ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เปิดโลกนวัตกรรมและวัฒนธรรม

“ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ เหลือเชื่อจริง ๆ !” นายชัยพัฒน์ นะวง นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประเทศไทย กล่าวพลางโชว์ผลงานผ้ามัดย้อมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ

นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เพื่อเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้ระหว่างเยาวชนทั้งสองประเทศในรูปแบบที่เข้มข้นสูง

นักเรียนทดลองทำผ้ามัดย้อม ภาพโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว

นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เปิดโลกนวัตกรรม

ในช่วงบ่ายของวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักเรียนจำนวน 40 คน จากทั้งไทยและจีน ได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมที่จังหวัดกุ้ยโจว โดยมีนักเรียนจากหลายโรงเรียนชั้นนำ อาทิ โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และโรงเรียนมัธยม ในเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน

“ตั้งแต่ตอนที่เราไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มณฑลกุ้ยโจว ก็เฝ้ารอว่าจะได้ลองสวมชุดของกลุ่มชาติพันธุ์สักครั้ง พอได้ใส่จริง ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของที่นี่มากขึ้น” น.ส.ณพัสร พลูมีสัน นักเรียนไทย เล่าพร้อมส่งภาพถ่ายให้คุณพ่อคุณแม่ทันที

นักเรียนไทยถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ภาพโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว

กิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ไร้พรมแดน

นอกเหนือจากการสวมชุดชาติพันธุ์ นักเรียนยังได้เข้าร่วมกิจกรรมท่องโลกดิจิทัลผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะวัฒนธรรมที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมถึง观看การแสดงรอบปฐมทัศน์ในโรงภาพยนตร์ขนาดยักษ์ในเรื่อง “ธงแดงโบกสะบัด-บินข้ามกุ้ยโจว” ซึ่งพวกเขานั่งล้อมรอบเป็นวงมนและสัมผัสประสบการณ์พิเศษด้านเทคโนโลยีและศิลปะแบบเต็มรูปแบบ

“ที่ประทับใจที่สุดคือหมู่บ้านชาวเหมียวซีเจียง เหมือนเราได้บินอยู่เหนือหมู่บ้านจริง ๆ มองเห็นทั้งหมู่บ้านในครั้งเดียว” น.ส.พรรณประวี บังเกิดพล นักเรียนไทย พูดด้วยความตื่นเต้นหลังออกจากโรงภาพยนตร์

ที่โรงแรมที่จัดเตรียมไว้ นักเรียนไทยก็ประทับใจในอาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะ “ปลาต้มซุปเปรี้ยว” ที่รสชาติกลมกล่อม ทำให้เยาวชนหลายคนอยากกลับมาลองอีกครั้ง

คณะนักเรียนเยี่ยมชมท้องฟ้าจำลอง ภาพโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว

“เมื่อได้เห็นว่าการคำนวณอายุชั้นหินในพิพิธภัณฑ์เกิดจากความรู้ทางฟิสิกส์ ก็ทำให้รู้สึกว่าทฤษฎีที่เรียนในห้องเรียนมีชีวิตขึ้นมา” นายเอี้ยน เส้าชิน นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมสาธิตหยุนเหยียน มหาวิทยาลัยครูกุ้ยโจว กล่าว พร้อมเสริมว่า “ประสบการณ์นี้ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงพลังของความรู้จริง ๆ”

นอกจากนี้ นักเรียนไทยยังมีโอกาสประกอบโดรนใช้งาน และบันทึกวิดีโอเป็นการศึกษาวิจัยของตัวเองภายใต้โครงการนี้ “ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะประกอบโดรนได้สำเร็จ นี่ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจอยากเรียนด้านนี้ต่อไป” นายวงศทร นิ่มละมัย นักเรียนไทย กล่าวอย่างมั่นใจ

การเดินทางของเขาได้เป็นตัวแทนของค่ายนวัตกรรมไทย-จีนที่เมืองกุ้ยโจว อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม สร้างเครือข่ายความรู้ และการเชื่อมโยงออนไลน์ระหว่างวัยรุ่นทั้งสองฝ่าย นอกจากเป็นสนามฝึกปฏิบัติจริง ยังเป็นโอกาสในการฝึกนำธุรกิจเทคโนโลยีสู่สังคมด้วย

