ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินประจำตำแหน่ง ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ เป็น 21,000 บาท

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมติเห็นชอบการปรับอัตราเงินประจำตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยปรับจากอัตราเดิม 14,500 บาท เป็น 21,000 บาท ซึ่งการปรับขึ้นนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินประจำตำแหน่ง ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ เป็น 21,000 บาท

การปรับอัตราเงินประจำตำแหน่งดังกล่าว เป็นการพิจารณาตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อรองรับภารกิจและความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านการบริหารงานบุคลากร การส่งเสริมและเผยแพร่พระพุทธศาสนา รวมไปถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของสำนักงาน

ผลกระทบของการปรับขึ้นเงินประจำตำแหน่ง

การปรับขึ้นเงินประจำตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้ ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินประจำตำแหน่ง ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ เป็น 21,000 บาท อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบที่ดีต่อความมั่นคงในการทำงาน รวมทั้งเป็นแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ

  • เพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน
  • ส่งเสริมความมั่นคงทางการเงิน
  • สนับสนุนการบริหารงานด้านพระพุทธศาสนา
  • สะท้อนความสำคัญของตำแหน่งในภาครัฐ

จากมติของคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อสภาพการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และการจัดสรรงบประมาณให้สามารถตอบสนองภารกิจด้านพระพุทธศาสนาได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

การดำเนินงานดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อองค์กรทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการพัฒนาและยกระดับการบริหารงานด้านศาสนาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ใครที่สนใจเกี่ยวกับข่าวสารด้านนโยบายและการเงินของภาครัฐ ขอแนะนำให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อาจส่งผลกระทบอย่างมากในวงกว้าง เช่นเดียวกับกรณีของ ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินประจำตำแหน่ง ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ เป็น 21,000 บาท นี้

ที่มา – ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินประจำตำแหน่ง ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ เป็น 21,000 บาท

อนุทินซัดงูเห่าประภาแค่สิ่งแปลกปลอม ดองไว้ไม่ขับเดี๋ยวก็ตายเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาหลังจากที่ น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้โหวตสวนมติพรรคในกรณีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ทั้งๆ ที่มติของพรรคให้คว่ำร่างดังกล่าว

อนุทินซัดงูเห่าประภาแค่สิ่งแปลกปลอม ดองไว้ไม่ขับเดี๋ยวก็ตายเอง

“เป็นสิ่งแปลกปลอมในพรรค” อนุทิน ระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยู่ในคาดการณ์ และรู้สึกสงสัยในตัว งูเห่าประภา มานานแล้ว ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นการยืนยันความสงสัยดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

ไม่ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการดำเนินการกับกรณีดังกล่าว อนุทิน ได้ตอบยืนยันว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการสอบสวน และแม้ผลการสอบสวนเดิมจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่พฤติกรรมล่าสุดก็ชัดเจนและไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติม “ผมว่าอยู่ในนี้ดีแล้ว” พร้อมระบุว่าจะไม่เชือดไก่ให้ลิงดูอีก เพราะ “เขาตายเอง”

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ว่าสมาชิกพรรคอาจมีการถูกซื้อเสียงหรือมีแรงจูงใจอื่นๆ อนุทิน กล่าวว่า “รับรองว่าไม่ใช่เพื่อประชาชนแน่นอน”

พรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมให้ผู้หลงผิดนำพาหน้า

กรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดความขัดแย้งภายในในพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าผิดจากแนวร่วมที่พรรคได้ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม อนุทิน ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ และทุกคนในพรรคก็มองว่าเป็นเรื่องแปลกปลอม จึงจำเป็นต้องบอยคอตและไม่ส่งเสริมการกระทำเช่นนี้

“เราทุกคนในพรรครู้ว่าเป็นอย่างไร ไม่มีใครชื่นชมเรื่องนี้ และทุกคนก็รู้ว่าพฤติกรรมผิดพลาดขนาดไหน” อนุทินกล่าวสรุปและเสริมว่า “เราจะตั้งสติและไม่ปล่อยให้คนผิดๆ มาเสียบหน้าแทนพรรคอีก”

พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างจริงจังต่อกรณีนี้ให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นการเตือนสติแก่สมาชิกพรรคทุกคนถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนและพรรค พร้อมกันนี้ก็กำลังวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก

สุดท้าย อนุทิน กล่าวอีกว่า “เขาอยู่ตรงนั้นก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเวลาทุกอย่างจะกลับมาอยู่ในจุดเริ่มต้นของมันเอง ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ปล่อยไว้… เดี๋ยวก็ตายเอง”

