ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้ง นางอุดมพร เอกเอี่ยม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนที่ 12 แทนนายอินทพร จั่นเอี่ยม ซึ่งจะครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568

เปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’

การแต่งตั้งในครั้งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องสรรหาบุคคลภายนอกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับระดับตำแหน่ง ผอ.พศ. เป็นตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง (ระดับ 11) และตำแหน่งรองผู้อำนวยการเป็นระดับรองปลัดกระทรวง (ระดับ 10) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568

การปรับระดับดังกล่าว ส่งผลให้บุคลากรภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังไม่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการได้ เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการในปัจจุบันยังเป็นข้าราชการระดับ 9 จึงยังไม่ตรงตามคุณสมบัติของระดับ 11 ที่ ก.พ. กำหนดไว้

ประวัติความเป็นมาของนางอุดมพร เอกเอี่ยม

นางอุดมพร เอกเอี่ยม เกิดในปี 2512 เป็นบัณฑิตสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (การจัดการองค์กร) จากมหาวิทยาลัยศรีปทุมเช่นกัน

  • ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (2559)
  • ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง (2557)
  • ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2560

จากความเชี่ยวชาญในการบริหารงานราชการ นางอุดมพร ถือเป็นผู้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการรับตำแหน่งสำคัญระดับสูง แม้จะเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 12 ก็ตาม

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารงานพระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เป็นการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

น่าสนใจไม่น้อย ที่การสรรหาบุคลากรในครั้งนี้ไม่ได้เลือกจากภายในองค์กร แต่เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและประสบการณ์จากสำนักงานอื่น ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายของ ก.พ. ในการเลื่อนขั้นตำแหน่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานราชการในระยะยาว

ทั้งนี้ การแต่งตั้งเปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’ นี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการพุทธadministration ของประเทศไทย ซึ่งเราต้องรอดูไปว่าภายใต้การนำของนางอุดมพร จะสามารถพัฒนาองค์กรให้ก้าวไกลและทันสมัยยิ่งขึ้นได้เพียงใด

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องการบริหารงานราชการหรือพุทธศาสนadministration ข่าวคราวในครั้งนี้ถือเป็นหัวข้อที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – เปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’

รมช.กลาโหม เปิดเผยว่านายกฯ มาเลเซียขอเพิ่มจนท.สังเกตการณ์ ไทยยืนยันยึดจำนวนเดิม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีที่กัมพูชามีปฏิกิริยาไม่พอใจต่อการนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (ไอโอที) ลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่แจ้งให้ก่อนหน้า

รมช.กลาโหม เปิดเผยว่านายกฯ มาเลเซียขอเพิ่มจนท.สังเกตการณ์ ไทยยืนยันยึดจำนวนเดิม

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ความตั้งใจของไทยคือการสร้างกลไกความร่วมมือร่วมตรวจสอบความโปร่งใสกับกัมพูชา มีการตกลงในระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ว่าจะนำไอโอทีลงไปพื้นที่ และจะมีการประชุมต่อในคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) เพื่อกำหนดรายละเอียดอย่างชัดเจน 13 ข้อ

แม้ว่าทหารกัมพูชาจะมีการแสดงออกในการต่อต้าน แต่ไทยมองว่าเป็นเรื่องสามารถแก้ไขผ่านการพูดคุยเจรจา เพราะในระดับนโยบายถือว่ามีความจริงใจกัน

การพูดคุยกับนายกฯ มาเลเซีย

พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับรายงานข่าวว่า พล.อ.ณัฐพล ได้ร่วมประชุมกับ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย และรัฐมนตรีต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ พร้อมทั้งต่อสายไปคุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

ในการติดต่อครั้งนี้ นายกฯ มาเลเซียได้ขอเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในคณะไอโอที เนื่องจากปัจจุบันอัตรากำลังคนในสำนักงานไม่เพียงพอต่อการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ไทยยืนยันว่าจะยึดจำนวนเจ้าหน้าที่เดิม และเสนอให้ใช้เจ้าหน้าที่จากสถานทูตเป็นทางเลือกแทน

