ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” กลัวสิ่งรอบตัวจนลืมไปว่าคนไทยใจดีขนาดไหน

จากกรณีที่ดาราสาว ดิว-อริสรา ทองบริสุทธิ์ ได้บินกลับประเทศไทยอีกครั้งเพื่อร่วมงานพิธีศพของคุณพ่อ และมีข่าวว่าเธอจะจัดงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ล่าสุด วันนี้ (20 ส.ค. 68) ดิว อริสรา ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษ โดยยอมรับความผิดพลาด และพร้อมที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้จบลง หลังมีประเด็นร้อนถูกทนายความของ วาสนา อินทะแสง หรือ “เมย์” แจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์มูลค่า 62 ล้านบาท

รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” กลัวสิ่งรอบตัวจนลืมไปว่าคนไทยใจดีขนาดไหน

“บันเทิงเดลินิวส์ออนไลน์” ขอสรุป 10 ประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์ของ ดิว อริสรา ที่ทำให้หลายคนต่างพากันส่งกำลังใจให้เธอ

1. สิ่งที่เสียใจที่สุดคือตัวเอง

ดิวเผยว่าเธอเสียใจที่สุดกับความผิดพลาดของตัวเอง และพร้อมที่จะยอมรับทุกคำกล่าวโทษเพื่อเป็นบทเรียนในชีวิต

2. ยอดหนี้รวม 20 ล้านบาท

เธอชี้แจงว่ายอดหนี้ที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท ไม่ใช่ 60 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว และได้มีการชำระคืนไปแล้วบางส่วน

3. นัดหมายเคลียร์หนี้

ได้มีการนัดหมายกับทนายความเพื่อเคลียร์ยอดหนี้บางส่วนให้กับเจ้าของร้านคู่กรณี และจะมีการทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่งในเร็ว ๆ นี้

4. ถอนฟ้อง

จะมีการถอนฟ้องในคดีต่าง ๆ หลังจากการทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่งเสร็จสิ้น โดยเฉพาะกับคู่กรณี “พี่เมย์” ที่แสดงความเข้าใจและพร้อมจะถอนฟ้องให้

5. ขอบคุณผู้ช่วยเหลือ

ดิวกล่าวขอบคุณ “พี่เมย์” คู่กรณีที่แสดงความเข้าใจ รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” รวมถึงแบรนด์อาหารเสริมชื่อดังที่ช่วยเหลือด้านการเงิน และพี่ชายคนหนึ่งที่ช่วยประสานงานไกล่เกลี่ย

6. สถานะความสัมพันธ์กับสามี

ปัจจุบันยังคงแยกกันอยู่ แต่ยังคงทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีของลูกร่วมกัน

7. ขอร้องไม่ให้โจมตีครอบครัว

เธอย้ำว่าขอให้มุ่งเป้ามาที่เธอเพียงคนเดียว และขอร้องไม่ให้มีการโจมตีสามีและครอบครัว เพราะพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น

8. ผลกระทบจากข่าว

ยอมรับว่าข่าวที่ออกไปบางส่วนไม่เป็นความจริง และส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้คนใกล้ชิดต้องหวาดกลัว

9. เรียนรู้และเติบโต

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในชีวิต ทั้งการมองเห็นตัวเองและคนรอบข้าง

10. ไม่กลับไปเป็นคนเดิม

ดิวเผยว่าเธอจะไม่กลับไปเป็น “ดิว อริสรา” คนเดิมอีกแล้ว แต่จะขอเป็นคนที่เติบโตขึ้นและดีกว่าเดิม พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ทำให้เธอมีพลังที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลายคนได้ฟังสัมภาษณ์ของดิวแล้วนั้น ก็ต่างพากันมาร่วมส่งกำลังใจ และพร้อมที่จะให้โอกาส“ดิว อริสรา” ต่อไป

หากคุณอยากรู้ว่าบางครั้งการมีโอกาสใหม่คือโอกาสที่คนรอบข้างให้คุณ เพราะบางทีสิ่งที่คุณกลัวแค่เรื่องเล็กๆ แต่คนไทยกลับใจใหญ่มากเหลือเกิน กล้าที่จะให้โอกาส จนคุณลืมไปเลยว่า มีคนดีรอบตัวเราอยู่เสมอ

ที่มา – รีแคป 10 ปมร้อน “ดิว อริสรา” กลัวสิ่งรอบตัวจนลืมไปว่าคนไทยใจดีขนาดไหน ขอบคุณทุกคนให้โอกาส!

