ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ

การเปลี่ยนแปลงในเชิงเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดของ “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” เป็นหนึ่งในต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ

โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ

การพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มจากชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ที่เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เกษตรรู้จริง (Know-How Farming)” ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการทำจริงและให้เกษตรกรเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้เอง

พลิกชีวิตจากไร่มันสู่เกษตรรู้จริง

ก่อนที่ “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” จะเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน พื้นที่ในตำบลเทพนาเคยเผชิญกับปัญหามลพิษจากไร่มันสำปะหลังอย่างหนัก สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงเพื่ออยู่รอด ภายใต้การนำของ นายวิเชียร พรมทุ่งค้อ ประธานวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพนา ที่เปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากพึ่งพาสารเคมีไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืน

การพัฒนา “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” เป็นการต่อยอดจากการดำเนินวิสาหกิจชุมชนอย่างมีระบบ โดยมีการจัดทำกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในกระบวนการผลิต พัฒนาเที่ยวเชิงเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปผลผลิต เช่น “น้ำผึ้งขมอะโวคาโด” ที่เป็นผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ของพื้นที่ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในระดับสูง

ต้นแบบเศรษฐกิจสีเขียวที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

แนวคิด “เกษตรรู้จริง” ไม่ได้หยุดแค่ที่การเพิ่มความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชนเท่านั้น แต่ขยายขอบเขตไปถึงการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของเกษตรกรอย่างแท้จริง แปลงปลูกกลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เติมเต็มความเข้าใจและสร้างประสบการณ์ที่ยั่งยืน

  • สร้างรายได้ยั่งยืนแก่เกษตรกรในพื้นที่
  • ลดการใช้สารเคมีและส่งเสริมเกษตรปลอดภัย
  • แลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้านแบบใกล้ชิด
  • ใช้เทคโนโลยีธรรมชาติอย่างการเลี้ยงผึ้งร่วมกับการปลูก

ทุกวันนี้ “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจจริงให้กับใครหลายคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดถึง “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” อย่างแท้จริง

หากคุณสนใจรู้จักกับเกษตรกรรมที่ยั่งยืน หรือกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจเกษตร “โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด” คือจุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนี่ไม่ใช่ “จุดเช็กอิน” แต่คือ “ห้องเรียนแห่งชีวิต” ที่เติมพลังให้คนเมืองเชื่อมโยงกับคนทุ่งได้อย่างลึกซึ้ง

ที่มา – โรงเรียนเกษตรกรอะโวคาโด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ พลิกชีวิตจากไร่มันสู่เกษตรรู้จริง

พงศ์กวิน ปัดตั้งณัฐพล นั่งปลัดแรงงานใหม่ เลือกคนในก่อน

ล่าสุด นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีข่าวลือเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ หลังจากการโยกย้ายของนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าข่าวลือเกี่ยวกับการตั้งนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้ามานั่งเป็นปลัดกระทรวงแรงงานนั้นไม่เป็นความจริง

“ผมยังงงว่าข่าวนี้มาจากไหน เพราะตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด และผมเองก็ยังไม่รู้จักกับท่านที่กำลังเป็นกระแสข่าวว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง” นายพงศ์กวินกล่าว

พงศ์กวิน ปัดตั้งณัฐพล นั่งปลัดแรงงานใหม่ เลือกคนในก่อน

เมื่อพูดถึงขั้นตอนการสรรหาปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการประเมินบุคลากรภายในกระทรวง โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำหน้าที่ใกล้ชิดและมีความเข้าใจในกระบวนการทำงานของกระทรวงแรงงานเป็นอย่างดี ทั้งนี้ จะต้องดูที่ความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ตรงต่อความต้องการในการบริหารจัดการ

การสรรหาเน้นคนในก่อน

“เรื่องใหญ่ของการแต่งตั้งปลัดฯ จะต้องมีการประเมินอย่างรอบคอบ เพราะปลัดกระทรวงฯ มีบทบาทสำคัญ ควบคุมงานทุกด้านของกระทรวง ผมให้ความสำคัญกับคนที่ทำงานใกล้ตัวอยู่แล้วก่อน จะดูว่ามีศักยภาพและคุณสมบัติตรงกับความต้องการหรือไม่ แล้วค่อยพิจารณาต่อว่าจะเรียกคนภายนอกมาหรือไม่” นายพงศ์กวินกล่าวเสริม

