ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ เสริมเศรษฐกิจท่องเที่ยวอาหารล้านนา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย (ทกจ.เชียงราย) พร้อมนางวิ searcher ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ได้นำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากจังหวัดเชียงราย พะเยา เชียงใหม่ แพร่ และน่าน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสื่อมวลชน เดินทางไปเยือนจังหวัดแพร่ ในโครงการ เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาหารล้านนาตะวันออก ที่ครอบคลุมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) ภายใต้แนวคิด “Local Living Journey : Nan–Phrae” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรม

ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

การเดินทางครั้งนี้มีนางประภาภรณ์ อนุกูล ผู้ช่วยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ เป็นผู้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของมหานครน้ำย้อยแห่งนี้ โครงการ ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดในภูมิภาคให้ใกล้ชิดมากขึ้น

สัมผัสประสบการณ์ Farm-to-Glass ที่หมู่บ้านสะเอียบ

คณะได้เดินทางไปยัง หมู่บ้านสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสุราพื้นบ้าน “สักทอง” ภายใต้แนวคิด Farm-to-Glass โดยผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เช่น ข้าวเหนียวพันธุ์ท้องถิ่น น้ำธรรมชาติ และสมุนไพรต่าง ๆ ไปจนถึงกระบวนการหมักและกลั่น แบรนด์ “สักทอง” ได้แรงบันดาลใจจากชื่อเสียงไม้สักเมืองแพร่ ซึ่งสื่อถึงคุณภาพและความประณีต

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมชิมสุรา (Tasting) และลิ้มลองเมนูเด็ด “ซี่โครงหมูน้ำโจ้” ที่สะท้อนภูมิปัญญาอาหารภาคเหนืออย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ และรสชาติเฉพาะถิ่น

ต่อจากนั้น คณะยังได้เยือน พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ อ.ลอง จ.แพร่ ซึ่งก่อตั้งโดยอาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เพื่อชมผืนผ้าโบราณที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม พร้อมลิ้มลองไอติมกะทิน้ำย้อย ซึ่งเป็นของหวานขึ้นชื่อของเมืองแพร่

สิ้นสุดทริปที่ ขนมเส้นน้ำย้อยบ้านครูอินสม อาหารขึ้นชื่อของเมืองลอง ที่คงไว้ซึ่งรสชาติและสูตรเดิมจากการสืบทอด

กิจกรรมจาก The Pizza Company สาขาแพร่

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเยือน The Pizza Company สาขาแพร่ ที่รังสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะถิ่น เช่น สปาเก็ตตี้เบคอนน้ำพริกน้ำย้อยผัดพริกแห้ง พิซซ่าไส้อั่ว และขนมปังกระเทียมน้ำพริกน้ำย้อย โดยนำวัตถุดิบจากบ้านครูอินสมมาใช้ในการปรุง โดยสะท้อนแนวคิด “Local Adaptation” ที่เหมาะสมกับโครงการ ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ ได้อย่างเต็มตัว

นายเสริฐ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่เรียนรู้แนวทางการต่อยอดเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อพัฒนาให้กลุ่มจังหวัด อาหารล้านนาตะวันออก เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่โดดเด่นและยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือรักการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นแท้ๆ บนเส้นทาง ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ ที่อนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาไว้อย่างงดงาม

ที่มา – ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาหารล้านนาตะวันออก

เสมา1 ถกกศจ.กทม.เคาะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศธ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ได้มีมติเห็นชอบให้อนุญาต การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว สำหรับครอบครัวในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 241 ครอบครัว ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547

เสมา1 ถกกศจ.กทม.เคาะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมีรายงานว่ามีเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาทั้งสิ้น 71,253 คน โดยสามารถติดตามข้อมูลได้แล้วกว่า 66.64% หรือประมาณ 47,486 คน การให้อนุญาต การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบสถาบัน

แนวทางการบริหารจัดการด้านการศึกษาในพื้นที่กทม.