รวมถึงกิจกรรมสอนวิทยาศาสตร์ผ่านการทดลองจริง เช่น การวัดแกนพลังงานและการจัดทำฐานข้อมูลวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นระบบระเบียบเป็นระบบแบบร่วมมือกัน

หากมองกิจกรรมนี้ภายใต้ภาพรวมใหญ่มากขึ้น ยิ่งเห็นได้ว่า การเชื่อมโยงนิสิต-นักเรียนทั้งสองประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อศึกษาภายในประเทศ แต่ยังเป็นการปลูกฝังความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ทำให้ปัญญาและสายใยไม่มีพรมแดนแน่นอน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมณฑลกุ้ยโจว และดำเนินการโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว (ศูนย์กิจกรรมวิทยาศาสตร์เยาวชนมณฑลกุ้ยโจว) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเวทีการเรียนรู้เชิงวิจัยระหว่างประเทศจีนกับไทยในเชิงปฏิบัติจริง

จากประสบการณ์จริงและการเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ วงการศึกษาของทั้งสองประเทศควรดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ต่อไปไม่เพิ่มเท่านั้น แต่ยังต้องสานต่อด้วยเพื่อขายานมิติทางความคิดให้ก้าวไกลกว่าวันพรุ่งนี้

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครูที่สนใจวิธีการเชื่อมโยงเด็กวัยเรียนกับวัฒนธรรมครบวงจรแบบไร้พรมแดน อย่าลืมออกไปสำรวจโอกาสเช่นนี้ทุกครั้ง เพราะอนาคตของประเทศถูกก่อตั้งขึ้นจากวิสัยที่กว้าง และการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัด

ที่มา – นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เปิดโลกนวัตกรรมและวัฒนธรรมข้ามพรมแดน

‘ภูมิธรรม‘ เผย ไม่ปิดช่องฟ้องศาล ICC ‘ผู้สั่งการกัมพูชา‘

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการฟ้องร้อง ‘ผู้สั่งการกัมพูชา‘ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาอาชญากรสงคราม ว่า การดำเนินการนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ฝ่ายกฎหมายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพ กำลังร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ

นายภูมิธรรมกล่าวว่า หากรายงานและข้อเท็จจริงเพียงพอ และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการ ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่มีการปิดช่องทางใด ๆ ในการฟ้องร้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากมีความเป็นไปได้ตามกฎหมายและขั้นตอน

‘ผู้สั่งการกัมพูชา‘ และข้อกฎหมายระหว่างประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ กรอบอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีนักวิชาการให้ความเห็นว่า บางประเด็นอาจอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของศาลได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เข้าข่ายอาชญากรสงคราม ต่อการกระทำในช่วงเหตุการณ์ร้ายแรงในอดีต

“ก็ให้เขาทำเรื่องเสนอที่เป็นทางการ ให้ฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา” ภูมิธรรมระบุพร้อมยืนยันว่า ไม่มีการตัดสิทธิ์ในการดำเนินการใด ๆ หากมีความเหมาะสม

การมีปฏิกิริยาจากฝ่ายกัมพูชา

ภาชนะตอบโต้จากอีกฝ่าย อย่าง สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าจะฟ้องผู้นำของไทยในประเด็นนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภูมิธรรมเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ และขอเน้นว่า ไทยมีกระบวนการดำเนินคดีภายในประเทศอยู่ก่อนแล้ว โดยจะพิจารณาผลกระทบและตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างละเอียด

เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ในอดีต ที่ยังกระทบต่อกลุ่มคนบางส่วนของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทในการรักษาความปลอดภัย เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) นั้น นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ได้มีการสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมาให้จัดทำมาตรการเยียวยา ภายใต้การดูแลของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน

ขณะนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการเยียวยาลงทุนแล้ว และมีการพิจารณาเพิ่มเติมถึงการให้ความช่วยเหลืออย่างถาวรมากขึ้น ทั้งยังคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต โดยการดูแลในขั้นต้นจะดำเนินไปก่อน หากขอบเขตการเยียวยาเพิ่มเติมสามารถจัดทำได้ ก็จะพิจารณาตามหลักความเหมาะสม

