ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ด.ช.ออทิสติก 13 ปี ถูกรุ่นพี่ล่วงละเมิด 9 ครั้ง แม่สลดหัวใจ

จากกรณีที่เกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่มีภาวะ ออทิสติก ภายในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งถูกรุ่นพี่คนเดียวกันบังคับกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางก้นหลายครั้ง จนกระทบจิตใจอย่างรุนแรง ได้กลายเป็นประเด็นที่สะเทือนสังคมอย่างมาก

ด.ช.ออทิสติกวัย 13 ปีถูกล่วงละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตามรายงานจากผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว อาสาสมัครจากมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อมด้วยแม่ของเด็กชายผู้เสียหาย อายุ 13 ปี ได้เดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี โดยเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 9 ครั้ง ซึ่งเกิดภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ลูกชายของเธอเรียนอยู่

แม่ของเด็กชารเผยว่า ลูกชายเป็นเด็กที่มีความแตกต่าง เพราะมีภาวะออทิสติก จึงมักจะนั่งรับประทานอาหารอยู่คนเดียวในห้องเรียนในช่วงเวลาพักกลางวัน ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับเด็กชายอีกคน ซึ่งเป็นรุ่นพี่อายุ 15 ปี เข้าถึงตัวเขาได้ง่าย และลงมือกระทำความผิดซ้ำๆ

ผลกระทบต่อจิตใจเด็กออทิสติก

เด็กชายเล่าให้แม่ฟังว่า รุ่นพี่บังคับพาเขาไปห้องน้ำชั้น 3 สำหรับผู้ชายก่อนลงมือกระทำอนาจาร จนเขาได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก หลังจากเกิดเหตุ เขากลายเป็นเด็กเก็บตัว สื่อสารยาก และมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ฝันร้ายบ่อย และหวาดกลัวผู้อื่นเข้าใกล้

เมื่อแม่ถามครูในโรงเรียน ได้รับการยืนยันว่าเหตุการณ์มีความเป็นจริง และที่น่าตกใจคือ โรงเรียนมีคำสั่งไล่นักเรียนคนผิดออกแล้ว แต่กลับไม่มีการเยียวยา หรือการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ เลย

หน่วยงานยังไม่เคลื่อนไหว ครอบครัวร้องเรียนไร้การเยียวยา

พ.ต.อ.เจฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ รวมถึงการสอบปากคำเด็กชายผู้เสียหายอย่างละเอียด และเตรียมเรียกผู้ต้องหาอายุ 15 ปี เข้ามาสอบสวนเพิ่มเติม

นางสาวณภัชกมล กล่าวว่า ได้เข้ามาดูแลกรณีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากครอบครัวมีความกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ประสานงานกับ พมจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กผู้เสียหายได้รับการดูแลทั้งด้านกายภาพและจิตใจ นอกจากนี้ยังต้องการให้หน่วยงานทางการศึกษาเร่งเข้ามาเร่งแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนตัวของเด็ก แต่เป็นปัญหาระบบสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่ควรได้รับการตรวจสอบและการดูแลอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เด็กที่มีความแตกต่างอย่าง ออทิสติก ถูกเลือกปฏิบัติหรือตกเป็นเหยื่อได้อีก

หากคุณเป็นพ่อแม่หรือครู ขอให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเด็ก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรม อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่จะช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้

ที่มา – ด.ช.ออทิสติกวัย 13 ปี เล่าทั้งน้ำตา! ถูกรุ่นพี่ล่วงละเมิดถึง 9 ครั้ง แม่สุดช้ำใจ ร้องเรียนไร้การเยียวยา

กระทรวงฯสหรัฐยุครูบิโอถอนวีซ่านักเรียน 6,000 ฉบับ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคของมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศชาวอเมริกัน ได้ประกาศเพิกถอนวีซ่านักเรียนจำนวน 6,000 ฉบับ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย การเมาแล้วขับ การลักทรัพย์ หรือแม้แต่การสนับสนุนการก่อการร้าย