การเตรียมการรับมือกับสถานการณ์แนวรบ

ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วเริ่มมีการแสดงออก รวมถึงมีข่าวลือว่าอาจเกิดการพังรั้วลวดหนามในอนาคต พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ความตั้งใจของไทยคือใช้กลไกเดิม คือ อาร์บีซี และไอโอที หากมีปัญหาจะเปลี่ยนไปใช้ทีมเอโอที (AOT)

สำหรับเครื่องกีดขวางที่วางไว้ในพื้นที่ภาคที่ 2 นั้น ไม่ใช่รั้วถาวรแต่เป็นแนวป้องกันเพื่อไม่ให้กัมพูชาฝ่าเข้ามาปล่อยทุ่นระเบิด

งบประมาณและการจัดการทรัพยากร

เมื่อถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วถาวร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าในระดับนโยบาย งบประมาณมีจำกัด และต้องจัดลำดับความสำคัญ เพราะหากจะสร้างรั้วเพื่อป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องมีการประเมินว่าจะทำโดยให้ความคุ้มค่าสูงสุดแก่ประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ให้ความร่วมมือในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนยุทโธปกรณ์จำเป็น โดยได้รับงบประมาณจากโครงการเดิม

การบริหารจัดการในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง และงบประมาณ

บทสรุปและการเดินหน้าร่วมกัน

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีความมุ่งมั่นในการใช้ทางการทูตและกลไกอาเซียนเพื่อความสงบสุข และแนวทางที่มองไกลของรัฐบาลคือการนำเอากลไกต่างๆ มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงแต่การตอบโต้ด้วยความรุนแรง

เราเชื่อถือกลไกอาเซียน และย้ำเตือนว่า ทุกฝ่ายต้องมีความอดทน แสดงความจริงใจ และหาทางออกด้วยการพูดคุยเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

หากคุณชื่นชอบข่าวสารการเมืองและประเด็นความมั่นคงในอาเซียน ติดตามข่าวของเราต่อได้ที่เพจหลักของเรา

ที่มา – รมช.กลาโหม เผย ‘อันวาร์’ ต่อสายขอเพิ่มจนท.สังเกตการณ์ ด้านไทยปฏิเสธยึดจำนวนเดิม

ครม.อนุมัติโอนสิทธิแปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้ ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2567 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้บริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด โอนสิทธิประโยชน์และพันธะที่บริษัทถืออยู่ในสัดส่วน 40% ใน สัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2562/1 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 ให้แก่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ซึ่งเป็นการพัฒนาการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย

ครม.อนุมัติโอนสิทธิ แปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้แก่ ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์

หลังจากการประชุมครม. ที่มีมติเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ในการประกาศให้บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และบริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสิทธิ์ในการลงนามเป็นผู้ถือสัญญาแบ่งปันผลผลิตใน แปลงสำรวจ G1/61 ซึ่งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2562/1 เพื่อให้ทั้งสองบริษัทสามารถสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ได้ โดยปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์เป็นผู้ถือหุ้น 60% และดำเนินงาน ส่วนอีก 40% เป็นของเอ็มพี จี2 (ประเทศไทย)

ขั้นตอนการโอนสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ภายหลังจากที่บริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) ได้แจ้งความประสงค์ขอโอนสิทธิแปลงสำรวจ G1/61 ในสัดส่วน 40% แก่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด คณะกรรมการปิโตรเลียมในการประชุมครั้งที่ 8/2567/625 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ได้พิจารณาและเห็นว่าบริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายและสามารถรับโอนสิทธิได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

การดำเนินการดังกล่าวหมายถึง การให้สัมปทานพื้นที่ G1/61 อยู่ภายใต้การบริหารงานของปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ เพียงรายเดียว ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว สามารถตัดสินใจและพัฒนาทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว การพัฒนานี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมัน แต่ยังทำให้สามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงในประเทศได้อย่างทันท่วงที