สุดท้าย นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรอบคอบสูง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องกับกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ หากมีความเป็นไปได้ตามกฎหมาย ประเทศไทยยินดีที่จะดำเนินการต่อไป

หากคุณมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของศาลโลกและผลกระทบในประเด็นนี้ การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจากหลายแง่มุมจะช่วยให้เข้าใจภาพรวมของประเด็นได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ภูมิธรรม‘ เผย ไม่ปิดช่องฟ้องศาล ICC ’ผู้สั่งการกัมพูชา‘ ให้ฝ่ายกฎหมายดูรายละเอียด ยัน หากทำได้ก็ต้องทำ

ไม่น่าไว้ใจ! แห่อพยพ ‘คนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก’ หลัง ‘เขมร’ เมินข้อตกลงเคลื่อนกำลังพล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด หลังพบว่าทหารเขมรไม่ให้ความสำคัญกับข้อตกลงหยุดยิง พร้อมทั้งเคลื่อนกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้ามาใกล้ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเร่งอพยพหนีภัย โดยเฉพาะ คนแก่ ผู้ป่วย และเด็ก ที่ต้องพึ่งวัดใกล้บ้านเป็นที่หลบภัยชั่วคราว

ไม่น่าไว้ใจ! แห่อพยพ ‘คนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก’ หลัง ‘เขมร’ เมินข้อตกลงเคลื่อนกำลังพล

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ได้เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนที่มาพักอาศัยที่วัดศรีรัตนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีผู้อพยพรวม 178 คน โดยกลุ่มดังกล่าวมาจากพื้นที่ชายแดนในอำเภอ.gaบเชิง ที่ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ จึงพานำ คนแก่ ผู้ป่วย และ เด็ก มายังวัดเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ศูนย์พักพิงที่วัดศรีรัตนารามยังไม่ได้เป็นศูนย์อย่างเป็นทางการตามระเบียบราชการ แต่เป็นจุดพักพิงนอกระบบที่ถูกจัดตั้งโดยชาวบ้านเอง ด้วยความกังวลว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจไม่มีเวลาอพยพออกไปได้ทัน

ความเคลื่อนไหวของเขมรยังเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในพื้นที่

ในขณะเดียวกัน ที่วัดเทพสุรินทร์ในอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ก็มีประชาชนจากอำเภอ.gaบเชิงเดินทางมายังพักอาศัยเช่นกัน โดยมีจำนวนรวมกว่า 200 คน ทั้ง คนแก่ ผู้ป่วย ผู้ป่วยติดเตียง และ เด็ก โดยพวกเขาต่างเลือกอยู่ในวัดเพราะรู้สึกปลอดภัยและมีชุมชนคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แม้ยังไม่มีประกาศจากหน่วยงานรัฐให้อพยพ แต่ชุมชนท้องถิ่นได้เริ่มจัดเตรียมสถานที่ชั่วคราวด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการสูญเสียหากสถานการณ์ขยายตัวจนเกิดเหตุร้าย

ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองจากสถานการณ์ที่ไร้ความมั่นคง

ขณะนี้หากมีผู้ที่ประสงค์จะช่วยเหลือ สามารถเดินทางไปบริจาคสิ่งของจำเป็น เนื่องจากทางวัดยังไม่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐในการสนับสนุน ชุมชนจึงต้องพึ่งพาตนเองทั้งอาหาร การประกอบอาหาร และการแบ่งปันค่าน้ำค่าไฟภายในวัด

สิ่งสำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่เริ่มเสียความเชื่อมั่นในข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างทหารไทยกับทหารเขมร เพราะพบว่าฝ่ายเขมรยังคงเคลื่อนกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ต้องเตรียมตัวเผื่อว่าจะเกิดสงครามครั้งที่สองขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความไม่มั่นคงทางชายแดนไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของทหาร แต่กระทบโดยตรงต่อชีวิตของธรรมดาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงและไม่แน่นอน

หากคุณคิดว่าสถานการณ์นี้เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันสนับสนุนชุมชนที่ต้องเผชิญกับความไม่สงบบนพรมแดน

ที่มา – ไม่น่าไว้ใจ! แห่อพยพ ‘คนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก’ หลัง ‘เขมร’ เมินข้อตกลงเคลื่อนกำลังพล

กรมชลประทานแจ้งเตือนน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 โดยส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 11 แห่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

