ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย โดดเด่นกว่าอินโดฯ

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ซึ่งช่วยผลักดันบทบาทของไทยในเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายปิแอร์ ปาทริส ซีอีโอ ประจำภูมิภาคเอเชียของ อีทิกส์ เอเวอรี่แวร์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรชั้นนำเพื่อจัดทำสมุทปกขาวเรื่อง ‘แนวโน้มศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ปี 2568’ โดยมีเป้าหมายวิเคราะห์ศักยภาพและการเติบโตของ ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยแซงหน้าอินโดนีเซีย

จากการศึกษาข้อมูลของบริษัทในแวดวงเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร พบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ได้รับความนิยมและการลงทุนอย่างมาก โดยขณะนี้มีกำลังการให้บริการที่ใช้งานรวมกว่า 150 เมกะวัตต์ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาอีกกว่า 500 เมกะวัตต์ ในอนาคต อีเว้นต่างๆ เช่น นโยบายบีโอไอ, ระบบไฟเบอร์ออปติก และโครงข่ายพลังงานที่รองรับล่วงหน้า ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ประกอบการระดับโลกที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเทคโนโลยีด้านคลาวด์และนวัตกรรมใหม่ๆ

ความยั่งยืนของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย โดยตั้งเป้าค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ต่ำกว่า 1.4 การใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานในพื้นที่ กำลังกลายเป็นพื้นฐานที่จำเป็น เพราะจะช่วยจัดการกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เขตพัฒนาพิเศษทางภาคตะวันออก (อีอีซี) กำลังเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านเทคโนโลยี ด้วยการจัดตั้งแคมปัสของบริษัทระดับโลกไว้อย่างต่อเนื่อง อนาคตของอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย จึงเต็มไปด้วยศักยภาพ

ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี เอไอ และคลาวด์คอมพิวติ้งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานในการตอบสนองความต้องการของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอีทิกส์ เอเวอรี่แวร์ ได้รับเลือกให้เปิดตัว ดาต้าเซ็นเตอร์อีทิกส์บีเคเค #2 เป็นศูนย์ Datenzentrum แห่งที่สองในประเทศไทย โดยลงทุนรวมกว่า 7,900 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรายการลงทุนที่แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งในศักยภาพของไทย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีทิกส์ เอเวอรี่แวร์ และโครงการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียได้ที่เว็บไซต์หลักของบริษัท หรือติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย เพื่อเตรียมพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกไอทีไทย

ที่มา – “อีทิกส์ เอเวอรี่แวร์”ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย โดดเด่นกว่าอินโดฯ

อดีตนักบินอวกาศเผยเงินเดือนจากนาซา

การเป็นนักบินอวกาศถือเป็นความฝันของหลายคน แต่ก่อนจะได้เหินขึ้นอวกาศจริงๆ ต้องผ่านการศึกษา ประสบการณ์ และการฝึกฝนที่เข้มข้นจากองค์กรชั้นนำอย่าง นาซา (NASA) หรือองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ง่ายเลย

อดีตนักบินอวกาศเผยเงินเดือนจากนาซา

นิโคล สต็อตต์ อดีตนักบินอวกาศวัย 62 ปี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตัวเลขเงินเดือนของนักบินอวกาศจากนาซา อาจไม่สูงอย่างที่หลายคนคิด โดยเธอชี้ว่า นักบินอวกาศภายใต้สังกัดนาซานั้น ถือเป็นพนักงานภาครัฐ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นข้าราชการ ดังนั้น ค่าตอบแทนจึงถูกกำหนดตามระเบียบของรัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานจากหลายแหล่งระบุว่า เงินเดือนเฉลี่ยของนักบินอวกาศของนาซาอยู่ที่ประมาณ 152,258 ดอลลาร์สหรัฐ และอาจแตกต่างกันตามระดับประสบการณ์ ส่วนทางองค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA เริ่มต้นที่ราว 54,416 ปอนด์ (ประมาณ 2.4 ล้านบาทไทย)