ติดตามข่าวล่าสุดเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยและกรณีของ ‘งูเห่าประภา’ เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา

ที่มา – ‘อนุทิน’ซัด ‘งูเห่าประภา’แค่สิ่งแปลกปลอม ดองไว้ไม่ขับ ‘เดี๋ยวก็ตายเอง’

ทำฟันบัตรทอง VS ทำฟันประกันสังคม ต่างกันอย่างไร

หลาย ๆ คนอาจสับสนไม่น้อยเมื่อต้องเลือกระหว่างสิทธิ ทำฟันบัตรทอง และ ทำฟันประกันสังคม เพราะไม่แน่ใจว่าบริการที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างไร และส่วนใดบ้างที่สามารถรับบริการได้ฟรี บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความแตกต่างที่สำคัญ เพื่อให้คุณเลือกใช้สิทธิได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

ทำฟันบัตรทอง VS ทำฟันประกันสังคม ต่างกันอย่างไร

การทำความเข้าใจในสิทธิที่คุณมีเรื่องการรักษาทันตกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสุขภาพช่องปากมีผลต่อสุขภาพทั่วไปของร่างกายโดยตรง การเข้ารับบริการอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเหงือก ฟันผุ และฟันสึก ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่มีค่าใช้จ่ายสูง

สิทธิประโยชน์ของ “ทำฟันบัตรทอง”

สำหรับผู้ถือบัตรทอง รัฐให้การสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาลในหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการรักษาทางทันตกรรมด้วย โดยสามารถรักษาฟันฟรีในโรงพยาบาลและคลินิกที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งครอบคลุม บริการขูดหินน้ำลาย รักษารากฟันอักเสบ อุดฟัน ถอนฟัน และใส่ฟันถาวรได้จำนวนจำกัด

สิทธิประโยชน์ของ “ทำฟันประกันสังคม”

ส่วนผู้ที่มี สิทธิประกันสังคม จะได้รับการดูแลด้านทันตกรรม ซึ่งคล้ายคลึงกับบัตรทอง แต่จะมีโครงสร้างการเบิกเงินคืนจากการรักษา และมีลิมิตการใช้บริการในแต่ละปี คุณสามารถรับบริการในโรงพยาบาลและคลินิกที่เป็นเครือข่ายของประกันสังคม

  • ขูดหินน้ำลาย – สามารถทำได้ปีละครั้ง
  • อุดฟัน – มีวงเงินเบิกต่อปี
  • ถอนฟัน – จ่ายได้ทั้งหมดภายใต้เครือข่าย
  • ใส่ฟัน – บางกรณีต้องจ่ายส่วนเพิ่ม

ความแตกต่างที่ควรรู้!

แม้จะมีคล้ายกันมากแต่ ทำฟันบัตรทอง Vs ทำฟันประกันสังคม มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สำคัญ เช่น บัตรทองมักไม่มีวงเงินเดือนรายปี แต่ ประกันสังคม มีการกำหนดวงเงินเบิกจ่ายที่ชัดเจน ทำให้แต่ละสิทธิเหมาะสมกับกลุ่มคนที่แตกต่างกันไป

การเข้ารับบริการที่คลินิกเอกชน внеเครือข่าย อาจจำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมทั้งในกรณีของบัตรทองและประกันสังคม ดังนั้นการเลือกสถานพยาบาลที่อยู่ในระบบประกันถือเป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการรักษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานระหว่างประเทศ XDC Dental Clinic คือทางเลือกที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ด้วยทีมทันตแพทย์มืออาชีพและห้องปฏิบัติการทันสมัย

ตัดสินใจเลือกสิทธิให้เหมาะกับความต้องการ และอย่าลืมดูแลรอยยิ้มนับล้านของเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ทำฟันบัตรทอง VS ทำฟันประกันสังคม ต่างกันอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เช็กด่วน

เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้นแท่น “เมืองหลวงกาแฟโลก” ผลักดันการค้าจีน-บราซิลพุ่ง

เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง กำลังตอกย้ำบทบาทใหม่ในฐานะ “เมืองหลวงกาแฟของโลก” ด้วยจำนวนร้านกาแฟที่พุ่งสูงกว่า 9,000 แห่ง แซงหน้ามหานครใหญ่อย่างโตเกียวและนิวยอร์กอย่างน่าทึ่ง การเติบโตนี้กำลังขับเคลื่อนการนำเข้ากาแฟจาก บราซิล ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้ารายใหญ่ที่สุดของจีน

เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้นแท่น “เมืองหลวงกาแฟโลก”

ล่าสุด จีนได้อนุมัติรายชื่อผู้ส่งออกกาแฟจากบราซิลถึง 183 ราย ให้สามารถทำการค้ากับจีนได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แนวทางใหม่ของตลาดกาแฟจีน

การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้กับผู้ผลิตกาแฟบราซิลอย่างแท้จริง นาย Boram Julio Um แชมป์โลกบาริสต้า ปี 2023 และผู้ประกอบการชาวบราซิลมองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะนำกาแฟบราซิลหลากหลายชนิดเข้ามาสู่ตลาดจีนมากขึ้น

จีนได้อนุมัติรายชื่อผู้ส่งออกกาแฟจากบราซิลถึง 183 ราย ให้สามารถทำการค้ากับจีนได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้น “เมืองหลวงกาแฟโลก” และผลักดันการค้าจีน-บราซิลเติบโต

ข้อมูลระบุว่าปีที่ผ่านมา จีนนำเข้ากาแฟจากบราซิลมากถึง 76,000 ตัน เพิ่มขึ้น 27.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของผู้บริโภคชาวจีน

  • ร้านกาแฟในเซี่ยงไฮ้กว่า 9,000 แห่ง
  • การนำเข้ากาแฟจากบราซิลเพิ่มขึ้น 27.1%
  • มีผู้ส่งออกกาแฟจากบราซิลได้รับอนุมัติ 183 ราย

ในฐานะศูนย์กลางกาแฟของจีน ผู้ประกอบการอย่าง Annie Yip กล่าวว่าการมีซัพพลายเออร์บราซิลเพิ่มขึ้นทำให้ร้านค้ามีตัวเลือกเมล็ดกาแฟให้ทดลองมากขึ้น และยังทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาย Guilherme Milani ผู้ผลิตกาแฟชาวบราซิลเสริมว่า นี่ช่วยให้ตลาดจีนสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะกาแฟชนิดพิเศษ (Specialty coffee) และกาแฟเชิงพาณิชย์ (Commercial coffee)

การเติบโตอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมกาแฟใน เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้นแท่น “เมืองหลวงกาแฟโลก” ผนวกกับการเปิดโอกาสทางการค้าของจีน-บราซิล กำลังช่วยมอบทางเลือกที่หลากหลายและยกระดับประสบการณ์การดื่มกาแฟให้กับผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างยั่งยืน และสร้างเส้นทางการเติบโตที่มั่นคงให้กับผู้ผลิตกาแฟของบราซิลอีกด้วย

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดกาแฟในจีน การสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับประเทศผู้ผลิตระดับโลกอย่างบราซิลถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมและประสบการณ์ของผู้บริโภคในอนาคต

ที่มา – เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้นแท่น “เมืองหลวงกาแฟโลก” ผลักดันการค้าจีน-บราซิลพุ่ง (คลิป)

วงประชุมครม.เปรย ‘ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า’

วงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แสดงความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการที่สำคัญต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

วงประชุมครม.เปรย ‘ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า’

การประชุมคราวนี้ใช้เวลานานกว่าปกติ เนื่องจากมีวาระเข้าสู่ที่ประชุมถึง 78 วาระ ซึ่งเกิดจากการที่สัปดาห์ก่อนหน้าไม่สามารถจัดการประชุมได้ เนื่องจากตรงกับวันหยุดประเพณีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทำให้งานที่ต้องประชุมถูกยกยอดมาพิจารณาในวันนี้แทน

บรรยากาศในห้องประชุมที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

ในช่วงที่บรรยากาศเริ่มคลายตึงเครียด เหล่ารัฐมนตรีได้รวมตัวกันพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ด้วยความเอื้ออาทรและความหวังดี โดยมีการพูดกันว่า “ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า” ซึ่งเป็นคำพูดที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและทางกฎหมายที่กำลังต้องเผชิญ

ประเด็นที่ถูกเอ่ยถึงมีความเกี่ยวข้องกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยเตรียมวินิจฉัยคำร้องความเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ที่มีการเผยแพร่ออกมายังสาธารณะ

คลิปเสียงดังกล่าวเกิดจากการติดต่อระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาระหว่างเดินทางไปเข้าร่วมประชุมทางการทูตในวันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งหากศาลตัดสินว่าไม่ว่างจากการดำรงตำแหน่ง น.ส.แพทองธาร จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ทำให้การพูดถึง “ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า” เป็นการบ่งบอกถึงความหวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายในทางที่ดี

