ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กองทุนกีฬาชี้แจงเบี้ยเลี้ยงซีเกมส์ช้า เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ในช่วงนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับการจ่าย เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซีเกมส์ ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายตามกำหนด ได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬาที่เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปี 2568

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดพลาดใดๆ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินตามระเบียบอย่างเข้มงวด รวมถึงต้องมีการขอความยินยอมจากกรมบัญชีกลางก่อนเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งมีวงเงินกว่า 310 ล้านบาท

กองทุนกีฬาแจงขั้นตอนเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซีเกมส์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เร่งประชุมเพื่อหาทางออก อย่างใกล้ชิดกับนโยบายของกองทุนกีฬา เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของวงการกีฬาอย่างมาก โดยมีการพูดคุยในหลายประเด็น เช่น การพิจารณากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และความถูกต้องของเอกสารต่างๆ

ระบบสารสนเทศที่ถูกกฎหมาย

ประเด็นอีกด้านหนึ่งที่ย้ำเตือนนักกีฬาและสมาคมคือ การนำ ระบบสารสนเทศ เข้ามาช่วยในการดูแลกระบวนการเบิกจ่าย และจัดเก็บข้อมูลการขอรับทุนนักกีฬา ซึ่งกองทุนยืนยันว่าระบบดังกล่าวพัฒนาอย่างรอบคอบ และเป็นการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนพร้อมทำให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสมากขึ้น

ทั้งนี้ การใช้ระบบจะเริ่มเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 และมีการทดลองใช้งานแล้วหลายเดือน ซึ่งความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ที่ระดับมากกว่า 90% บ่งบอกว่า ระบบใหม่สามารถรองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การลงนามในบันทึกข้อตกลง
  • การส่งเอกสารครบถ้วนจากสมาคม
  • ตรวจสอบภายในของฝ่ายคลังกองทุน

ทางกองทุนได้อธิบายด้วยว่า ทุกขั้นตอนในการดำเนินงานนี้ เป็นกระบวนการที่บางทีอาจทำให้ดูช้า แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากเบิกเงินโดยไม่เป็นไปตามระเบียบ แม้ทำด้วยความตั้งใจดี ก็อาจส่งผลให้มีบทลงโทษถึงจำคุก

ต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการ กองทุนกีฬา ในระยะยาวนี้ ไม่เพียงแค่รองรับนักกีฬาในการแข่งขันระดับโลกเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์ในด้านประสิทธิภาพ การบริหารทรัพยากร และความยั่งยืนของระบบภายในอีกด้วย

ข้อคิดเห็น: แม้การช้าในเรื่องเบี้ยเลี้ยงอาจส่งผลต่อจิตใจนักกีฬา แต่การรักษาความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย คือรากฐานสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสียหายในระยะยาว

ที่มา – ‘กองทุนกีฬา’ แจงเบี้ยเลี้ยงซีเกมส์ช้า ต้องทำตามขั้นตอน รอบคอบ มิเช่นนั้นอาจ ‘ติดคุก’

สมุทรสงครามยกระดับท่องเที่ยวรัฐ-เอกชนแห่ถกเข้มหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

การประชุมที่ดำเนินอย่างเข้มข้นของหน่วยงานรัฐ เอกชน และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อ ยกระดับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาพักค้างในพื้นที่มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างแท้จริง

สมุทรสงครามยกระดับท่องเที่ยวรัฐ-เอกชนแห่ถกเข้มหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว โดยมีนายสุภาพล ศิริไกรวัฒนาวงศ์ เจ้าของหน่วยงานท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ จัดเป็นผู้จัดประชุม ที่ประชุมได้วิเคราะห์ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวของจังหวัด

ปัจจุบันแม้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเด่นอย่างตลาดร่มหุบ แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกลับเดินทางกลับทันทีหลังจากเยี่ยมชม โดย ไม่มีการพักค้าง เพื่อต่อยอดกิจกรรมยามค่ำคืนหรือสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่

ปัญหาที่กระทบการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่

นายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ ขาด กิจกรรมท่องเที่ยวในยามค่ำคืน ที่น่าสนใจหลากหลาย เช่นเดียวกับการไม่มีระบบขนส่งสาธารณะหรือศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่สามารถแนะนำเส้นทางและกิจกรรมได้อย่างครบวงจร

ประกอบกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่นแม้จะโดดเด่นแตกต่างจากจังหวัดอื่น แต่กลับยังไม่ได้รับการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับสินค้าท้องถิ่นที่เริ่มหายไปจากแหล่งท่องเที่ยว ทำให้การตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรายใหม่ทำได้ยาก

แนวทางการยกระดับท่องเที่ยวเพื่อสะสมรายได้

  • การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลการท่องเที่ยวครบวงจรทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
  • เพิ่มรถสาธารณะที่ให้บริการช่วงค่ำ เช่น การฟื้นฟูรถตุ๊กตุ๊กให้กลับมามีบทบาท
  • จัดกิจกรรมยามค่ำคืนต่างๆ ทั้งทางวัฒนธรรม ดนตรี และอีเวนต์ในชุมชน
  • จัดโปรโมชั่นสำหรับนักท่องเที่ยวเช่น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือวัดราษฎร์ฟรี พร้อมลดราคาที่พักในวันธรรมดา
  • ฟื้นฟูเรื่องราวของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นบ้าน งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ออกแบบจุดถ่ายรูปเด่นบนเส้นทางการเดินทาง และจัดแจกแผนที่นำเที่ยวในพื้นที่
  • เปิดสอนวิชาทักษะด้านการบริการและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น

การเคลื่อนไหวของภาคเอกชน

ภาคเอกชนโดยนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานหอการค้าสมุทรสงคราม เผยว่า เตรียมจัดทำแผนขับเคลื่อนโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ภายในสิ้นปี 2568 และเบิกต้นปีหน้าจะเริ่มเปิดตัวโครงการทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย เพื่อแพร่ภาพลักษณ์ว่า สมุทรสงครามนั้น “พร้อมให้คุณอยู่ยาว ๆ” ไม่ใช่แค่จุดแวะพักบนเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น

การขับเคลื่อนลักษณะนี้ ไม่สร้างรายได้เพียงเท่านั้น แต่ยังสานต่อวัฒนธรรม ความคึกคัก และจิตวิญญาณของชาวพื้นที่ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมให้ผู้มาเยือนได้ถ่ายทอดภาพและความทรงจำดี ๆ กลับไปแชร์ให้ผู้อื่นร่วมสัมผัส

สมุทรสงครามยังมีความศักยภาพมากมายที่รอการขับเคลื่อน การนำทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง จะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ และเดินหน้าอย่างก้าวกระโดดในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้นานขึ้น เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะกลายเป็นจุดหมายกลางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยが多くมิติของประสบการณ์

ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกคนให้มาสัมผัส วัฒนธรรมสมุทรสงครามอย่างละเอียดผ่านการพักค้าง ลิ้มรสชีวิตชุมชน และสัมผัสความหมายที่แท้จริงของการท่องเที่ยว

ที่มา – สมุทรสงครามลุยยกระดับท่องเที่ยวรัฐ-เอกชนถกเข้มหวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มนักท่องเที่ยวพักค้าง

เทศบาลตำบลกระดังงาจัดแข่งกีฬาพื้นบ้านเสริมสุขภาพ

ที่โดมอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลกระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม นายสุรชัย ลี้สุทธิพรชัย นายกเทศมนตรีตำบลกระดังงา เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน “กีฬาพื้นบ้านชุมชน” ประจำปี 2568 โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างคุ้มค่า

เทศบาลตำบลกระดังงาจัดแข่งกีฬาพื้นบ้านเสริมสุขภาพ

พิธีเปิดจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยมีขบวนพาเหรดจาก 4 ชุมชนในเขตเทศบาล ได้แก่ ชุมชนเกาะใหญ่ร่วมใจพัฒนา (สีแดง), ชุมชนกระดังงาร่วมใจ (สีเหลือง), ชุมชน 7,8,9 ร่มไทรพัฒนา (สีเขียว) และชุมชนเกาะแก้วพัฒนา (สีส้ม) ซึ่งแต่ละชุมชนต่างตั้งใจแสดงศักยภาพและความเป็นหนึ่งเดียวในการเข้าร่วมกิจกรรม

นางรจนา ชูสกุล ปลัดเทศบาลตำบลกระดังงา เปิดเผยวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่สูญหายไป อีกทั้งยังเสริมสร้างพลานามัย พัฒนาร่างกายและจิตใจของคนในชุมชน ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานแต่สร้างสรรค์

