ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จีนสั่งซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ ไตรมาส 4 ไร้สหรัฐ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ว่าการวิเคราะห์ตลาดโดยบริษัทซาฟราส แอนด์ เมอร์กาโด จากบราซิล ระบุว่า จีนซื้อถั่วเหลืองประมาณ 8 ล้านตัน สำหรับเดือนก.ย. และ 4 ล้านตันสำหรับเดือนต.ค. หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการที่คาดการณ์ไว้ โดยทั้งหมดจะถูกส่งมาจากอเมริกาใต้ และมีบราซิลครองส่วนแบ่งมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลทำให้ช่วงเวลาของการส่งออกถั่วเหลืองไปยังจีนของสหรัฐสั้นลง ซึ่งปกติแล้วจะเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. – ม.ค. ของแต่ละปี

จีนสั่งซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ ไตรมาส 4 ไร้สหรัฐ

ขณะที่การตัดสินใจเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ เกิดขึ้นในขณะที่ราคาถั่วเหลืองของชิคาโก บอร์ด ออฟ เทรด ซึ่งเป็นตลาดการซื้อขายล่วงหน้า ขยับลงเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี

ด้านนายหลิว เผิงอวี้ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการค้า แต่แสดงความหวังว่า สหรัฐจะร่วมมือกับจีน เพื่อปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกัน และเรียกร้องให้มีการเจรจาบนพื้นฐานของความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน

สหรัฐต้องการขยายตลาดถั่วเหลือง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ขอให้จีนเพิ่มปริมาณการซื้อถั่วเหลืองอีก 4 เท่า ซึ่งเป็นการเรียกร้องอย่างกะทันหัน เพียงไม่กี่วันก่อนที่มาตรการสงบศึกทางภาษีระหว่างทั้งสองจะสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การเพิ่มปริมาณการซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรของจีน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับข้อตกลงการค้าที่ยั่งยืนระหว่างจีนและสหรัฐหรือไม่

แต่ในขณะเดียวกัน จีนยังไม่ได้สั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐสำหรับไตรมาสที่ 4 และมีรายงานว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์บางรายกำลังทดสอบซัพพลายเออร์รายอื่น ๆ รวมถึงอาร์เจนตินา เพื่อให้ได้อาหารโปรตีนราคาถูกกว่าจากอเมริกาใต้.

การปรับเปลี่ยนนี้บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนทางการค้าของจีนที่มีต่อสหรัฐ และสะท้อนให้เห็นว่า การเจรจาทางการค้ายังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังมีความตึงเครียดอยู่

ที่มา – จีนสั่งซื้อ ‘ถั่วเหลือง’ จากอเมริกาใต้สำหรับไตรมาส 4 ล่วงหน้า ไร้วี่แววสหรัฐ

ปัจจัยการเมืองฉุดดัชนีหุ้นปิดลบ 17.11 จุด

บรรยากาศตลาดหุ้นไทยในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยดัชนีมีจุดต่ำสุดลดลง 17 จุด เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับ ปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะการติดตามข่าวเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับปมคลิปเสียงนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวเริ่มมีสัญญาณพักตัว ซึ่งส่งผลกดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง

ณ เวลา 17.02 น. ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,242.31 จุด ลดลง 17.11 จุด หรือ 1.36% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 39,299.17 ล้านบาท ขณะที่ตลาดเอ็มเอไอ (MAI) ปิดที่ 248.38 จุด ลดลง 0.04 จุด หรือ 0.02% มูลค่าการซื้อขาย 1,201.36 ล้านบาท

ปัจจัยการเมือง เสี่ยงต่อส่งผลกระทบต่อตลาด

จากข้อมูลรายงานของ บล.ทิสโก้ ระบุว่า นักลงทุนควรให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ ปัจจัยการเมือง ในช่วงครึ่งเดือนหลัง เนื่องจากแม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้ว 8 สัปดาห์ติด แต่โอกาสที่จะปรับขึ้นต่อเป็นสัปดาห์ที่ 9 มีเพียง 1.7% เท่านั้น