กระทรวงฯสหรัฐยุครูบิโอถอนวีซ่านักเรียน 6,000 ฉบับ

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ทำการเพิกถอนวีซ่านักเรียนมากกว่า 6,000 ฉบับ โดยสาเหตุหลักเนื่องจากผู้ถือวีซ่าได้ละเมิดกฎหมายของสหรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมรุนแรง
เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ระบุว่าในจำนวนวีซ่าที่ถูกเพิกถอนนั้น ประมาณ 4,000 ฉบับ เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างรุนแรง ไม่มีการแยกแยะตามสัญชาติ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐมนตรีต่างประเทศรูบิโอ ที่เน้นการจัดการนักเรียนต่างชาติอย่างเข้มงวด

รูบิโอให้คำมั่นจะจัดการวีซ่านักเรียนอย่างจริงจัง

รูบิโอเคยให้คำมั่นอย่างชัดเจนว่าจะวางแนวทางที่เข้มแข็งต่อนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะนักเรียนจากจีน ที่มีพฤติกรรมต่อต้านสหรัฐฯ หรือพันธมิตร เช่น อิสราเอล เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่เจอคนบ้าพวกนี้ ผมก็จะเพิกถอนวีซ่าของพวกเขา” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการควบคุมและจัดการผู้เข้าศึกษาในสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ เรื่องราวกรณีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางกฎหมายด้วย โดยศาลสหรัฐฯ เพิ่งปล่อยตัว นายมะห์มุด คาลิล นักศึกษาชาวปาเลสไตน์ และ น.ส.รูเมย์ซา ออซเติร์ก นักศึกษาชาวตุรกี ซึ่งถูกเพิกถอนวีซ่าจากการเขียนบทความวิจารณ์อิสราเอลในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม รูบิโอยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีสิทธิ์ในการออกและเพิกถอนวีซ่าได้ตามกฎหมายโดยไม่ต้องพึ่งศาล และย้ำว่านักเรียนหรือพลเมืองต่างชาติจะไม่สามารถอ้างสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ได้เหมือนพลเมืองอเมริกัน

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวของกระทรวงฯสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายการป้องปรามด้านความมั่นคงและการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต่อผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านชาวยิว พันธมิตรของสหรัฐ หรือมีมุมมองทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐฯ

หากคุณเป็นนักเรียนต่างชาติที่กำลังวางแผนมาเรียนในสหรัฐฯ การติดตามนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายและรักษาสถานะวีซ่าของคุณได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยุค ‘รูบิโอ’ ถอนวีซ่านักเรียนแล้ว 6,000 ฉบับ

พิสิษฐ์ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อศาลรัฐธรรมนูญ

กรณีที่ ส.ว. จำนวน 136 คน ถูกลงชื่อเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังจากมีความเคลื่อนไหวด้านกฎหมายและการเมืองที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. และโฆษกคณะกรรมการประสานงาน (วิป) วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนถึงข้อกล่าวหาที่ว่ามีการ ข่มขู่ ส.ว. ให้ถอนชื่อออกจากกรณีดังกล่าว

พิสิษฐ์ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการ ข่มขู่ เพื่อให้ ส.ว. บางคนถอนชื่อออกจากรายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความจริงเลย โดยยืนยันว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรง ไม่มีการโทรศัพท์ข่มขู่ หรือแม้แต่การกระทำใด ๆ ที่เหมือนกับจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้คนถอนชื่อ

“เราเป็น ส.ว. ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนกลุ่มอาชีพ และเชื่อมั่นว่าทุกคนมาโดยสุจริต จึงเชื่อว่าไม่มีใครจะไปข่มขู่หรือจ่ายเงินแน่นอน” นายพิสิษฐ์กล่าวอย่างมั่นใจ