ในที่ประชุม รัฐมนตรีศธ.ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินงานในพื้นที่มีความทันเวลาและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประสานกับผู้ปกครองนักเรียนซึ่งมีความใกล้ชิดกับเยาวชนในชุมชนอยู่แล้ว

  • อนุญาตการจัดการศึกษาโดยครอบครัว 241 ครอบครัว
  • ติดตามเด็กนอกระบบกว่า 66%
  • พัฒนาพื้นที่การศึกษานวัตกรรมในกรุงเทพ
  • สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการพิจารณาเห็นชอบประกาศสำคัญเกี่ยวกับการให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาภาคบังคับในปีการศึกษา 2569 และการจัดสรรโอกาสในการเข้าศึกษาต่อระหว่างสถานศึกษา เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา

ด้านรายงานผลการดำเนินงานยังระบุถึงความคืบหน้าในการเปลี่ยนแปลงคำขออนุญาต การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว จำนวน 6 กรณีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีย้ายภูมิลำเนา หรือปรับปรุงการเรียนการสอนในสถานที่เดิม พร้อมทั้งอนุญาตให้มีการจัดการศึกษาในศูนย์เรียนรู้โดยสถานประกอบการแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่เน้นให้ “การศึกษาเป็นของทุกคน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่อยู่ในสถานการณ์พิเศษ หรือเด็กนอกระบบ ที่ควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการศึกษา เรามาช่วยกันดูแลเด็กและเยาวชนให้มีโอกาสเรียนรู้ที่ดีขึ้น มุ่งสู่สังคมที่รู้หนังสือและเท่าเทียมในทุกพื้นที่

ที่มา – ‘เสมา1’ ถกกศจ.กทม.เคาะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว มุ่งแก้ปัญหาเด็กนอกระบบกว่า 7 หมื่นคน

โครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดโครงการ น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด ประจำปี 2568 ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับเครือข่ายภาคีต่าง ๆ ทั่วประเทศ

โครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด

กิจกรรมในวันนี้มีผู้เข้าร่วมมากมาย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางสาวยุพ“บุญเกิน ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานในพื้นที่

ที่มาของโครงการน้ำพระทัยพระราชทาน

นางวัชราภรณ์ ได้อธิบายถึงที่มาของโครงการว่า เกิดจากพระราชประสงค์อันทรงเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงพระราชทานเงินคืนจากการจำหน่ายดอกมะลิในวันแม่แห่งชาติปี 2541 และมีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา

โครงการ น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด นี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสานต่อน้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ และเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นการมอบอาหารกลางวันและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ต้องขังภายในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือในระดับท้องถิ่น โดยมีหน่วยงานเอกชนและภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

  • เป็นการสานต่อน้ำพระทัยและพระเมตตาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชน
  • สนับสนุนการดูแลผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน

โครงการ น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเมตตาและความเมตตาเป็นหนึ่งในคุณค่าที่สังคมไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การดำเนินกิจกรรมเช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี ในสังคมไทยอย่างแท้จริง

หากคุณมีจิตอาสาหรือต้องการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมเช่นนี้ การมีส่วนร่วมแม้เพียงแค่การบอกต่อ หรือการเป็นอาสาสมัคร ก็ถือว่ามีคุณค่าอย่างมากต่อสังคมของเรา

ที่มา – สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ อยุธยา จัดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จว.

นายกเทศบาลอยุธยา มอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าให้เจ้าหน้าที่

ว่าที่ร้อยตรี ดร. สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาล ได้ร่วมพิธีมอบนโยบายด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งมอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าให้แก่เจ้าหน้าที่ กองช่างเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ณ ห้องประชุมสภาเทศบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

นายกเทศบาลอยุธยา ห่วงใยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

นางรุ่งรัศมี สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การจัดซื้อชุดปฏิบัติงานไฟฟ้า (ชุดหมีสีส้ม) จำนวน 51 ชุด สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของ ดร.สมทรง ที่มีต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการออกปฏิบัติงาน ซึ่งชุดดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมด 17 คน คนละ 3 ชุด เพื่อใช้ปฏิบัติงานลงพื้นที่ให้บริการประชาชนอย่างปลอดภัย