แนวรับของตลาดอยู่ที่ 1,250 และ 1,240 จุด ส่วนแนวต้านคาดการณ์ไว้ที่ 1,270 และ 1,280-1,285 จุด กลยุทธ์ในการลงทุนช่วงนี้หากเลือกลงทุนจะเน้นสร้างโอกาสในการขายทำกำไรในช่วงที่หุ้นปรับตัวขึ้น และควรเก็บเงินสดไว้รอซื้อคืนในช่วงที่ตลาดอ่อนตัว

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุดในวันนี้

  • การบินไทย ปิดที่ 14.30 บาท ลดลง 2.20 บาท
  • ปตท. ปิดที่ 32.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
  • แอดวานซ์ ปิดที่ 294.00 บาท ลดลง 4.00 บาท
  • ซีพีออลล์ ปิดที่ 45.25 บาท ลดลง 0.75 บาท
  • ปตท.สผ ปิดที่ 113.00 บาท ลดลง 3.00 บาท

การเคลื่อนไหวของตลาดในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจาก ปัจจัยการเมือง ที่มีต่อพฤติกรรมของนักลงทุนอย่างชัดเจน และการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าใจจังหวะของตลาดได้ดีขึ้น

ด้วยความไม่แน่นอนในช่วงนี้ การใช้กลยุทธ์รอดูสถานการณ์และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการขาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ปัจจัยการเมืองฉุดดัชนีหุ้นปิดลบ 17.11 จุด

สุดมันส์ Toyota Gazoo Racing สนามภูเก็ต

ในวันที่ 16-17 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Thailand 2025 สนามที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานราชการและพันธมิตรธุรกิจในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “Make Ever-Better Car From Circuit to the Road” เพื่อส่งต่อประสบการณ์ความมันส์ของมอเตอร์สปอร์ตสู่ชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

สุดมันส์ Toyota Gazoo Racing สนามภูเก็ต

ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันในครั้งนี้ มีนายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมด้วย นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งผู้แทนจากผู้จำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทั้งหมดมารวมตัวเพื่อเป็นกำลังใจให้นักแข่งและแฟน ๆ ชาวภูเก็ตที่มาร่วมสนามกันอย่างคึกคัก

รายการแข่งขันตื่นเต้นระทึกใจ

การแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Thailand สนามภูเก็ต แบ่งเป็นหมวดหมู่การแข่งขันหลากหลาย ทั้ง YARIS One Make Race, YARIS ATIV Lady One Make Race, HILUX REVO One Make Race และ COROLLA ALTIS GR Sport One Make Race โดยแต่ละรายการแข่งขันในรูปแบบ 20 รอบ ทดสอบทักษะการออกแบบรถและการขับขี่อย่างเที่ยงตรงกับสภาพสนามอย่างเข้มข้น

  • ผลการแข่งขัน YARIS One Make Race : Division 1 – แชมป์สนามตกเป็นของ หมายเลข 68 ศิริภากรณ์ แยบยนต์
  • ผลการแข่งขัน YARIS ATIV Lady One Make Race – อันดับ 1 อยู่กับ หมายเลข 135 Piyawadee Phuettisan
  • ผลการแข่งขัน HILUX REVO One Make Race – แชมป์สนามคือ หมายเลข 4 Naruchit Kiatmaneesri จากทีม TD Racing

นอกเหนือจากการแข่งขันรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษไฮไลท์ อย่าง HOT LAP ที่นำรถตระกูล GR มาโชว์สมรรถนะแบบจัดเต็ม รวมถึงการทดลองขับ GR SUPRA TRACK EDITION รุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในไทย พร้อมด้วยโชว์เทคนิคจากทีมงาน Toyota Gazoo Racing จริงจังสู่สายตาผู้ชม