กรมชลประทานแจ้งเตือนน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

จากการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วง 1-3 วันข้างหน้า โดยในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,650 – 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจากลำน้ำสาขามีปริมาณเพิ่มอีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณระหว่าง 1,750 – 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โดยกรมชลประทานจะรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งในอัตรา 400 – 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,200 – 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายน้ำดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.10 – 0.90 เมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำเช่น คลองโผงเผง กรุงเทพฯ คลองบางบาล และอำเภอเสนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สถานการณ์น้ำปัจจุบันบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา

ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C. อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 1,551 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท อยู่ที่ 15.75 เมตร/รทก. และด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 11.82 เมตร/รทก. ซึ่งห่างจากตลิ่งอยู่ 4.52 เมตร โดยขณะนี้เขื่อนเจ้าพระยากำลังระบายน้ำในอัตรา 1,150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำที่อาจเพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้แจ้งเตือนให้ประชาชนใน 11 จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การวางแผนและการติดตามสถานการณ์จาก กรมชลประทานแจ้งเตือนน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ในครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรม

ที่มา – กรมชลประทาน ประกาศแจ้งเตือนหลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ

อำเภอสองพี่น้องรณรงค์มหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้การนำของนายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอ กำลังเดินหน้าโครงการ มหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs) อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้บุคลากรในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกรูปแบบ

อำเภอสองพี่น้องรณรงค์มหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมอบหมายให้กรมการปกครองจัดทำโครงการเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของบุคลากรในสังกัด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

จากการปฏิบัติการล่าสุด ได้มีการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของบุคลากรในสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลหัวโพธิ์ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการ คณะกรรมการสภา หัวหน้าส่วนราชการ และพนักงานจ้าง จำนวน 62 ราย ซึ่งผลการตรวจพบว่าไม่มีบุคลากรรายใดมีปัสสาวะมีสีม่วง แสดงถึงความบริสุทธิ์ของบุคลากรในพื้นที่

แนวทางการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างยั่งยืนและได้ผล นายอำเภอสองพี่น้องได้ขับเคลื่อนโครงการโดยการจัดให้มีการตรวจสุ่มเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันและสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยจากยาเสพติดในหน่วยงานราชการ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมุ่งวางกลไกภายในชุมชนเพื่อกำจัดปัญหาภายใน 3 เดือน และประกาศเป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอย่างแท้จริง

  • สุ่มตรวจบุคลากรเป็นประจำ
  • สร้างกลไกภายในชุมชน
  • ประกาศเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดภายใน 3 เดือน
  • ป้องกันการใช้และการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ

โครงการ มหาดไทยสีขาว เป็นแนวทางเชิงรุกที่สำคัญซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้ รักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการ และเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด ทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงานสู่เป้าหมายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

การเฝ้าระวังและการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของอำเภอนี้ ถือว่าเป็นตัวอย่างคุณภาพของพื้นที่บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติด

หากหน่วยงานต่างๆ ได้ชูดั่งแบบอย่างเช่นนี้เป็นแนวทาง ก็เชื่อได้ว่าปัญหายาเสพติดจะสามารถหยุดยั้งได้ในระยะยาว และชุมชนจะกลับมาปลอดภัย สมบูรณ์ และน่าอยู่อีกครั้ง

ที่มา – อำเภอสองพี่น้อง เดินหน้าโครงการมหาดไทยสีขาวสร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด

พ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหลวง หมู่ที่ 9 ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้มีการประชุมสำคัญภายใต้แนวทางของ “เลยโมเดล” โดยพ่อเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติการ “เลยโมเดล” ตามยุทธการพิทักษ์ไทเลย เพื่อกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่อย่างเด็ดขาด ภายใต้แนวคิด “No Drugs No Dealers” หรือ “ไม่มีผู้ค้า ไม่มีผู้เสพ ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดภัย”

พ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

เป้าหมายหลักของการดำเนินการในครั้งนี้คือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด โดยมีการจัดทำแนวทางที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เช่น การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแก่ผู้ค้าและผู้เสพ การเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสอย่างลับ และการปฏิบัติการร่วมกับคณะทำงานประจำหมู่บ้านในการค้นหาและเฝ้าระวังผู้เสพและผู้ค้ายาเสพติด (Re X-ray)