อุปกรณ์สุดปลอดภัยสำหรับงานไฟฟ้า

ในชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าที่เทศบาลมอบให้ เจ้าหน้าที่ได้รับการจัดเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วน ได้แก่:

  • รองเท้ากันไฟ หรือรองเท้าหุ้มส้น
  • ถุงมือกันไฟ
  • หมวกนิรภัย
  • บัตรแสดงตัวผู้ปฏิบัติงาน
  • ป้ายเตือนและสัญญาณไฟ
  • กระบองไฟกระพริบและกรวยจราจร
  • รถกระเช้าอุปกรณ์กันตก (Rocker)
  • ชุดกล่องปฐมพยาบาล และอุปกรณ์ซ่อมไฟ

นอกจากนี้ยังมีแผงกั้นพื้นที่ปฏิบัติงาน ถังดับเพลิงฉุกเฉิน และเครื่องมือจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานในสถานที่เสี่ยงได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

เพื่อบริการประชาชนอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของเทศบาลฯ ที่เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของพนักงานในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นงานไฟฟ้า ซึ่งมีศักยภาพที่จะเกิดอุบัติเหตุส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

มีความเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน จะสามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตที่มีการใช้ไฟฟ้าหนาแน่น และอาจเกิดปัญหาที่ต้องการการแก้ไขฉุกเฉินได้ตลอดเวลา

การมอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้า ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความห่วงใย แต่ยังเป็นการสนับสนุนอย่างแท้จริงในการพัฒนาระบบงานไฟฟ้าของเทศบาลให้มีมาตรฐาน และช่วยเสริมความมั่นใจต่อประชาชนที่ต้องพึ่งพาอาศัยบริการในกระบวนการดำเนินชีวิตประจำวัน

การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นภาพที่ดีของหน่วยงานที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ เพราะทุกรายละเอียดล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ที่มา – นายกเทศบาลอยุธยา ห่วงใยเจ้าหน้าที่มอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าสวมใส่ลงพื้นที่บริการประชาชนเขตเกาะเมือง

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก มีการนัดฟังคำพิพากษาใน คดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญทางการเมืองอย่างมาก โดยจำเลยในคดีนี้เป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งสิ้น 13 คน ที่ถูกฟ้องในความผิดฐาน “ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป” ซึ่งศาลกำหนดพิจารณาในวันดังกล่าว

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การฟ้องร้องเกิดขึ้นช่วงระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งกลุ่ม นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ จัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลขัดข้อง พร้อมทั้งมีการล้อมพักอาศัยของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง

ศาลพิจารณาเห็นผลขอเลื่อน

ทว่าในวันนัดฟังคำพิพากษา นายจำเลยหนึ่งรายอย่างนายอดิศร เพียงเกษ ไม่สามารถเข้าร่วมศาลได้เนื่องจากต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ศาลเห็นสมควรเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไปอีกหนึ่งนัด

นอกจากนี้ ความคืบหน้าของคดี คดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังพบว่าจำเลยที่ 10 คือนายพงศ์พิเชษฐ์ ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลจึงออกหมายจับและปรับนายประกัน พร้อมนัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. และย้ำว่าหากจำเลยไม่มาศาล อาจเพิกถอนการประกันตัวได้

  • ศาลพิจารณาว่าจำเลยหลบหนี
  • ออกหมายจับจำเลยที่ไม่มาศาล
  • ปรับนายประกันและเลื่อนนัด
  • นัดฟังคำพิพากษาใหม่ 7 ต.ค. 2568

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยในคดีให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลเลื่อนนัดว่า วันนี้มีจำเลยเข้าศาล 9 คน อีก 2 คนไม่มา หนึ่งในนั้นติดประชุม ส่วนอีกคนติดต่อไม่ได้ จึงต้องเลื่อนคดี และศาลได้ออกหมายจับกับจำเลยที่หลบหนีพร้อมปรับนายประกัน ซึ่งตนยืนยันว่าเป็นคดีที่แตกต่างจากคดีก่อการร้ายที่เกิดในปี 2553