  • ประชุมครม. 78 วาระ
  • ยกยอดงานจากสัปดาห์ก่อนหน้า
  • บรรยากาศเป็นกันเอง
  • รัฐมนตรีมีความหวังในการดำเนินงาน

แม้การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรอคอยอีกสั้นหนึ่ง แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมแสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวและความยืดหยุ่นของคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ภายในสัปดาห์นี้ คำพูด “ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า” สะท้อนถึงจิตวิญญาณการทำงานอย่างรับผิดชอบ และความคาดหวังต่อสัปดาห์ใหม่ที่กำลังจะมาถึง

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยพลวัตและความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ข้อความและจิตใจของผู้บริหารระดับสูงยังคงมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

หากคุณอยากรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวในการเมืองไทยต่อไป ติดตามเราได้ที่นี่ พร้อมสรุปเรื่องแยบยลแบบชัดเจน

ที่มา – วงประชุมครม.เปรย ‘ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า’

ยูเอ็นเตือน “วิกฤติซูดานใต้” เสี่ยงขยายวงกว้างในภูมิภาค

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ว่า สำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศซูดานใต้ ซึ่งกำลังเผชิญกับความวิกฤติทางการเมืองและมนุษยธรรมที่อาจลุกลามไปยังประเทศใกล้เคียงได้

ยูเอ็นเตือน “วิกฤติซูดานใต้” เสี่ยงขยายวงกว้างในภูมิภาค

ตามรายงานระบุว่า ปัจจุบันมีประชากรราว 7.7 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 12 ล้านคน ในซูดานใต้ที่ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม

นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ยังเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และผลกระทบจากรอบใหม่ของการขัดแย้งภายในประเทศ ซึ่งทำให้ชาวซูดานใต้ราว 83,000 คนอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย

สถานการณ์อาจแย่ลงได้อีก

นางมาร์ธา โจบี ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติประจำแอฟริกา กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็นว่า ท่าทีทางทหารและการดำเนินปฏิบัติการในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มเติม และอาจทวีความรุนแรงในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์

“หากวิกฤติซูดานใต้ยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบความขัดแย้ง โดยจากการปะทะระดับชุมชนไปสู่การขัดแย้งที่ซับซ้อน และมีการแทรกแซงจากฝ่ายภายนอก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน” โจบีกล่าวเสริม

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นผลสะท้อนจากสงครามกลางเมืองระหว่างปี 2556 ถึง 2561 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400,000 คน และผู้ลี้ภัยภายในประเทศกว่า 4 ล้านคน

  • ความท้าทายด้านมนุษยธรรม: การขาดแคลนอาหารและน้ำสะอาด
  • ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง: ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่าง ๆ
  • ภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและความเป็นอยู่

การกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศและการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของการขยายตัวของวิกฤตในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก

ความคิดเห็น: สถานการณ์ในซูดานใต้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาระหว่างประเทศที่ยากแก่การแก้ไข หากไม่มีการแทรกแซงจากนานาชาติและสันติภาพที่แท้จริง ประชาชนจะต้องเผชิญหน้ากับความยากจนและการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ยูเอ็นเตือน “วิกฤติซูดานใต้” เสี่ยงขยายวงกว้างในภูมิภาค

BDI ผลักดัน TRAVEL LINK แพลตฟอร์มข้อมูลท่องเที่ยวอัจฉริยะ

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินหน้าผลักดันแพลตฟอร์ม TRAVEL LINK ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวจากหลายแหล่ง เพื่อวิเคราะห์และสร้างข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปวางแผนและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BDI ผลักดัน TRAVEL LINK แพลตฟอร์มข้อมูลท่องเที่ยวอัจฉริยะ

โครงการ TRAVEL LINK ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการใช้ข้อมูลในการบริหารงานด้านการท่องเที่ยว โดยมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสำหรับผู้เริ่มต้น” ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี และอุดรธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและสมัยใหม่

เรียนรู้จริงกับข้อมูลจริง

กิจกรรมในแต่ละจังหวัดเน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกใช้ข้อมูลจริงจาก TRAVEL LINK เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว แนวโน้มตลาด และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งยังได้รับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นในทุกช่วงของ Customer Journey

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมแบบออนไลน์ (Online) เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวงจรชีวิตของข้อมูล (Data Lifecycle) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ และแนวทางการปกป้องข้อมูลเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในเชิงธุรกิจการท่องเที่ยว