เหตุระทึกกลางพนมเปญ ตำรวจ-ทหารไล่ล่าช่วยนักท่องเที่ยวจีนที่ถูกลักพาตัว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2024 ได้มีรายงานข่าวที่น่าตกใจจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยสำนักข่าว khmertimeskh ระบุว่า ได้เกิดเหตุ เหตุระทึกกลางพนมเปญ ที่มีการลักพาตัวนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นสตรีถูกกลุ่มคนร้ายลักพาตัวขึ้นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีป้ายทะเบียน คาดว่าเป็นการกระทำก่อวินาศที่มีจุดประสงค์ในการเรียกค่าไถ่หรือค้ามนุษย์

เหตุระทึกกลางพนมเปญ

เพื่อนของผู้เสียหายรีบแจ้งตำรวจนครบาลในทันที ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประสานกำลังร่วมกับทหารในการไล่ล่ารถต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว บนถนนหมายเลข 1003 ภายในพนมเปญ ระหว่างการไล่ล่า รถของผู้ต้องสงสัยได้พุ่งชนรถเข็นบาร์บีคิวที่อยู่ริมถนน ศาลเพลิงของชายชาวเขมรผู้เป็นคนร้าย แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ไป 2 นัด โดยเจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย และช่วยหญิงสาวชาวจีนออกมาได้อย่างปลอดภัย

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในกัมพูชา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กระทรวงท่องเที่ยวของกัมพูชาได้เปิดเผยว่า จำนวนผู้เดินทางจากประเทศจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 47% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นการเตือนภัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ที่อาจต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น

เหตุการณ์เช่นนี้ให้ความสำคัญกับระดับการคุ้มครองและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศอย่างยิ่ง สถานการณ์แบบ เหตุระทึกกลางพนมเปญ ยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้โอกาสนี้ในการทบทวนมาตรการป้องกัน และเพิ่มความเข้มงวดทั้งในด้านการสืบสวนและการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดสำคัญ
  • ประสานงานระหว่างหน่วยตำรวจและทหารอย่างเข้มแข็ง

การดูแลนักท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ภารกิจของหน่วยงานท้องถิ่น แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศผู้เข้าชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ปริมาณผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ ทุกคนควรให้ความสำคัญต่อระดับของการป้องกัน และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนให้ทุกหน่วยงานได้ตระหนักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลในระดับป้องกันหรือการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

ที่มา – เหตุระทึกกลางพนมเปญ ตำรวจ-ทหารไล่ล่าช่วยนักท่องเที่ยวจีนที่ถูกลักพาตัว

ศาลเยาวชนเพชรบุรี เปิดโครงการสืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี ได้จัดโครงการ “สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่” เพื่อเป็นการฝึกอาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่ โดยมีนายสิงห์ฐาน จันทรา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ร่วมด้วยนายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และหัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ รวมถึงเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 35 คน

สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่

โครงการ สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่ จัดขึ้นภายใต้หลักการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน โดยไม่เน้นการลงโทษแต่เน้นการสร้างสรรค์ศักยภาพผ่านการเรียนรู้และฝึกทักษะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางในการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนให้กลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้

หลักสูตรฝึกอบรมที่ออกแบบเฉพาะด้าน

เนื้อหาและกิจกรรมในโครงการ สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่ เน้นการถ่ายทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านอาชีพที่มีคุณค่าทางศิลปะและความรู้พื้นบ้านของจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่