การดำรงชีวิตในอวกาศ

สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับชีวิตในอวกาศก็คือ ทุกอย่างต้องถูกออกแบบและจัดการอย่างพิถีพิถัน เช่น วิธีใช้ห้องน้ำหรือขับถ่ายในสภาพไร้น้ำหนัก ซึ่ง้องค์การอย่าง ESA มีอุปกรณ์กรวยเชื่อมกับท่อเพื่อช่วยขจัดของเสียเหลว และให้นักบินอวกาศต้องใช้ที่นั่งพิเศษเพื่อยึดตัวเอง

นิโคลเสริมว่า “มันจะค่อนข้างเลอะเทอะในช่วงแรก” แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ของเหลวจะถูกกรองและกลับมาใช้ใหม่เป็นน้ำดื่ม “กาแฟของเมื่อวาน กลายเป็นกาแฟของวันนี้” ดอน เพตติต นักบินอวกาศจากนาซาคนปัจจุบัน ได้เคยกล่าวไว้อย่างขำขัน

  • เงินเดือนเฉลี่ยนักบินอวกาศนาซา: ประมาณ 152,258 ดอลลาร์/ปี
  • เงินเดือนเริ่มต้น ESA: ประมาณ 2.4 ล้านบาท/ปี
  • การใช้ห้องน้ำ: ใช้กรวยและที่นั่งพิเศษในสภาวะไร้น้ำหนัก
  • นำของเสียกลับใช้ใหม่: แปรรูปเป็นน้ำดื่มสะอาด

สุดท้ายแล้ว อาชีพนักบินอวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน เป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น เสียสละ และความรู้ระดับสูง ถ้าคุณยังคงใฝ่ฝันอยากเหินสู่ดวงดาว สิ่งที่ได้รับกลับมาอาจมากกว่าที่คุณคาดคิด ทั้งความรู้ สัมผัสประสบการณ์ละเอียด และความภาคภูมิใจในการเป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่ได้ “พักอาศัยบนห้วงอวกาศ”

ที่มา – อดีตนักบินอวกาศหญิงเผยตัวเลขเงินเดือนที่ได้รับจาก “นาซา”

สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน หอบหลักฐานคลิปเสียงหญิงปริศนาเงิน 10 โล แจ้งความตร.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคประชาชน พร้อมด้วยทนายความ ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อแจ้งความร้องเรียนและส่งมอบหลักฐานกรณีมีผู้หญิงรายหนึ่งพยายามใช้เงินจำนวน 10 โลกรัม เพื่อล่อซื้อเสียงในการสนับสนุนร่างกฎหมาย

สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน หอบหลักฐานคลิปเสียงหญิงปริศนาเงิน 10 โล แจ้งความตร.

หลักฐานที่นำมาประกอบการแจ้งความประกอบด้วย คลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับหญิงรายนี้ และหลักฐานอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้หญิงรายนี้ ผู้ซึ่งยังไม่ทราบชื่อจริงชัดเจน ใช้แต่ชื่อแรกว่า “ช.” มีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดขอนแก่น

นายชัชวาล เปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 22 และ 23 มิ.ย. ได้มีเหตุการณ์แยกกันสองประเด็น หนึ่งคือ พ.ต.อ.วีรนันท์ ฮวดศรี ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคประชาชน ได้พบกับผู้หญิงรายนี้แบบเห็นหน้า ส่วนอีกประเด็นเกิดขึ้นในวันถัดมา คือ ตนเองซึ่งเป็น ส.ส. เขต 3 ได้รับเบอร์โทรจากผู้หญิงรายนี้และมีการสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ โดยคำพูดในคลิปเสียงมีการชี้นำว่า หาก ยกมือโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 หรือร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร จะได้รับเงินจำนวน 10 กิโลกรัม เป็นผลตอบแทน

ป้องกันการทุจริตในสภาฯ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดบนความกังวลว่ามีการวางแผนล่อซื้อ ส.ส.จากพรรคประชาชน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พรรคกำลังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ดังนั้น เขาจึงนำหลักฐานทั้งหมดมายื่นแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของหญิงรายนี้