บรรยากาศเติมเต็มรถยนต์สปอร์ตสไตล์ GR

ภายในงาน ยังจัดให้มีกิจกรรม GR EXPERIENCE สำหรับลูกค้าระดับพรีเมียมจาก GR Garage ทั่วประเทศ โดยให้ผู้เข้าร่วมได้ขึ้นรอบ HOTLAP ไปกับนักขับแกร่งจากทีม GR Thailand และ𝐺𝑅𝐺𝑢𝑟𝑢 เช่น คุณเบียร์ ใบหยก สาธารณสุขแห่งโลกแห่งวงการการ์ตูนและรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีมุมแสดงรถยนต์รุ่นใหม่จาก GR Series ให้ชมใกล้ชิด

เก็บภาพความประทับใจทางโซเชียลมีเดียได้ที่มุม WALK ABOUT ON TRACK / PIT WALK ตลอดจนคอนเสิร์ตมันส์ระดับแนวหน้าในวงการ เช่น ซานิ นิภาภรณ์ และวงไททศมิตร ที่เพิ่มพลังใจให้กับผู้ร่วมงาน สุดท้ายกิจกรรม Meet & Greet กับศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเสริมไลฟ์สไตล์สุขท่อนบนตัวงานโตโยต้า

หากคุณพลาดความสุดมันส์ของ Toyota Gazoo Racing สนามภูเก็ต บอกไว้เลยว่าอย่าเพิ่งท้อ เพราะปีนี้ยังมีสุดมันส์ต่อไปกับ Toyota Gazoo Racing Thailand สนามที่ 3 และ 4 ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน นี้ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ห้ามพลาด!

ที่มา – สุดมันส์ Toyota Gazoo Racing สนามภูเก็ต

รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 ก.ย.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจะจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพในวันที่ 20 กันยายน 2568 นี้ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดของพระองค์

รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 ก.ย.

กิจกรรมดังกล่าวจะดำเนินการโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกำหนดการจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2568 ที่วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร และทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

กิจกรรมสำคัญที่ประชาชนสามารถร่วมสังเกตุการณ์ได้

  • พิธีบวงสรวงและแถลงข่าว ในวันที่ 28 ส.ค. เวลา 08.00 น. ณ พื้นที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • พิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรในวันที่ 20 ก.ย. เวลา 07.30 น. ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค
  • พิธีวางพานพุ่ม ถวายราชสักการะในวันเดียวกัน โดยจัดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
  • นิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย. ที่วัดสุทัศน์ รวมถึงการแสดงมรดกวัฒนธรรม การเฉลิมฉลอง และการจัดงาน Night Museum
  • หนังสือที่ระลึก ชื่อ “เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์” ซึ่งเล่าเรื่องพระราชประวัติในวัยเยาว์ของทั้งสองพระองค์

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาองค์พระบรมฉายาลักษณ์ และจิตรกรรมการแสดงแสงสี เพื่อเสริมบรรยากาศแห่งความเคารพเลื่อมใส และมีความหมายเป็นอย่างยิ่งในปีที่ครบรอบ 100 ปีของพระองค์

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นโอกาสอันทรงคุณค่าที่ทุกคนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระคุณอันลึกซึ้งต่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ที่มา – รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 ก.ย.

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ IOT 8 ประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อเร็วๆ นี้ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร ได้จัดเตรียมแผนการต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อดำเนินการตรวจสอบสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของไทยต่อสังคมนานาชาติ

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ IOT 8 ประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

คณะผู้สังเกตการณ์ดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนจากประเทศบรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม จำนวน 14 นาย โดยมี ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี (กองทัพภาคที่ 2) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เป้าหมายของการลงพื้นที่จากคณะผู้สังเกตการณ์ IOT

กิจกรรมการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เริ่มต้นในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ห้องประชุมศรีจันทราพันธ์ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ให้ข้อมูลพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชาตามบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา

ข้อมูลที่ได้รับยังรวมถึงเหตุการณ์การขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติในวันที่ 19–20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลกระทบต่อความเสถียร ensuing ในพื้นที่

เป้าหมายสำคัญที่คณะผู้สังเกตการณ์ IOT เข้าไปสำรวจ

คณะผู้สังเกตการณ์ IOT ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่สำคัญในแนวชายแดนเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลาง ทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนพฤติกรรมการละเมิดข้อตกลงโดยฝ่ายกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของแดนและประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และยืนหยัดใช้วิธีสันติในการแก้ไขปัญหาด้านชายแดน แต่ขณะเดียวกันจะไม่ยอมเพิกเฉยต่อการบุกรุกดินแดนและความปลอดภัยของพลเมืองไทยอย่างเด็ดขาด

รวมพลังความร่วมมือต่อปัญหาด้านความมั่นคง

ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะผู้สังเกตการณ์แบบใกล้ชิด โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมประชุมภายในการปิดห้องประชุม เพื่อดูแลความลับของdiscussionสำคัญ

ข่าวครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนถึงความพร้อมของกองทัพไทยต่อภารกิจระดับนานาชาติ และความใส่ใจต่อภาพลักษณ์ผ่านการเปิดรับการตรวจสอบจากภายนอก โดยหวังให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเคารพพรบ.มนุษยธรรมสากลและยืนยันขอบเขตประเทศอย่างชัดเจน

หากคุณเป็นผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและปัญหาชายแดน อย่าพลาดการติดตามข่าวสารล่าสุดจากพื้นที่เพื่อเข้าใจสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา

ที่มา – กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ IOT 8 ประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

บูม เด็กเซียน ถ่อมตัว ขุนศึกเล็ก ต้องเก็บประสบการณ์ก่อนชน เพชรสมาน

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ศึกมวยไทย RWS ได้见证了การขึ้นชกครั้งใหม่ของนักชกดาวรุ่ง ขุนศึกเล็ก ที่ได้รับการดูแลและฝึกฝนโดย บูม เด็กเซียน เจ้าของค่ายมวยชื่อดัง ซึ่งเป็นไฟต์แรกของ ขุนศึกเล็ก ในพิกัดน้ำหนัก 122 ปอนด์ โดยเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยงาม พร้อมเอาชนะคู่แข่งอย่าง หยกมรกต ว.สัข์ประไพ ไปอย่างเหมาะสมในทุกรอบ

แต่อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ยังไม่ได้ทำให้ “บูม เด็กเซียน” เปลี่ยนทิศทางในการวางแผนอนาคตของ ขุนศึกเล็ก เพราะเจ้าตัวยังมองว่าลูกศิษย์ยังต้องเก็บประสบการณ์เพิ่มเติมก่อนการเผชิญหน้ากับนักชกอย่าง เพชรสมาน ส.สมานการ์เม้นท์ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งแชมป์ในพิกัดนี้

บูม เด็กเซียน ชี้ ขุนศึกเล็ก ยังไม่พร้อมชิงแชมป์

แม้ว่า ขุนศึกเล็ก จะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในไฟต์ล่าสุด แต่ “บูม เด็กเซียน” ย้ำว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการขยับขึ้นชิงแชมป์ โดยระบุว่าร่างกายของ ขุนศึกเล็ก ยังต้องถูกเสริมความแข็งแกร่ง และสัมผัสกับแรงปะทะของคู่ต่อกรุ่นแรงๆ เพิ่มเติมอีกหน่อย

“ตอนนี้เขาเป็นเพียงไม้ประดับในรุ่น หากต้องการขึ้นเป็นไม้เอกต้องค่อย ๆ สร้างสมดีกรีให้แน่นขึ้น” บูม เด็กเซียน กล่าว “และอย่าลืมว่าเรายังมี ดอกไม้ป่า ที่เป็นคู่แข่งฝีมือจัดจ้านรออยู่ จึงไม่ควรรีบร้อนชิงแชมป์หากยังไม่พร้อมเต็มร้อย”