  • ฐานเขียนลายรดน้ำ
  • ฐานตอกกระดาษ
  • ฐานปูนปั้น
  • ฐานแทงหยวก

การฝึกอบรมในแต่ละฐานอาชีพไม่เพียงแค่ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง ยังเสริมสร้างความเข้าใจในภูมิปัญญาและประเพณีท้องถิ่น เพื่อให้ค่านิยมเหล่านี้ส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยนายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ยังส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ งบประมาณในการดำเนินการของโครงการ สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่ ถูกจัดสรรมาจากกองทุนแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และเยียวยาเด็กและเยาวชนของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปผลิตสินค้าพื้นถิ่น ประกอบอาชีพอิสระ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดท้องถิ่นและท่องเที่ยวได้อีกด้วย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งเน้นการบำบัดและพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน แทนการใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

หากคุณเป็นผู้สนใจเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ โครงการแบบนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี เปิดโครงการ “สืบสานภูมิปัญญาสร้างโอกาสใหม่” ฝึกอาชีพเยาวชน

เจ้าของร้านอาหารอุบลฯแจ้งเอาผิดกลุ่ม 5 ชายอ้างเป็นตำรวจรีดเงิน 20,000 บาท

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤตวิทย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี เจ้าของร้านอาหารใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี โดยมี พ.ต.อ.ภคพงษ์ ซื่อสกุล รองสารวัตรสอบสวน รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวน

เหตุการณ์ของกลุ่ม 5 ชายอ้างเป็นตำรวจรีดเงิน

จากการสอบถามผู้เสียหายพบว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ขณะที่นายกฤตวิทย์ไม่อยู่ที่ร้าน มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งจำนวน 5 คน เข้ามายังร้านอาหารดังกล่าว โดยกล่าวอ้างว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.เมืองอุดรธานี จากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวได้อ้างว่าร้านมีการเปิดเกินเวลา และขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงสามารถปรับร้านได้สูงถึง 20,000 บาท

กลุ่มชายอ้างเป็นตำรวจรีดเงินแบบบังคับ

นายกฤตวิทย์ระบุว่า หลังจากถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดร้าน กลุ่มชายทั้ง 5 ได้ตั้งเงื่อนไขว่า หากต้องการให้ร้านไม่ถูกดำเนินคดีและสั่งปิด ต้องจ่ายเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่พวกเขาทันที มิฉะนั้นจะมีการแจ้งดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป ซึ่งผู้ดูแลร้านที่อยู่ในเหตุการณ์จึงตัดสินใจนำเงินจำนวน 20,000 บาท ไปส่งยังห้องสืบสวนของ สภ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย

ภายหลังจากที่กลุ่มชายได้เงินไปแล้ว พวกเขายังกล่าวอีกว่า เงินดังกล่าวเป็น “คำสั่งจากผู้บังคับบัญชา” เพื่อ “เคลียร์คดีให้ไม่ให้ร้านถูกปิด” เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายกฤตวิทย์รู้สึกสงบไม่ได้ และตัดสินใจแจ้งความเพื่อขอความเป็นธรรม

ประเด็นหลักที่ผู้เสียหายต้องการให้ความชัดเจนคือ ว่ากลุ่มผู้ชายทั้ง 5 ที่อาจหลอกลวงอ้างสถานะเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มีความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งศาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อมอบความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย

ร้านอาหารยังมีปัญหาอื่นจากการฉ้อโกง?

ขณะนี้ สภ.เมืองอุบลราชธานียังอยู่ระหว่างการสอบสวนเรื่องเพิ่มเติม ว่าหากมีร้านอาหารอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยคนเดียวกันหรือไม่

พ.ต.อ.ภคพงษ์ กล่าวว่า ตำรวจพร้อมรับฟังข้อเท็จจริง และหากมีการกล่าวอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อจุดประสงค์ในการฉ้อโกง นับเป็นความผิดหนัก และ poised to face prosecution under several criminal statutes

  • การฉ้อโกงของประชาชน
  • การใช้ตำแหน่งปลอม
  • การบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อก่ออาชญากรรม

สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจแหล่งอาหารหรือเครื่องดื่ม คือ การมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการเปิดร้าน และมีการบันทึกหลักฐานกรณีมีผู้อ้างสถานะอย่างแปลกปลอม เพื่อให้สามารถแจ้งความได้ในเวลาที่เหมาะสม