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีผู้บริหารกระทรวงแรงงานจำนวน 2 ท่าน ที่ใกล้ถึงวัยเกษียณราชการ ได้แก่ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน แต่การเสนอการแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรอการแต่งตั้งปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ สามารถดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ทันที

ข่าวในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปฏิรูปและเสริมสร้างความมั่นคงในโครงสร้างบริหารของกระทรวงแรงงาน โดยให้ความสำคัญในการประเมินศักยภาพบุคลากรที่มีอยู่จริงมากกว่าการเหมาเอาจากภายนอก ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มั่นคงและลดความเสี่ยงในระยะยาว

หากคุณเป็นหนึ่งในบุคลากรที่สนใจในตำแหน่งสำคัญ อาจเริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้พร้อมในทุกด้าน และรอคอยโอกาสที่เหมาะสมจากภายนอกจนถึงการเลื่อนตำแหน่ง

อยากรู้ข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับพงศ์กวิน ปัดตั้งณัฐพล นั่งปลัดแรงงานใหม่? ติดตามเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการบริหารงานในภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘พงศ์กวิน’ ปัดตั้ง ‘ณัฐพล’ นั่งปลัดแรงงานใหม่ ย้ำเลือกจาก ‘คนใน’ ก่อน

อนุ กมธ. วุฒิสภา เล็งยกระดับสวัสดิการผู้ตัดสินฟุตบอลไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่รัฐสภา นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการกีฬา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการยกระดับมาตรฐานของ ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย ให้เทียบเท่ามาตรฐานนานาชาติ พร้อมมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้และสวัสดิการให้แก่ผู้ตัดสินไทยอย่างยั่งยืน

อนุ กมธ. วุฒิสภา เล็งยกระดับสวัสดิการผู้ตัดสินฟุตบอลไทย

จากการประชุมดังกล่าว นายจำลอง ได้เปิดเผยว่า แม้วงการฟุตบอลไทยภายใต้การนำของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ จะสามารถเคลียร์หนี้สะสมไปได้มากกว่า 500 ล้านบาท แต่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของการพัฒนา ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดงบประมาณในการอบรมผู้ตัดสินรุ่นใหม่ เช่น ระบบ VAR ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50,000 บาทต่อคน

นโยบายในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะแทนผู้ตัดสินอาวุโสที่กำลังใกล้เกษียณจำนวน 7-8 คน เพื่อให้ฟุตบอลไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน

รายได้ของผู้ตัดสินยังไม่ตอบโจทย์

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาในการประชุมคือ รายได้ของ ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย ที่ยังต่ำและไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยส่วนใหญ่ผู้ตัดสินในประเทศไทยมีอาชีพหลักเป็นครู ทหาร ตำรวจ หรือพนักงานเอกชน การทำหน้าที่ตัดสินถือเป็นรายได้เสริม

ปัจจุบัน ผู้ตัดสินในไทยลีก 1 ได้เงินเพียงแมตช์ละ 13,000 บาท ในขณะที่ผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ VAR ได้น้อยกว่า เช่น 8,500 บาทต่อแมตช์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การดำรงชีพอย่างมั่นคง

  • พัฒนาผู้ตัดสินให้เทียบมาตรฐานสากล
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มรายได้และสวัสดิการ
  • ส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงแก่วงการฟุตบอล

คณะอนุกรรมาธิการฯ เห็นพ้องกันว่า ต้องมีมาตรการเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทั้งในด้านงบประมาณ การสนับสนุนทางวิชาการ และการพัฒนาระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ตัดสินมีแรงจูงใจและสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากเรื่องนี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลไทย และสร้างความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติได้อย่างชัดเจน

บทความนี้หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้ตัดสิน และสนับสนุนให้มีการปฏิรูปวงการฟุตบอลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – อนุ กมธ.ด้านการกีฬา วุฒิสภา เล็งผลักดันให้ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย มีรายได้และสวัสดิภาพที่มั่นคง

ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ กังวลสามีเริ่มพูดจาสับสน

ล่าสุดมีข่าวเศร้ามาจากการเปลี่ยนแปลงของนักร้องหนุ่มเสียงดี คิง เดอะวอยซ์ หรือ คิง พิเชษฐ์ บัวขำ ที่มีอาการผิดปกติทางสมองอย่างกะทันหัน จนทำให้ ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ ต้องออกมาเปิดเผยและแสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่ง หลังจากสามีมีอาการหายใจไม่ออก บ้านหมุน อาเจียน และสุดท้ายถูกส่งเข้าไอซียูที่โรงพยาบาลพัทยาเมมโมเรียล

ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ เปิดใจถึงอาการผิดปกติของสามี

จากข้อมูลที่ภรรยาของคิง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ คุณงู เผยให้ทราบว่า หลังจากไปแสดงดนตรีที่พัทยา คิงมีอาการฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่ 17 สิงหาคม โดยเริ่มมีอาการหายใจไม่สะดวกและอาเจียน จนต้องถูกพนักงานโรงแรมโทรเรียกรถพยาบาลมาฉุกเฉิน

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำการซีทีสแกนสมองและตรวจเลือด ก่อนจะพบว่า คิงมีอาการเส้นเลือดตีบหลายจุดในสมอง โดยเฉพาะบริเวณคอด้านขวาของสมองน้อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาต้องถูกส่งตัวเข้าห้องไอซียูทันที

คิงเป็นโรคสโตรกจากเส้นเลือดแดงตีบ

จากรายงานของโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา คิงถูกวินิจฉัยว่าป่วยจากโรค “สโตรก” หรือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดตัน ทำให้เกิดความเสียหายแก่เซลล์สมอง

ซึ่งอาการแรกที่คุณงูสังเกตได้คือ คิงมีอาการหลงลืม ซึ่งเป็นอาการสำคัญของโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของสมอง และมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม โดยเริ่มพูดแทนตัวเองว่า “คิง” แทนที่จะเรียกตัวเองว่า “พ่อ” ตามที่เคยเคยใช้กับครอบครัว

ความกังวลของภรรยาและปัญหาในการรักษา

ความกังวลของ ภรรยา ‘คิง เด thee วอยซ์’ ยังเพิ่มขึ้นมากขึ้น เมื่อพบว่าโรงพยาบาลปัจจุบันไม่มีแพทย์เฉพาะทางด้านประสาท และต้องประสานงานอย่างมากเพื่อย้ายโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพ

  • โรงพยาบาลแพทย์ปัญญาได้ช่วยติดต่อเพื่อส่งต่อ
  • ต้องใช้ใบส่งตัวจากคลินิกและโรงพยาบาลปฐมภูมิ
  • ใช้เวลานานหลายวัน สร้างความแปรปรวน

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าล่าสุดที่ได้รับการยืนยันมาจากคุณงูคือ “ทาง IMH สีลมยอมรับตัวไปรักษาต่อแล้ว” ซึ่งเป็นข่าวดีให้แก่แฟนๆ ที่ติดตามอาการของคิงอย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ยังไม่มีการอัปเดตอาการล่าสุดของคิงอย่างเป็นทางการ แต่แฟนๆ จากทั่วประเทศต่างให้กำลังใจและอวยพรให้เขาหายป่วยโดยเร็ว เพราะหากเปรียบเสียงนักร้องเป็นอาชีพ เสียงของเขาคือชีวิต

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณคิงจะฟื้นจากอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถกลับมามอบเสียงดีๆ ให้กับแฟนๆ อีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – ภรรยา ‘คิง เดอะวอยซ์’ กังวลสามีเริ่มพูดจาสับสน เผยอาการผิดปกติทางสมอง

สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง ขับเคลื่อน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นางพรทิพย์ นุกูลกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมปันหยี โรงแรมภูงา อำเภอเมือง จังหวัดพังงา โดยการประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนคุณภาพของสถานศึกษา ผ่านการใช้แบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา และมอบนโยบายการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมแก่สถานศึกษาในพื้นที่