เส้นทางของขุนศึกเล็กยังอีกยาวไกล

บูม เด็กเซียน เผยว่าแม้ตอนนี้ ขุนศึกเล็ก จะใส่ใจในด้านเทคนิคและกลยุทธ์เป็นอย่างดี แต่ความท้าทายในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ กำหนดเป้าหมายระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง

  • ต้องพัฒนาร่างกายเพื่อความทนทานต่อแรงกระแทก
  • ต้องเก็บสะสมประสบการณ์จากการเจอกับนักชกที่มีสไตล์ต่างกัน
  • ต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก่อนขยับชิงตำแหน่งแชมป์

แม้เส้นทางของ ขุนศึกเล็ก จะยังอีกยาวไกล แต่ด้วยความสามารถและความใส่ใจในการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ เขาจะสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักมวยชั้นแนวหน้าของพิกัดนี้ได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม บูม เด็กเซียน ก็ย้ำอีกครั้งว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่แค่ชัยชนะ การผ่านพ้นอุปสรรค็คือก้าวสำคัญที่จะพานักมวยก้าวไปถึงความยิ่งใหญ่

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของมวยไทย ต้องติดตามเส้นทางของ ขุนศึกเล็ก และการดูแลของ บูม เด็กเซียน อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ตั้งเป้าสูงในการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – “บูม เด็กเซียน” ถ่อมตัว “ขุนศึกเล็ก” ต้องเก็บประสบการณ์ก่อนชน “เพชรสมาน” เจ้าของแชมป์รุ่น 122 ปอนด์

โชติรินทร์ ฟอร์มเด็ด หวดล้มสาวญี่ปุ่น ลิ่วรอบเมนดรอว์ ศึกเทนนิส G H BANK

ในงาน “จี เอช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 (1)” ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นั้น เป็นเวทีที่รวบรวมดาวรุ่งฝีไม้ลายเทนนิสจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งในประเภทชายและหญิง โดยในประเภทหญิงเดี่ยว โชติรินทร์ แก้วก่า นักเทนนิสวัย 15 ปี หรือที่แฟน ๆ เรียกกันว่า “น้องเบียร์” ได้โชว์ฟอร์มที่น่าประทับใจเมื่อเธอสามารถเอาชนะนักเทนนิสสาวจากเกาหลีใต้ ชิน จีโฮ ด้วยสกอร์ 2-6, 6-4 และในซูเปอร์ไทเบรกชัยชนะที่ 10-3 ถือเป็นชัยชนะพลังมหึมาของน้องเบียร์ในช่วงต้นของการเปิดตัวที่เวทีระดับนานาชาติครั้งสำคัญนี้

โชติรินทร์ สร้างเซอร์ไพรส์ ผ่านเข้าสู่รอบเมนดรอว์

ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบเมนดรอว์อย่างน่าทึ่ง โชติรินทร์ จะต้องพบกับคู่แข่งอีกหนึ่งดาวรุ่งจากญี่ปุ่นอย่าง ชิโฮะ อาคิตะ ซึ่งถือเป็นนักเทนนิสที่มีฝีมือสูงเช่นกัน ทั้งสองกำลังจะวางพละกำลังและความสามารถในการรุกเจาะตาข่าย แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ในสนามหญิงเดี่ยวในครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

ผลการแข่งขันอื่น ๆ ในกลุ่มหญิงเดี่ยว

นอกจากผลงานโดดเด่นของ โชติรินทร์ แล้ว นักเทนนิสสาวไทยท่านอื่น ๆ ก็มีผลงานน่าสนใจไม่น้อยในรอบสุดท้ายของการคัดเลือก เช่น ธนัชพร ยังโหมด ที่เอาชนะ มาลัยลักษณ์ เดลิล่าห์ ปทุมมา คุโรเนน จากลาว ส่วนอีกหลายคนก็ต้องพักจากการเดินทางแข่งขันยาวนาน ซึ่งจากผลการแข่งขันนี้ ทีมงานใหญ่ของวงการเทนนิสในไทยก็ให้ความมั่นใจว่าเธอจะกลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีอนาคตไกล!