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือเคยประสบเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที และเก็บหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพถ่าย เสียง หรือพยานหลักฐานอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม

เป็นการน่าเศร้าที่ต้องพบเห็นเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องใช้ความยากลำบากในการค้าขาย หากยังต้องมาทนรับภาระจากการฉ้อโกงแบบแอบอ้างจากกลุ่มบุคคลในชุดตำรวจ ก็ควรช่วยกันส่งเสียงผ่านสื่อและเจ้าหน้าที่ให้เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – เจ้าของร้านอาหารโร่แจ้งเอาผิด 5 ชายฉกรรจ์ อ้างเป็นตำรวจรีดเงิน 2 หมื่น

ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 2552 ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญออกหมายจับต่อ นายอดิศร ซึ่งในภายหลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง

ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย

นายภูมิธรรมระบุว่า ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียดกรณีนี้อย่างชัดเจน เพราะเพิ่งกลับมาจากกิจกรรมแถลงข่าวการจับยาเสพติดที่จังหวัดเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่า ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด ไม่มีการฝ่าฝืนหรือเบี่ยงเบนจากกระบวนการทางกฎหมายใด ๆ

กรณีของอดิศรมีเอกสิทธิ์ตามกฎหมาย

ท่านย้ำว่า การที่ นายอดิศร ไม่ได้เข้าร่วมฟังคำพิพากษา นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพิเศษที่มีตามกฎหมายในฐานะ ส.ส. ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะใจความคุ้มครองจากโทษทางอาญา ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย ไม่มีการละเมิดหรือขัดต่อกฎหมายใด ๆ เพราะหากมีปัญหา กฎหมายจะกำหนดบทลงโทษและขั้นตอนตามมาอย่างชัดเจน” ท่านกล่าว

  • การจัดการกรณีของอดิศรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
  • ไม่มีความผิดปกติในการดำเนินคดี
  • ทุกขั้นตอนมีหลักฐานและถูกต้องตามกฎหมาย

ท่านยังเน้นว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรือการตีความที่ผิดเพี้ยน

ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ท่านยืนยันว่า ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ความมั่นคงของระบบราชการและการเคารพต่อกฎหมายของประเทศในทุกระดับ

ทั้งนี้ กรณีของอดิศรยังคงเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับประเทศยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินไปตามหลักสากลและมีรายละเอียดที่ชัดเจนภายใต้กรอบกฎหมาย

หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลือ หรือข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ

สุดท้ายหากมองในแง่เชิงนโยบาย การเมืองและการบริหารความยุติธรรมควรเดินไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม เพื่อให้สถาบันทั้งสองฝ่ายสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างราบรื่น ภูมิธรรม ยัน เหตุ อดิศร ว่าไปตามกฎหมาย และเชื่อว่าระบบกฎหมายของประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับมือกับผลกระทบในทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม​’ ยัน​ เหตุ ‘อดิศร​’ ว่าไปตามกฎหมาย​

กรมป่าไม้จับมือ RECOFTC ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC) เพื่อส่งเสริมแนวทางการพัฒนาด้าน วนศาสตร์ชุมชน อย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม 1 อาคารเทียมคมกฤส

ความร่วมมือเพื่อพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นฉบับที่ 3 ของความร่วมมือระหว่างกรมป่าไม้และ RECOFTC ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือชุดก่อนหน้าที่สิ้นสุดลงเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในการลงนามครั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มอบหมายให้นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นผู้แทนในการลงนามร่วมกับ Mr. David Jerome Ganz ผู้อำนวยการบริหาร RECOFTC

เป้าหมายเชิงวิชาการและนโยบาย

วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเสริมสร้างการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแนวทางป่าไม้แห่งชาติที่สอดคล้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างประชาชนกับทรัพยากรธรรมชาติ

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับใหม่นี้ มีสาระสำคัญครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การยกระดับป่าชุมชนต้นแบบ การส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้นำ รวมไปถึงการดำเนินงานด้านวนเกษตร การจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศซึ่งรวมถึงการทำงานในระดับภูมิภาคอาเซียน

