทุกภูมิภาค อาทิ เงาะและสละจากจันทบุรี ลิ้นจี่จากเชียงใหม่ ส้มโอจากนครปฐม และมะม่วงเบาจากภาคใต้ ผสานเข้ากับกรานิตาส้มซ่ามะนาว ให้รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล และมอบประสบการณ์รสชาติที่น่าประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

การเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–ออสโลทุกวัน เป็นการเปิดประตูเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศนอร์เวย์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การท่องเที่ยว ไปจนถึงวัฒนธรรม และแน่นอนว่าผู้โดยสารที่เลือกใช้บริการก็จะได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะกับคุณภาพการบริการที่เป็นจุดเด่นของ การบินไทย ที่พร้อมเนรมิตทุกเส้นทางให้เต็มไปด้วยความประทับใจ อย่างที่ควรเป็นสำหรับสายการบินแห่งหนึ่งที่เติบโตไปพร้อมกับอดีตกว่าครึ่งศตวรรษ

ที่มา – การบินไทย ครบ 1 ปีกลับมาเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–ออสโล

ตร.ศรีสะเกษรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดผู้นำกัมพูชา

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมมือกับพนักงานสอบสวน สภ.กันทรลักษ์ ฝ่ายสืบสวน สภ.กันทรลักษ์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วย EOD ในการลงพื้นที่ 7 จุดในตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อเก็บวัตถุพยานและชิ้นส่วนวัตถุระเบิดที่ยังค้างอยู่ พร้อมจัดทำสำนวนคดีเพื่อดำเนินคดีทั้งในส่วนของ อาญาและแพ่ง กับผู้นำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธสงครามยิงใส่พลเรือน

ตร.ศรีสะเกษรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดผู้นำกัมพูชา

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการใช้ อาวุธสงคราม ยิงเข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึง造成ความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงเร่งสำรวจพื้นที่เก็บพยานหลักฐาน ประเมินความเสียหาย และสอบสวนพยานเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนก่อนที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

จุดที่ตรวจพบวัตถุระเบิด BM-21

ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ พบว่า BM-21 หรือที่เรียกว่ากราด (Grad) ซึ่งเป็น อาวุธสงคราม ที่มี威力ทำลายล้างสูง ได้ตกอยู่ในหลายจุดสำคัญในบริเวณตำบลบ้านผือและเมือง อ.กันทรลักษ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อแต่ละพื้นที่ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน โดยจุดที่เก็บหลักฐานได้มีรายละเอียดดังนี้:

  • ร้านค้าของบ้านพ่อนารี ถูกทำลายทั้งหลัง
  • บ้านยายสำราญ มีกำแพงเสียหาย
  • ที่ทำการ อบต.เมือง หลังคาและฝ้าชำรุด
  • ทุ่งนาที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.น้ำยืน ซึ่งมียายวัย 60 ปีเสียชีวิตขณะทำงาน และยังมีระเบิด BM-21 ตัวหนึ่งยังไม่ถูกทำลาย
  • ร้านข้าวและบ้านยายคำพอง ซึ่ง BM-21 ตกห่างจากร้านประมาณ 10 เมตร ทำให้บ้านและร้านเสียหาย
  • อู่ซ่อมรถของนายสงกรานต์ รถเสียหายทั้งหมด 5 คัน
  • บ้านของชาวบ้านในน้ำเย็นใต้ หมู่ 9 ถูกทำลาย

การปะทะนี้มิใช่แค่เหตุการณ์ระดมยิงธรรมดา แต่เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับ อาวุธสงคราม และเปิดโอกาสให้เกิดความละเมิดสิทธิพลเมืองอย่างรุนแรง ซึ่งหน่วยงานของไทยไม่พร้อมปล่อยให้กรณีนี้จบลงอย่างง่ายๆ พวกเขาอยู่ระหว่างจัดหาพยานทั้งภาพถ่าย, ชิ้นส่วนระเบิด และการให้ปากคำของพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อ เพื่อยื่นต่อศาลไทยและอาจส่งผ่านทางการระหว่างประเทศเพื่อพิจารณาความรับผิดชอบในระดับนานาชาติ

ในฐานะพลเมืองที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าพรมแดนที่อยู่ใกล้ไม่เพียงแค่ควรระวัง แต่ควรได้รับการปกป้องจากผู้มีอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ การรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ อาวุธสงคราม และการรุกรานจากดินแดนเพื่อนบ้าน ย่อมต้องมีทั้งการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา และการดำเนินคดีตามกฎหมายหลากหลายทาง

เราขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมงานที่ทำงานอย่างละเอียดเพื่อความยุติธรรมในครั้งนี้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่คดีท้องถิ่น แต่เป็นประเด็นความมั่นคงระดับชาติที่ต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘ตร.ศรีสะเกษ’ รวบรวมพยานหลักฐานเอาผิด ‘อาญา-แพ่ง’ ผู้นำ ‘กัมพูชา’ ใช้อาวุธสงครามยิงใส่พลเรือน

ช็อก! ภรรยาพบศพสามีที่สวนหลังบ้านหลังหายตัวไปสองวัน

เหตุการณ์ชวนช็อกที่เกิดขึ้นในเมืองซีซอลเตอร์ มณฑลเคนต์ สหราชอาณาจักร เมื่อ ช็อก! ภรรยาพบศพสามีที่สวนหลังบ้านหลังหายตัวไปสองวัน โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากอุบัติเหตุขณะกำลังใช้เลื่อยไฟฟ้าในระหว่างการทำสวน

ช็อก! ภรรยาพบศพสามีที่สวนหลังบ้านหลังหายตัวไปสองวัน

เอ็ด แพร์รี ช่างประปาวัย 54 ปี กำลังทำสวนที่บ้านอยู่ตามปกติ จนเกิดอุบัติเหตุจากการใช้เลื่อยยนต์แบบมือถือ ส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บที่ข้อมืออย่างรุนแรง และอาการบาดเจ็บดังกล่าวอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ภรรยาของเขานาง เอมี แพร์รี ไม่รู้ว่าสามีของตัวเองได้เกิดอุบัติเหตุภายในสวนหลังบ้าน จนกว่าจะผ่านไปเกือบ 48 ชั่วโมง จึงเป็นผู้พบศพซุกอยู่ระหว่างรั้วและเพิงเก็บของในสวน

ช่วงเวลาที่น่าตกใจของการสูญหาย

นาง เอมี แพร์รี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ เธอพาลูกชายคนโตออกไปเที่ยวที่เมืองแอชฟอร์ด ส่วนสามีของเธอนั้นพาลูกชายคนเล็กไปเที่ยวที่แคนเทอร์เบอรี เมื่อเธอได้กลับมาที่บ้านและพบว่าทั้งสามีและลูกชายคนเล็กไม่อยู่ ซึ่งทำให้เธอเริ่มกังวล เพราะโทรศัพท์ของสามีไม่มีคนรับสาย รถยนต์และกระเป๋าเงินก็ยังอยู่ที่บ้าน ทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังจากมานั่งรอนานถึงสี่ชั่วโมง เธอจึงแจ้งความคนหายกับตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกมาสอบถามเพื่อนบ้าน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ส่งผลให้การสืบสวนไม่สามารถหาเบาะแสได้เลย

สุนัขเป็นผู้นำทางสู่ความจริง

จนกระทั่งผ่านมาถึงวันที่สอง นาง เอมี แพร์รี ได้พบศพของสามีในบริเวณสวนหลังบ้าน โดยมีสุนัขที่เลี้ยงไว้ในครอบครัวเป็นผู้ช่วยชี้นำ เธอเผยว่าเมื่อเธอเข้าไปดูในจุดที่สุนัขทำสัญญาณ พบศพของสามีของตัวเองซุกอยู่ระหว่างเพิงเก็บของและรั้วสวน

ผู้ชันสูตรศพ นาง ซาราห์ คลาร์ก กล่าวว่ามีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีศพของผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่างรั้พบริเวณดังกล่าว และเมื่อกู้ศพออกมาได้แล้ว พบว่าบริเวณสวนเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกจัดให้เรียบร้อยโดยไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ บนเพิงเก็บของ พบแต่มีเลื่อยยนต์ที่ใช้งานอยู่ และสามารถมองเห็นคราบเลือดติดอยู่บนเลื่อย

สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

จากการสืบสวนของตำรวจ พบว่าการเสียชีวิตของเอ็ด แพร์รี ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย นับเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้เครื่องมืออย่างไม่ระมัดระวังโดยมีผู้ชันสูตรยืนยันว่าหางเหตุการณ์ไม่สนับสนุนการกระทำด้วยเจตนาทำร้ายตัวเอง

นาง เอมี เปิดเผยว่าสามีของเธอมีธุรกิจที่กำลังประสบความสำเร็จ มีสถานะทางการเงินดี ไม่มีหนี้สิน และไม่เคยมีพฤติกรรมแสดงสัญญาณที่จะทำร้ายตนเองมาก่อน ไม่มีจดหมายลาตาย โทรศัพท์และกระเป๋าเงินก็ยังอยู่กับตัว แม้กระทั่งการที่เขาหายตัวไปก็ไม่มีพฤติกรรมผิดปกติแต่อย่างใด