กีฬาพื้นบ้านยอดนิยมสร้างความสามัคคี

การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน ในปีนี้มีหลากหลายประเภท ทั้ง เตะปี๊บไกล, แย้ลงรู, วิ่งเปี้ยว, ชักคะเย่อ, กินวิบาก และ หอบแป้งข้ามหัว ซึ่งเป็นกีฬาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นกิจกรรมที่ผู้เข้าแข่งขัน ทุกอายุ ทุกวัย เข้าร่วมด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน และน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง

ผลการแข่งขันในแต่ละประเภทสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • เตะปี๊บไกล และ แย้ลงรู – ชนะเลิศ: ชุมชน 7,8,9 ร่มไทรพัฒนา (สีเขียว)
  • วิ่งเปี้ยว และ ชักคะเย่อ – ชนะเลิศ: ชุมชนเกาะแก้วพัฒนา (สีส้ม)
  • กินวิบาก – ชนะเลิศ: ชุมชนเกาะใหญ่ร่วมใจพัฒนา (สีแดง)
  • หอบแป้งข้ามหัว – ชนะเลิศ: ชุมชนกระดังงาร่วมใจ (สีเหลือง)
  • ประกวดขบวนพาเหรดสวยงาม – ชนะเลิศ: ชุมชนกระดังงาร่วมใจ (สีเหลือง)

ผู้ชนะจากแต่ละประเภทได้รับรางวัลจากเทศบาลตำบลกระดังงา และถ้วยรางวัลแสดงความยินดีจากผู้เข้าร่วม ทั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่า การจัดกิจกรรมกีฬาไม่ได้มุ่งเน้นที่การแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน

นายสุรชัย ลี้สุทธิพรชัย กล่าวภายหลังพิธีว่า กิจกรรมเช่นนี้เป็นเวทีที่ดีให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ และผูกมิตรภาพกับเพื่อนบ้านในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในยุคที่วิถีชุมชนอาจจางหายไปจากการใช้ชีวิตในแบบร่วมสมัย

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ การมาร่วมแข่งขันกีฬาพื้นบ้านเป็นโอกาสอันล้ำค่าในการรักษาสุขภาพและฟื้นฟูค่านิยมของสังคม การเสริมสร้างความสามัคคีอย่างเป็นรูปธรรมจึงเกิดขึ้นในพื้นที่จิตใจของคนทุกคน ภายใต้ชื่อ “ทีมสี” และ “ชุมชนที่เคียงบ้านเคียงเมือง”

หากคุณมีโอกาสพบเห็นการจัดกิจกรรมเช่นนี้ในชุมชนของคุณ อย่าลังเลที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และสนับสนุนคนในพื้นที่ให้กลับมามีกิจกรรมสำหรับทุกคนในชุมชนมากขึ้น นี่คือพลังของ “น้ำใจนักกีฬา” และความสามัคคีจากคนที่รักและรู้จักกันดี

ที่มา – “เทศบาลตำบลกระดังงา”จัดแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน เติมสุขภาพ เสริมสามัคคีชุมชน สร้างพลังน้ำใจนักกีฬา

ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พลตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย ได้จัดกิจกรรม “ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์” ขึ้น ณ บริเวณสวนสาธารณะ บ้านริมลาว หมู่ที่ 3 ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย เป็นการรวมพลังของภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ร่วมงานกว่า 100 คน ประกอบด้วย พันตำรวจเอก พงษ์พิเชษฐ์ นิลจันทร์ รองผู้การตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประธานในพิธี และ พันตำรวจทั่วไป ธนวินท์ พวงมะลิ สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กลุ่มจิตอาสา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่

ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

วัตถุประสงค์หลักของกิจกรรม ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ นี้ คือเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา รวมไปถึงเป็นการปลูกฝังความรู้สึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชน

ใจนึง แรงหนึ่ง เพื่อสังคมที่ยั่งยืน

งานปลูกต้นไม้ดังกล่าวไม่เพียงแต่เพื่อความเขียวขจีของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงพลังจิตอาสาที่ดีของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานความมั่นคงอย่าง ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ที่มุ่งให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แต่ยังใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ภายในงานมีการแบ่งพื้นที่ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันขุดหลุมและลงต้นกล้าอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นทั้งด้านอุปกรณ์ ต้นไม้ และอาหารว่าง นอกจากนี้ บรรยากาศในงานยังแฝงไปด้วยพลังบวก ความตั้งใจแน่วแน่ และความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยทำประโยชน์ร่วมกัน