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านพลังงานของรัฐ
  • ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • ส่งเสริมให้การผลิตปิโตรเลียมมีความยั่งยืน

ยิ่งไปกว่านั้น การโอนสิทธินี้ไม่มีผลกระทบต่อค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ที่ภาครัฐได้รับจากโครงการดังกล่าว สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมที่ระดับนโยบายของรัฐต่อการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม

การที่ครม.อนุมัติโอนสิทธิ แปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้แก่ บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมกับสนับสนุนการเติบโตของบริษัทพลังงานเอกชนให้สามารถมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่: www.dailynews.co.th/news

ที่มา – ครม.อนุมัติโอนสิทธิ แปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้แก่ ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์

เปิดภาพ ‘เชง เสร็ยร็วต’ ถูกส่งตัวรักษาฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โลกโซเชียลมีเดียและวงการออนไลน์ถูกสะเทือนหลังมีรายงานข่าวจากสำนักข่าว KBN News เกี่ยวกับกรณีของเชง เสร็ยร็วต หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Love Riya นักรบนิรนามแห่งสยามเมืองยิ้ม ที่ถูกตัดสินจำคุกในประเทศกัมพูชาและปัจจุบันถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลกลางจังหวัดกันดาลเพราะอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน

เปิดภาพ ‘เชง เสร็ยร็วต’ ถูกส่งตัวรักษาฉุกเฉิน

จากข่าวที่เผยแพร่ เชง เสร็ยร็วต หรือ Love Riya ถูกพบว่ามีอาการปวดท้องรุนแรงจนเดินไม่ได้ภายในเรือนจำจังหวัดกันดาล ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับผู้ต้องขังข้ามชาติ หลังจากมีอาการหนัก เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจอนุญาตให้นำตัวออกจากเรือนจำเพื่อให้การรักษาทางการแพทย์ทันทีที่โรงพยาบาลท้องถิ่น

ปรากฏการณ์ที่สะท้อนจรรยาบรรณ

ในภาพเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่ให้เห็น จึงปรากฏภาพเจ้าหน้าที่หญิงสามคนร่วมกันประคองและช่วยเหลือ เชง เสร็ยร็วต ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในขณะนั้น นับเป็นภาพสะท้อนถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษาพิเศษแห่งหนึ่งที่ไม่ลืมจัดการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียมและเหมาะสมในกรณีฉุกเฉินเช่นนี้

ภาพดังกล่าวมีการยืนยันว่าไม่มีการแต่งต่อใด ๆ และถือเป็นภาพจริงที่บันทึกไว้ในเวลาเกิดเหตุจริง นับเป็นรายงานที่สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นความเป็นอยู่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นมุมมองของมนุษยธรรมและความเท่าเทียมในระบบ penitentiary ของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • เหตุเกิดในเรือนจำจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา
  • ผู้ต้องขังมีอาการป่วยฉุกเฉินอย่างรุนแรง
  • ภาพเหตุการณ์ไม่มีการตัดต่อและยืนยันว่าเป็นภาพจริง

ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการออนไลน์ไทย เชง เสร็ยร็วต หรือ Love Riya ยังถูกจับตามองและเข้าใจในหลายแง่มุมไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ในฐานะ Influencer, ผู้ประกอบการ และปัจจุบันกลายมาเป็นผู้ต้องขังต่างประเทศ ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจในวงกว้างไม่ต่างจากกระแสข่าวด่วนในโลกโซเชียล

ไม่ว่าผลในอนาคตจะเป็นอย่างไร การเปิดเผยภาพครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ชุมชนออนไลน์ไทยเริ่มตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมทางสิทธิของบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด และยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายต่างชาติ