ทางด้านประเภทชายเดี่ยว ก็มีความร้อนแรงไม่แพ้กัน โดย “ก็อต” กฤติน โกยกุล เป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลที่ผ่านมาจากการคัดเลือก เขาสามารถเอาชนะ “วินเนอร์” ธีรภัทร ขันติวีรวัฒน์ ได้ด้วยสกอร์ 2 เซตขาด 6-1 และ 6-0 ถือว่าเข้ารอบเมนดรอว์ได้อย่างไม่มีที่ติ

ผู้เล่นผู้อื่นในหมวดหมู่ชายเดี่ยวที่น่าจับตามองก็ยังมีอีกหลายราย ทั้ง จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์, ภูมิพัฒน์ สุขโข, สาย คาร์ที เรดดี้ กันตา และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่มุ่งหวังผลการแข่งขันในทัวร์นี้เป็นพลังขับเคลื่อนให้ก้าวไปไกลในวงการเทนนิสต่อไป

ทัวร์นี้นับเป็นเวทีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับดาวรุ่งแห่งอนาคต เพราะที่นี่คือเวทีที่พวกเขาได้มาวัดฝีมือกับผู้เล่นจากทั่วโลก และถ้าหากพวกเขาผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้จริง ก็จะเป็นโอกาสทองในการแสดงศักยภาพของตนเองและกำลังใจจากแฟน ๆ อย่างแท้จริง

คุณเป็นผู้ชมคนหนึ่งที่แอบลุ้นให้กับผู้เล่นไทยหรือไม่? หากคุณสนใจการแข่งขันกีฬาอะไรก็ตาม อย่าลืมเชียร์จากใจถึงใจเสมอ เพราะการสนับสนุนจากเรา อาจจะเป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ ที่ทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายได้

ที่มา – “โชติรินทร์” ฟอร์มเด็ด หวดล้มสาวญี่ปุ่น ลิ่วรอบเมนดรอว์ ศึกเทนนิส “G H BANK”

ฉะเชิงเทรา มอบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ ครั้งที่ 3 พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันที่ 18 สิงหาคม ณ หอประชุมอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เปิดโครงการ “บวร บูรณาการบทบาทเกื้อหนุนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน” โดยมีกิจกรรมสำคัญคือ ฉะเชิงเทรา มอบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ ครั้งที่ 3 พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งขบวนการที่มีความหมายสำหรับผู้มีความพิการในพื้นที่

ฉะเชิงเทรา มอบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ ครั้งที่ 3 พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

การดำเนินการในครั้งนี้มีผู้ร่วมงานที่สำคัญ เช่น นางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายอำเภอจากทุกอำเภอ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อมูลคนพิการในจังหวัดฉะเชิงเทรา

จากข้อมูลประชากรคนพิการในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่ามีจำนวนสะสมทั้งหมด 26,434 คน โดยสัดส่วนใหญ่เป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย คิดเป็น 62.82% ของจำนวนผู้พิการในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการในด้านอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างแท้จริง

  • รถเข็นนั่ง (Wheel Chair): 568 ราย
  • รถสามล้อโยก: 34 ราย
  • ไม้เท้าขาว: 62 ราย

ส่งผลให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มอบหมายให้ดำเนินโครงการ ฉะเชิงเทรา มอบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ อย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงโครงการของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีเป้าหมายเพื่อจัดหาอุปกรณ์จำนวน 72,000 ชุด ถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567