  • ปลูกฝังจิตอาสามากขึ้นในสังคม
  • อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • ร่วมมือกับชุมชนอย่างใกล้ชิด
  • สื่อสารค่านิยมขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายกิจกรรม พันตำรวจเอก พงษ์พิเชษฐ์ ได้กล่าวโอ้สัยให้กำลังใจแก่ทุกคน และเชิญชวนให้ขยายผลกิจกรรมเหล่านี้ออกไปในระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเยาวชนให้มีจิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นพันธกิจที่ต้องสืบทอดกันต่อไป

การจัดกิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ที่นอกจากจะเป็นเกราะป้องกันความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีส่วนในการพัฒนาสังคมและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

หากคุณก็เป็นจิตอาสาคนหนึ่ง ลองหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทำดี ทำเพื่อชุมชน แล้วจะรู้ว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่ซื้อหาได้ แต่เกิดจากการให้และแบ่งปัน

ที่มา – ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย จิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ปลูกต้นไม้

LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ กับคอนเสิร์ต NONT TANONT

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank ตอกย้ำความสำเร็จของแคมเปญ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ การเงิน และดนตรี แคมเปญนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่างการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย และประสบการณ์ความบันเทิงสุดพิเศษผ่าน Music Marketing ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ทันสมัยของธนาคาร

LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ ชวนร่วมมหกรรมความสุข

ภายใต้แคมเปญ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” ลูกค้าใหม่เพียงเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน LHB You และฝากเงินขั้นต่ำ 2,000 บาทขึ้นไปภายในช่วงระยะเวลา ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 รับฟรีทันที เสื้อ LH Bank X NONT TANONT ลิมิเต็ด อิดิชัน ลายเซ็นต์จากศิลปินสุดฮอตแห่งยุค “นนท์ ธนนท์” จำนวนจำกัดเพียง 3,500 ตัวเท่านั้น

ส่งท้ายด้วยคอนเสิร์ตความสุขระดับพรีเมียม

เพื่อตอบแทนความรักและความเชื่อมั่นจากลูกค้า LH Bank จัดคอนเสิร์ต “LH BANK x NONT TANONT Thank You Party Concert” ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 18.00 – 20.30 น. ณ Phenix Grand Ballroom ชั้น 5 ศูนย์การค้า Phenix ประตูน้ำ กับการแสดงสดจากศิลปินสุดฮอต “นนท์ ธนนท์” พร้อมทั้งบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้มีสิทธิ์จำนวนจำกัดเพียง 1,000 ที่นั่ง

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมคอนเสิร์ตสามารถรับบัตรได้ที่ บูธกิจกรรม LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ ในช่วงวันที่ 20 – 21 และ 27 – 31 สิงหาคม 2568 ณ สถานที่ต่าง ๆ ตามกำหนดการ โดยมีการแจกบัตรคอนเสิร์ต 4 รอบต่อวัน ดังนี้:

  • รอบที่ 1: เวลา 11.00 – 13.00 น.
  • รอบที่ 2: เวลา 13.00 – 15.00 น.
  • รอบที่ 3: เวลา 15.00 – 17.00 น.
  • รอบที่ 4: เวลา 17.00 – 19.00 น.

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการผสาน Lifestyle Banking เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านดนตรี การเงิน และความสัมพันธ์ทางอารมณ์

ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่สามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอป LHB You หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LH Bank Call Center โทร. 1327 หรือติดตามรายละเอียดข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ทางการ www.lhbank.co.th

อย่าพลาด! โอกาสสุดพิเศษในการเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมความสุข พร้อมสัมผัสประสบการณ์ระดับพรีเมียมร่วมกับศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมสร้างเรื่องราวดี ๆ ไปด้วยกันกับ LH Bank ในสไตล์ที่เป็นคุณ

ที่มา – ตอกย้ำความสำเร็จ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” กับคอนเสิร์ต “LH BANK x NONT TANONT Thank You Party”

ภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดซ้อมแผนอุบัติภัยหมู่ จ.สงขลา

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมกับสาขาวิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและซ้อมแผน “การจัดการภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ในกรณีอุบัติภัยหมู่ (Mass Casualty Exercise)” ระหว่างวันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง Laguna Queen A โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา

ภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดซ้อมแผนอุบัติภัยหมู่ จ.สงขลา

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือสถานการณ์อุบัติภัยหมู่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเสริมความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ การเตรียมความพร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และการประสานงานตามมาตรฐานสากล

การฝึกซ้อมครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไร?