จากกรณีนี้เราในฐานะสังคมควรหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และระบบการพิพากษาในหลายแง่มุมเพิ่มมากขึ้น การเฝ้าสังเกตแบบมีเหตุผลจะช่วยทำให้สังคมมีความโปร่งใสและยุติธรรมยิ่งขึ้น

ที่มา – เรื่องจริง! เปิดภาพ ‘เชง เสร็ยร็วต’ ผู้ต้องขังหญิงเขมรถูกส่งตัวรักษากะทันหัน

ดาว ลภัสรดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด

วันคล้ายวันเกิดของ ดาว ลภัสรดา ผู้บริหารระดับแนวหน้าของวงการความงามในนาม CEO โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ถือโอกาสในการทำบุญอันมงคลเพื่อความสุขของตนเองและครอบครัว พร้อมเสริมบุญด้วยการปล่อยปลา ถวายสังฆทาน และเยือน ศูนย์คนตาบอดศรีสมาน เพื่อสานต่อรอยยิ้มให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ดาว ลภัสรดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด

กิจกรรมในวันเกิดของดาราและ CEO คนเก่งอย่าง ดาว-ลภัสรดา ถือเป็นภาพสะท้อนของความเมตตาและความเมตตาไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำอย่างแท้จริง ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรัก เธอควงคู่กับ คุณจุ๋ม-จิญรัช ภัทรวรนิชท์ และครอบครัว ร่วมกันทำบุญที่ วัดกู้ แล้วตามไปเยือนชุมชนที่ต้องการการช่วยเหลือ

ความภูมิใจจากบริษัทและพนักงาน

ไม่เพียงเท่านี้ ที่ โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช สถานที่ที่ ดาว-ลภัสรดา เป็นผู้นำ มีการจัดเลี้ยงพนักงานอย่างอบอุ่นพร้อมเมนูอร่อยๆ เช่น ลูกชิ้นสูตรพิเศษและไอศกรีมจากใจพ่อครัว มีการเป่าเค้ก ถ่ายรูปหมู่ และขวัญใจพนักงานทุกฝ่ายที่มางาน

ในโลกโซเชียล ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์อวยพรเจ้าบirthday girl ทั้งจากวงการบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ส่งผลให้ฟีดออนไลน์ของดาว-ลภัสรดาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดไลก์และแชร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ

ดอกไม้ระดับพรีเมียม เค้กอร่อยๆ และลูกเล่นอากาศในการจัดงานที่บรรจงละเอียด เติมเต็มความอบอุ่นในใจทุกคน และยังแสดงให้เห็นถึงบุคลิกที่ “เก่ง สวย ใจดี” ตามที่ผู้คนยกให้เธอ

นี่คือบทพิสูจน์หนึ่งว่าความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่งหรืออาชีพ แต่เป็นการถ่ายทอดความดีความชอบให้กับสังคม ซึ่งเป็นจรรยาบรรณและแนวคิดลึกซึ้งที่ ดาว ลภัสรดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด นี้กำลังเผยให้เห็น

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อาจลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างการใช้วันพิเศษเพื่อแจกเมตตาให้สังคมเช่นเดียวกับดาว ลภัสรดา ก็ได้

ที่มา – ดาว ลภัสนดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด

ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมีมติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเคยห้ามหน่วยงานต่างๆ ให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ หรือชดเชยเกษตรกรโดยตรงสำหรับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว

และล่าสุด ครม.ได้ไฟเขียวให้ดำเนินโครงการ “ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท” ภายใต้โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69

ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการทั้งสองดังกล่าวมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการ

โครงการที่ดำเนินตามมาตรการของ ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินงานในลักษณะเดียวกันกับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 โดยทางกระทรวงเกษตรฯ จะมอบเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายละ 1,000 บาท