บทบาทของแต่ละฝ่ายในการขับเคลื่อนงาน

กรมป่าไม้มีบทบาทเป็นผู้นำด้านนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าไม้ ในขณะที่ RECOFTC เน้นบทบาทในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน และส่งเสริมความยั่งยืนในระบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งการลงนาม MOU นี้ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันงานด้าน วนศาสตร์ชุมชน อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าชุมชน

Mr. David Jerome Ganz ผู้อำนวยการบริหาร RECOFTC ได้กล่าวเสริมว่า พิธีลงนามครั้งนี้เป็นการยืนยันความร่วมมือที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการทำงานด้าน T-VER ซึ่งมีเป้าหมายรองรับนโยบายของรัฐบาลไทยและนานาชาติในการลดภาวะโลกร้อน

“การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้แก่ วนศาสตร์ชุมชน ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในอนาคตของทรัพยากรป่าไม้ไทย” รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวเป็นคำสรุป

ความร่วมมือครั้งนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการเชื่อมโยงระหว่างความเชี่ยวชาญด้านนโยบายของภาครัฐกับแนวทางป่าไม้เชิงชุมชนขององค์กรนานาชาติอย่าง RECOFTC ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลป่าไม้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรื่อง วนศาสตร์ชุมชน และแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจถึงroudmap ในการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – กรมป่าไม้ จับมือ RECOFTC ลงนาม MOU ฉบับใหม่ ร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน

กมธ.การอุตสาหกรรม ห่วงโครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม กระทบประชาชน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา นายชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ส.ส. นครปฐม เขต 6 พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ได้แถลงข่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง โครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม โดยเฉพาะในพื้นที่จุดตัดทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงแยกอ้อมน้อยถึงแยกซอยวัดโรมัน จังหวัดนครปฐม

กมธ.การอุตสาหกรรม ห่วงโครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม กระทบประชาชน

นายชิษณุพงศ์ระบุว่า โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนบนถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันตก อย่างไรก็ตาม ความกังวลหลักของประชาชนในพื้นที่คือการสร้างสะพานข้ามแยก 2 แห่ง ได้แก่ ที่แยกวัดเทียนดัด และแยกซอยวัดโรมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาที่เรียนในโรงเรียนใกล้เคียงรวมกว่า 8,000 คน รวมถึงผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 7,000 คน

ผลกระทบจากการก่อสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม

แม้การสร้าง โครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม จะดูเหมือนจะช่วยลดปัญหาการจราจร แต่กลับก่อให้เกิดข้อกังวลว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ถ้าหากยังไม่มีการพิจารณาผลกระทบทางสังคมอย่างรอบด้าน โครงการนี้ยังพบข้อพิรุธที่ต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น แนวทางการจัดการจราจรช่วงก่อสร้าง และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

ดังนั้น กมธ.การอุตสาหกรรมจึงย้ำว่าจะเดินหน้าหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาการจราจรอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยการจัดให้มีการประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมความคิดเห็น และเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงได้แสดงออก

  • ผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษา: มากกว่า 8,000 คน
  • ผู้ปกครองและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง: อีก 7,000 คน
  • ปัญหาการจราจรในช่วงเร่งด่วน: ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ข้อกังวลเรื่องการจัดการโครงการ: มีข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบ

โครงการก่อสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษมเป็นตัวอย่างของวิธีการพัฒนาระบบขนส่งที่มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบทางสังคมโดยตรง ดังนั้น ควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบและมีความยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมและแสดงออกถึงความรับผิดชอบของภาครัฐต่อพลเมืองอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจาก โครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม หรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้สิทธิ์ของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้โครงการเป็นไปในทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

ที่มา – กมธ.การอุตสาหกรรม ห่วงโครงการสร้างแยกต่างระดับเพชรเกษม กระทบประชาชน ย้ำเดินหน้าหาทางออก

เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90%

เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90% ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การยกระดับดิจิทัลระดับชาติ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน รวมถึงยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90%

ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาในกรุงฮานอย เวียดนามได้เปิดเผยว่ากำลังดำเนินการตามแผนการทำบริการภาครัฐแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มด้านข้อมูลระดับชาติ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกระดับ

ศูนย์ข้อมูลระดับชาติแห่งแรกของเวียดนามได้เปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ณ นิคมอุตสาหกรรมหว่าแหละไฮเทค (Hoa Lac Hi-tech Park) ในกรุงฮานอย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับระบบราชการสู่รูปแบบยุคใหม่ โดยแผนดังกล่าวคาดว่าจะเปิดศูนย์ข้อมูลระดับชาติอีก 2 แห่งภายในปี 2030

เป้าหมายด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยงข้อมูล

ข้อได้เปรียบที่ได้จากแผนการปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ 90% นี้ ไม่เพียงแค่จะช่วยให้กระบวนการต่างๆ ภายในภาครัฐมีความรวดเร็ว แต่ยังเป็นการสนับสนุนด้านนวัตกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมความร่วมมือด้านข้อมูลระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางที่ยั่งยืน

  • ปรับเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ
  • ลดความยุ่งยากในการดำเนินงานของประชาชน
  • สร้างระบบนวัตกรรมด้านข้อมูล
  • เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

จากการปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ 90% เช่นนี้ ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างภาพของรัฐบาลดิจิทัลที่ทันสมัย และเชื่อมโยงข้อมูลกับมาตรฐานสากล นับเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของประเทศเวียดนาม

หากคุณบริหารองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐในไทย การนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการจัดการงานเป็นสิ่งที่ควรมองให้เห็นถึงความสำคัญเช่นกัน เพราะนั่นจะช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความพึงพอใจของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – เวียดนามเตรียมปรับขั้นตอนบริหารหน่วยงานรัฐ ให้เป็นออนไลน์ 90%

เทมเปสต์ สาดความสดใส ตอกย้ำทักษะการแสดงสด

การแสดงสดของบอยกรุ๊ป TEMPEST ในงาน “2025 Boryeong Mud Festival K-POP SUPER LIVE” ถือเป็นการแสดงที่น่าจดจำและเต็มไปด้วยพลังบวก โดยเป็นรายการคอนเสิร์ตที่ได้รับการถ่ายทอดสดทาง KBS 2TV และมีศิลปินดังหลายคนร่วมแสดง งานนี้ TEMPEST ได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ ทั่วประเทศ

เทมเปสต์ สาดความสดใส ตอกย้ำทักษะการแสดงสด

TEMPEST เริ่มต้นการแสดงด้วยเพลง “WE ARE THE YOUNG” ที่มาในลุคเรียบง่ายแต่ส่งต่อพลังบวกได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใสและท่าเต้นที่ลงตัว ทำให้ผู้ชมได้รับพลังงานความสดใสแบบเต็มเปี่ยม สมาชิกทุกคนยังโปรยเสน่ห์บนเวทีอย่างเต็มร้อย ทั้งการแสดงที่ตระการตาและการเชื่อมโยงกับแฟนๆ ที่ลึกซึ้ง

เพลง Can’t Stop Shining เพลงที่สานพลังบวก

ต่อเนื่องจากความมันส์ของเพลงแรก TEMPEST ได้สานต่อความสนุกด้วยเพลง “Can’t Stop Shining” ซึ่งการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเปี่ยมล้นของพลังในท่าเต้นที่ลงตัว ทำให้แฟนๆ ประทับใจในทักษะการแสดงสดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง การแสดงนี้ไม่เพียงแต่แฟนคลับ “iE” จะได้รับความสุข แต่ยังเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสามารถขั้นเทพของ TEMPEST บนเวทีการแสดง

หลังจากโชว์ในเกาหลี TEMPEST ก็ยังคงอัปเดตผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ปล่อยดิจิทัลซิงเกิลใหม่ “My Way” เพลงประกอบอนิเมะญี่ปุ่นเรื่อง “Uglymug, Epicfighter” อีกทั้งยังมีแผนจะจัด Showcase ที่โอซาก้า และโตเกียว เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แฟนๆ ชาวญี่ปุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงในงานเทศกาลดัง หรือการปล่อยเพลงใหม่ การก้าวเดินของ TEMPEST กำลังเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนเพลงทั่วโลกด้วยพลังบวกและความทุ่มเทในการทำงาน คอยติดตามผลงานใหม่ ๆ ของ เทมเปสต์ สาดความสดใส ตอกย้ำทักษะการแสดงสด ได้เลย!