การฝึกซ้อมภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย สามารถทำงานร่วมกันเป็นระบบเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจริง โดยลดความเสียหายทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผล

กลุ่มเป้าหมายของการฝึกซ้อมประกอบด้วยบุคลากรจาก ปตท.สผ. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา โรงพยาบาลในพื้นที่ ศูนย์สื่อสารและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล (ศรชล.) ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รวมถึงมูลนิธิและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมทั้งสิ้นกว่า 80–100 คน

  • ฝึกการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินจริง
  • เชื่อมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดช่วงเวลาตอบสนองในภาวะวิกฤต
  • สร้างความเข้าใจระบบสั่งการและการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน

ในการจัดกิจกรรมมีการบรรยายให้ความรู้ การจำลองสถานการณ์ การฝึกประสานงาน และการอภิปรายข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

การฝึกซ้อมภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่เป็นระบบ เพื่อสร้างความพร้อมและการรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีอุบัติภัยหมู่ที่ต้องการการตอบสนองแบบโคordinated และเร่งด่วน

ที่มา – ภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดซ้อมแผนการแพทย์ฉุกเฉินอุบัติภัยหมู่ จ.สงขลา

มาสเตอร์คูล 100 ความเย็นสู่สังคม เสนอจุดร้อนที่ต้องการความเย็น

เมื่อพูดถึงอากาศร้อนในประเทศไทย หลายคนคงต้องทนทุกข์จากการเผชิญความร้อนจัดในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน โรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะ ด้วยความเข้าใจนี้ มาสเตอร์คูล แบรนด์ผู้นำด้านพัดลมไอเย็น จึงได้จัดตั้งโครงการเพื่อสังคมที่มีชื่อว่า “100 ความเย็นสู่สังคม โดยเสนอจุดร้อนที่ต้องการความเย็น” เพื่อมอบความเย็นและความสุขให้แก่ชุมชนที่ต้องการมากที่สุด

โครงการนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอชื่อสถานที่สาธารณะที่ร้อนจัด เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือบ้านพักคนชรา ที่ควรจะได้รับความเย็นจากทีมงานมาสเตอร์คูล เราเชื่อว่าการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนได้เป็นอย่างดี

มาสเตอร์คูล 100 ความเย็นสู่สังคม

การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ง่ายมาก เริ่มต้นเพียงแค่กดไลก์เพจเฟซบุ๊ก Masterkool และแชร์โพสต์กิจกรรมจากแฟนเพจ จากนั้นแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์โดยระบุชื่อสถานที่ที่ต้องการความเย็น และเหตุผลที่สถานที่นั้นควรได้รับการสนับสนุน สถานที่ที่ได้รับการคัดเลือกจะกลายเป็น “จุดเย็นใจ” ซึ่งทีมงานมาสเตอร์คูลจะเข้าไปถ่ายภาพและแจกจ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลมไอเย็น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในพื้นที่

วิธีร่วมกิจกรรม

หากคุณสนใจเข้าร่วมกิจกรรม มาสเตอร์คูล 100 ความเย็นสู่สังคม สามารถทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้:

  • กดไลก์เพจ Facebook: Masterkool
  • แชร์โพสต์กิจกรรม
  • คอมเมนต์ใต้โพสต์โดยระบุ: ชื่อสถานที่ + เหตุผลที่ควรได้รับความเย็น
  • ติดแฮชแท็ก #มาสเตอร์คูล100ความเย็นสู่สังคม #อยากให้ที่นี่เย็น #มาสเตอร์คูลผู้นำตัวจริงพัดลมไอเย็น

ระยะเวลาในการร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ผู้เข้าร่วมสามารถติดตามผลการประกาศผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของโครงการได้

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่เป็นการสนับสนุนด้านสิ่งของเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นถึงพลังของการให้ ซึ่งเป็นกุศลที่สามารถเย็นใจผู้ให้และผู้รับได้ในเวลาเดียวกัน มาเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้วยการเสนอให้ “จุดร้อน” ของคุณ กลายเป็น “จุดเย็นใจ” ผ่านมือของมาสเตอร์คูล

ที่มา – มาสเตอร์คูล จัดโครงการ 100 ความเย็นสู่สังคม “เสนอจุดร้อน ที่ต้องการความเย็น”

‘บิ๊กเล็ก’ ยันไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเรือไทยได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชา ซึ่งมีวิดีโอหลักฐานการวางทุ่นระเบิด PMN-2 โดยชัดเจน พล.อ.ณัฐพลได้ระบุว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ การเผยแพร่หลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะ และการใช้กลไกผ่านคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา เพื่อขอดำเนินการระดับนานาชาติ