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้จะมีการเมืองที่ต่างขั้วกัน แต่นายณัฐวุฒิ เผยว่าตนยังมีมิตรภาพกับนายจตุพร อดีตเพื่อนร่วมนโยบายการเมือง โดยระบุว่าไม่มีการหารือทางการเมืองกันเป็นการส่วนตัว แต่ในแง่ส่วนตัวก็ไม่ถือว่าเป็นศัตรู เพราะเคยร่วมกันต่อสู้ในอดีต

ความคืบหน้าของคดีครั้งนี้ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะมีขั้นตอนทางกฎหมาย การประกันตัว และความสัมพันธ์ของอดีตผู้นำทางการเมืองที่ดูใกล้ชิด แม้ตอนนี้จะต่างขั้ว แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสายใยของมิตรภาพในอดีต

ในที่สุด ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องรอถึงวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออดีตแกนนำ นปช. หรือไม่ ต้องรอดูผลต่อไป

หากคุณติดตามคดีทางการเมืองในประเทศไทย อย่าพลาดติดตามการพิจารณาคดีนี้เพื่อเข้าใจภาพรวมของความเคลื่อนไหวในช่วงวิกฤติทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ “ณัฐวุฒิ” เผยสัมพันธ์ “จตุพร” ยังเป็นเพื่อนกันได้

แกร็บฟู้ดเผยยอดออเดอร์สุกี้เติบโต 65% จากบุฟเฟต์หม้อไฟ

ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยกำลังได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกระแส “บุฟเฟต์หม้อไฟ” ที่กวาดความนิยมอย่างมากในช่วงช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดย แกร็บฟู้ด ได้เปิดเผยว่า ยอดออเดอร์เมนู “สุกี้” บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นกว่า 65% ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา (มิ.ย. – ก.ค. 68) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย แกร็บฟู้ด ระบุว่า เมนูยอดนิยมมากคือ “สุกี้แห้ง” ซึ่งถูกเลือกอย่างต่อเนื่องจากผู้ใช้บริการกว่า 80% ส่วนเมนูอื่นอย่าง “สุกี้น้ำ” ก็ได้รับความนิยมตามมาอย่างใกล้เคียง

แกร็บฟู้ดเผยยอดออเดอร์สุกี้เติบโต 65% จากบุฟเฟต์หม้อไฟ

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้เห็นได้ชัดว่า “สุกี้” เป็นเมนูอาหารจานเดี่ยวที่ได้รับقبالเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องรสชาติเข้มข้น วัตถุดิบหลากหลาย และสามารถกินได้ง่าย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสุกี้จึงกลายเป็นเมนูฮิตของผู้ใช้บริการ แกร็บฟู้ด ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ใกล้เคียงพอดีกับช่วงโปรโมชั่น “บุฟเฟต์หม้อไฟ”

แนวโน้มสุกี้สไตล์ไทยนิยมมากในเดลิเวอรี

แกร็บฟู้ด รายงานว่าตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการสั่งเมนูสุกี้รวมทั้งสิ้นมากกว่า 270,000 ออเดอร์ โดยเมนูสุกี้แห้งหมูมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ สุกี้แห้งเนื้อ สุกี้แห้งทะเล ส่วนแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ คือ สุกี้ช้างเผือก, สุกี้ดาวเรียง, และ เอลวิสสุกี้&ซีฟู้ด

ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกสั่งแบบสุกี้จานเดี่ยวเพื่อความสะดวกและเพื่อการควบคุมในด้านราคาและคุณภาพอย่างเหมาะสม ทำให้ร้านอาหารจานเดี่ยวที่ตั้งใจพัฒนาเมนูเรื่องสุกี้ได้เปรียบในช่องทางการขายออนไลน์ เช่นเดียวกับร้านอาหารแบรนด์สุกี้ช้างเผือกที่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ แกร็บฟู้ด ภายใต้ซับแบรนด์ “Only at Grab” ซึ่งรองรับเฉพาะในแพลตฟอร์ม