  • ช่วยลดภาระต้นทุนการเพาะปลูก
  • เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของเกษตรกรไทย
  • ส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีคุณภาพในระยะยาว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนเกษตรกรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากมาตรการนี้คือ การกลับมาใช้แนวทางที่เน้นการช่วยเหลือโดยตรง ซึ่งถูกงดเว้นในปีก่อน ขณะที่เกษตรกรหลายรายเผชิญกับปัญหาต้นทุนสูง การขาดสภาพคล่อง และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจสร้างแรงหนุนสำคัญให้แก่เกษตรกรไทย ที่กำลังต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการติดตามประเมินผลอย่างเข้มงวด จนเกิดประโยชน์จริงถึงมือเกษตรกร

โครงการนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในระดับชาติ เพราะหากเกษตรกรได้รับการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในพื้นที่ชนบท และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาเป็นหัวข้อใหญ่ที่กระทบวงกว้างของเกษตรกรไทยทั้งในด้านข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากว่าจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรไทยในห่วงโซ่อาหารสัตว์

เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย

ล่าสุด นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ออกมาเปิดเผยว่า การเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” สำหรับเกษตรกรชาวไทย เนื่องจากการเปิดประตูการค้าแบบนี้จะกระทบกับปริมาณความต้องการข้าวโพด ปลายข้าว รวมไปถึงมันสำปะหลังที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์อย่างหนัก

หากเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในไทยได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของเนื้อหมูราคาถูก ซึ่งมีบริการการผลิตรถมากกว่า 6.3 ล้านตัน จะนำไปสู่ผลขาดทุนทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ความต้องการใช้วัตถุดิบอย่างข้าวโพดจะลดลงราว 1.3 ล้านตัน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอาจขาดตลาดรองรับ รวมถึงผลกระทบต่อการผลิตปลายข้าวอีก 1.5 ล้านตัน และมันสำปะหลังถึง 1 ล้านตัน

ผลกระทบต่อตลาดและราคา

แม้กระแสข่าวจะบอกว่ามีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาแล้วในปีนี้ แต่นายพรศิลป์ยืนยันว่าที่จริงแล้วยังไม่มีข้อมูลว่ามีการสั่งซื้อจริง หากมีก็จะเป็นไปอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรการที่กำหนด เช่น การนำเข้าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมเท่านั้น

ปัจจุบัน ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทยมีทั้งปี 9.2 ล้านตัน แต่ประเทศไทยผลิตได้เพียง 4.8 ล้านตัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อเติมเต็ม อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวโพดในประเทศแม้จะมีช่วงตกต่ำตามฤดูกาล แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ

เพื่อลดผลกระทบจากราคาตกต่ำ และป้องกันไม่ให้เกษตรกรเสียเปรียบ นายพรศิลป์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอแนวทางรักษาเสถียรภาพ เช่น โครงการชดเชยดอกเบี้ยเก็บสต็อกข้าวโพด เพื่อช่วยให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

นอกจากปัญหาราคาที่จะกระทบโดยตรงแล้ว ยังมีประเด็นด้านสุขภาพจากสารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ที่ใช้ในเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย เนื่องจากมีความแตกต่างในวิถีการบริโภค โดยเฉพาะเนื้อและเครื่องในที่มีสารตกค้างสูง

สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เกษตรกรควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นต่ำเพื่อให้ได้ราคาที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือควรมีการปรับตัวในโครงสร้างการเพาะปลูก เช่น การปลูกตามฤดูกาลที่เหมาะสม และการวางแผนเก็บเกี่ยวรายได้ให้ดีขึ้น

หากย้อนกลับไปในอดีต ความไม่แน่นอนด้านผลผลิตมักเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเปลี่ยนแปลงสนับสนุนจากภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ หากไม่อยากให้ห่วงโซ่เกษตรกรในประเทศไทยถูกทำลายอย่างไม่สามารถกู้คืนได้

ไม่ว่าจะเป็นราคาหรือผลกระทบในระบบเศรษฐกิจระยะยาว การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองและต้องมีการหารืออย่างจริงจังกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะตัวเกษตรกรที่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ที่มา – เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย ทั้งข้าวโพด-ข้าว-มันสำปะหลัง