ผู้ลงชื่อแสดงความเสียใจ พร้อมแจ้งความดำเนินคดี

ทั้งนี้ ส.ว. ที่อยู่ในรายชื่อกลุ่มที่ลงชื่อเสนอศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของเรื่อง จึงจำเป็นต้องดำเนินการถอนชื่อ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวนในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ สำหรับเรื่องที่มีการใช้ลายมือชื่อปลอมในการลงชื่อ มีการบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการวุฒิสภาในการจัดการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อถูกถามว่า มีรายงานว่า มีการ ข่มขู่ หรือแสดงความไม่พอใจในที่ประชุมจนเกือบทำร้ายร่างกาย นายพิสิษฐ์กล่าวว่า: “โอ้ย เรื่องแบบนี้ไม่มีจริงๆ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญา คิดว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน ส่วนคนที่กล่าวแบบนั้น อาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดเองเออเอง”

  • ไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ใด ๆ เพื่อให้ ส.ว. ถอนชื่อ
  • ความเคลื่อนไหวทั้งหมดดำเนินไปตามกฎหมายและนโยบายของสภา
  • กรณีมีลายมือชื่อปลอม ได้มีการแจ้งความจับและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ส.ว. ที่ยอมรับว่าเข้าใจผิด ได้ประกาศถอนชื่อตามกระบวนการที่ถูกต้องแล้ว

ความรุนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดความสงบสุข ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอาจมีให้เห็นบ่อยครั้ง การใช้วิจารณญาณ และความสุจริตในการทำงานของแต่ละบุคคลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘พิสิษฐ์’ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญฟัน 136 สว.

พรรครวมฝ่ายค้านย้ำไม่เห็นด้วยใช้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม

พรรคประชาชน (ปชน.) ย้ำยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น ประเด็นการผิดจริยธรรม หรือความซื่อสัตย์สุจริต เพราะถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่องค์กรอิสระจะทำได้

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม ปชน.มองเป็นปัญหา

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวว่า พรรค พรรครวมฝ่ายค้าน เห็นตรงกันว่าความซื่อสัตย์สุจริต และพฤติกรรมเชิงจริยธรรมนั้น มีความเป็นนามธรรมสูงและตีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากให้ศาลตัดสินเรื่องดังกล่าวจะทำให้ชะตากรรมของผู้นำประเทศขึ้นอยู่กับตุลาการเพียง 9 คน

เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก หรือยุบสภา

“เราเรียกร้องตั้งแต่ต้นว่าเมื่อเกิดปัญหาครั้งนี้ สิ่งที่พึงกระทำคือความรับผิดชอบส่วนบุคคลจากนายกรัฐมนตรีเอง ทั้งด้วยการลาออก หรือการยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยเสียงแทน” นายนปกรณ์วุฒิกล่าว

หากนายกรัฐมนตรียังยืนยันอยู่ในตำแหน่งต่อไป พรรคประชาชนมองว่าจะเกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และระบบการเมืองรวมถึงรัฐสภาจะต้องลำบากมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังต้องดำเนินงานภายใต้ความไม่แน่นอนจากผลคำตัดสินของศาล

ท่าทีรัฐบาลตอนนี้ คือปูทางเลือกตั้งใหม่?

การที่รัฐบาลยังไม่ยุบสภา แต่กลับมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ว่าฯ จังหวัดต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก พรรคประชาชนมองว่า นี่เป็นเรื่องปกติในการเมืองเชิงอำนาจ เพราะต้องเตรียมความพร้อมหากมีการเลือกตั้งใหม่ในอนาคต

  • หากนางสาวแพทองธารยังดำรงตำแหน่ง นายกฯ ต่อไป พรรคประชาชนจะเรียกร้องให้มีการชี้แจงผลการรับผิดชอบ
  • หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ลาออก ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามมา

แต่ทั้งนี้ หากมีการตัดสินแล้วรัฐบาลยังยืนหยัดขอเลื่อนเลือกตั้ง ก็แปลว่าไม่มีเจตนาแก้ไขปัญหา และจะกลายเป็นรัฐบาลที่บกพร่อง ตัดสินใจไม่ได้ และทำให้สภามีบทบาทน้อยลง

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเร็ว ช่วยลดความไม่ชัดเจน

พรรคประชาชนนำโดย นายปกรณ์วุฒิ เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนในการตัดสิน ก็จะช่วยลดความกระท่อนกระเท่านของระบบการเมือง และประชาชนจะมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากศาลยังตัดสินช้า อาจส่งผลให้สภามีบทบาทลดลง อีกทั้งการออกกฎหมายของรัฐบาลก็จะล่าช้า

ในตอนนี้ รัฐบาลที่เหลือเสียงบางและเสียงปริ่มน้ำ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการขับเคลื่อนงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหากขาดการสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ก็อาจจะไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญผ่านไปได้เลย

ประเด็น “ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาระบบการเมือง และพรรคประชาชนมองว่า ความซื่อสัตย์จริยธรรม ควรมีการประเมินจากความรับผิดชอบทางการเมือง มากกว่าการใช้อำนาจตุลาการ

หากประชาชนได้ตัดสินใจเลือกพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้ามาบริหารประเทศ มากกว่าการให้ศาลตัดสินบทบาทของผู้นำ ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบการเมืองไทย

ที่มา – ‘‘พรรคประชาชน’ย้ำไม่เห็นด้วยใช้‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตัดสินเรื่องนามธรรม

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร ได้จัดนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ บรูไน, มาเลเซีย, ลาว, อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย เดินทางมายังพื้นที่ ช่องอานม้า อำเภอ น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์รุกล้ำของฝ่ายกัมพูชารวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

คณะผู้สังเกตการณ์มี พลตรี ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามรูปภาพสถานการณ์จริง หลังมีรายงานว่า กัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา

ขณะที่คณะฯ กำลังเดินทางเข้าพื้นที่ มีทหารกัมพูชานายหนึ่งแสดงท่าทีไม่พอใจ ด้วยการกล่าวเสียงดัง และปฏิเสธไม่ให้คณะฯ เข้าไปสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างเสรี อ้างว่า “มีจำนวนผู้ติดตามมากเกินไป” และสั่งให้จำกัดให้คณะฯ เข้าไปยังบริเวณ อนุสาวรีย์ตาอม เท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนของไทยถูกห้ามให้เข้าใกล้

ทหารกัมพูชายังกล่าวอ้างเรื่องอธิปไตย และจะหาทางทำให้สถานการณ์แย่ลงตลอดเวลานาน อย่างไรก็ตาม ระบุชัดเจนว่าคณะจะเน้นฟังสรุปสถานการณ์จากฝ่ายทหารไทย และสังเกตกันยังภาพหลักฐานที่มี มากกว่าความเคลื่อนไหวด้านท่าทีจากฝั่งศัตรู

ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง คณะได้ตรวจสอบบริเวณโดยรอบซึ่งพบว่าได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีต จากการระเบิดและไฟไหม้ ส่วน อนุสาวรีย์ตาอม ยังคงเป็นจุดตรวจสำคัญตามแผน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ชี้แจงว่า ภูมิภาคอีกฝั่งนั้นเคยใช้เป็นศูนย์อพยพของ UNHCR ก่อนจะเปลี่ยนแปลงเป็นคาสิโนในปัจจุบัน

  • ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ช่องอานม้า โดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน
  • ทหารกัมพูชากีดขวางไม่ให้เข้าสำรวจ
  • คณะยืนยันให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากทหารไทย
  • พบความเสียหายในพื้นที่จากรุ่นก่อน

พื้นที่ ช่องอานม้า เป็นหนึ่งในพื้นที่ประเด็นร้อนที่เคยประสบเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายทหารไทย-กัมพูชา ในอดีต ปัจจุบันถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยมีทหารฝั่งสองประเทศมาตรึงกำลังโดยปราศจากอาวุธ ตามข้อตกลงการหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้