  • ยอดสั่งสุกี้บน แกร็บฟู้ด เพิ่มขึ้น 65%
  • 80% ของออเดอร์เลือก “สุกี้แห้ง”
  • แบรนด์สุกี้ยอดฮิต ประเภทจานเดี่ยว: สุกี้ช้างเผือก, สุกี้ดาวเรียง

นอกจากนี้ ร้าน สุกี้ช้างเผือก ที่เดิมมีเพียง 6 สาขาในภาคเหนือตอนบนอย่างเชียงใหม่ ได้เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ บนถนนบรรทัดทอง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นสาขาแรกในเมืองหลวง และมีแผนเตรียมขยายสาขาเพิ่มเติม หากได้รับการตอบรับจากลูกค้าในระดับที่น่าพอใจ

“เราเห็นโอกาสจากช่องทางการสั่งผ่านเดลิเวอรี โดยปัจจุบันยอดขายจากช่องทางนี้คิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมดของร้าน” นางสาวณัฐสุวรรณ อิ่มใจบุญ เจ้าของแบรนด์ สุกี้ช้างเผือก กล่าว

Writable content by GrabFoodBlog.com สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของพฤติกรรมการบริโภคผ่านออนไลน์ และปัจจุบันสุกี้กลายเป็นตัวเลือกที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากหลายกลุ่ม ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศด้วย

สุกี้สไตล์ไทย ไม่ใช่แค่เมนูอร่อย แต่เป็นคำตอบของความสะดวกสบายในการรับประทานอาหารในยุคใหม่ อย่ารอช้า! สั่งเลยที่ แกร็บฟู้ด เพื่อชิมความอร่อยจาก “สุกี้ช้างเผือก” ด้วยความพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น

ที่มา – “แกร็บฟู้ด”ชี้ศึก”บุฟเฟต์หม้อไฟ”ดันยอดออเดอร์เมนูสุกี้โต 65%

ขอนแก่นประดับธงชาติไทยยาวที่สุดในจังหวัด

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ ตลาดดังขอนแก่น แห่งหนึ่งอย่างตลาดสดบางลำภู ได้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ เมื่อเจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกัน ประดับธงชาติไทยขนาดใหญ่ ความกว้าง 3 เมตร ความยาวถึง 50 เมตร ตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าตลาดฝั่งถนนกลางเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น จนไปสุดลานตลาด กลายเป็นภาพที่สวยงาม สร้างแรงบันดาลใจ และแสดงเจตจำนงรักชาติของคนไทยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นอย่างชัดเจน

ขอนแก่นประดับธงชาติไทยยาวที่สุดในจังหวัด

นางสาวอารยานี เนียมประดิษฐ์ ผู้จัดการตลาดสดบางลำภู ได้เปิดเผยว่า การจัดแสดง ธงชาติไทยขนาดยาวที่สุดในจังหวัด ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการปลุกเร้าจิตสำนึก ความรักชาติ และความสามัคคีของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดจากปัญหาความมั่นคงบนชายแดนไทย-กัมพูชา

เธอแนะว่า คนไทยควรตื่นตัวและให้ความสำคัญกับสถานการณ์บ้านเมือง เพราะขณะนี้มี “ทหารและประชาชนชายแดน” ที่ต้องเสี่ยงภัยรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้แทนเรา จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สังคม ก็ล้วนส่งผลกระทบกับชีวิตของเราทุกคน

เจตนาแสดงพลังรักชาติของคนขอนแก่น

นอกจากธงชาติไทยที่ยาวเป็นพิเศษแล้ว ตลาดบางลำภูยังมีการตกแต่งธงสัญลักษณ์วันแม่แห่งชาติไว้ประดับร่วมด้วย เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของพื้นที่ที่เคารพในคุณค่าของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงความภาคภูมิใจและการเคารพในสถาบันหลักของแผ่นดิน