ภราดร-น้องเฌอลีนชวนร่วมงานกอล์ฟสานสัมพันธ์ครอบครัว

“ซูเปอร์บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ และ “น้องเฌอลีน” พันน์นรินทร์ ศรีชาพันธุ์ ได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับครอบครัวผ่านงาน กอล์ฟสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว Like Father, Like Son Golf Day 2025 by Cetilar ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้พ่อแม่และลูกได้ร่วมมือกันลงสนามแข่งขันกอล์ฟในรูปแบบคู่พ่อลูก พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นภายในครอบครัว ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น ดินเนอร์บุฟเฟต์นานาชาติสุดหรู, Networking Party, พิธีมอบรางวัล, Lucky Draw มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท และมุมถ่ายภาพสำหรับเก็บภาพประทับใจของครอบครัวไว้ตลอดกาล

ภราดร-น้องเฌอลีนชวนร่วมงานกอล์ฟสานสัมพันธ์ครอบครัว

ผลงานของทัวร์นาเมนต์นี้จัดโดย บริษัท คิดไซด์โค้ง จำกัด โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณค่าแห่งชีวิตอย่าง ความอดทน การวางแผน และวินัย โดยมีเหล่านักกีฬากอล์ฟมืออาชีพมาร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม Golf Clinic เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด

กิจกรรมกอล์ฟสำหรับครอบครัว

ได้รับการดูแลเฉพาะกับผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส จากทีมของ Cetilar ซึ่งนักกายภาพบำบัดด้านกีฬาจะมาร่วมสอนเคล็ดลับการเตรียมร่างกายก่อนการออกรอบกอล์ฟ สำหรับผู้ที่สมัครได้ 15 คู่แรกเท่านั้น

  • อบรมแบบเน้นประสบการณ์จริงกับโปรมืออาชีพ
  • ให้ความรู้กับเด็ก ๆ ผ่านกิจกรรม Golf Clinic
  • มีมุมถ่ายรูปสำหรับครอบครัว
  • ค่าสมัครเพียง 15,000 บาท/คู่ ได้รับทั้งกรีนฟี, แคดดี้, รถกอล์ฟ, เสื้อ และร่ม

กอล์ฟไม่ใช่แค่การเล่น แต่เป็นช่องทางในการเรียนรู้ชีวิตที่ดีใส่ใจรายละเอียด และส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเป็นเวทีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ใจจริง

หากคุณกำลังมองหาโอกาสสุดพิเศษที่จะสร้างความทรงจำดี ๆ ให้ครอบครัว งาน กอล์ฟสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว Like Father, Like Son Golf Day 2025 by Cetilar คือคำตอบที่คุณต้องไม่พลาด อย่ารอช้า สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
Facebook : Like Father, Like Son Golf Day 2025
หรือคลิกลิงก์: m.me/703900306148696
เบอร์โทร: 08-2581-5418 (คุณเม)

ที่มา – “ภราดร-น้องเฌอลีน” ชวนร่วมงานกอล์ฟสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว

เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอีสายบู๊คลัง

เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอีสายบู๊คลัง

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เข้ารับตำแหน่งใหม่ในฐานะ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แทนนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ที่เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปี 2568 นี้

การย้ายตำแหน่งครั้งนี้ถือว่าเป็น “ข้ามห้วย” อย่างชัดเจนสำหรับ พชร อนันตศิลป์ ที่ผ่านมาทำงานในกระทรวงการคลังมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในฐานะข้าราชการสายบู๊ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในวงการราชการ

เริ่มต้นจากข้าราชการระดับรากหญ้า

พชร อนันตศิลป์ เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 อายุปัจจุบัน 54 ปี เริ่มต้นเข้ารับราชการที่กองกำกับและพัฒนาระบบเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายบู๊ระดับประจัญบานที่ทำให้เขาเติบโตเป็นหนึ่งในข้าราชการระดับสูงที่มีชื่อเสียงมากในระบบราชการไทย