‘บิ๊กเล็ก’ ยันไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แม้รัฐบาลไทยจะแสดงความจริงใจด้วยการหยุดยิง แต่หากมีการฝ่าฝืนจากกำลังพลในพื้นที่ ก็เป็นการบ่งบอกถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหากกัมพูชามีความจริงใจก็ควรดูแลลูกน้องให้มีวินัย แต่หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นฝ่ายกัมพูชานั้นไม่มีความจริงใจ ก็จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม

กลไกคณะกรรมการออตตาวา

ประเทศไทยเตรียมส่งหลักฐานไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา โดยในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม จะมีการประชุมใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้ขอลำดับพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากไทย ซึ่งไทยก็จะส่งข้อมูลไปประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นประธาน ได้รับการติดต่อเพื่อขอให้มีการประชุมเบื้องต้นก่อนถึงการประชุมใหญ่ ซึ่งได้รับการตอบรับจากทางญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว

จนถึงขณะนี้ กลไกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และไทยได้ใช้กลไกอาเซียน เช่น ARMAC (ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม) เป็นหลักในการบริหารจัดการ ส่วนภูมิภาคนอกอาเซียนขอให้เป็นผู้สังเกตการณ์เพียงอย่างเดียว

  • เชื่อมั่นในข่าวสารและความจริง
  • ยืนยันบทบาททวิภาคี
  • ใช้กลไกภายในอาเซียนในการดูแล

การตอบโต้ข่าวลือเกี่ยวกับการจัดฉากวางทุ่นระเบิดของฝ่ายไทย พล.อ.ณัฐพลได้ชี้แจงว่า ถ้าข้อมูลมีความเป็นจริง มันก็จะไม่ถูกบิดเบือนง่าย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีการบิดเบือน ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบให้ละเอียด และยืนยันว่า การใช้ความจริงในการสู้กับข่าวปลอม คือการปกป้องเครดิตของประเทศ.

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งคลิปหลักฐานดังกล่าวไปยังประเทศที่ให้การสนับสนุนงบประมาณให้กับกัมพูชา ในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งหากประเทศเหล่านี้ตรวจสอบแล้วเห็นความเป็นจริง ก็จะสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการสนับสนุนต่อไปได้

แม้ประธานของ ARMAC จะเป็นชาวกัมพูชา แต่ประเทศไทยมั่นใจว่าการดำเนินการยังคงมีความโปร่งใส เพราะมีความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่ยังมีบทบาทอยู่ในการดำเนินงานร่วมกัน

พล.อ.ณัฐพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IO/T และ EO/T ซึ่งเป็นกลไกของผู้สังเกตการณ์ที่ประเทศไทยนำมาใช้ โดยปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ในกรอบของ IO/T ซึ่งใช้บุคลากรภายในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน สำหรับ EO/T ยังอยู่ในช่วงการศึกษาที่ต้องใช้กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน และต้องมีการตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาก่อนดำเนินการ

ในมุมมองของพล.อ.ณัฐพล เรื่องนี้ต้องใช้กรอบการคิดที่รอบด้าน ทั้งในเชิงทหาร ความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ดังนั้นไทยจึงมีจุดยืนที่ชัดเจน คือการใช้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และอยู่ในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น

การเผยแพร่ ‘บิ๊กเล็ก’ ยันไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ จึงเป็นการปลุกความตระหนักให้ทั้งโลกเห็นถึงความสำคัญของการใช้ความจริงในการแก้ไขปัญหา และเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้กลัวการตรวจสอบ

สุดท้าย ประเทศไทยขอเน้นว่า ไม่มีเจตนาทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่เพียงต้องการให้โลกเห็นและเข้าใจความถูกต้อง และพร้อมร่วมมือภายใต้กลไกที่โปร่งใส

หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องติดตามข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และยึดถือข้อเท็จจริงเป็นหลัก

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ ยัน ไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ-คณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา

ยูทูบ ชอปปิง เปิดตัวครบ 1 ปี เผยคนชมคอนเทนต์ชอปปิงโต 400%

ยูทูบ ชอปปิง หรือ YouTube Shopping ได้เปิดตัวให้บริการในประเทศไทยครบรอบ 1 ปีแล้ว และตัวเลขที่เผยออกมาจากทีมงานของยูทูบเองนั้นถือว่าน่าทึ่ง เพราะมีการรับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับการช็อปปิ้งบนแพลตฟอร์มนี้เพิ่มขึ้นถึง 400% ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่ไม่ได้แค่ดูวิดีโอเท่านั้น แต่เข้ามาค้นหาข้อมูลสินค้า เปรียบเทียบวิดีโอจากครีเอเตอร์ และตัดสินใจซื้อสินค้าโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม

ยูทูบ ชอปปิง สร้างโอกาสใหม่ให้ครีเอเตอร์ไทย

น.ส.มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ ยูทูบ ประเทศไทย เผยว่า สำหรับยูทูบ ชอปปิง ในไทย นับเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้อีคอมเมิร์ซไทยเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีครีเอเตอร์กว่าหนึ่งในสามที่มีรายได้อยู่แล้วและเข้าร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ทำให้ครีเอเตอร์สามารถร่วมมือกับแบรนด์และพัฒนาคอนเทนต์ได้อย่างลงตัว

เน้นข่าว: ผลตอบรับจากครีเอเตอร์และแบรนด์

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ผ่านการเปิดตัวโปรแกรมแอฟฟิลิเอตของ ยูทูบ ชอปปิง ร่วมกับช้อปปี้ ทำให้แบรนด์ที่เข้าร่วมได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมียอดการเข้าชมเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า ยอดผู้ซื้อเพิ่มขึ้น 1.6 เท่า และยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 3.3 เท่า แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับคอนเทนต์แบบมีสินค้าแท็กบนยูทูบ และเลือกซื้อสินค้าโดยได้รับข้อมูลอย่างละเอียดจากครีเอเตอร์

นับเป็นภาพที่ชัดเจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคใหม่ที่ไม่ต้องการแค่โฆษณา แต่ต้องการข้อมูลที่แม่นยำ จากรีวิวหรือคอนเทนต์จากบุคคลที่เชื่อถือได้ ซึ่งครีเอเตอร์ยูทูบเป็นหนึ่งในตัวกลางที่สำคัญที่สุด

ยูทูบ ชอปปิง ทำให้การซื้อ-ขายน่าสนใจมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ทาง ยูทูบ ยังเตรียมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อให้การทำคอนเทนต์ช็อปปิ้งสะดวกขึ้น อย่างบน YouTube Shorts ที่มีการใช้งานสติกเกอร์เพื่อให้ผู้ชมสามารถคลิกไปยังลิงก์สินค้าได้ทันที อีกทั้งโปรแกรม Time Stamps ที่สามารถแสดงแท็กสินค้าได้ตอนที่ครีเอเตอร์กล่าวถึงสินค้าจริงๆ และ Chrome Extension อันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครีเอเตอร์เชื่อมลิงก์สินค้าจาก Shopee แล้วแท็กลงในวิดีโอได้อย่างง่ายดาย

  • ฟีเจอร์ใหม่ใน ยูทูบ ชอปปิง ช่วยให้การแท็กสินค้าเป็นเรื่องง่าย
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยการให้ครีเอเตอร์เป็นคนแนะนำ
  • เพิ่มยอดขายสินค้า ผ่านคอนเทนต์คุณภาพโดยไม่ต้องแอบใส่ลิงก์

เมื่อพูดถึงความเชื่อมั่นในตัวครีเอเตอร์แล้ว น.ส.สัปนา ชาดา รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ของ Google ให้ข้อมูลต่อว่า จากผลสำรวจของ Ipsos พบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มเชื่อคำแนะนำจากครีเอเตอร์ยูทูบมากกว่าครีเอเตอร์ในโซเชียลมีเดียอื่นถึง 98% ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการสร้างคอนเทนต์บน ยูทูบ ชอปปิง เป็นพื้นที่ที่สร้างแรงผลักดันให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง

เมื่อพิจารณาจากผลตอบรับที่น่าประทับใจนี้ นับว่าทั้งผู้บริโภค ครีเอเตอร์ และแบรนด์ ต่างได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจาก ยูทูบ ชอปปิง ซึ่งเปิดโอกาสรวมศูนย์ระหว่างการสื่อสาร การขาย และสร้างความสัมพันธ์ด้วยคอนเทนต์มีคุณภาพ การเติบโตครบรอบปีเดียวจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอีคอมเมิร์ซไทยกำลังเดินหน้าแรงขึ้นทุกปี และอีกไม่นาน ยูทูบ ชอปปิง น่าจะกลายเป็นหนึ่งในช่องทางขายที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกแบรนด์ในประเทศไทย