ก่อนหน้านี้ได้มีการมอบอุปกรณ์ช่วยคนพิการทั้งในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไปแล้ว โดยครั้งที่ 1 ได้รับรถเข็น 170 คัน ในวันที่ 6 กันยายน 2567 และครั้งที่ 2 ได้รับรถเข็นอีก 60 คัน ในวันที่ 29 เมษายน 2568 ซึ่งทั้งหมดได้ถูกส่งมอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ถึงมือผู้ที่มีความต้องการจริงในพื้นที่

สำหรับ ฉะเชิงเทรา มอบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ ครั้งที่ 3 นี้ เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอุปกรณ์ช่วยเหลือ คือ รถเข็นนั่ง 159 คัน รถสามล้อโยก 34 คัน และไม้เท้าขาว 33 อัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,676,500 บาท

อุปกรณ์ที่แจกจ่ายมีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับสภาพการใช้งานของผู้พิการอย่างมาก ทำให้เป้าหมายหลักของการดำเนินงานนี้สามารถขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

การดำเนินงานผ่านโครงการในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้คนพิการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีความต้องการพิเศษ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการให้สังคมนี้ดีขึ้น ลองเริ่มจากการสนับสนุนหรือเข้าร่วมแคมเปญที่มีเป้าหมายเชิงสร้างสรรค์ เช่นโครงการในลักษณะนี้ จะช่วยให้ความมีมนุษยธรรมเติบโตไปพร้อมกับความเจริญทางเศรษฐกิจ

ที่มา – ฉะเชิงเทรา มอบอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ ครั้งที่ 3 พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ตร.ไซเบอร์ช่วยเหยื่อสูญเงิน30ล้าน แก๊งหลอกให้ลงทุนออนไลน์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนกลาง (สอท.) ได้แถลงข่าวสรุปผลการปฏิบัติการจับกุมแก๊งค์ใหญ่ที่หลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนออนไลน์ พร้อมช่วยเหลือผู้เสียหายรวมวงเงินกว่า 30 ล้านบาท โดยสามารถอายัดเงินคืนได้เบื้องต้น 1.2 ล้านบาท และนำไปส่งคืนให้ผู้เสียหาย 3 รายแล้ว

ตร.ไซเบอร์ช่วยเหยื่อสูญเงิน30ล้าน แก๊งหลอกให้ลงทุนออนไลน์

เจ้าหน้าที่ ตร.ไซเบอร์ ได้ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจ ดำเนินการสืบสวนติดตามกลุ่มคนร้ายที่มีเครือข่ายข้ามชาติ คาดว่ามีเชื้อสายจีน และมีฐานปฏิบัติการในพื้นที่ภาคใต้ โดยกลุ่มผู้กระทำผิดใช้กลวิธีหลอกลวงเหยื่อให้เชื่อว่าการลงทุนออนไลน์จะได้ผลตอบแทนสูง จนเกิดความเชื่อใจและโอนเงินจำนวนมาก จนกระทั่งเหยื่อหลายคนตระหนักว่าตกเป็นเป้าการโกงลวงทางไซเบอร์

บุกจับกุมในหลายพื้นที่ ยึดของกลางมากมาย

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ ตร.ไซเบอร์ และหน่วยที่เกี่ยวข้องได้บุกจับกุมผู้ก่อเหตุรวม 13 คน และดำเนินการตรวจค้นใน 7 จุด พบเงินสด โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการรันระบบหลอกลวง และหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์จำนวนมาก