ความสามารถและการทำงานอย่างมืออาชีพทำให้ พชร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญหลายแห่ง เช่น อธิบดีกรมศุลกากร, กรมธนารักษ์ และกรมสรรพสามิต ก่อนจะได้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ และตอนนี้กลายเป็น เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ที่ถูกส่งไปทำหน้าที่ใหม่ในฐานะปลัดดีอี

พัฒนาการทางวิชาการและการอบรมระดับนานาชาติ

นอกจากประสบการณ์ตรงจากภาคสนาม พชร อนันตศิลป์ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง โดยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันชั้นนำมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ เช่น

  • หลักสูตร Super Series: Leadership & Effective Corporate Culture จาก Judge Business School, University of Cambridge
  • หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) จาก NIDA
  • หลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ (TEPCoT) จาก University of the Thai Chamber of Commerce

ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ รวมถึงแนวทางการบริหารแบบบริษัทมหาชนก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทจดทะเบียน ในกลุ่มบริษัท PTT และธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการจัดการกองทุนและบอร์ด ที่ต้องการผู้บริหารที่สามารถบูรณาการนโยบายได้อย่างลึกซึ้งเป็นระบบ

สิ่งที่น่าจับตาจากปลัดดีอีใหม่

การแต่งตั้ง พชร อนันตศิลป์ เป็นปลัดดีอี ถือเป็นการส่งสัญญาณใหม่ของรัฐบาล โดยเฉพาะภารกิจใหญ่ที่กระทรวงดีอีต้องเผชิญ เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับข่าวปลอมบนโลกดิจิทัล การโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกิจกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งล้วนมีผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงเชิงเศรษฐกิจและสังคมโดยตรง

สายบู๊ของ เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ที่เคยฝึกฝนจนแข็งแกร่งในหลากหลายด้าน จึงถือเป็นสินทรัพย์สำคัญในความสำเร็จของกระทรวงดีอีในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจจากข้าราชการที่ประสบความสำเร็จแล้วชอบทำงานหนักเพื่อสร้างผลกระทบ แนะนำให้ติดตามเส้นทางของ พชร อนันตศิลป์ เพราะเขาคือหนึ่งในตัวอย่างว่า ข้าราชการที่ดีและมีความสามารถสามารถสร้างรอยแตกต่างให้กับหน่วยงานของประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดประวัติ “พชร อนันตศิลป์”ข้าราชการสายบู๊กระทรวงการคลัง สู่ปลัดป้ายแดงแห่งดีอี

ยาลดกรดไหลย้อน ช่วยคลายอาการปวดท้องได้จริงไหม

หากคุณเป็นคนที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และมีอาการปวดแสบร้อนอยู่บ่อย ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ‘กรดไหลย้อน’ ที่อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนจึงเลือกกิน ยาลดกรดไหลย้อน เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียด ปวดแสบท้องให้ลดลงได้

แต่คุณสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมยาช่วยลดกรดไหลย้อนถึงสามารถลดอาการปวดท้องจนแทบจะไม่หลงเหลืออาการปวดได้? ตัวยามีหลักการทำงานอย่างไร ช่วยเคลือบกระเพาะเฉย ๆ หรือเปล่า มาหาคำตอบกันได้เลยที่บทความนี้!

