ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชาวสกลนครแต่งชุดไทยย้อนยุคร่วมขบวนแห่สมโภช 187 ปี

ที่ลานรวมใจไทสกล บริเวณสถาปัตยกรรมหนองหาร ประตูเมืองสกลนคร เป็นสถานที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) ผู้ว่าราชการเมืองสกลนครคนแรก ได้มีการจัดขบวนแห่ฉลองสมโภชเมืองสกลนคร 187 ปี อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีขบวนแห่ท้องตราตั้งเมืองสกลนคร เครื่องท้าวเจ้าเมืองกรมการบรรพชนเมืองสกลนคร สายเมืองกาฬสินธุ์ สายเมืองนครพนม เมืองมหาไช รวมไปถึงขบวนแห่จากเทศบาลนครสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอพรรณานิคม อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอวานรนิวาส และอำเภอสว่างแดนดิน ซึ่งเคลื่อนขบวนไปตามถนนเจริญเมือง เข้าสู่ลานวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เพื่อเข้าร่วมพิธีฉลองสมโภช 187 ปี เมืองสกลนคร

ชาวสกลนครแต่งชุดไทยย้อนยุคร่วมขบวนแห่สมโภช 187 ปี

โดยในพิธีที่จัดขึ้น มี นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ผู้แทนตระกูลสายต่าง ๆ ของเมืองสกลนคร และประชาชนที่ต่างแต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค ชุดไทยพื้นเมือง และชุดชนเผ่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีสมโภชเมืองสกลนคร

พิธีเริ่มต้นด้วยการทำความศักดิ์สิทธิ์ โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และจุดธูปเทียนสักการะบรรพชนเมืองสกลนคร นอกจากนี้ยังมีพิธีทักษิณานุประทาน อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชนผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงการกล่าวรำลึกสดุดีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และบรรพชนเมืองสกลนคร โดยผู้แทนชาวเมืองสกลนคร ได้กล่าวแสดงความภาคภูมิใจในพระมหากรุณาธิคุณ

การแสดงทางวัฒนธรรมสำคัญ ๆ ก็ต้องยกให้กับการฟ้อนสมโภชเมืองสกลนคร โดยชมชมคนรักพระธาตุเชิงชุม ชมรมแก่นศิลป์ราชพฤกษ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และโรงเรียนบ้านนาสาวหนาน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งนำเสนอวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างงดงาม

เมืองสกลนครเดิมมีชื่อว่า “บ้านเชียงชุม” ตั้งอยู่ริมฝั่งหนองหาร และอยู่ใกล้เทือกเขาภูพาน มีทำเลที่เหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐาน และยังมีพุทธเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์อย่างองค์พระธาตุเชิงชุม ซึ่งช่วยยึดเหนี่ยวศรัทธาของชาวเมืองมาอย่างช้านาน การยกขึ้นเป็นเมืองสกลนครเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2381 เพื่อเป็นการรวมศูนย์รวมเมืองเพื่อความสงบสุขของราษฎร

กิจกรรมในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญของเมืองแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และเอกลักษณ์อันงดงามของชาวสกลนคร ที่สืบทอดกันมายาวนาน

หากคุณเป็นผู้ที่หลงรักวัฒนธรรมไทย หรืออยากสัมผัสประสบการณ์แห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมในรูปแบบนี้คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่มา – ชาวสกลนครแต่งชุดไทยย้อนยุคร่วมขบวนแห่ฉลองพิธีสมโภช 187 ปี

โฆษกทบ.ยันบ้านหนองจานเป็นอธิปไตยของไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีชาวกัมพูชาออกมาอ้างว่าพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดรอยต่อของชายแดนไทย-กัมพูจา เป็นดินแดนของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม โฆษกทบ. ยืนยันอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

โฆษกทบ.ยันบ้านหนองจานเป็นอธิปไตยของไทย

พื้นที่บ้านหนองจานตั้งอยู่ในบริเวณต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ติดกับแนวชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 มีปัญหาเรื่องการระบุอาณาเขตแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ

  • พื้นที่อ้างสิทธิ์: ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เช่น JBC เพราะฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหลักเขตปัจจุบันเคลื่อนเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขา
  • พื้นที่ที่เคยมีผู้ลี้ภัยกัมพูชาอาศัยอยู่: ในช่วงปี พ.ศ.2520 รัฐบาลไทยเคยอนุญาตให้ราษฎรกัมพูชาเดินทางเข้ามาพักอาศัยเป็นการชั่วคราวเนื่องจากสงคราม แต่หลังสถานการณ์สงบ พบว่าบางคนไม่ยินยอมเดินทางกลับ จึงกลายเป็นประเด็นในพื้นที่ต่อเนื่อง

การติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ใช่ล้ำเขต

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า การติดตั้งรั้วลวดหนามในพื้นที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อกำหนดเส้นแบ่งเขตแดน แต่เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยปกติสำหรับทหาร รวมถึงป้องกันการลักลอบเข้ามาใช้อาวุธทุ่นระเบิด และยังเป็นแนวทางเสริมความมั่นคงในพื้นที่ที่มีทหารประจำการ

อย่างไรก็ตาม โฆษกทบ. ยืนยันว่าแม้ฝ่ายกัมพูชาจะกล่าวอ้างอย่างไร พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นของไทยตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และการจัดการโดยสันติวิธี

กัมพูชาละเมิดข้อตกลงกับไทย

โฆษกยังระบุว่าพบว่าฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมที่ขัดต่อข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ด้วยการสนับสนุนให้ราษฎรสร้างถิ่นฐานถาวรในฝั่งไทยทั้งภายในและนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ กองทัพบกและกองกำลังบูรณาการได้ดำเนินการประท้วงผ่านเวทีต่าง ๆ และกระทรวงการต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชายังไม่แสดงความชัดเจนหรือดำเนินการปรับปรุงใด ๆ

ดังนั้น การยืนยันว่าบ้านหนองจานเป็นอธิปไตยของไทยไม่ใช่แค่เรื่องของความภาคภูมิใจ แต่เป็นการยืนยันสิทธิและความถูกต้องตามหลักสากล

จากกรณีนี้ เราควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการปกป้องพรมแดนเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่เรื่องของอำนาจหรือความก้าวร้าว แต่เป็นการดูแลความมั่นคงและผลประโยชน์ของประชาชน

ที่มา – ‘โฆษกทบ.’ยัน‘บ้านหนองจาน’เป็นอธิปไตยของไทย

สมศักดิ์ ลั่นไม่รีบตั้งอธิบดีใหม่ ยื้อถึงสิ้นก.ย.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงฯ โดยเฉพาะที่ยังเหลือตำแหน่งสำคัญ เช่น อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งจะเกษียณอายุราชการ และ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งใหม่เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ว่างไว้ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.) ทั้งที่เดิมมีแผนการจะดำเนินการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ยังไม่ยืนยันว่าจะสามารถทำได้ตามกำหนดเวลาหรือไม่

สมศักดิ์ ลั่นไม่รีบตั้งอธิบดีใหม่ ยื้อถึงสิ้นก.ย.

เมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวในการแต่งตั้ง อธิบดีกรมควบคุมโรค และ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายสมศักดิ์ ตอบกลับอย่างเรียบง่ายว่า “จะรีบไปไหน” และเมื่อถูกตอกย้ำอีกครั้งว่า แม้การแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่ดูจะเร็ว แต่นายสมศักดิ์ กลับออกมาบอกชัดเจนว่า “ไม่ได้รีบหรอก เพราะเรายังไม่ใช่ว่าจะออกจากรัฐบาลไปเมื่อไหร่เล่า”

เหตุผลที่เลือกให้ตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ เป็นลำดับแรก

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การยกตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ เป็นลำดับแรกนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องการขับเคลื่อนงานในหน่วยงาน เพราะเมื่อมีปลัดฯ เป็นผู้ถือกำเนิดนโยบายแล้ว จึงจะสามารถกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับกรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต หากปลัดฯ คนใหม่ต้องเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลาต่อไป เขาก็จะมีเวลาเตรียมพร้อมก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่จริง