  • เรียนรู้การใช้ AI เพื่อพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า
  • วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าและแนวโน้มตลาด
  • นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนและพัฒนานโยบายการท่องเที่ยว

ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ TRAVEL LINK กล่าวว่า “แพลตฟอร์ม TRAVEL LINK ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตัวขับและยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทย โดยการเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ เผื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผน และปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ”

therightdata –  

สรุป : การพัฒนาต่อยอดข้อมูลเพื่อสร้างประสบการณ์และโอกาสในการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่าง TRAVEL LINK จะช่วยยกระดับการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ และขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย

ใครสนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองใช้ TRAVEL LINK ได้ที่ www.travellink.go.th หรือติดตามข่าวสารได้ผ่านเพจ Facebook: Travel Link

ที่มา – BDI เดินหน้าผลักดัน “TRAVEL LINK” แพลตฟอร์มข้อมูลท่องเที่ยวอัจฉริยะ

‘อนุทิน’ มอง ‘DSI’ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ดูเขากระโดง เป็นการเมืองแทรกแซง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้กล่าวถึงกรณีที่ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมเดินทางไปยังพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงวันที่ 19-22 สิงหาคมนี้ เพื่อดูความเหมาะสมว่าจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยนายอนุทินระบุว่าตนเองไม่ทราบรายละเอียดอย่างชัดเจน และเพิ่มเติมว่าตนเองไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมาก่อน

‘อนุทิน’ มอง ‘DSI’ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ เป็นการเมืองแทรกแซง

เมื่อถูกถามว่าการกระทำของ DSI ในครั้งนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองเช่นเดียวกับคดีอีฮั้ว ส.ว. นายอนุทินกล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้วเรื่องการเมืองนั้นแทรกแซงกันมานาน แต่สิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย” หากใครมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด กฎหมายก็จะเป็นผู้คุ้มครอง

DSI ไปเพื่อสืบสวน ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการที่ DSI ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ พุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด ซึ่งบางคนมองว่าเป็นรูปแบบของการกดดัน ต่อประเด็นนี้ นายอนุทินกล่าวว่าไม่เห็นว่าจะมีปัญหาใด เพราะเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดบุรีรัมย์นั้น หลายรุ่นหลายชุดเสมอ และทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้ ท่านยืนยันว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์มีความน่าเคารพนับถือ เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์มากมายให้แก่พื้นที่ และหากมีใครเดินทางไปปรึกษาหารือหรือให้เกียรติ ก็เป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าตกใจแต่อย่างใด

ท่านกล่าวต่อว่า การที่จะไปบีบข้าราชการที่กำลังทำงานนั้น เท่ากับเป็นการบีบประชาชนโดยอ้อม เพราะถ้าข้าราชการทำงานไม่ได้ ประชาชนก็จะไม่ได้รับบริการ อย่างไรก็ตาม ท่านเน้นว่า ถ้าใครไม่ได้ทำผิด ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัว เพราะกฎหมายจะอยู่เคียงข้างเสมอ

  • DSI ไปตรวจสอบคดีที่เขากระโดง
  • การเมืองแทรกแซงในหลายกรณี
  • ข้าราชการต้องไม่กลัวหากไม่ผิด
  • ประชาชนได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน

ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นกิจกรรมที่ต้องดูบริบทและเจตนาอย่างรอบคอบ

ในที่สุด ท่านอนุทินยังคงยืนยันว่าทุกอย่างควรดำเนินไปตามกฎหมาย หากใครไม่มีเจตนาผิด ไม่มีสิ่งใดที่ต้องวิตกกังวล เพียงแค่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ธรรมธรรม และโปร่งใส

หากต้องการติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด ต้องติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘อนุทิน’ มอง ‘DSI’ลงพื้นที่บุรีรัมย์ดูเขากระโดง เป็นการเมืองแทรกแซง

บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) จัดงาน บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนด้านไฮเทค โดยเป็นครั้งแรกที่จัดงาน Singapore Regional Business Forum ครั้งที่ 9 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์

บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 450 คน จาก 25 ประเทศทั่วโลก โดยมีนักธุรกิจชั้นนำและภาครัฐจากสิงคโปร์พร้อมผู้แทนจากไทย เข้าร่วมอย่างคับคั่ง แสดงถึงความสนใจอย่างมากต่อโอกาสการลงทุนในไทยที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล

ศักยภาพไทยรองรับอุตสาหกรรมไฮเทค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และตลาดขนาดใหญ่ พร้อมมาตรการส่งเสริมที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งในส่วนของพลังงานสะอาด และระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • แบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์
  • ธุรกิจดิจิทัล
  • เทคโนโลยีชีวภาพและพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบีโอไอ กับสภาธุรกิจสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการคลัง กล่าวเปิดงานว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของไทย-สิงคโปร์นั้น เป็นรากฐานสำคัญที่ผสมผสานการค้า การลงทุน ตลอดจนอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลและพลังงานสะอาด ซึ่งสิงคโปร์ยังคงเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศสามารถผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเติบโตในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทคในภูมิภาค ภายใต้การสนับสนุนจากบีโอไอ ที่เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่คุณตามหา

ที่มา – “บีโอไอ” จัดงานใหญ่ ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คน ยกทัพเยือนไทย โชว์ศักยภาพไทยรับทุนไฮเทค

รวบหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ค่าหัว 1.5 ล้าน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงานร่วมมือกัน จับกุมตัว “นายสมชาย หรือโบ้ รุ่งรักษา” อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลหลายพื้นที่ เกี่ยวกับความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีค่าหัวอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท เนื่องจากเขาเป็นหัวหน้าแก๊งยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก

รวบหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ค่าหัว 1.5 ล้าน

การจับกุมในครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จาก กก.สส.บก.น.3 และ สน.ร่มเกล้า นำทีมโดย พ.ต.อ.กฤษ ก้อมน้อย, พ.ต.อ.ณัชพิสิษฐ์ เสียงหวาน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนร่วมกันดำเนินการ จนสามารถจับกุมตัว หัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ได้สำเร็จที่ซอยปันสุข ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติความเป็นมาของคดี

สำหรับคดีในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2567 เมื่อ พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6 เปิดเผยว่าได้จับกุมตัวนายวัฒนา พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด และเคตามีนกว่า 60 กิโลกรัมจากย่านบางบ่อ จ.สมุทรปราการ จากการขยายผลการสืบสวน พบว่าแหล่งการจัดหาของกลางมายังพื้นที่ดังกล่าวมาจากซอยอ่อนนุช 86 กรุงเทพฯ

ต่อมาก็มีการจับกุมตัวนายชลดรงค์ หรือวี่ อายุ 27 ปี โดย นายสมชายเป็นผู้ให้คำสั่งในการลำเลียงยาบ้าจำนวนมาก ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มีความเคลื่อนไหว เลยสามารถจับกุมได้ พร้อมของกลาง รวมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมของมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท แต่หัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ หลบหนีไปได้ในครั้งนั้น

จนกระทั่ง พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3 สั่งการให้ กก.สส.บก.น.3 สืบสวนจนทราบว่า นายสมชายเดินทางไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศเมียนมา และเมื่อสถานการณ์ภายในไทยเริ่มตึงเครียดจากการรณรงค์ยาเสพติดแบบรุนแรง ผู้ต้องหาจึงกลับมารายงานตัว และเตรียมเปิดตลาดในภาคใต้ พร้อมกับเช่าบ้านหรูระดับพูลวิลล่าในหัวหินเพื่อใช้เป็นแนวรับและสำนักงาน

ในวันเกิดเหตุที่หัวหิน เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ จึงนำทีมล้อมจับ และสามารถจับกุมหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ได้สำเร็จภายในเวลาประมาณ 17.00 น.

การสารภาพของผู้ต้องหา

จากการสอบสวน นายสมชาย หรือ โบ้ ได้รับสารภาพว่าเคยต้องคดีเกี่ยวกับยาเสพติด, อาวุธปืน และสังหาร มามากกว่า 9 ครั้ง ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี และเคยใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ในการกระทำผิด จึงมีฉายา “หัวหมู่ M16” เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวไปยังสำนักงาน ปปส. เพื่อดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ อย่างเข้มงวด

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้กระทำผิดที่มีอิทธิพล และเป็นแรงผลักสำคัญที่เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่อย่างหนัก แต่ก็ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หากใครพบเบาะแสเกี่ยวกับหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ หรือกลุ่มคนร้ายอื่น ๆ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการเบาใจของทุกคนคือหน้าที่ของตำรวจ

ที่มา – รวบหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ค่าหัว 1.5 ล้าน ก่อคดีโชกโชน ‘ฆ่า-ยา-ปืน’