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวที่น่าเศร้า แต่ยังเตือนใจให้เราช่างระวังตัวในช่วงเวลาทำงานด้วยอุปกรณ์ที่มีความอันตรายได้ หากมีใครกำลังใช้งานที่สวน หรือทำงานสามารถ้ให้ระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ช็อก! ภรรยาพบศพสามีที่สวนหลังบ้าน หลังจากหายตัวไปสองวัน

มาริษ เยือนสวีเดน 24-26 ส.ค. เป็นสักขีพยาน ‘กองทัพอากาศ’ เซ็นซื้อ ‘กริพเพน’

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเยือนอย่างเป็นทางการของ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ไปยังประเทศสวีเดน ในช่วงวันที่ 24-26 สิงหาคม 2568

มาริษ เยือนสวีเดน 24-26 ส.ค. เป็นสักขีพยาน ‘กองทัพอากาศ’ เซ็นซื้อ ‘กริพเพน’

การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสวีเดนให้ก้าวขึ้นสู่สถานะ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือในหลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์จากการกลายเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ในวันที่ 26 สิงหาคม รมว.ต่างประเทศของไทยจะมีการหารือทวิภาคีกับนางมาเรีย มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รมว.ต่างประเทศสวีเดน และร่วมลงนามในเอกสารความร่วมมือภายใต้หัวข้อ “ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ไทย-สวีเดน” ซึ่งจะเป็นข้อตกลงสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การค้าและการลงทุน
  • ความร่วมมือทางการป้องกันประเทศ
  • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรม
  • ความร่วมมือทางด้านการศึกษาและวิชาการ
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน

เป็นที่น่าสังเกตว่าสวีเดนถือเป็นประเทศที่ 2 ในทวีปยุโรปที่กลายเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของไทย หลังจากสหราชอาณาจักร โดยความร่วมมือด้านการทหารก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้

ความร่วมมือในด้านการทหารและเทคโนโลยี

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของมิッションนี้ คือ การที่ มาริษ จะสวมบทบาทเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาระหว่างกองทัพอากาศไทยกับบริษัท SAAB ผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่โจมตีรุ่น Gripen ภายใต้โครงการจัดซื้อระยะที่ 1

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถทางด้านป้องกันประเทศของไทย และสอดคล้องกับความต้องการของกองทัพอากาศอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจะได้พบปะกับภาคเอกชนชั้นนำและสถาบันการศึกษาของสวีเดน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อนโยบายเศรษฐกิจไทย และผลักดันการลงทุนจากสวีเดน รวมทั้งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวให้ตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต

การไปเยือนครั้งนี้ของ มาริษ เยือนสวีเดน 24-26 ส.ค. เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับสวีเดน รวมถึงเป็นจุดเปลี่ยนในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของไทยให้สอดรับกับแนวโน้มโลกยุคใหม่

ทั้งนี้ คาดว่าผลของการเยือนจะเกิดขึ้นในระดับนโยบาย การค้า และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ซึ่งสามารถผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เส้นทางของการเติบโตอย่างยั่งยืนได้

หากคุณสนใจติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงในวงการป้องกันประเทศ อย่าลืมอ่านข่าวที่เราอัปเดตให้คุณอยู่เสมอ

ที่มา – ‘มาริษ’ เยือนสวีเดน 24-26 ส.ค. เป็นสักขีพยาน ‘กองทัพอากาศ’ เซ็นซื้อ ‘กริพเพน’

ธนกฤตเข้าพบพูดคุยหลวงพ่ออลงกต เผยหลวงพ่ออยากช่วยประชาชนต่อ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานการณ์ที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้ป่วยนอนรักษาตัว และได้รับการสนับสนุรงบประมาณจาก สปสช. อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการตรวจสอบ พบว่าสถานที่มีสภาพทรุดโทรม รวมถึงอาคารเมตตาธรรมที่ใช้เก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาที่หมดอายุ มีสิ่งของถูกย้ายออกไปบางส่วน และได้รับผลกระทบจากฝนที่สาดเข้ามา

ธนกฤตเข้าพบพูดคุยหลวงพ่ออลงกต หาทางแก้ปัญหาร่วมกัน

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว หลวงพ่ออลงกต ได้เชิญต้อนรับ นายกองตรี ดร.ธนกฤต เข้าไปพูดคุยที่ใจฟ้าฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการสนับสนุนจากวัด รวมถึงปัญหาการจัดเก็บรักษาอุปกรณ์ทางการแพทย์

แนวทางการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ดร.ธนกฤต ได้เปิดเผยว่า ระหว่างการพูดคุยกับท่านหลวงพ่อ เห็นความกังวลเกี่ยวกับศาลาธรรมสังเวช ซึ่งเคยใช้ในการเก็บศพ โดยให้คำแนะนำว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรค จึงได้ขอให้ดำเนินการฌาปนกิจศพอย่างเหมาะสม และท่านหลวงพ่อก็ยินยอมตามข้อเสนอแนะทันที เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงสถานชีวาภิบาลที่ดูแลผู้ป่วย HIV ที่พักอาศัยอยู่ในวัด ซึ่งต้องมีการจัดเก็บยาสำหรับผู้ป่วยให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม พร้อมทั้งแยกการดูแลไม่ให้เกิดการปนเปื้อน การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐจะดำเนินต่อไปหากมีการปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

  • พบปัญหาสถานที่ทรุดโทรมในวัด
  • เจรจากับหลวงพ่อเพื่อหาทางแก้ไข
  • เน้นการจัดเก็บยาอย่างปลอดภัย
  • ต้องการช่วยประชาชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ จากการพูดคุยกันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของท่านหลวงพ่อที่ต้องการช่วยเหลือสังคม และพร้อมจะปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายสาธารณสุข เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยที่มารับบริการ

เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการสื่อสารและทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ เพื่อผลประโยชน์ของผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามและช่วยเหลือเพื่อให้เกิดมาตรฐานการดูแลที่เหมาะสม

ที่มา – “ธนกฤต” เข้าพบพูดคุย “หลวงพ่ออลงกต” เผยหลวงพ่ออยากช่วยประชาชนต่อ

ไทย–เมียนมาตั้งทีมร่วมแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี兼รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมกับน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เดินทางไปเยือนนครเนปยีดอ สหภาพสาธารณรัฐเมียนมา

ไทย–เมียนมาตั้งทีมร่วมแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย

การเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารืออย่างเป็นทางการกับนายขิ่น ม่อง ยี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา เรื่องการส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการคุณภาพน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง

พลิกโฉมคุณภาพน้ำแม่น้ำกกรวมถึงแม่น้ำสาย

ในโอกาสดังกล่าว นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้กล่าวว่า การหารือระหว่างไทยและเมียนมาครั้งนี้มุ่งเน้นควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำที่มีผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฎิบัติที่ผ่านการทดสอบแล้ว เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและปฏิบัติตามแนวทางทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน

  • แสดงเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม
  • ตกลงที่จะร่วมประชุมประสานงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำ
  • จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องต้องพัฒนาความร่วมมือในเรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างความตระหนักรู้ของประชาชน และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการกับกิจการเหมืองแร่ที่อาจทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือเพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาคุณภาพน้ำในระยะยาว

การตั้งทีมร่วมระหว่างไทยและเมียนมาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าความร่วมมือโดยตรงแบบนี้ จะนำไปสู่กรอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคต

ทั้งนี้ ทางการไทยได้ย้ำยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาโดยใช้ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในการวางแผน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในการหาทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมของไทยและเมียนมาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านแนวทางร่วมสร้างอนาคต ที่ไม่ใช่เพียงการพูดคุยกันแค่บนกระดาษ แต่เป็นการปฏิบัติที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์จริงต่อชุมชน

หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาน้ำเสียในพื้นที่อยู่ใกล้แม่น้ำกกหรือแม่น้ำสาย เราขอเชิญชวนให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังอย่างมีสติ และส่งเสริมแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ที่มา – ‘ไทย–เมียนมา’ ตั้งทีมร่วมแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย

เผยคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด หลักฐานชัดใช้ฟ้องสภาออตตาวา

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชารอบประเด็นชายแดนตะวันออกเฉียงใต้กลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง จากการลักลอบวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชาในพื้นที่ใกล้ชายแดน ซึ่งถูกเปิดเผยผ่านคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดที่เผยแพร่โดยกองทัพไทย เป็นหลักฐานชัดเจนในกรณีที่ระบุว่ากัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT) ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตทหารจาก 8 ประเทศ ได้เดินทางไปสังเกตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค.

คลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด กลายเป็นหลักฐานสำคัญ

ในการแถลงครั้งนี้ อธิบดีนิกรเดชได้กล่าวว่า กองทัพไทยได้จัดกำหนดการครอบคลุมให้คณะ IOT ได้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา เช่น การขัดขวางการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และที่สำคัญคือการเผยคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดซึ่งจะถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในระดับนานาชาติ โดยได้ถูกนำเสนอในคณะกรรมการสภาอนุสัญญาออตตาวา ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิส

รัฐบาลไทยเตรียมฟ้องรัฐภาคีออตตาวา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการเรียกร้องให้กัมพูชายุติการละเมิดพันธกรณีในฐานะภาคีของอนุสัญญาออตตาวา โดยได้มีการส่งหนังสือถึงประธานการประชุมภาคีอนุสัญญาครั้งที่ 22 ถึง 4 ฉบับ และเตรียมการเดินทางไปพบคณะกรรมการอีกครั้งในวันที่ 22 ส.ค. เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดให้อย่างละเอียดและรอบด้าน

“ข้อมูลจากคลิปที่เผยแพร่นี้จะถูกใช้ในการฟ้องร้องทางกฎหมายกับกัมพูชาในฐานะภาคีของอนุสัญญา เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบและให้ยุติการละเมิดต่อกฎระเบียบระหว่างประเทศ” นายนิกรเดชกล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าว โดยเฉพาะข่าวที่พยายามบิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา เช่น การกล่าวอ้างว่าลวดหนามของไทยบุกรุกพื้นที่ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการดำเนินการของกองทัพไทยในพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตควบคุมของทางทหารบกไทย

ในการลงพื้นที่ของคณะ IOT ยังรวมถึงการไปตรวจสอบที่ควบคุมตัวเชลยกัมพูชารวม 18 คน และสำรวจโรงพยาบาลพนมดงรัก ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยที่ต้องการความโปร่งใสและความยุติธรรมในประเด็นชายแดน

ในท้ายที่สุดการเผยคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในแง่ของงานข่าว แต่ยังเป็นหลักฐานผลกระทบทางกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บริเวณชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่และแนวทางการแก้ไขของรัฐบาลไทย ร่วมติดตามการรายงานอย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยข่าวสารทหาร

ที่มา – ชี้คลิปทหารกัมพูชาลอบฝังทุ่นระเบิด เป็นหลักฐานชั้นดีใช้ฟ้องรัฐภาคีออตตาวา

BYD และ TSB นำรถเมล์ไฟฟ้าเข้าโรงเรียนศึกษานารี

โครงการ “Smart รักษ์โลก” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง BYD และ TSB ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยใช้เยาวชนเป็นศูนย์กลาง ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นี้ ทั้งสองบริษัทได้นำรถเมล์ไฟฟ้าเข้าเยี่ยมเยือน โรงเรียนศึกษานารี เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สนุกสนานภายใต้แนวคิดของการเดินทางอย่างยั่งยืน พร้อมแจกบัตร HOP Card สำหรับนักเรียน

BYD และ TSB นำรถเมล์ไฟฟ้าเข้าโรงเรียนศึกษานารี

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ PM2.5 ที่เกิดจากการเดินทางแบบใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีความยั่งยืน เช่น รถเมล์ไฟฟ้าและเรือไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงผลักสำคัญให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

เวิร์กชอปเพื่อโลกที่ดีกว่า

ภายในงานมีการจัดเวิร์กชอป “เดินทางอย่างยั่งยืน” เต็มอิ่ม น้อง ๆ ได้เรียนรู้การใช้งานบัตร HOP Card ที่สามารถเดินทางทั่วเครือข่าย TSB ได้ตลอดวันเพียง 40 บาทเท่านั้น ไม่มีจำกัดสายและจำนวนเที่ยว ส่งเสริมให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกลายเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่า

กิจกรรมยังมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้บริหาร นักเรียน และครูอาจารย์ พร้อมกับมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังมีโอกาสฝึกการสร้างสรรค์ด้วยการผลิตคลิปวิดีโอเพื่อรณรงค์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok โดยใช้บัตร HOP Card เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลรวมมูลค่า 3,500 บาท

  • กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเดินทางใช้พลังงานสะอาด
  • แจกบัตร HOP Card ค่าเดินทางตลอดวันเพียง 40 บาท
  • จัดเวิร์กชอปยั่งยืนและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศแก่เยาวชน

การริเริ่มของบริษัท BYD และ TSB ครั้งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชน ให้พวกเขาเห็นว่า “โลกที่ดีกว่า” เริ่มจากการเลือกใช้สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

หากคุณเป็นสถานศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Smart รักษ์โลก” สามารถติดต่อทีมงาน TSB ได้ที่อีเมล [email protected]

ที่มา – BYD ผนึก TSB นำรถเมล์ไฟฟ้าบุก รร.ศึกษานารี