ทั้งนี้ เมื่อถูกถามเพิ่มเติมว่ายังยืนยันว่าตำแหน่ง อธิบดีกรมควบคุมโรค จะเลือกจากโควตารองปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่ยืนยัน”

  • นายสมศักดิ์ ยืนยันว่าการตั้ง อธิบดีกรมควบคุมโรค ไม่เร่งด่วน
  • ไม่มีกำหนดชัดเจนว่าใครจะได้รับการแต่งตั้ง
  • ให้ความสำคัญกับความพร้อมมากกว่าความเร็ว
  • ยังไม่ยืนยันโควตารองปลัดฯ

จากข้อมูลข้างต้น ผู้สังเกตการณ์มองว่าในช่วงที่เหลือของเดือนกันยายนนี้ รัฐบาลยังต้องเผชิญกับหลายประเด็นสำคัญที่ต้องใช้การบริหารภายในกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนหลัก ดังนั้น การวางผู้บริหารที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ทั้งนี้ ทุกการแต่งตั้งถือว่าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและสถานการณ์เป็นตัวกำหนด ผู้มีอำนาจตัดสินใจจึงเลือกเดินช้าเพื่อความแม่นยำมากกว่าการเร่งรีบที่อาจก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์บนเวทีการเมือง หรือเรื่องนโยบายของรัฐบาล ลองเช็กข่าวทุกวันเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์ที่สำคัญ!

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ลั่นไม่รีบตั้งอธิบดีใหม่ บอก ‘ใช่ว่าจะพ้นรัฐบาล’ ตั้งใจยื้อถึงสิ้นก.ย.

แพทย์แนะลดเสี่ยงมะเร็งปอดตรวจคัดกรองเร็ว

มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในโรคที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยใหม่ประมาณ 20,000 รายต่อปี และอัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในระยะล่าช้า คือระยะที่ 3 และ 4 ซึ่งทำให้การรักษายากขึ้น รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นจะเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้มาก

แพทย์แนะลดเสี่ยงมะเร็งปอดตรวจคัดกรองเร็ว เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา

“เราต้องการพบผู้ป่วยมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะในระยะที่ 1 หรือ 2 โอกาสหายขาดสูงมาก แต่หากพบในระยะที่ 3 หรือ 4 บางรายไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษาก็จะเน้นเรื่องการควบคุมอาการ และมุ่งให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี” รศ.พญ.ธัญนันท์ กล่าว

แม้สูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยหลักของการเป็นมะเร็งปอด แต่ทางแพทย์เตือนว่า คนที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะพบได้ในผู้ที่สัมผัสฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศเป็นประจำ ทั้งในที่ทำงานหรือในบ้าน

ตรวจคัดกรองด้วย Low Dose CT Scan

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยวิธี Low Dose CT Scan เป็นหนทางที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถช่วยวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตสูงถึง 90% และลดเหลือ 60% ในระยะที่ 2

ผศ.นพ.ปุณณฤกษ์ ทองเจริญ ศัลยแพทย์ทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “การตรวจ Low Dose CT Scan ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้จริง อย่างน้อย 20% หากนำไปตรวจกลุ่มเสี่ยง แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคหนึ่งในการป้องกันและลดการเสียชีวิตจากโรคร้ายนี้”

กลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง ได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบมานาน ผู้ที่สัมผัสสารก่อมะเร็งในสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 หรือมลพิษจากโรงงาน รวมถึงบุคคลที่มีประวัติญาติเป็นมะเร็งปอด

ร่วมมือกันเพื่อเพิ่มโอกาสการรักษา

รศ.พญ.ธัญนันท์ แนะนำว่า ควรมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ การมีทีมสหสาขาวิชาชีพที่คอยดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างใกล้ชิดจะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ในการรักษาให้ดีขึ้น โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ทำให้การวินิจฉัยและแผนการรักษามีความเหมาะสมมากขึ้น