1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ยกระดับการศึกษาทั่วไทย

นางพรทิพย์ เปิดเผยว่า โครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ถือเป็นแผนงานหลักของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ โดยลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความเสมอภาคในระบบการศึกษา โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสถานศึกษาต้นแบบที่มีความโดดเด่นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การบริหารจัดการ ระบบการเรียนรู้ และด้านผู้เรียน

หลักการประเมินด้วยแบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา

ภายใต้กรอบการทำงานของ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ นั้น สพฐ. ได้จัดทำเครื่องมือสำคัญอย่าง “แบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา” มาใช้เป็นแนวทางในการประเมินตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการยกระดับการศึกษาของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ทั้งยังช่วยให้สถานศึกษาสามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม ตรงกับบริบทเฉพาะของพื้นที่อีกด้วย

ทั้งนี้ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงหัวหน้ากลุ่มงานจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ได้เข้าใจแนวทางการใช้แบบสะท้อนคุณภาพสถานศึกษา และร่วมกันประเมินคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางและประเด็นสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในอนาคต

เป้าหมายการพัฒนาเชิงกลยุทธ์

กิจกรรมในครั้งนี้มีระยะเวลาตลอด 2 วัน โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 90 คน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีบทบาทหนักแน่นในการบริหารงานศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งการเรียนรู้ร่วมกันในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

โครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จึงเป็นหนึ่งในขุมพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่ความเป็นเลิศ โดยมุ่งเน้นให้ทุกโรงเรียนสามารถมีมาตรฐานที่สม่ำเสมอ สร้างโอกาสและความพร้อมให้แก่นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ

หากคุณเป็นผู้บริหาร ครู หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการศึกษา ควรติดตามและมีส่วนร่วมในโครงการดีๆ เช่นนี้ เพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

ที่มา – สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง เดินหน้าขับเคลื่อน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ

ดิว อริสรา วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี

กรณีของดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ นักแสดงสาวที่ถูกทนายความของน.ส.วาสนา อินทะแสง หรือ เมย์ แจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์มูลค่า 62 ล้านบาท ต่อมาดิวได้เผยความในใจผ่านโซเชียลมีเดียหลังกลับมาประเทศไทย พร้อมทั้งจัดงานแถลงข่าวและไลฟ์สดร่วมกับไฮโซน้ำหวาน พัสวี ภรรยาของนักแสดงนาวิน ต้าร์

ดิว อริสรา วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดิว อริสรา ได้มาเปิดใจหลังจากกลับมาร่วมงานสวดพระอภิธรรมของคุณพ่อวิชิต พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ครั้งเเรกภายหลังจากเกิดเหตุ โดยเธอเล่าความรู้สึกโดยละเอียดว่า ตอนนี้ตัวเธอเองยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่เธอยังมีแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้มาได้ นั่นก็คือลูก ๆ ของเธอเอง

การตัดสินใจรักษาความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ของลูก

ดิวเผยว่า หมายความว่าถึงแม้ว่าเธอและอดีตสามีจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีให้กันและกันอยู่ และอย่างน้อยหากเจ้าตัวยังทำหน้าที่พ่อกับลูกได้ดี ไม่เคยกีดกันเรื่องลูกตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และไม่ควรจะถูกโจมตีในทางลบ

แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นจะเต็มไปด้วยความเดือดร้อนอันเกิดจากคดียักยอกทรัพย์และกระแสออนไลน์ที่เข้าข้างทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งที่ดิวมองมากกว่านั้นคือ ความสุขของลูก ๆ และเสถียรภาพในมุมของครอบครัว เธอเชื่อว่าการอยู่ด้วยกันในรูปแบบใดก็ตาม หากสามารถทำให้ลูก ๆ ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ก็คุ้มค่าแล้ว

  • เธอไม่อยู่ด้วยกันกับอดีตสามีแล้ว แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
  • ดิวเลือกอยู่กับลูกตัวคนเดียวที่ไต้หวันและขอเวลาในการตั้งหลักแหล่งชีวิตใหม่
  • แม้หัวใจจะสั่นไหว จากคำพูดของอดีตสามี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถอย

ดิว อริสรา วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี และเธอยังย้ำว่า ในฐานะแม่ของลูก ๆ เธอย่อมยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ถือเป็นกระแสความรู้สึกที่หลายคนได้รับชมแล้วบอกว่า น่าเคารพ น่าชื่นชม ในมุมของความเป็นแม่ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ

หากคุณอยู่ใกล้คนที่กำลังเผชิญปัญหา สิ่งสำคัญคือการให้กำลังใจ ไม่กล่าวหา หรือตัดสินอย่างเร่งด่วน เพราะบางครั้ง ความเข้าใจกลับอยู่ห่างนิดเดียว

ที่มา – “ดิว อริสรา” วอนอย่าโจมตีอดีตสามีเพราะเขาก็ทำหน้าที่พ่ออย่างดี ไม่เคยกีดกันเรื่องลูกตลอดเวลาที่ผ่านมา!

ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว กำหนดกรอบ 3 ปี

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ ระบุว่า คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชในการประชุมครั้งที่ 1/2568 ได้มีมติเห็นชอบประเด็นสำคัญหลายประการ เพื่อบริหารจัดการสินค้าทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง เหลืองเมล็ดถั่วเหลือง และมะพร้าว ซึ่งจะดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี

ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว กำหนดกรอบ 3 ปี

ประเด็นสำคัญของคณะกรรมการมีสาระสำคัญที่เน้นการบริหารจัดการสินค้าทั้งสองด้าน ทั้งด้านวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม และด้านรายได้เกษตรกร โดยเน้นการสร้างความสมดุลในตลาดและยกระดับราคาผลผลิตของเกษตรกรท้องถิ่น

กากถั่วเหลือง

ภายใต้พันธกรณีตามข้อตกลง WTO ได้มีนโยบายเปิดโควตานำเข้า กากถั่วเหลือง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำหรับมนุษย์บริโภค และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นระยะเวลา 3 ปี (2568-2570) ซึ่งปริมาณที่อนุญาตคือ 230,559 ตัน อัตราภาษีในโควตาอยู่ที่ 10% นอกโควตาสูงถึง 133% อีกทั้งต้องเป็น Non-GMO เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการผลิตอาหารสุขภาพ

เมล็ดถั่วเหลือง

สำหรับกลุ่ม เมล็ดถั่วเหลือง คณะกรรมการได้อนุมัติให้เปิดการนำเข้าภายใต้ WTO ระยะ 3 ปี (2569-2571) โดยไม่จำกัดปริมาณและใช้อัตราภาษี 0% เนื่องจากความต้องการในประเทศสูงมากสูงถึง 3.6-4.0 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ผลผลิตภายในประเทศอยู่เพียง 15,000-16,000 ตัน ต่อปี

นอกจากนี้ ยังกำหนดกลไกสำหรับดูแลเกษตรกร เช่น การคาดการณ์ราคาเพื่อกระตุ้นการเพาะปลูก และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรวบรวมผลผลิตให้แก่สหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกร

มะพร้าวและผลิตภัณฑ์

สำหรับสินค้ากลุ่ม มะพร้าว และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมันมะพร้าว มะพร้าวฝอยเนื้อมะพร้าวแห้ง ฯลฯ คณะกรรมการได้อนุมัติให้นำเข้าภายใต้ WTO และ FTA อื่นๆ เป็นระยะเวลา 3 ปี (2569-2571) พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรปริมาณการนำเข้าภายใต้โควตาอย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะได้รับการกำกับดูแลโดยคณะอนุกรรมการที่มีตัวแทนจากภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชนในการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด

การเปิดโควตานำเข้าประเภทนี้ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับตลาดสินค้าเกษตรในประเทศ และเฉพาะอย่างยิ่งช่วยลดการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น ถั่วเหลืองและมะพร้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป พร้อมทั้งสนับสนุนรายได้เกษตรกรโดยตรงผ่านกลไกนโยบายที่วางไว้

นี่ถือเป็นขยีบแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในระบบการเกษตรที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในระยะยาว

ที่มา – ไฟเขียวเปิดโควตานำเข้า 3 กลุ่มสินค้า กากถั่วเหลือง-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว กำหนดกรอบ 3 ปี