สิ่งที่น่ากล่าวขานคือ เจตนาที่อาจเป็นความพยายามในการดีสเครดิตพรรคประชาชน โดยการแสร้งสร้างภาพลักษณ์เชิงลบที่นำไปสู่การตีความว่ามีสมาชิกพรรคฝ่าฝืน จึงยิ่งสำคัญที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคและสมาชิกสภามีความรับผิดชอบต่อประชาชน

  • คดีเกี่ยวข้องกับมาตรา 144 ประมวลกฎหมายอาญา
  • รวมถึงความสามารถตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
  • หลักฐานมีครบถ้วน โดยเฉพาะคลิปเสียงและข้อมูลเบอร์โทร

พันตำรวจเอก ชุมพล บัวชุม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรน้ำพอง ได้รับแจ้งและรับการสอบสวนไว้ก่อน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดจะดำเนินการเรียกให้มาให้ข้อมูลตามระเบียบ

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมการเมืองยังคงมีความเสี่ยงต่อการใช้ “เงินเป็นตัวกลาง” เพื่อควบคุมเสียงแทนประชาชน ดังนั้น ทุกฝ่ายควรตื่นตัวและมีบทบาทในการเฝ้าระวัง

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือติดตามการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการต่อสู้กับการทุจริตเริ่มจากการเปิดเผยข้อเท็จจริง

ที่มา – สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน หอบหลักฐานคลิปเสียงหญิงปริศนาเงิน 10 โล แจ้งความตร.

เขมร โบ้ย ทุ่นระเบิด ไม่มีตา หากเหยียบก็เจ็บตาย โต้คลิปวีดีโอปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวรายงานว่า ในเพจ “สรยุทธ สุทัศนะจินดากรรมกรข่าว” ได้มีการเผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่า ทางรัฐบาลกัมพูชาได้แถลงขอให้รัฐบาลไทยยุติการรุกล้ำเข้ามายังพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังคงมี ทุ่นระเบิด ที่เหลืออยู่จากสงครามในอดีตอยู่จำนวนมาก พร้อมคำเตือนอย่างจริงจังว่า “ทุ่นระเบิดไม่มีตา เหน็บชาติ หากเหยียบหรือเข้าใกล้ก็อาจเสียชีวิตได้” อีกทั้งยังได้โต้แย้งข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทย โดยยืนยันว่าคลิปวิดีโอที่เผยแพร่เป็นของปลอม และยืนยันว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุเป็นสมรภูมิเก่าจากสงครามของกัมพูชา ไม่ใช่ดินแดนของไทย

เขมร โบ้ย ทุ่นระเบิด ไม่มีตา หากเหยียบก็เจ็บตาย

ในวันเดียวกันนั้น นายลี ทุจ รองประธานคนที่หนึ่งของหน่วยงานปฏิบัติการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งกัมพูชา (CMAA) ก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ทหารไทยหยุดย่างเข้ามาในดินแดนกัมพูชา เนื่องจากยังมีอันตรายจาก ทุ่นระเบิด ซึ่งหากได้รับบาดเจ็บจริง ก็อาจส่งผลร้ายแรงได้ และเป็นอันตรายต่อทั้งพลเรือนและทหาร

ทุ่นระเบิดจากสมรภูมิสงครามเก่า

ขณะที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม นายลี ทุจ ยืนยันอีกครั้งว่าตำแหน่งที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บนั้น ไม่ใช่พื้นที่ของประเทศไทย แต่เป็นบริเวณสมรภูมิเก่าจากการทำสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมายังคงมี ทุ่นระเบิด จำนวนมหาศาลปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ จนถึงปัจจุบันยังเป็นอันตรายแก่ผู้คนที่เดินผ่าน หรือเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

“ทุ่นระเบิดไม่มีตา หากเหยียบหรือสัมผัส จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนชาวกัมพูชา หรือบุคคลต่างชาติ” รองประธาน CMAA กล่าว

นอกจากนี้ นายลี ทุจ ยังสมควรถามให้รัฐบาลไทยแสดงความรับผิดชอบต่อข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล และยุติการเผยแพร่ข้อมูลผ่านคลิปวิดีโอปลอมที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคมโลก

  • ขอให้ไทยหยุดรุกล้ำดินแดนกัมพูชาที่มีทุ่นระเบิด
  • ให้ประเทศไทยแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อข้อกล่าวหา
  • ยืนยันว่าคลิปวีดีโอที่เผยแพร่เป็นของปลอม
  • พื้นที่เกิดเหตุเป็นสมรภูมิเก่าของกัมพูชา

การพูดคุยและแสดงความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาจึงควรเปลี่ยนมาใช้ช่องทางทางการทูตที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดและหวังความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น เนื่องจากอุบัติเหตุจาก ทุ่นระเบิด อาจเกิดกับทุกฝ่าย ถ้าหากไม่มีการตกลงหรือการสื่อสารที่เข้าใจตรงกันมากเพียงพอ

ที่มา – ‘เขมร’ โบ้ย ‘ทุ่นระเบิด’ ไม่มีตา หากเหยียบก็เจ็บตาย โต้ คลิปวีดีโอปลอม

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงฟังปาฐกถากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับสภากาชาดไทยจัดงาน ปาฐกถา “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

ในโอกาสสำคัญนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงฟังปาฐกถาฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในทุกครั้งตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2546

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงฟังปาฐกถากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นางมีรยานา สปอลยาริช เอ็กเกอร์ ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เป็นผู้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การธำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในสงครามร่วมสมัย” (Upholding Humanity in Contemporary Warfare) โดยเน้นการใช้จริยธรรมและการเคารพกฎหมายในสถานการณ์สงครามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ความท้าทายที่เกิดขึ้นในยุคสงครามปัจจุบัน

นางมีรยานาได้กล่าวถึงสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธทั่วโลกที่ ICRC ระบุว่ามีทั้งหมดประมาณ 130 กรณี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ นอกจากนี้ยังเตือนถึงแนวโน้มการใช้ “ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธ” (Weaponisation of information) และการแพร่หลายของระบบอาวุธอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศต้องได้รับการยึดมั่นอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองมนุษย์ในยามความขัดแย้ง

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวรายงานต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ โดยย้ำถึง “มรดก” 150 ปีของกระทรวงการต่างประเทศที่เลือกใช้ทางทูตในการทำความเข้าใจและลดความขัดแย้ง

การเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในระดับสากล

ในงานปาฐกถาฯ ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศ สภากาชาดไทย และ ICRC

  • การจัดให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • ย้ำบทบาทของไทยในเวทีมนุษยธรรมระดับนานาชาติ

งานนี้ถือเป็นการดำเนินการตามคำมั่นของไทยในการประชุมกาชาดระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรม และประกาศยกย่องหน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมทั่วโลก

การจัดทำกิจกรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ในฐานะหนึ่งในกิจกรรมเพื่อยกระดับการเคารพกฎหมายมนุษยธรรม จึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพโลกและเสรีภาพของมนุษย์อย่างยั่งยืน ความสงบสุขเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่บนสนามรบ แต่บนโต๊ะเจรจา

ที่มา – กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงฟังปาฐกถา เรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะสิงคโปร์อาจถูกปรับถึง 50,000 บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะ ของสิงคโปร์ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากทางการประเทศสิงคโปร์ออกมาตรการเข้มงวด โดยผู้ที่ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 50,000 บาท

รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่าในวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของเอสเอ็มอาร์ที (SMRT) ผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชนของสิงคโปร์ ได้ย้ำเตือนว่าผู้ใดก่อเหตุการณ์ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะ จะถูกนำออกจากสถานีทันที นอกจากนี้หากมีอาการมึนเมาจากการใช้ อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะผิดกฎหมาย

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะ ถือว่าผิดกฎหมายในสิงคโปร์มาอย่างชัดเจน และมีบทลงโทษที่เหลือเชื่อ ด้วยการปรับสูงถึง 50,000 บาท ซึ่งถือว่าหนักมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ทางผู้ให้บริการขนส่งได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการรายงานเหตุหากพบผู้ฝ่าฝืน พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนเคารพกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน

นโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ต่อ “บุหรี่ไฟฟ้า”

นโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ต่อเรื่องบุหรี่ ไม่ว่าจะแบบเดิมหรือแบบไฟฟ้าถือว่าเข้มงวดมาก เนื่องจากมองว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้โดยสารทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่นอย่างระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ถูกห้ามอย่างเด็ดขาด

  • ต้องถูกนำออกจากสถานีทันทีหากฝ่าฝืน
  • อาจเผชิญกับค่าปรับสูงถึง 50,000 บาท
  • มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีหากสร้างความไม่พอใจให้ผู้อื่น

กติกาเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงข้อบังคับเท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลสุขภาพประชาชนและส่งเสริมความสงบสุขในสังคม และโดยรวมแล้ว สูบบุหรี่ไฟฟ้าในขนส่งสาธารณะเป็นหัวข้อที่ควรมีการกล่าวขานและสร้างความตระหนักให้กับทุกคน

การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ยังต้องการเลิกบุหรี่แบบเดิม แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะสามารถใช้ได้ทุกที่ การเคารพพื้นที่สาธารณะคือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องใช้ ควรทำในพื้นที่ที่เหมาะสมและได้รับอนุญาต

บทความนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกคนตระหนักว่าแม้จะเป็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและอาจนำมาซึ่งบทลงโทษที่หนักหนา ดังนั้นการเลี่ยงหลีกให้อยู่ในพื้นที่ห้ามควรเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องคำนึงถึงเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – สิงคโปร์ย้ำ “สูบบุหรี่ไฟฟ้า” ในขนส่งสาธารณะ อาจถูกปรับถึง 50,000 บาท

‘ภูมิธรรม’ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา‘ผู้นำเขมร’ เจอตัวในไทยจับทันที

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ เป็นประธานการประชุมสมช. โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

‘ภูมิธรรม’ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา‘ผู้นำเขมร’ เจอตัวในไทยจับทันที

หลังการประชุมเมื่อเวลา 18.00 น. นายภูมิธรรม แถลงว่า รัฐบาลเตรียมฟ้องร้องกัมพูชา และโดยเฉพาะผู้นำระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเด็นนี้อยู่ในพิจารณาของฝ่ายกฎหมายแล้ว และขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับผิดชอบเรื่องนี้

แผนดำเนินคดี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน และหน่วยราชการต่าง ๆ โดยเรื่องที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นการฟ้องภายในประเทศเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงและทรัพย์สินของประชาชนไทยโดยตรง

“เราไม่ได้ไปฟ้องในสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจที่เราครอบคลุม จึงยังไม่ได้ดำเนินการในระดับนั้น” นายภูมิธรรมอธิบาย

ทนายความแผ่นดินจากอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ดำเนินคดีแทนประชาชน และตำรวจจะทำหน้าที่รวบรวมหลักฐาน เอกสารต่าง ๆ และสอบสวนข้อมูล ซึ่งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็ยังคงดำเนินการเช่นเดิมโดยยังไม่มีการยุบในตอนนี้

หากผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้ามาในไทยจะเกิดอะไรขึ้น?

สำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จฮุน เซน หรือ นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา นั้น นายภูมิธรรมระบุว่า เป็นคดีประเภทฝากขัง ซึ่งหากพบร่างกายในพื้นที่ไทย ก็จะถูกจับกุมทันที ตามกฎหมายและขั้นตอนที่กำหนด

“ถ้าเขาเข้ามาในประเทศ เมื่อไหร่เจอเมื่อนั้นก็จับ” รองนายกฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

  • ข้อหาอาจครอบคลุมทั้งอาญาและแพ่ง
  • เน้นดำเนินคดีภายในประเทศเพื่อความรวดเร็ว
  • ยังไม่มีมติยุบศูนย์เฉพาะกิจชายแดน
  • ตร.และอัยการสูงสุดเป็นผู้นำเรื่องหลักฐาน