“เราอยากให้ทุกคนตระหนักว่าการเป็นหนึ่งเดียวของชาติเป็นสิ่งสำคัญ” นางสาวอารยานีกล่าวอีกว่า โดยหนุนเสริมว่า ถึงแม้ขณะนี้ตลาดจะเผชิญกับปัญหาสินค้าที่มีต้นทางจากกัมพูชามากขึ้น แต่ประชาชนก็ยังคงให้การสนับสนุนพ่อค้าแม่ค้าอย่างเข้มแข็ง

แม้ว่าในช่วงนี้ราคาสินค้าจะขึ้น-ลงอย่างไม่แน่นอน แต่ทางตลาดยังพยายามไม่ปรับราคาเพิ่มให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้กระทบกับกำลังซื้อของประชาชน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็เลือกแบกรับเองมากกว่าที่จะส่งผลไปยังผู้บริโภค

และเมื่อผู้คนต่างเริ่มหมุนเวียนเข้ามาชม ถ่ายรูป และแสดงออกถึงความภาคภูมิใจใน กิจกรรมแสดงพลังรักชาติแบบนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเราเริ่มกลับมามีความเป็นหนึ่งกันในสังคมมากขึ้นแล้ว

จากเหตุการณ์นี้ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้ท้องถิ่นอื่นๆ นำวิธีการดีๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ในพื้นที่ เพื่อสร้างความสามัคคีและความตื่นตัวทางสังคมที่เหมาะสมโอกาสกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณอยู่ใกล้จังหวัดขอนแก่น อย่าลืมแวะไปชม ธงชาติไทยความยาวที่สุดในจังหวัด ที่ตลาดบางลำภู และส่งกำลังใจให้กับทหารและประชาชนชายแดนที่กำลังทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย เพื่อปกป้องความสงบสุขให้กับพวกเราทุกคน

ที่มา – ตลาดดังขอนแก่นประดับธงชาติไทยยาวที่สุดในจังหวัด ให้กำลังใจทหารไทยชายแดน

คลาวเดีย จักรพันธุ์ เปิดใจ 10 ข้อปมรักร้าวหลังน้ำตาตก 1 ปีเต็ม

เมื่อเร็วๆ นี้ “คลาวเดีย จักรพันธุ์” นักแสดงสาวชื่อดัง ได้ออกมาเปิดใจอย่างหมดเปลือกถึงปัญหาครอบครัวที่ซับซ้อนกับสามีชาวพม่า ในประเด็นที่เธอต้องทนความทรมานเงียบๆ มากว่าหนึ่งปีเต็ม โดยยอมรับว่าอยู่ในขั้นตอนการฟ้องหย่าแล้ว แต่ก็ยังเปิดใจไกล่เกลี่ยเสมอ ซึ่งทำให้แฟนคลับหลายรายไม่พลาดที่จะเข้ามาให้กำลังใจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คลาวเดีย จักรพันธุ์ เปิดใจ 10 ข้อปมรักร้าวหลังน้ำตาตก 1 ปีเต็ม

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด ได้มีการสรุปใจความสำคัญจากคลาวเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและ emotion ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ ให้อ่านง่ายๆ ดังนี้:

  • ยอมรับฟ้องหย่า: เธอยืนยันว่าอยู่ในกระบวนการฟ้องหย่าตามกฎหมายแล้ว
  • ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ตามกฎหมาย: แม้จะฟ้องหย่าแล้ว แต่ยังมิได้เป็นทางการแยกจากกัน
  • เริ่มชีวิตคู่กันมา 17 ปี: คู่รักยาวนานเกือบสองทศวรรษ
  • รู้เรื่องร้ายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว: เริ่มเผชิญกับปัญหาตั้งแต่ต้นปี 2567
  • ทุกข์ทรมานอย่างหนัก: นอนไม่หลับจนต้องพบจิตแพทย์ และร้องไห้ทุกคืน
  • พยายามแก้ไขหลายครั้ง: พูดคุยเพื่อพยายามแก้ปัญหาถึง 5 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ
  • ยังยินดียอมรับการไกล่เกลี่ย: พร้อมที่จะเปิดใจ หาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน
  • เริ่มมูฟออนแล้ว: เลือกให้อภัยและเดินหน้าต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็ง
  • ไม่เสียดายเวลา 17 ปี: ขอบคุณประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมา และจะเก็บไว้เป็นบทเรียนชีวิต
  • เปิดใจรักครั้งใหม่: หากมีโอกาสพบคนจริงใจและเป็นศีลเสมอกัน จะเปิดใจใหม่อีกครั้ง