กรณีการตรวจเยี่ยมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความร่วมมือทางการทหารระหว่างสมาชิกอาเซียน พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการแสดงบทบาทของระบบกฎหมายและการระบุข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพื่อบรรเทาความตึงเครียดภายใต้การประนีประนอม

ที่มา – ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

สว.สำรอง เร่งกกต.สรุปคดีฮั้ว สว.โปร่งใส ส่งศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล, นายประดิษฐ์ พรหมจินดา, พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร และ ดร.นำศักดิ์ อุทัยศรีสม พร้อมคณะ ได้เดินทางมายังศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อแสดงพลังสนับสนุนและเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการ สรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.โปร่งใส เพื่อส่งศาลฎีกาภายในสัปดาห์นี้

สว.สำรอง จี้กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.โปร่งใส ศาลฎีกา

คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเออไอ) ได้ทำการสืบสวนสอบสวนและสรุปผลส่งถึงสำนักงานกกต.แล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังจากการดำเนินคดีเรื่องการทุจริตในการเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายอัครวัฒน์ ได้ระบุว่า แม้จะครบกำหนด 30 วันตามที่กกต.อ้างว่าต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อมูล แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะยืดเวลาออกไปอีกนานเพียงใด

ข้อเรียกร้องจาก สว.สำรอง

“สืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ทำงานมาอย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเราขอให้กกต.เร่งสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.โปร่งใส เพื่อส่งศาลฎีกาอย่างเร่งด่วนภายในสัปดาห์นี้ หากหลักฐานไม่เพียงพอให้ส่งเพิ่มในภายหลัง” นายอัครวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามเข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้อง เพื่อชะลอเวลาและให้โอกาส สว.ชุดปัจจุบันในการเลือกประธานกกต.คนใหม่ ซึ่งจะเป็นการขัดขวางกระบวนการทำความโปร่งใส

ทั้งนี้ นายอัครวัฒน์ ยืนยันว่า สว.สำรอง จะต่อสู้อย่างเต็มที่ต่อคดีฮั้ว สว. เพราะหากปล่อยให้คดีล่าช้า ประชาชนจะต้องทนกับความไม่เป็นธรรม และการชักช้อนอย่างไม่มีขีดจำกัด

“หาก กกต.มีเจตนาที่จะเคลียร์ภาพให้ชัดเจน อย่างเรามาด้วยความบริสุทธิ์ เราขอยื่นมาตรา 157 จัดการกับข้าราชการผู้กระทำผิด เพราะมีตัวอย่างมากมายที่เข้าไปในคุกเพราะข้าวแดงจนได้กินข้าวขาวแทน”

“ขอเชิญชวนทุกฝ่ายโดยเฉพาะ กกต. ไปสาบานต่อประชาชน ณ พระธาตุวัดพระแก้ว ว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาบริสุทธิ์ไม่มีอันแฝงใด ๆ ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ ก็อย่ามายุ่งกับแผ่นดินไทย” ประธานคณะ สว.สำรอง กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความโปร่งใสในการเมืองเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย

หากคุณเห็นว่าคดีการเมืองควรมีความโปร่งใส อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นพลังของความยุติธรรมในบ้านเมือง!