กมธ.มั่นคงฯ จี้ ‘รมว.แรงงาน‘ จัดการปัญหาแรงงานขาดแคลน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ ได้ออกมาเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งจัดการกับปัญหาแรงงานขาดแคลน หลังจากที่มีรายงานว่าแรงงานกัมพูชาจำนวนมากแห่กลับประเทศต้นทาง จนกระทบต่อภาคการผลิตและเกษตรในไทยอย่างมาก

กมธ.มั่นคงฯ เร่งจัดการปัญหาแรงงานขาดแคลน

นายมานพ คีรีภูวดล รองประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ แถลงผลการประชุมว่า ปัจจุบันไทยประสบปัญหาแรงงานขาดแคลน อย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคเกษตร บริการ และอุตสาหกรรม หลังจากแรงงานกัมพูชาซึ่งเคยทำงานในไทยกว่า 800,000 คน ถูกชักชวนให้กลับบ้านโดยรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เกิดช่องว่างในตลาดแรงงานอย่างมาก

ผลกระทบจากแรงงานกัมพูชาที่กลับบ้าน

การขาดแคลนแรงงานส่งผลกระทบต่อ 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ก่อสร้าง จำนวน 100,000 คน, เกษตร (ปกติและต่อเนื่อง) รวม 113,000 คน, บริการ 48,000 คน และอุตสาหกรรมอาหาร 30,000 คน ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“เราต้องพิจารณาระบบการจัดการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา ที่มีแรงงานจำนวนมากทำงานในไทย แต่ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถกลับเข้ามาได้อย่างถูกกฎหมาย” นายนพกล่าว

แนวทางแก้ไข – ข้อเสนอจากทางกมธ.

  • เร่งเจรจาทางการกัมพูชาร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่ให้แรงงานกลุ่มนี้กลับเข้ามาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ปรับระบบการต่ออายุแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวเมียนมา ที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อต่ออายุได้ตามข้อกำหนด
  • จัดทำมาตรการชั่วคราวเพื่อรองรับแรงงานในช่วงที่เกิดช่องว่าง

นอกจากนี้ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ยังนัดหมายประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในวันที่ 8 กันยายน 2568 เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ความท้าทายด้านกฎหมายและการจัดการ

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือประเด็นเรื่องการแสดงตัวเพื่อยืนยันตัวตน (ซีไอ) ของแรงงานเมียนมา ซึ่งหลายรายไม่สามารถเดินทางกลับไปประมวลผลได้ ทำให้ตกอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลต่อแรงงาน แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

“สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การค้า และภาพลักษณ์ของไทยในสายตาภูมิภาค” นายมานพกล่าวสรุป

จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องขยับเครื่องร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน ไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ควรวางแผนระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมกำลังแรงงานในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าว อย่าลืมติดตามข่าวการประชุมในวันที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนโยบายใหม่

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ จี้ ‘รมว.แรงงาน‘ จัดการปัญหาแรงงานขาดแคลน หลังกัมพูชาแห่กลับบ้าน นัดถก 8 ก.ย. 68

มจพ.สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลทหาร การระเบิดจากทุ่นระเบิดเป็นหนึ่งในอันตรายหลักที่ส่งผลกระทบอย่างมาก รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ และหนึ่งในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นั้นคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้พัฒนา หุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด เพื่อมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

หุ่นยนต์กู้ระเบิด ทีม iRAP มจพ.

มจพ.สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

หุ่นยนต์อัจฉริยะนี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดย ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot จาก มจพ. ซึ่งเป็นทีมที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก มูลนิธิ Let’s be heroes เพื่อให้โครงการนี้เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม, นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (SDG9), เมืองและถิ่นฐานที่ยั่งยืน (SDG11) และสังคมสงบยุติธรรม (SDG16)

ประสิทธิภาพและการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดสุรินทร์ ทีม iRAP Robot นำหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดจัดส่งมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี อย่างเป็นทางการ การพัฒนาหุ่นยนต์เจาะจงด้านนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในภารกิจการกู้ภัย และสามารถทำงานแทนหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่อันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ และลดอัตราความเสียหายต่อมนุษย์

พิธีมอบหุ่นยนต์ ณ สุรินทร์

พร้อมกับนั้น มจพ. ได้วางแผนในการจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : INDT) ที่จะทำงานร่วมกับกองทัพบก เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคงในระยะยาว นับเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของประเทศ

ความสำเร็จอื่นๆ จากทีม iRAP Robot

ทีม iRAP Robot จาก มจพ. ยังเคยเข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือในเหตุการณ์สำคัญก่อนหน้านี้ เช่น การเบิกพื้นที่ภัยถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยหุ่นยนต์จากทีมมีบทบาทในการเข้าสำรวจและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยงอันตรายแทนเจ้าหน้าที่เติบโตในบทบาทและประสิทธิภาพของหุ่นยนต์เป็นอย่างยิ่ง

การพัฒนา หุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด ถือเป็นการตอกย้ำว่า มหาวิทยาลัยของเราสามารถเป็นขีดเริ่มของนวัตกรรมที่มีคุณภาพ และรองรับภารกิจของรัฐเพื่อเอกราช ความปลอดภัย และมั่นคงของชาติ การลงทุนเพื่อสร้างอุปกรณ์เหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนในชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

โดยรวมแล้ว หุ่นยนต์อัจฉริยะที่พัฒนาผ่านโครงการนี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของศักยภาพความรู้และนวัตกรรมของไทยที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาสากล และย้ำบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยเชิงวิจัยในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ปลอดภัยมากขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง หรือด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เราเชื่อว่าหุ่นยนต์จาก มจพ. คือแบบอย่างที่บ่งบอกถึงแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโลกจริงได้อย่างมีคุณภาพ

ที่มา – มจพ.สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี กองทัพบก

จับ 32 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง หวังหางานทำที่กรุงเทพ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ, พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ และ พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ รอง ผบช.ภ.6 ร่วมกับ รรท.ผบก.ภ.จว.ตาก ได้สั่งการให้ สภ.วังเจ้า จับกุมชายชาวพม่า 2 ราย พร้อมควบคุมตัวคนต่างด้าว 32 คน ที่หลบหนีเข้าเมือง โดยไม่มีเอกสารเดินทาง พร้อมของกลางรถกระบะ 2 คัน

จับ 32 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง หวังหางานทำที่กรุงเทพ

จากการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตชายแดนใกล้แม่น้ำเมย จ.ตาก พบว่ามีรถกระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน แล่นผ่านพื้นที่ทางเข้าหมู่บ้านผาผึ้ง ม.6 ต.เชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก จึงได้ทำการตรวจยึด ผลปรากฏว่ามี คนต่างด้าวชาวเมียนมา จำนวน 32 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ประกอบด้วยชาย 21 คน หญิง 11 คน ไม่มีใครมีเอกสารเดินทางใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้ามแม่น้ำเมยเดินทางโดยไม่มีเอกสาร

จากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมให้การว่า พวกเขาเดินทางออกจากเมืองเมียวดี ประเทศพม่า ก่อนจะข้ามแม่น้ำเมย แล้วเดินเท้าผ่านป่า ตามทางธรรมชาติ จนมายังจุดที่มีคนมารับขึ้นรถ คาดว่าจะมีผู้นำทางพาทั้งหมดเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสในการหางานทำ แต่สุดท้ายกลับถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

เบื้องต้น นายโกเมน แซ่ท้าว อายุ 46 ปี และนายเช้ง แซ่ว้าน อายุ 46 ปี ถูกแจ้งข้อหา “รู้ว่าต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” ส่วนผู้ต้องหาสัญชาติพม่าอีก 32 ราย ถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

ทั้งหมดถูกควบคุมตัวตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังเจ้า เพื่อดำเนินคดีตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาระยะยาวของการแสวงหาชีวิตอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ผ่านช่องทางที่ถูกต้อง และส่งผลต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ความรับผิดชอบของทุกฝ่าย

  • การควบคุมชายแดนต้องเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย
  • ส่งเสริมแรงงานที่มีคุณภาพผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

การจัดการคนต่างด้าวไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรักษาความมั่นคงเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนในสังคมควรมีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาครัฐควรจัดระบบให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลทั่วไป ที่พบเห็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยกัน

ที่มา – สกัดจับ 32 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง ข้ามแม่น้ำเมยหวังมาหางานทำเมืองกรุง