แนวทางการป้องกันและการบำบัด

นอกจากนี้ยังมีการนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูในชุมชน (CBTx) พร้อมการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลและคัดกรองในระดับครัวเรือน คุ้มบ้าน และหมู่บ้าน เพื่อรางวัล “ธงสีขาวปลอดยาเสพติด” ภายในเวลาเพียง 1 เดือน เพื่อยืนยันความสำเร็จของพ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยย้ำว่า “การขับเคลื่อนตามแผน “เลยโมเดล” นี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังของประชาชนในพื้นที่ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้กลับมาปลอดภัยจากภัยพิบัติที่เกิดจากยาเสพติด”

โครงการนี้จึงวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ ด้วยการสร้างต้นแบบของชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถดูแลและป้องกันตนเองจากปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติการแบบชั่วคราว แต่เป็นการวางระบบที่ประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของและสามารถดูแลกันเองได้ในทุกพื้นที่ ซึ่งถ้าสำเร็จในจังหวัดเลย ก็มีศักยภาพสูงที่จะแพร่ขยายไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนปลอดยาเสพติด เราเชื่อว่าทุกคนสามารถยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมกัน

ที่มา – พ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีการเปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉินภายใต้ชื่อ “กิจกรรม อบรมหลักสูตร ปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง” ซึ่งดำเนินการโดยได้รับมอบหมายจาก ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ให้นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ เพื่อให้การอบรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมแนวทางการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บฉุกเฉินในพื้นที่

รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

ภายในพิธีเปิดมีผู้ร่วมงานเป็นเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ พล.ต.เท iamศักดิ์ สุขานุยุทธ ที่ปรึกษานายก อบจ.สุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพนักงาน ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในจังหวัด

เป้าหมายของการอบรมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย รวมถึงเสริมสร้างความสามารถและความเชี่ยวชาญในเรื่องการช่วยชีวิตเบื้องต้นตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อคุณภาพของบริการที่เหมาะสมและเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับการฝึกฝนจากหลักสูตรแบบครบวงจร ทั้งในด้าน ทักษะการช่วยชีวิตขั้นสูง, การประเมินสถานการณ์, และ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย โดยการนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้สร้างมาตรฐานการดูแลรักษาในสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • พัฒนาศักยภาพด้านการแพทย์ฉุกเฉินในจังหวัด
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการตอบสนองฉุกเฉินที่รวดเร็วและปลอดภัย
  • ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของเจ้าหน้าที่แพทย์และหน่วยปฏิบัติการ

การจัดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ในการยกระดับบริการสาธารณสุขให้ทันสมัยและครอบคลุมทุกชุมชนในจังหวัด

โครงการดังกล่าวไม่เพียงแค่เสริมสร้างทักษะทางการแพทย์ แต่ยังถือว่าเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพและเท่าเทียม ที่คาดหวังว่าจะสานต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจด้านสาธารณสุข หรือต้องการเข้าใจแนวทางการเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เช่น โครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉินนี้ จะช่วยเพิ่มความเข้าใจและเปิดโอกาสใหม่ในการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของชุมชน

ที่มา – รอง นายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

สยบลือ! ตำรวจยันยังไม่ออกหมายเรียก ‘เจ้าอาวาสวัดม่วง’

กรณีที่เจ้าอาวาสวัดม่วง ซอยเพชรเกษม 63 หายตัวไปจากกุฏิเจ้าอาวาส พร้อมกับเงิน 10 ล้านบาทและทองคำหนัก 250 บาทของพระราชวัชรพัฒนาทร (ณรงค์ ปสนฺโน) ที่ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดกระแสข่าวลือว่าจะมีการออกหมายเรียกตามข้อกล่าวหาต่าง ๆ นั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาให้ข้อมูลชี้ clear แล้วว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร

สยบลือ! ตำรวจยันยังไม่ออกหมายเรียก ‘เจ้าอาวาสวัดม่วง’

พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับตำรวจสถานีตำรวจภูธรเพชรเกษม ให้สัมภาษณ์ยืนยันชัดเจนว่า จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ออกหมายเรียกเจ้าอาวาสวัดม่วง หรืออดีตไวยาวัจกรใด ๆ มารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด แม้ว่ากระแสข่าวในโซเชียลมีเดียจะระบุว่าเตรียมมีการดำเนินคดีไม่ช้าก็ตาม