ที่มา – สว.สำรอง ท้ากกต.สาบานวัดพระแก้ว ทำคดีฮั้วสว.โปร่งใส จี้ เร่งสรุปสำนวน ส่งศาลฎีกา ในสัปดาห์นี้

เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค อำเภอพระนครศรีอยุธยา มีกำหนดจัดพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ เรื่อง “มหาทานบารมี” ซึ่งเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าทางธรรมะที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังธรรมจากพระเถระผู้ทรงคุณวิทยาจำนวนมาก

เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

ในการนี้ ทางศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์คได้เชิญพระเทพวชิรวาที วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร และพระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม วัดเวฬุวนาราม มาแสดงธรรมและเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก โดยผ่านการประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ในหัวข้อ “มหาทานบารมี” เพื่อถ่ายทอดคุณธรรมและความเมตตาผ่านเรื่องราวจากพระราชาผู้ทรงบารมี

รายละเอียดกิจกรรม

กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมกัน พร้อมรับฟังเทศน์ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 – 15.30 น. ณ ชั้น 2 บริเวณข้างร้าน Sizzler ภายในศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค การเข้าร่วมในครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทันที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 035-801919 ต่อ 116

พิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตใจที่มีเมตตาและเสริมสร้างปัญญาด้านคุณธรรมให้แก่ผู้ร่วมฟัง พร้อมส่งเสริมให้ทุกท่านได้สำนึกในคุณค่าแห่งการให้และการเสียสละตามรอยพระราชาผู้ทรงบารมี

  • วันที่จัดงาน: พฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568
  • เวลา: 13.30 – 15.30 น.
  • สถานที่: ชั้น 2 ข้างร้าน Sizzler ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
  • การแสดงธรรมโดย: พระเทพวชิรวาที และพระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม
  • ค่าใช้จ่าย: ไม่มี
  • สอบถามเพิ่มเติม: 035-801919 ต่อ 116

พิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ไม่ใช่เพียงการฟังธรรมเพื่อความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสในการอบรมสั่งสอนใจให้สงบ มีจิตสำนึกในความดี และสานต่อวัฒนธรรมอันงดงามของชนชาติไทย ผ่านการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในมุมมองของพระพุทธศาสนา

หากคุณเป็นผู้ที่รักศีลธรรมและต้องการสร้างบุญในโอกาสพิเศษเช่นนี้ เชิญชวนให้มาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีในวันที่เหมาะสมนี้ เพื่อให้ได้เพลิดเพลินไปกับความหมายดี ๆ และพลังแห่งบุญกุศลที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ที่มา – เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

Monomax ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกสุดเดือด สัปดาห์นี้มีบิ๊กแมตช์ 2 คู่

ถถ้าคุณเป็นแฟนบอลพรีเมียร์ลีกตัวยง บอกเลยว่าสุดสัปดาห์นี้คือสุดสัปดาห์ที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด! เพราะระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 สิงหาคม 2568 นี้ มีคิวแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ที่บานปลายไปด้วยศึกคู่เดือด ทั้งลุ้นชัย ลุ้นคะแนน และบิ๊กแมตช์ฟอร์มยักษ์ใหญ่ 2 คู่ที่แฟนบอลรอคอยมานาน!

Monomax ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกอย่างจัดเต็ม!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการชมการแข่งขันสดแบบแท้ 100% รับรองว่าไม่มีสะดุด ต้องเข้าแพลตฟอร์ม Monomax ที่เป็นเว็บไซต์ถ่ายทอดสดสปอร์ตแบบครบวงจร ซึ่งพร้อมสตรีมครบทุกแมตช์สำคัญในสุดสัปดาห์นี้แบบเต็มอรรถรส ทั้งภาพคมชัดและเสียงบรรยายคุณภาพสูง

บิ๊กแมตช์ 2 คู่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

แน่นอนว่าในบรรดาโปรแกรมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก ในสุดสัปดาห์นี้ มีหลายแมตช์ที่น่าสนใจ แต่สองคู่นี้คือที่มาแรงสุดเรียกเสียงกรี๊ดแน่นอน

  • แมนเชสเตอร์ซิตี vs ทอตแนม ฮอตสเปอร์: ปะทะกันในเกมแห่งจุดเปลี่ยน เมื่อทีมแชมป์แชมป์เก่าต้องรับมือกับทีมที่มีศักยภาพตบเท้าขึ้นมาลุ้นท็อปโฟร์!
  • นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล: ศึกระหว่าง 2 สโมสรภาคเหนือที่ยิ่งใหญ่ล้นหลาม ไม่มีคำว่าเบา เพราะนัดนี้ทั้ง “สาลิกาดง” และ “หงส์แดง” จ้องจ่าฝูงเป็นชัด!