ที่มา – “ยูทูบ ชอปปิง” เปิดตัวครบ 1 ปีในไทย เผยคนชมคอนเทนต์ชอปปิงโต 400%

คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ! ยื่นฟ้องหย่าสามีเผยความเจ็บปวด

จากกรณีข่าวลือเรื่องชีวิตรักที่สั่นคลอนของนักแสดงชื่อดัง “คลาวเดีย จักรพันธุ์” กับสามีนักธุรกิจชาวพม่า ล่าสุดเธอได้เปิดใจกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในงาน Gala Premiere ภาพยนตร์เรื่อง “โศกาภิวัฒน์” โดยเผยถึงเรื่องราวความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญอยู่เพียงลำพังตลอด 1 ปีเต็ม

คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ! เผยความทุกข์ที่ไม่มีใครเข้าใจ

“ตอนนี้ระหว่างเรากับสามีก็ยังคงสถานะสามีภรรยาอยู่ ยังไม่ได้ถึงกระบวนการนั้น คืออยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว จริงๆที่โพสต์ก็ขอบคุณทีมงาน แต่จริงๆก็ได้ไปหลายรอบแล้วเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ก็ยังไม่มีใครมา” คลาวเดียเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เธอและสามียังไม่ได้แยกทางอย่างเป็นทางการ แต่ทุกอย่างอยู่ในการดำเนินการทางกฎหมายแล้ว

ความสัมพันธ์ยาว 17 ปีพังทลายเพราะการนอกใจ

เรื่องนี้เรารู้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว เราก็ทุกข์อยู่คนเดียวไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เพราะไม่อยากจะเอาพลังงานที่ไม่ดีไปให้ใครรับรู้ ก็ร้องไห้อยู่ มีหมอนเป็นเพื่อน ร้องไห้จนน้ำตาท่วมหมอน พลิกหมอนกลับไปกลับมา

คลาวเดียเล่าว่า เธอรู้ความจริงตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ชัดเจนในเดือนกันยายน หลังจากพยายามพูดคุยกับสามีหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ เธอกล่าวว่า “เรามีความรู้สึกว่าจากธันวาคมปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ เราค่อยๆ เข้าใจว่ามันก็คือเรื่องธรรมดา”

คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ ตัดสินใจยื่นฟ้องเพื่อความยุติธรรม

ซึ่งเรื่องมันเกิดตั้งแต่มกราคมต้นปีที่แล้ว แล้วคลาวเดียว่าถ้าคนอยู่กันมานานมันก็ต้องทราบถึงความห่างเหิน เมื่อเราทราบชัดเจนตอนเดือนกันยายน เราก็เริ่มพยายามที่จะคุย แต่ว่าเราก็ได้รับการปฏิเสธและถูกเบี่ยงเบนประเด็น

“เราก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ก็พยายามไปประมาณห้ารอบ บางทีเราร้องไห้ เราก็ไม่ได้ถูกเห็นอกเห็นใจ เราไม่ได้เสียดายเวลาเลยนะคะ เพราะว่า 16 ถึง 17 ปีที่ผ่านมาเป็นเวลาดีๆ ที่เรากับสามีมีมากมายเหลือเกิน”

ปัจจุบันคลาวเดียไม่ได้พูดคุยกับสามีเลยแล้ว แต่ก่อนหน้ายังให้โอกาสหลายครั้งในการเจรจา เพราะเธอไม่อยากให้เรื่องลุกลามไปมากกว่านี้ “แต่ถ้าสมมุติว่าไม่ได้ไกล่เกลี่ยแล้ว มันก็จะเข้าสู่กระบวนการ ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริง”

เขาจะเข้าใจถ้ารู้ว่า ‘คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ’ แล้วเจ็บเพียงใด

สุดท้ายเธอกล่าวว่า “เราเข้าใจเราเครียดมาตลอด 365 วัน เราเข้าใจว่ามันเป็นยังไงแต่เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าเรารู้ ถ้าเราแยกย้ายกันเร็วเราจะได้ไปใช้ชีวิตที่สวยงามกันต่อ”

ข้อคิดจากความเจ็บปวดนี้ คือการรักตัวเอง ให้อภัย และมุ่งสู่ชีวิตใหม่ คลาวเดียเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี แม้จะมีจุดพับจากความรักก็ตาม

ที่มา – ‘คลาวเดีย’ ยอมรับยื่นฟ้องหย่าสามี เผยสุดทรมานหลังโดนนอกใจ