เจ้าหน้าที่ยังสามารถติดต่อเจ้าอาวาสได้

ผู้กำกับตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า หากมีการดำเนินคดีจริงก็จะไม่ต้องออกหมายเรียกทันที เพราะขณะนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารกับเจ้าอาวาสได้ทางโทรศัพท์ และไม่มีพฤติการณ์หนีจากสถานที่ สำหรับนักสึกษาสงฆ์ท่านนี้ยังพักฟื้นอาการอาพาธอยู่ภายในวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีกระแสข่าวออกมา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานได้เตรียมประชุมภายในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ เพื่อพิจารณาหลักฐานที่รวบรวมมาทั้งหมด ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายในขั้นตอนต่อไป

  • ยังไม่มีหมายเรียกออกมาอย่างเป็นทางการ
  • สามารถติดต่อเจ้าอาวาสได้ตามปกติ
  • ยังพักฟื้นอยู่ภายในวัด
  • จะมีการประชุมพิจารณาหลักฐานภายในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่มีอยู่ในครอบครองของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากพบว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถนำไปสู่ขั้นดำเนินคดีได้จริง จะมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่การพูดหรือข่าวลือที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่เรื่องราวนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชน โดยเฉพาะผู้ติดตามด้านศาสนาและสังคม เพราะกรณีนี้ถือเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในเชิงศีลธรรมและกฎหมาย ทำให้หลายคนเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใส

ในมุมของเจ้าอาวาสเองยังไม่มีการให้คำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหา แต่ที่ผ่านมาได้มีการยอมรับผ่านสื่อว่าได้เล่นบทช่วยขายทองคำที่ว่าจริง แต่ไม่ใช่เป็นการแอบนำเงินทองไปโดยตรง ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้จนกว่าจะทราบหลักฐานอย่างชัดเจน

หากคุณเป็นผู้ติดตามคดีนี้ การติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสำนักงานอัยการ จะช่วยให้ได้รับข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด ไม่หลงเชื่อในข่าวลือหรือข้อมูลที่อาจบิดเบือนจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ

ที่มา – สยบลือ! ตำรวจยันยังไม่ออกหมายเรียก ‘เจ้าอาวาสวัดม่วง’ รับทราบข้อกล่าวหา

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.68 เมื่อเวลา 09.02 น. ปรับตัวลดลง 150 บาท สู่บริเวณ 51,300 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของเมื่อวาน(จันทร์) ที่ระหว่างวันมีการประกาศราคาทองคำทั้งหมด 11 ครั้ง รวมราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 บาท

ส่งผลให้ ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 51,200 บาท ขายออกบาทละ 51,300 บาท และทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 50,179.60 บาท ขายออกบาทละ 52,100 บาท 

ราคาทองคำ Spot เช้าวันนี้ปรับตัวลดลงสู่บริเวณแถวๆ 3,331 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาลดลง 4.60 ดอลลาร์ สู่บริเวณ 3,378 ดอลลาร์ โดยตลาดต่างจับตาผลการประชุมเกี่ยวกับสันติภาพในยูเครน ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกับผู้นำยูเครนและบรรดาผู้นำชาติพันธมิตรยุโรป รวมทั้งจับตาการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮล ในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหาข้อมูลบ่งชี้แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท

ราคาทองคำวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 51,300 บาท โดยเทียบกับช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ที่ปิดที่ 51,450 บาท ส่งผลให้ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท การเคลื่อนไหวของราคาสะท้อนถึงปัจจัยภายนอกทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเหตุการณ์ทางการเมืองระดับโลกที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ผลกระทบจากผลประชุมเฟดและสถานการณ์ยูเครน

ตลาดทองคำในวันนี้ได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่แนวโน้มในอนาคตอาจมีการปรับขึ้นอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลี่ยงการถือครองทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในตัว อีกทั้งสถานการณ์ในยูเครนที่ยังคงตึงเครียดอาจส่งผลต่อกระแสทุนที่ไหลเข้าออกจากระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ จะมีการประชุมสุดยอดเพื่อหารือเส้นทางสันติภาพร่วมกับชาติพันธมิตร ซึ่งหากไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก็อาจทำให้อารมณ์ตลาดยังผันผวนต่อเนื่อง