ไฮไลท์แมตช์สำคัญอื่น ๆ ตลอดสุดสัปดาห์

รวมถึงดาร์บี้ลอนดันเปรี้ยงไฟกับคู่ “เวสต์แฮม ยูไนเต็ด vs เชลซี” หรือแมตช์คู่อื่น ๆ อย่าง

  • อาร์เซนอล vs ลีดส์ ยูไนเต็ด
  • ฟูแล่ม vs แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
  • เบิร์นลีย์ vs ซันเดอร์แลนด์

เพราะว่าความสนุกและความเข้มข้นจากสนามหญ้าสนามฟุตบอลในอังกฤษ จะสามารถติดตามได้เน็ตตลอดทางผ่าน Monomax เท่านั้น!

ใครอยากได้ประสบการณ์การดูบอลที่แม่นยำ เต็มสปี๊ด และชมฟุตบอลได้ที่ไหน ตอนไหน เพียงแค่เปิดแอปในมือคุณ แนะนำเว็บไซต์ Monomax เว็บไซต์ “ครบ จัด เด็ด” ที่ บริการครบทุกทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก พรีเมียร์ลีก เซเรียอา ลาลีกา และรายการอื่น ๆ อีกมากมายและโปรโมชั่นราคาแผนรายเดือนเพียง 299 บาท เท่านั้น

สรุป: ฟุตบอลสุดฤดูกาล ใกล้ตัวคุณได้ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax เตรียมให้เป็นกับเกมดวลยักษ์และการแข่งขันครึ่งหลังของฤดูกาลที่กำลังจะจุดระเบิดความมันส์ในช่วงสุดสัปดาห์หน้า

ที่มา – “Monomax” ยิงสด “พรีเมียร์ลีก” สัปดาห์นี้สุดเดือด มีบิ๊กแมตช์ 2 คู่

‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่านแค่ซ่อมถนน ไม่ห้ามสินค้าไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีข่าวว่า เมียนมาห้ามนำเข้าสินค้าจากไทย โดยยืนยันว่า การปิดด่านที่เกิดขึ้นจริงนั้น เป็นเพราะเหตุผลในการซ่อมถนนเท่านั้น และไม่ใช่การห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยแต่อย่างใด

‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่านแค่ซ่อมถนน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าด่านในเมียนมาจะมีการปิดตัวเพียง 1-2 วัน เพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหลายพื้นที่ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการปิดกั้นหรือวางแผนจำกัดการนำเข้าสินค้าไทยอย่างถาวร

สถานการณ์ตลาดการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา

การค้าของไทยกับเมียนมาเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยมีสินค้าหลากหลายประเภทไหลผ่านด่าน เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร ยางพารา สินค้าอุตสาหกรรม และอื่น ๆ ความสับสนในครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเมียนมาได้ชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพียงการซ่อมบำรุงถนนเส้นทางค้าขายหลักเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและประสานงานกับหลายภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับข้อตกลงการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร ซึ่งมีผู้ประกอบการบางกลุ่มกังวลเกี่ยวกับการเปิดตลาด

ความคืบหน้าข้อตกลงสินค้ากับสหรัฐฯ และตลาดภายใน

นอกจากความสัมพันธ์ทางการค้ากับเมียนมาแล้ว ทางการกระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของสินค้าตามข้อตกลงการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้มีการหารืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพด กลุ่มผลิตน้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อหาจุดร่วมระหว่างความต้องการภายในประเทศและข้อกำหนดระหว่างประเทศ