ด้านเรื่องการสืบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้นำกัมพูชานั้น ยังอยู่ระหว่างพิจารณา และนายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ควรเปิดเผยมากเกินไปในขั้นนี้ เพราะอาจทำให้เป้าหมายการสืบสวนเปลี่ยนแปลงไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายเรื่องเงินเยียวยาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาจเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 ส.ค.นี้ แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจนจนกว่าจะมีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ประมาทต่อสถานการณ์ในพรมแดน และพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ไม่ว่าจะด้วยทางกฎหมายหรือการบริหารจัดการความมั่นคงภายในประเทศ

หากคุณอยากรู้ว่าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเมืองไทยจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ติดตามข่าวการเมืองไทยได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา‘ผู้นำเขมร’ เจอตัวในไทยจับทันที

ธอส.สานต่อ คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ขยายเวลาลงทะเบียน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าสานต่อโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 โดยได้ปรับเงื่อนไขให้ลูกค้าสามารถเข้าร่วมได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมขยายระยะเวลาลงทะเบียนจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากที่มีลูกค้าเข้าร่วมเฟสแรกไปแล้วกว่า 97,000 ราย โครงการนี้ถือเป็นเครื่องมือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ตอบโจทย์ “ลูกหนี้ดี”

ทั้งนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้วางเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ที่มีรายได้ลดลง แต่ยังมีเจตนาดีในการชำระหนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท และทำสัญญาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 มาร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม

โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีประวัติการค้างชำระไม่เกิน 30 วัน หรือเคยมีหนี้ค้างชำระตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 รวมถึงผู้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน และยังมีรายที่หนี้ค้างเกิน 365 วัน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการฟื้นสภาพการเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ในช่วงเวลา 12 เดือนแรก ยกเว้นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ หรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน

ลงทะเบียนได้ง่าย ผ่านหลากหลายช่องทาง

ด้วยจุดประสงค์เพื่อขยายโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้น ธอส. กำหนดให้การลงทะเบียนคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 สามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th/Khunsoo รวมถึงแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN และ GHB ALL BFRIEND เพื่อความสะดวกในการใช้งานของลูกค้าในยุคดิจิทัล

  • ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.bot.or.th/Khunsoo
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL GEN
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL BFRIEND

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สาขาของ ธอส. ทั่วประเทศ หรือติดต่อผ่านช่องทาง Call Center ที่หมายเลข 0-2645-9000 รวมถึงติดตามข่าวสารอัปเดตผ่าน Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ Application: GHB ALL GEN รวมถึงเว็บไซต์ www.ghbank.co.th

โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ไม่เพียงแค่เป็นการช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังสะท้อนถึงแนวทางวางตัวของธนาคารที่มุ่งเน้น “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” และ “ความยั่งยืนทางสังคม” เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกกลุ่มในสังคมไทย

ที่มา – ธอส.สานต่อ คุณสู้ เearch่วย เฟส 2 ขยายเวลาลงทะเบียน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมากขึ้น

พาณิชย์จับมือภาคเอกชน ส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนร่วมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดเกี่ยวกับสินค้ารักษ์โลกได้ขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผ่านงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 ที่ Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พาณิชย์จับมือภาคเอกชน ส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

แนวคิดของงานในครั้งนี้คือ “PLUS WITH POWER: ชีวิตดี โลกดี เศรษฐกิจดี” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติหลัก คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงพาณิชย์ได้คัดเลือกสินค้า SDGs จากทั่วประเทศรวมกว่า 200 บูธ มากกว่า 1,000 รายการ แบ่งเป็น 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่

  • กลุ่มอาหาร เช่น อาหารแช่แข็ง ข้าว ผัก-ผลไม้แปรรูป
  • กลุ่มเครื่องดื่ม
  • กลุ่มเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ
  • กลุ่มของขวัญของชำร่วย
  • กลุ่มเครื่องใช้ภายในบ้านและของตกแต่งบ้านจากวัสดุธรรมชาติหรือรีไซเคิล
  • กลุ่มสินค้าสุขภาพและเครื่องสำอาง

โอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานจะได้รับโอกาสในการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และนำเสนอสินค้า (Business Pitching) ต่อผู้ซื้อ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนการส่งออกผ่าน E-Catalog และความร่วมมือของเครือข่ายทูตพาณิชย์ระดับโลก การดำเนินการในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างยอดการเจรจาทางการค้ารวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท

นอกจากนี้ งาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้แนวโน้มด้านนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีเวทีเสวนาและเวิร์คช็อป DIY เพื่อสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมของทุกคน

“สินค้ารักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นอนาคตของเศรษฐกิจโลก ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2025”

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ Facebook : Local SDGs+ หรือเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ในหัวข้อ MOC Event

ที่มา – พาณิชย์ จับมือภาคเอกชน ส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้ช่วยรัฐมนตรีการต่างประเทศ กองทัพบก และกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา องค์กรภาคประชาสังคมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแสดงหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาภายในดินแดนของไทย

ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.

หลักฐานที่นำเสนอประกอบด้วยสภาพความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่ามีการใช้ทุ่นระเบิดจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ติดตั้ง และบางส่วนถูกติดตั้งแล้ว ส่งผลให้มีการบาดเจ็บสาหัสแก่ทหารไทย รวมถึงมีการนำชิ้นส่วนของท่อระเบิดที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาแสดงเพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ไม่ได้จัดฉากขึ้นมา

การประชุมอนุสัญญาออตตาวารอบใหม่ประจำเดือนสิงหาคม

ภายใต้กรอบของการปฏิบัติตามพันธกรณีตาม อนุสัญญาออตตาวา ประเทศไทยได้เดินหน้าประท้วงต่อกัมพูชาในทุกระดับ ตั้งแต่สอบถามทางการทูตของกัมพูชาโดยตรง ไปจนถึงการส่งประโยค protest ไปยังประธานอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติที่นครเจนีวาและนครนิวยอร์ก เพื่อขับเคลื่อนให้มีการยุติการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำนครเจนีวา ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการละเมิดที่เกิดขึ้นของกัมพูชาต่อ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งตามกำหนดการ จะมีการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 22 สิงหาคม โดยประเทศไทยจะใช้เวทีครั้งนี้นำเสนอ หลักฐานทางเทคนิค ภาพถ่าย ตลอดจนคำให้การของพยาน ต่อสาธารณชนระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่ยังมีการใช้งานวัตถุระเบิดคลาสตริกจำนำมาร่วมพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
  • การประชุมเวทีอนุสัญญาออตตาวาครั้งใหม่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเคลื่อนไหวของไทย
  • ประชาชนควรติดตามและเข้าใจบริบทของปัญหาอย่างชัดเจนเพื่อการสื่อสารภายนอกที่แม่นยำ

ทั้งนี้ กรณีที่องค์การ CMAA (អង្គការជាតិកំណត់វត្ថុប្រឆាំងកម្ពុជា) ออกมาแถลงว่าให้ความสำคัญกับความมุ่งหวังเกี่ยวกับ “มนุษยธรรม” นั้น ถูกมองว่าเป็นการกลับไปให้คำพูดที่แย้งกัน หากเทียบกับข้อมูลที่คณะกรรมการดังกล่าวแพร่ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่มีการระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ถูกต้องตามชายแดนแต่มีการ “โครงราด” ให้กับการปฏิบัติตามมาตรา 6 ของการประชุมรัฐภาคี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมและกำจัดวัตถุต้องห้ามยังคงใช้

นายมาริษฯ และทีมผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศจึงเชื่อว่า การจัดการนำเสนอ หลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ครบถ้วนและสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาคมสากล จะกระตุ้นให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงของกัมพูชาได้อย่างจริงจังมากขึ้น

ติดตามสถานการณ์การใช้บกพร่องของเวทีฯ รอบใหม่ในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ เราเชื่อว่าก้าวเล็ก ๆ ของไทยอาจเป็นแรงผลักใหญ่ ๆ ต่อความยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – ไทยเตรียมยื่นหลักฐานร้องเวทีอนุสัญญาออตตาวา 22 ส.ค.