เรื่องราวที่สะเทือนใจ

เรื่องราวของ “คลาวเดีย จักรพันธุ์” สะท้อนถึงความเจ็บปวดที่คนทั่วไปอาจไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตคนดัง โดยเธอเลือกเปิดใจผ่านสื่อเพื่อระบายความรู้สึก และเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความมั่นหยั่ง มิใช่การกระโดดข่าวหรือแสดงความทุกข์เพียงเพื่อความเสียหาย แต่เพื่อหาทางออกโดยรวม

จากที่เราได้รับฟังบทสัมภาษณ์ของ คลาวเดีย จักรพันธุ์ แน่นอนว่าหลายคนต้องรู้สึกร่วมทุกข์ไปกับเธอ แต่พร้อมส่งกำลังใจผ่านคอมเมนต์มากมาย ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในยามที่เธอต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคนละครึ่งวง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า คลาวเดียยังคงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว ถือว่าบทเรียนที่สำคัญสำหรับเธอใหม่เลยทีเดียว สุดท้าย เราเชื่อว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความเข้มแข็งในตัวเธอจะเป็นพลังให้เธอเดินผ่านทุกอย่างไปได้

หากคุณกำลังเผชิญกับความรักที่ซับซ้อน อย่าลืมว่าการเลือกให้อภัยหรือก้าวไปข้างหน้าคือการทำให้ตัวคุณมั่นคงที่สุด!

ที่มา – สรุป 10 ข้อปมรักร้าว ‘คลาวเดีย จักรพันธุ์’ สู้กับความทรมาน น้ำตาตกใน 1 ปีเต็ม!

จีน-อินเดียเปิดเที่ยวบินตรง รื้อความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์

ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-อินเดีย กลับมาอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากการประชุมระดับสูงที่กรุงนิวเดลี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง และส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายด้าน

จีน-อินเดียเปิดทางเดินทางสู่ความร่วมมือใหม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ว่า หลังจากการเยือนของหวังอี๋ รัฐมนตรีการต่างประเทศจีน ไปยังอินเดีย จีนและอินเดียตกลงร่วมมือกันในหลายประเด็น ทั้งการเจรจาข้อพิพาทชายแดน การออกวีซ่าให้ประชาชน และการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศเพื่อผลักดันด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ การกลับมาของเส้นทางการบิน จีน-อินเดีย เตรียมเปิดประตูใหม่ให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจสองประเทศ ที่หยุดชะงักไปหลายปีจากความตึงเครียดทางการเมือง

เปิดประวัติความขัดแย้งไทย-อินเดีย และจุดเปลี่ยนเชิงบวก

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียเริ่มตึงเครียดหลังการปะทะทางทหารในปี 2020 ที่ฉลาดดุ่ง (Ladakh) ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ความร่วมมือหลายด้านหยุดนิ่ง แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงในเดือนตุลาคมปี 2023 เมื่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี พบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอด BRICS ที่รัสเซีย โดยได้เปิดทางเดินทางสู่ความร่วมมือใหม่

“การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่าง จีน-อินเดีย เป็นสัญญาณชัดเจนว่าทั้งสองประเทศมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างสันติ และผลักดันการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

  • เปิดเที่ยวบินตรงหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในปีนี้
  • เพิ่มจำนวนเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ระหว่างกรุงปักกิ่ง–นิวเดลี
  • ผ่อนคลายการออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ
  • วางแผนจัดงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน

พร้อมกับนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางเยือนปากีสถาน ซึ่งเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ของอินเดียอย่างเป็นทางการ แต่จีนมองว่าเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ จึงมีเป้าหมายที่จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเพื่อนบ้านขนาดใหญ่สองประเทศนี้

ในมุมมองของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดเที่ยวบินตรง จีน-อินเดีย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนทั้งสองฝั่ง ซึ่งการลดความตึงเครียดและเพิ่มช่องทางการติดต่ออย่างเปิดกว้าง เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สองคงคาราชใหญ่แห่งเอเชียสามารถอยู่เคียงข้างกันได้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองภูมิภาคเอเชีย หรือข่าวสารการท่องเที่ยวในเส้นทางอาเซียน–จีน–อินเดีย อย่าลืมติดตามอัปเดตของเราอย่างสม่ำเสมอ เพราะข่าวสารที่คุณต้องรู้ ที่นี่

ที่มา – “จีน-อินเดีย” ให้คำมั่น เปิดบริการเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง

ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ ร้อง ‘วันนอร์’ ขอความเป็นธรรมหลังถูกเลิกสัญญากะทันหัน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา กลุ่มผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ นำโดยนายศุภโชค เวชราภรณ์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในการถูกเลิกสัญญากะทันหันจากคณะกรรมการสวัสดิการสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่

ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ เรียกร้องความเป็นธรรม

นายศุภโชค กล่าวว่า ร้านค้าสวัสดิการในสภาฯ เคยมีนโยบายสนับสนุนอาชีพเสริมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยและญาติพี่น้อง ด้วยการทำสัญญาเช่าพื้นที่ปีต่อปี เพื่อใช้เป็นอาชีพเสริม อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา ได้มีการปรับปรุงสถานที่หลายแห่ง รวมถึงแจ้งข่าวว่าจะมีการคัดเลือกร้านค้าใหม่โดยพิจารณาร้านเก่าและใหม่ร่วมกัน ซึ่งทำให้ร้านค้าเก่าคาดหวังว่าจะมีสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

การเลิกสัญญาอย่างกะทันหันก่อให้เกิดปัญหา

แต่กลับกลายเป็นว่าในช่วงเดือนเมษายน ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่เซ็นรับ โดยระบุว่าร้านค้าจะต้องย้ายออกภายในวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเวลาเตรียมตัว และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเจรจาหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของร้านค้าเก่าอย่างหนัก เนื่องจากหลายรายพึ่งพาธุรกิจนี้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ จึงขอเรียกร้องให้นายวันนอร์ 介入เข้ามากำหนดแนวทางที่เป็นธรรม และขอให้มีการพิจารณากลับสัญญาที่ถูกยกเลิกอย่างกระทันหัน

  • การสนับสนุนการมีอาชีพเสริมให้ข้าราชการ
  • การเช่าพื้นที่ในรูปแบบปีต่อปี
  • ความไม่ชัดเจนของกระบวนการคัดเลือกร้านค้าใหม่
  • การส่งหนังสือขับไล่อย่างเร่งด่วนโดยไม่มีการแจ้งให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดใหม่ยังมีแผนจะเรียกคืนพื้นที่ชั้นหนึ่ง ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อสงสัยว่ามีการกำหนดนโยบายที่คลุมเครือ ไม่โปร่งใส และส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกในการซื้ออาหารราคาถูก

ด้านนายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สส.พิษณุโลก ในฐานะรองประธานฯ กิจการสภาฯ ได้ระบุว่า จะนำประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในคณะกรรมการกิจการสภาฯ เพื่อหาทางออกที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จากการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ นี้ คาดว่าจะมีการติดตามสถานการณ์จากสาธารณะชนอย่างใกล้ชิด และอาจมีการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น การยื่นเรื่องไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. หากไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นธรรม

การฟื้นฟูความเป็นธรรมและการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย เป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในรายได้และคุณภาพชีวิต

หากคุณเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสังคมและการกระจายรายได้ ควรให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะการดูแลอาชีพเล็ก ๆ คือการสร้างเสถียรภาพให้สังคม

ที่มา – ‘ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ’ ร้อง ‘วันนอร์’ ขอความเป็นธรรมหลังถูกเลิกสัญญากะทันหัน