  • การซ่อมถนนในเมียนมาเป็นสาเหตุหลักของการปิดด่าน
  • ไม่มีการห้ามนำเข้าสินค้าจากไทยอย่างเป็นทางการ
  • กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
  • ข้อมูลจากเกษตรกรและผู้ค้าอยู่ระหว่างการรวบรวมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าใดที่จะขึ้นโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ รวมถึงประเด็นด้านอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์รายละเอียดจากกรมเจ้าของเรื่อง

บทสรุปและแนวทางข้างหน้า

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งบททดสอบให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมานั้นมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค หากมีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส ก็จะช่วยลดความกังวลของผู้ประกอบการในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้รัฐบาลก็ยังต้องดำเนินการประสานงานด้านความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะกับเมียนมา หรือพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องมีการกำหนดกรอบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจไทยและความมั่นคงทางการค้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการผลิต เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และถือโอกาสขยายตลาดไปยังพันธมิตรใหม่ ๆ อย่างเชี่ยวชาญ

ที่มา – ‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่าน ห้ามนำเข้าสินค้าไทย แค่ซ่อมถนน

ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเข้ารับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อ了解สถานการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในบริเวณอำเภอพนมดงรัก ซึ่งเพิ่งประสบกับเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. ซึ่งลูกกระสุน BM-21 ได้ตกในบริเวณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จนทำให้ต้องมีการอพยพผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์อย่างฉับพลัน

ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชายแดน

ทั้งนี้ คณะผู้นำฝ่ายค้านได้รับการต้อนรับจาก นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นอภ.พนมดงรัก ปชส.จังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่บุคลากรแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้ถูกกำหนดให้เป็นโรงพยาบาลสนาม ด้านวัตถุประสงค์คือการสำรวจความเสียหายทางชีวภาพและวัตถุที่เกิดจากการปะทะ รวมถึงวางแผนแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ผู้นำฝ่ายค้านลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย

จากนั้นคณะยังได้เดินทางไปยังศาลาประชาคมบ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลบักได อ.พนมดงรัก เพื่อรับฟังปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงมาตรการเยียวยาที่จะดำเนินการกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

จังหวัดสุรินทร์มีทั้งหมด 17 อำเภอ โดยมีประชากรกว่า 1.36 ล้านคน ในจำนวนนี้ ทั้ง 5 อำเภอ ได้แก่ อ.พนมดงรัก อ.กาบเชิง อ.บัวเชด อ.สังขะ และ อ.ปราสาท ถูกกระทบจากเหตุการณ์ปะทะ โดยมีทั้งสิ้น 25 ตำบลบ้านหมู่ 296 หมู่บ้าน ประชากรได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 188,826 คน ภายในนี้มีการอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ 154 แห่ง ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพรวม 55,898 คน และอีก 49,572 คน อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง ส่งผลให้ผู้อพยพทั้งหมดมีจำนวน 105,470 คน

  • จำนวนผู้บาดเจ็บ: 10 ราย
  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 7 ราย
  • บ้านเรือนเสียหาย: 101 หลัง
  • วัดเสียหาย: 3 แห่ง
  • โรงพยาบาล: 1 แห่ง
  • สัตว์เลี้ยงล้มตาย: 641 ตัว
  • พื้นที่เกษตร: เสียหายอย่างหนักในพื้นที่ 5 อำเภอ
  • สาธารณูปโภค: แผงโซลาร์เซลล์ ถนนหลายสายอยู่ระหว่างตรวจสอบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการแสดงความใส่ใจต่อปัญหาเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการฟังความเสียหายของประชาชนและการเข้าไปจัดหาวิธีการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาครัฐ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ลองติดตามข่าวสารอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ หรือรายงานข้อความความเสียหายของคุณเพื่อช่วยให้ภาครัฐได้นำไปประเมินและวางแผนเยียวยาอย่างเหมาะสมต่อไป

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปัญหาสถานการณ์ชายแดน