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งชุดสืบสวนทั้งออนไลน์และออนไซต์เข้าไปตรวจสอบในโซเชียลมีเดีย และลงพื้นที่ตรวจสอบจนสามารถยุบกลุ่มพนันออนไลน์ หวยเถื่อน และกลุ่มคนร้ายที่ให้เงินกู้ผิดกฎหมาย ซึ่งบางเว็บไซต์มีรายได้หมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม ยังมี ตร.ไซเบอร์ช่วยเหยื่อสูญเงิน30ล้าน แก๊งหลอกให้ลงทุนออนไลน์ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงแพร่หลาย สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนหลายพันรายต่อวัน การเรียกร้องให้ประชาชนระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนทำการโอนเงินหรือกดลิงก์ใด ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • หากพบข้อมูลความผิดปกติ ควรแจ้ง 1441 ตร.ไซเบอร์
  • udio อย่ากระโดดเชื่อคำโฆษณาอินฟลูเอนเซอร์ที่ชวนให้ลงทุน
  • ควรตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาของเว็บไซต์ก่อนลงทุน

สำหรับประชาชนที่เคยตกเป็นเหยื่อของการลงทุนออนไลน์ผิดกฎหมาย สามารถติดต่อแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์เพื่อรับความช่วยเหลือและประสานงานในการช่วยกู้เงินคืนได้อย่างเหมาะสม

การดำเนินการของ ตร.ไซเบอร์ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในโลกออนไลน์ และเป็นการเตือนสติกลุ่มคนร้ายว่าเจ้าหน้าที่ยังเดินหน้าสืบสวนและจับกุมอย่างไม่หยุดหย่อน

ที่มา – ตร.ไซเบอร์แถลงช่วยเหยื่อสูญเงิน 30 ล้าน แก๊งหลอกให้ลงทุนออนไลน์ อายัดคืนได้ 1.2 ล้าน

ผู้นำอินเดียปรับภาษี กดดันคลัง ลุยภาพลักษณ์ต้านสหรัฐ

อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนาเรนทรา โมดี ได้ประกาศการปฏิรูปภาษีในระดับประเทศอย่างครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการ (GST) ที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยจะมีผลในเดือนตุลาคมนี้

ผู้นำอินเดียปรับภาษี กดดันคลัง ลุยภาพลักษณ์ต้านสหรัฐ

การทำงานคลังตึงเครียดจากการลดภาษีGST นี้เป็นผลมาจากความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และตอบโต้การดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% โดยจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ บริษัทชั้นนำต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย เช่น เนสท์เล่ ซัมซุง และแอลจี อิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดภาษีนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ราคาสินค้าตกต่ำลง แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้นที่เพิ่งฟื้นตัวไม่นาน

ผลกระทบของนโยบาย

ธนาคาร IDFC First Bank คาดการณ์ว่า การลดภาษีGST จะสามารถช่วยกระตุ้น GDP ของอินเดียได้ราว 0.6% ภายในระยะเวลา 12 เดือน แม้ในขณะเดียวกันประเทศจะต้องยอมรับความเสียหายด้านรายได้ของรัฐบาลปีละประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหลายรายมีมุมมองว่า การดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญของรัฐบาลโมดี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมภาพลักษณ์ตนเองในฐานะผู้นำที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศต่อการกดดันจากผู้นำสหรัฐฯ

นายราชีด คิดไว นักวิจัยจากมูลนิธิ “ออบเซิร์ฟเวอร์ รีเสิร์ช ฟาวน์เดชัน” (ORF) กล่าวว่า “การลดภาษีนี้เป็นการทุ่มตรงเข้าเป้าความกดดันจากฝ่ายค้าน เนื่องจากการดำเนินการแบบนี้สามารถนำผลตอบแทนทางการเมืองมาสู่รัฐบาลก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในรัฐพิหาร ซึ่งเป็นรัฐที่มีความสำคัญทางการเมืองสูง”

แม้ตลาดหุ้นอินเดียจะยังอ่อนแรงจากการฟื้นตัว แต่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักสำคัญให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐในเรื่องการค้า

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราควรติดตามการพัฒนานโยบายต่างๆ จากทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อโลกในระยะยาว

ที่มา – ผู้นำอินเดียปฏิรูปภาษีทำการคลังตึงเครียด แต่เสริมภาพลักษณ์สู้การค้ากับสหรัฐ