ยกตัวอย่างประสบการณ์จากผู้ป่วยจริง

ดร.พญ.ประกายทิพ สุศิลปรัตน์ รองประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ให้ข้อมูลว่า การเผยแพร่ประสบการณ์ของคุณเอ๋–พรทิพย์ ที่เผยตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 1 และตรวจพบจากการฉีกสแกน Low Dose CT Scan ทำให้สังคมตื่นตัวต่อปัญหานี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมะเร็งปอดยังไม่ถูกรวมอยู่ในโครงการนโยบาย Cancer Warrior ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ด้านการตรวจคัดกรองอย่างทั่วถึง

“เราต้องเรียกร้องเพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้การคัดกรองมะเร็งปอดมีความเท่าเทียมกับชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะ แพทย์แนะลดเสี่ยงมะเร็งปอด ผ่านการตรวจคัดกรองเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ยั่งยืน” ดร.พญ.ประกายทิพ ระบุ

เมื่อพบโรคตั้งแต่เร็ว จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสใช้ชีวิตได้นานขึ้น และมีคุณภาพดีขึ้น ฉะนั้น อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ทำอะไร การเลือกทางที่จะดูแลสุขภาพของตนเองอย่างรับผิดชอบคือหนทางเดียวที่จะต่อสู้กับโรคร้ายได้ อย่าลืมตรวจสุขภาพปอดเป็นประจำ และรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด

ที่มา – แพทย์แนะลดเสี่ยงมะเร็งปอด ตรวจคัดกรองเร็ว เพิ่มโอกาสหาย ลดการสูญเสีย

อุกอาจ! ‘มือปืนวันรุ่น’ ยิงสาว 18 เจ็บสาหัส หน้าสวนสาธารณะ ‘เขาแป๊ะช้อย-ตรัง’

เหตุการณ์สะพรึงขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริเวณสวนสาธารณะเขาแป๊ะช้อย อ.เมืองตรัง ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว หลังเที่ยงคืน วัยรุ่นสาววัย 18 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังถูกวัยรุ่นชายอีกกลุ่มหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงบริเวณสะโพก จนมีเลือดไหลจำนวนมาก และต้องรีบส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

อุกอาจ! ‘มือปืนวันรุ่น’ ยิงสาว 18 เจ็บสาหัส หน้าสวนสาธารณะ ‘เขาแป๊ะช้อย-ตรัง’

ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เสียหายคือน.ส.จุฑามาศ อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.6 และเป็นชาวจังหวัดตรัง ขณะเกิดเหตุนั้นสาวน้อยกำลังซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ขับโดยแฟนหนุ่มวัย 16 ปี เพื่อไปเที่ยวและไปพบกับเพื่อนๆ ที่สวนสาธารณะเขาแป๊ะช้อย อย่างไรก็ตาม เพื่อนของแฟนหนุ่มกลับมีปัญหากับวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่ง ส่งผลให้เกิดเหตุใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ

ความรุนแรงระดับวัยรุ่น

ก่อนที่พวกจะหลบหนี กลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุเข้ามายิงใส่ในจุดใกล้เคียง แต่กระสุนไม่ถูกเป้าหมาย จนกระทั่งขณะนายฐิติภูมิขับหนี ถูกกลุ่มคนร้ายบังคับให้หยุดรถ ซึ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทีจะหยุด จึงมีการยิงลงมายังบริเวณท้ายรถ แล้วกระสุนเข้าถูกสะโพกของน.ส.จุฑามาศซึ่งเป็นผู้ซ้อนท้าย ทำให้บาดเจ็บสาหัสจนมีเลือดไหลเต็มกางเกง

  • วัยรุ่นสาวโดนยิงที่สะโพก บริเวณสวนสาธารณะเขาแป๊ะช้อย
  • มีเลือดไหลจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเร่งด่วน
  • ผู้ก่อเหตุยังไม่ถูกจับกุม ตำรวจกำลังติดตามตัว