อาการกรดไหลย้อนเป็นอย่างไร ปวดท้องแบบไหนใช่กรดไหลย้อน

ก่อนที่จะไปดูกลไกการทำงานของยาลดกรดไหลย้อน และรีบไปซื้อยาแก้กรดไหลย้อนมารับประทานนั้น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าอาการปวดท้องที่อาจเป็นสัญญาณของกรดไหลย้อนมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้เลือกใช้ยาได้อย่างถูกต้อง โดยอาการของกรดไหลย้อน มีดังนี้

  • ปวดแสบร้อนบริเวณกลางอก
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
  • มีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกได้ถึงน้ำรสขมเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาในลำคอ
  • เจ็บคอ
  • ไอแห้ง
  • มีอาการจุก หรือเจ็บหน้าอก รู้สึกว่ามีก้อนติดอยู่ในลำคอ

กลไกการทำงานของยาลดกรดไหลย้อนเป็นอย่างไร

ยาลดกรดไหลย้อน หรือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (Antacids) คือยาที่จะช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะหรือลำไส้ ด้วยกลไกที่จะใช้ความเป็นด่างของตัวยาเข้าไปทำปฏิกิริยาสะเทิน ปรับสมดุลภายในกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง ทำให้อาการปวดแสบร้อน จุกเสียดท้อง หรือปวดท้องอืด อาหารไม่ย่อยบรรเทาลง

ส่วนผสมในยาลดกรดส่วนใหญ่นั้นมักจะประกอบด้วยแมกนีเซียม อะลูมิเนียม โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือโซดามินต์ ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงเช่นการทำให้ท้องผูก จึงมักต้องใช้สูตรผสมเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย

แนะนำยาลดกรดไหลย้อน Belcid Gerd ช่วยลดแก๊สในกระเพาะ รสชาติดี หาซื้อง่าย

หากคุณกำลังมองหายาลดกรดไหลย้อนที่ทานง่าย รสชาติดี หาซื้อได้สะดวก แนะนำเป็น เบลสิด เกิร์ด ยาลดกรดไหลย้อนที่มีจุดเด่นเป็นรสราสป์เบอร์รี่ เพราะกลิ่นและรสราสป์เบอร์รี่จะไม่มีความเย็นแบบรสมินต์ที่อาจไปกระตุ้นอาการแสบร้อนให้มากกว่าเดิมได้ แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดท้องได้ดี

เบลสิด เกิร์ด ยังเป็นยาลดกรดไหลย้อนอาหารที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป เช่น 7-11 ซึ่งบางช่วงยังมีโปรโมชันซื้อชิ้นที่ 2 ลดราคา เหมาะสำหรับการซื้อตุนเอาไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานอย่างมาก

ข้อควรระวังก่อนใช้ยาลดกรดไหลย้อน ใครบ้างต้องระวัง?

ถึงแม้ยาลดกรดไหลย้อนจะเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด และรับประทานได้ง่าย แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้ยาเช่นกัน โดยผู้ที่มีอาการหรือมีข้อจำกัดตามเช็กลิสต์ดังต่อไปนี้ อาจต้องทำการปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาลดกรดไหลย้อน

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนเริ่มใช้ยา
  • สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีปัญหาโรคทางตับ ไต
  • ผู้มีภาวะหัวใจล้มเหลว
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
  • ผู้ที่มีข้อจำกัด ต้องรับประทานอาหารโซเดียมต่ำ เช่น เป็นโรคความดันโลหิตสูง

ไม่ควรใช้ยาลดกรดไหลย้อนเกิน 2 สัปดาห์ ยกเว้นตามคำแนะนำแพทย์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาอื่นภายใน 2-4 ชั่วโมง

ยาลดกรดไหลย้อน วิธีแก้กรดไหลย้อนเร่งด่วนที่ซื้อได้ตามร้านค้า

หากเช็กแล้วว่าอาการปวดท้องที่เป็นอยู่ใช่อาการกรดไหลย้อน และไม่มีข้อจำกัดในการใช้ยา สามารถรับประทาน ยาลดกรดไหลย้อน เพื่อช่วยลดอาการแสบร้อน จุกเสียด และให้คุณมีชีวิตประจำวันอย่างราบรื่น

เบลสิด เกิร์ด ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีรสชาติดี หาซื้อได้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้กรดไหลย้อนในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ยาลดกรดไหลย้อน คลายอาการปวดท้องได้จริงไหม รู้ก่อนเริ่มใช้ยา