  • ราคาทองคำแท่งรับซื้อ: 51,200 บาท/บาท
  • ราคาทองคำแท่งขายออก: 51,300 บาท/บาท
  • ราคาทองรูปพรรณรับซื้อ: 50,179.60 บาท/บาท
  • ราคาทองรูปพรรณขายออก: 52,100 บาท/บาท

วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำในช่วงสัปดาห์หน้า

จากข้อมูลราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท และปัจจัยภายนอกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าราคาทองคำในช่วงสัปดาห์หน้าอาจเคลื่อนไหวในกรอบเดิม หากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เช่น ข้อมูลจ้างงานและอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดทองคำได้

ในมุมมองส่วนตัว การลงทุนในทองคำยังถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรักษา’value of assets’ และกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกมีความผันผวนสูง

ทั้งนี้ หากคุณวางแผนลงทุนในทองคำเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ควรตั้งจุด stop loss และ take profit อย่างชัดเจน ส่วนใครที่ผลักดันเพื่อการออม ทองคำแท่งยังคงเป็นตัวเลือกที่มั่นคง

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท

ผวจ.เลย ลุยปราบยาเสพติด ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ “ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลุยปราบยาเสพติด” ผ่านแผนปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” ซึ่งมีเป้าหมายในการกวาดล้างยาเสพติดและยกระดับความร่วมมือกับประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลุยปราบยาเสพติด

แนวทางสำคัญในครั้งนี้ คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส ซึ่งจัดตั้ง “กล่องผ้าป่าแจ้งเบาะแส” ที่ชาวบ้านสามารถหย่อนรายชื่อผู้ค้าหรือผู้เสพยาเสพติดลงในกล่องได้แบบไม่เปิดเผยตัวตน ตามรายงานจากชุมชน พบว่าในหมู่บ้านนาหลวง มีผู้ค้ายาเสพติดอย่างน้อย 5 ราย และผู้เสพรวมทั้งหมด 23 ราย พร้อมทั้งผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการเสพยาบ้าอีก 1 ราย

ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’

กล่องแจ้งเบาะแสนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่มีโลจิสติกส์ในการดำเนินการชัดเจน โดยมีหน่วยงานรัฐและชุมชนร่วมตรวจสอบข้อมูล การดำเนินการในภาพรวมประกอบด้วย การค้นหาและตรวจน้ำปัสสาวะเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัด และหากพบเบาะแสผู้ร้าย ก็จะมีการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย นี่คือหนึ่งในแนวทางที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน

นอกจากนี้แผนปฏิบัติการยังมุ่งไปที่การ “ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’” เพื่อให้ประชาชนสามารถรายงานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะใช้ข้อมูลที่ได้รับไปสืบสวน และประสานฝ่ายปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย

  • จัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นจากชุมชน
  • ตั้งกล่องแจ้งเบาะแส
  • ดำเนินการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
  • ดำเนินการช่วยเหลือผู้เสพผ่านการบำบัด
  • ติดตามและเฝ้าระวังผู้ที่ผ่านการบำบัดอย่างต่อเนื่อง

หลังจากผ่านกระบวนการค้นหาและการให้ความช่วยเหลืออย่างเข้มข้น ชุมชนในพื้นที่เขาหลวงจะถูกประเมินผลภายใน 1 เดือน ถ้าผ่านเกณฑ์ หมู่บ้านนาหลวงจะได้รับ “ธงสีขาวปลอดยาเสพติด” ในวันที่ 19 กันยายน 2568

นี่คือความพยายามของ “ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลุยปราบยาเสพติด” ที่ไม่เพียงแต่มุ่งจับกุม แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน บำบัด และฟื้นฟูผู้เสพ เพื่อสร้างชุมชนที่ปลอดภัยและมั่นคงในระยะยาว

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นและรู้ แต่ไม่กล้าพูดออกมา รู้ไว้ว่ากล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’ คือทางเลือก

ที่มา – ผวจ.เลย ลุยปราบยาเสพติด ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’ ให้หย่อนรายชื่อผู้ค้า