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ชีพ และหน่วยกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ และบริเวณปั้มน้ำมันที่ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวไปหลบอยู่ โดยพบรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บในสภาพที่มีเลือดเปื้อนอยู่เต็มเบาะ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนเหตุการณ์

เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระบุตัวผู้ร้ายบางส่วนว่าเป็นวัยรุ่นชายอายุประมาณ 18 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอเมืองตรัง และอยู่ในระหว่างดำเนินการจับกุมตัวมารับผิดชอบทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนตกใจและสงสัยว่า ทำไมถึงเกิดเรื่องความรุนแรงในวัยรุ่นแบบที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ และยังเกิดขึ้นใกล้สถานที่ที่มีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังและแก้ไขร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – อุกอาจ! ‘มือปืนวันรุ่น’ ยิงสาว 18 เจ็บสาหัส หน้าสวนสาธารณะ ‘เขาแป๊ะช้อย-ตรัง’

ผู้ว่าฯปทุมธานีวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้เป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง” ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ นักข่าว และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีจำนวนมาก

ผู้ว่าฯปทุมธานีวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง

ในโอกาสนี้ นายสุเทพ วงษ์แจ้ง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง ได้อธิบายถึงความจำเป็นในการสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ เนื่องจากศูนย์บริการด้านสุขภาพเดิมอยู่ห่างไกลจากแหล่งที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง ซึ่งปัจจุบันต้องเดินทางไปใช้บริการที่โรงพยาบาลสามโคก หรือโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ซึ่งไม่รับผู้ป่วยบัตรทองโดยตรง

พร้อมให้บริการครบวงจร ภายในหนึ่งปี

จากข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันประชากรในเขตลุ่มวัดพระธรรมกายมีมากกว่า 75,000 คน โดยยังไม่นับรวมประชากรแฝงที่ทำงานในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนมาก ทำให้ความจำเป็นในการมีโรงพยาบาลในเขตเทศบาลเป็นเรื่องเร่งด่วน

การก่อสร้างโรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลงจะแบ่งเป็นหลายเฟส โดยในเฟสแรกจะสร้างอาคาร 6 ชั้น มีจำนวนเตียงผู้ป่วย 59 เตียง และคาดว่าในอนาคตจะขยายจำนวนเตียงเพิ่มเติม รองรับผู้ป่วยนอกวันละ 500-1,000 คน พร้อมด้วยห้องผ่าตัดใหญ่ 3 ห้อง และห้องฉุกเฉินที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

  • บริการฟอกไตเทียมแบบผ่าตัดเส้นเลือด
  • คลินิกเฉพาะทางในอนาคต
  • แผนการขยายบริการตามจำนวนผู้ป่วย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลงได้รับการลงทุนด้วยงบประมาณภาษีของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ซึ่งทำให้ทั้งระบบโครงสร้างและบริการจะถูกออกแบบพิเศษเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของท้องถิ่น

โดยมีกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในอีกประมาณ 1 ปี 6 เดือนจากวันวางศิลาฤกษ์ โดยจะมีการเตรียมระบบงานต่าง ๆ เช่น ระบบคอมพิวเตอร์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างพร้อมเพรียง

โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลงจะเปิดให้บริการครอบคลุมทุกโรค และหากมีความจำเป็นในการส่งต่อ จะดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

นี่คือความตั้งใจของรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

ที่มา – ผู้ว่าปทุมฯวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง”

รองผู้ว่าฯ อยุธยา จัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ (อาคาร 100 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้มีการจัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงถูกเทิดให้เป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ในโอกาสวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยมีนายวัชระ กระแสร์ฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีแทนการจากัดหมายของนายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รองผู้ว่าฯ อยุธยา จัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”

ในพิธีครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งจากฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักศึกษา คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีพร้อมใจกัน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้แทนหน่วยงานให้การต้อนรับ

“พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” กับบทบาทสำคัญต่อชาติ

จากพระราชกรณียกิจที่สืบทอดมายาวนานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทรงเน้นย้ำถึงการยกระดับประเทศผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ท่านได้รับการประกาศยกย่องจากคณะรัฐมนตรีให้เป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ความสำคัญของวันนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2525 และต่อมาได้ขยายวงงานเป็น “สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 18 – 24 สิงหาคม ซึ่งไม่เพียงเท่านี้ พระองค์ยังทรงนำศิลปวิทยาการและแนวคิดสมัยใหม่มาใช้บริหารประเทศ จนองค์การยูเนสโกประกาศยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก โดยเฉพาะในสายวิชาการด้านดาราศาสตร์

  • พิธีวางพานพุ่มเพื่อแสดงความเคารพนับถือ
  • คณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมพิธี
  • เน้นย้ำบทบาทของพระองค์ในด้านวิทยาศาสตร์
  • ส่งเสริมให้เยาวชนให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์

พิธีในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงความจงรักภักดี แต่ยังเป็นการสืบสานคุณูปการ และค่านิยมเชิงวิทยาศาสตร์ที่พระองค์ท่านได้มอบไว้แก่เรา ทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของศาสตร์ต่างๆ ที่ทรงริเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นด้านดาราศาสตร์ เศรษฐกิจ หรือการศึกษา

การรำลึกในครั้งนี้ควรเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทย โดยเฉพาะเยาวชน เดินตามรอยพระองค์ และมุ่งมั่นพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

ที่มา – รองผู้ว่าฯ อยุธยา จัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”

22 ปีแห่งความสูญเสีย เหตุพุทธ-มุสลิมเสียชีวิตเกือบ 6 พันคน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้เดินทางไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมในกิจกรรมสำคัญเพื่อให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 22 ปีแห่งความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเป็นความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 6,000 คน ทั้งชาวพุทธและมุสลิม

22 ปีแห่งความสูญเสีย และบทเรียนจากความรุนแรง

ในช่วงเช้าวันที่จัดกิจกรรม มีการจัดพิธี “ทำบุญอุทิศส่วนกุศล” ที่วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี โดยมีครอบครัวชาวไทยพุทธผู้สูญเสียกว่า 1,200 คนเข้าร่วม รัฐมนตรีกล่าวถึงความหมายของกิจกรรมว่า ไม่ใช่แค่การรำลึก แต่เป็นพลังแห่งการเยียวยาและการสานส่วนกุศลให้ต่อเนื่อง

ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ

ผ่านมาแล้วกว่า 22 ปี ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทำลายชีวิตมนุษย์มากมาย สถิติจากปี 2547 ถึง 2568 ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกว่า 10,059 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวม 5,989 คน แบ่งเป็นชาวมุสลิม 3,133 คน และชาวพุทธ 2,849 คน การบาดเจ็บเพิ่มอีกกว่า 13,445 ราย

รัฐบาลร่วมกับองค์กรต่างๆ ทั้ง กอ.รมน. ทหาร ตำรวจ และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่และการเยียวยาครอบครัวที่เสียหาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา จิตใจ และความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

  • ความรุนแรงไม่สร้างคำตอบ แต่ด้วยการยอมรับและการเปิดใจ
  • เยาวชนผู้สูญเสียรุ่นใหม่ตั้งใจสร้างอนาคตในแง่บวก
  • รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งครอบครัวผู้ประสบภัย

เยาวชน ผู้สานต่อความหวังแห่งอนาคต

น้องนภัทรฯ เยาวชนผู้สูญเสียบิดาจากเหตุระเบิด เปิดใจว่า ครอบครัวได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ โดยเฉพาะจาก ศอ.บต. ซึ่งสนับสนุนด้านการศึกษาและฝึกอบรมจิตใจ ทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตชีวิตที่ยากลำบากมาได้ และมุ่งมั่นเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป

หลังจากพิธีเช้า คณะผู้บริหารเดินทางต่อไปยังจังหวัดยะลา เพื่อร่วมงาน “ซอลาวาต มาฮับบะห์ นบี” ซึ่งเป็นการจัดงานเพื่อเยียวยาจิตใจชุมชนมุสลิมที่สูญเสีย และมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน

ทั้งสองกิจกรรมสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 22 ปีแห่งความสูญเสีย ไม่ได้จบลงแค่ค่าใช้จ่ายของรัฐ แต่เป็นบาดแผลลึกซึ้งของครอบครัวและชุมชน ที่ต้องการพื้นที่แห่งการเยียวยาที่แท้จริง การยอมรับความแตกต่าง การอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับอนาคต

สถานการณ์ในช่วงปี 2550 เคยมีความรุนแรงสูงสุด ด้วยเหตุการณ์กว่า 1,407 ครั้ง เสียชีวิต 892 คน และบาดเจ็บกว่า 1,551 คน ในขณะที่ปี 2568 มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหตุการณ์เหลือเพียง 93 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 38 คน และบาดเจ็บ 310 คน ผลสะท้อนจากความพยายามของภาครัฐและชุมชนในการปลูกฝังความสงบ

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพุทธหรือมุสลิม การสูญเสียคือความเจ็บปวดที่มิอาจทดแทนได้ เพราะเหตุนี้ ความรัก ความเข้าใจ และความเสมอภาคจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างพื้นที่แห่งสันติภาพ

เป็นภารกิจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ องค์กรชุมชน หรือประชาชนทั่วไป ที่ต้องร่วมกันสร้างอนาคตอันสงบสุขสำหรับทุกคนในพื้นที่ ไม่ให้คำว่า ‘22 ปีแห่งความสูญเสีย’ กลายเป็นเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำอีก

สรุป: ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ การเยียวยาและการให้อภัยคือกุญแจสำคัญที่จะพาทุกคนเดินไปข้างหน้า เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ต่อไป

ที่มา – “22 ปีแห่งความสูญเสีย”ความรุนแรงคร่าชีวิตพุทธ–มุสลิมเกือบ 6 พันคน รัฐเดินหน้าสร้างพื้นที่สมานฉันท์

เมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งแห่งชาติ 28 ธ.ค.นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของเมียนมาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปแบบหลายพรรคการเมือง โดยมีการเปิดเผยว่า เฟสแรกของการเลือกตั้ง เมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งแห่งชาติ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ ส่วนเฟสถัดไปจะประกาศกำหนดการในอนาคต

เมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งแห่งชาติ หลังรัฐประหาร 1 ก.พ. 2564

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ เมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งแห่งชาติ หลังจากรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจีถูกล้มล้าง และกองกำลังทหารเข้าควบคุมอำนาจในประเทศ

กฎหมายใหม่ คุมเข้มการเลือกตั้ง

ล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาก็ได้ออกกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยมีบทลงโทษห้ามวิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วงการเลือกตั้ง ด้วยโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี รวมถึงมีบทบัญญัติห้ามการทำลายบัตรเลือกตั้ง สถานที่เลือกตั้ง และการข่มขู่หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีโทษถึงจำคุก 20 ปี

อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ที่กลุ่มกองทัพอราะกัน (เอเอ) ซึ่งควบคุมพื้นที่ 14 เขตจากทั้งหมด 17 เขต ออกมาแถลงว่า จะไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารเข้าไปจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าว

ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การดำเนินการเลือกตั้งในปีนี้ยังคงต้องได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทั้งจากภาครัฐบาล สื่อมวลชน และองค์กรสิทธิมนุษยชน ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการติดตามสถานการณ์เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองหรือการใช้ความรุนแรงในการเลือกตั้ง

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม การที่เมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งแห่งชาติ นับเป็นก้าวสำคัญในกระบวนการทางการเมือง แม้ว่าจะยังมีอุปสรรคมากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสใหม่สำหรับประชาชนในการเลือกตัวแทนของตนเอง ทั้งนี้ ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศ

ที่มา – เมียนมาเคาะกำหนดการเลือกตั้งแห่งชาติ เริ่มเฟสแรก 28 ธ.ค. นี้

กลุ่มไลน์นายอำเภอ จ.สงขลา ระบุชัด ‘ผู้ว่าฯ’ ให้เวียน รับ–ส่ง ‘มท.3’

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เกิดกรณีข่าวด่วนในจังหวัดสงขลา เมื่อ นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ออกมาแถลงชี้แจงว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงนามหรือออกคำสั่งใด ๆ เกี่ยวกับการให้นายอำเภอทั้ง 16 แห่งในจังหวัดสงขลา เวียนเอกสารเพื่อ รับ–ส่ง ‘มท.3’ ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกมองว่ามีจุดประสงค์เพื่อโฆษณาชวนเชิญ ภายใต้ข้อความว่าเป็นการ “อำนวยความสะดวกแก่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3)”

กลุ่มไลน์นายอำเภอ จ.สงขลา ระบุชัด ‘ผู้ว่าฯ’ ให้เวียน รับ–ส่ง ‘มท.3’

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวกลับมีการแชร์ในกลุ่มไลน์ของปลัดอำเภอฝ่ายปกครองในจังหวัดสงขลา ซึ่งมีนายอำเภอหลายคนยืนยันว่าได้รับการสั่งการจริง ๆ โดยมีข้อความระบุว่า “เรียนนายอำเภอทุกอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีดำริให้แต่ละอำเภอ ร่วมต้อนรับ–ส่ง มท.3 ที่สนามบินหาดใหญ่เป็นรายสัปดาห์”

กำหนดการเวียนรับ-ส่งตามอำเภอต่างๆ

ข้อความในกลุ่มไลน์ระบุรายชื่ออำเภอที่จะเข้าร่วมเวียนรับ-ส่งตามลำดับ สัปดาห์ละอำเภอ โดยเริ่มจาก:

  • สัปดาห์ที่ 1: อ.เมืองสงขลา
  • สัปดาห์ที่ 2: อ.หาดใหญ่
  • สัปดาห์ที่ 3: อ.สะเดา
  • สัปดาห์ที่ 4: อ.จะนะ
  • สัปดาห์ที่ 5: อ.นาทวี
  • สัปดาห์ที่ 6: อ.เทพา
  • สัปดาห์ที่ 7: อ.สะบ้าย้อย
  • สัปดาห์ที่ 8: อ.ระโนด
  • และตามลำดับไปจนถึง อำเภอคลองหอยโข่ง ซึ่งเป็นอำเภอสุดท้ายในรายการ

นอกจากนี้ยังมีการแจ้งให้นายอำเภอคลองหอยโข่งเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดกำหนดการให้แต่ละอำเภอทราบทางกลุ่มไลน์ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับและส่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) รายสัปดาห์

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเกี่ยวกับการใช้กลุ่มไลน์ทางราชการในการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจเข้าข่ายเนื้อหาไม่เหมาะสมหรือเป็นการโฆษณาชวนเชิญทางการเมืองภายใต้สีผ้าราชการ

ขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ยืนยันชัดเจนว่าตนเองไม่ได้มีการออกคำสั่งใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม อย่างไรก็ตาม กลุ่มไลน์ยังคงมีผู้ที่ยืนยันว่าได้รับคำสั่งจริงจากหัวหน้าส่วนราชการ ทำให้กรณีนี้น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด

จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่า ความรับผิดชอบของหัวหน้าส่วนราชการในระดับท้องถิ่นควรเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการใช้ช่องทางการสื่อสารในการแพร่ข่าวที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนเขตแดนทางจริยธรรมในการทำงานของข้าราชการ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามเหตุการณ์ในจังหวัดสงขลา อย่าลืมติดตามข่าวที่เป็นปัจจุบันเวลา เพราะทุกความเคลื่อนไหวสามารถกระทบต่อรัฐบาลด้านความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสได้

ที่มา – ‘กลุ่มไลน์นายอำเภอ จ.สงขลา’ ระบุชัด ‘ผู้ว่าฯ’ ให้เวียน รับ–ส่ง ‘มท.3’