อย่าพลาด! ติดตามข่าวสารวงการ K-Pop และกิจกรรมของ TEMPEST อย่างใกล้ชิดผ่านสื่อสารต่าง ๆ

ที่มา – ‘TEMPEST’ สาดความสดใสปล่อยเสน่ห์เต็มร้อย ตอกย้ำทักษะการแสดงสดที่ไม่เป็นรองใคร!

เครือข่าย ปชช.เข้มแข็ง ร้อง กมธ.ฯ เรียก ปลัด สธ. แจงปมสอบวินัยร้ายแรง ‘นพ.สุภัทร’ กรณีจัดซื้อ ATK

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่รัฐสภา เครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง โดยมี นายวรา จันทร์มณี เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง เป็นผู้นำ ได้ยื่นหนังสือถึง นายนิติพล ผิวเหมาะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งถูกสอบวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เครือข่าย ปชช.เข้มแข็ง เรียกร้องให้มีความโปร่งใส

จากกรณีที่มีรายงานว่า นพ.สุภัทร ได้รับผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงและถูกตัดสินให้ออกจากราชการ นับเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างกว้างขวางในสังคม เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการสอบสวนในครั้งนี้อาจมีลักษณะของการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของอดีตรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมของ นพ.สุภัทร ที่มีความตั้งใจช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาวะที่ราษฎรต้องเผชิญกับโรคระบาดหนักหน่วง

ต้องการให้ กมธ.ป.ป.ช. สอบสวนอย่างเป็นธรรม

นายวรา กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนเข้มแข็งในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นด้านธรรมาภิบาลและการตรวจสอบ ได้เห็นความจำเป็นในการเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เพราะหากไม่มีการตรวจสอบและออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจน ความคลุมเครือของกระบวนการอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการและการบริหารงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ร้องเรียนยังเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะหน้าเพื่อสอบสวนวินัยอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่กรณีของ นพ.สุภัทร เพียงรายเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงบุคลากรระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขที่มีความเกี่ยวข้อง โดยต้องเปิดเผยหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้สังคมสามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างชัดเจน

  • การสอบสวนต้องมีความชัดเจนและโปร่งใส
  • บุคลากรระดับสูงต้องเข้ารับการตรวจสอบ เช่นเดียวกับบุคลากรทั่วไป
  • เปิดเผยหลักฐาน ข้อมูล รวมถึงใบสั่งซื้อ ATK และกระบวนการพิจารณา
  • หลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการสอบสวน

นายนิติพล ผิวเหมาะ ได้ให้ความเห็นว่ากรณีของ นพ.สุภัทร เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความลำเอียงในระบบการตรวจสอบ และเป็นครั้งสำคัญในการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยความเป็นธรรม ทั้งยังเน้นว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนเผชิญกับขีดสุดของความเป็นจริง นพ.สุภัทร กลับกลายเป็นดั่งตัวแทน.Platform ในการให้บริการทางการแพทย์ที่แท้จริง

การเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง จึงถือว่าเป็นการรวมเสียงเพื่อดวงจรรมาภิบาล โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ส่งผลต่อชีวิตและคุณภาพของประชาชนอย่างหนัก ในที่สุด สังคมควรได้ยินเสียงของความเป็นจริง และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ขอให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่ผิด ไม่ใช่ให้ใครตกเป็นเป้าสำหรับการโจมตีแบบมีอคติ

ที่มา – ‘เครือข่าย ปชช.เข้มแข็ง’ ร้อง กมธ.ฯ เรียก ปลัด สธ. แจงปมสอบวินัยร้ายแรง ‘นพ.สุภัทร’ กรณีจัดซื้อ ATK