ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พิชญบัณฑิตคว้าตั๋ว2รุ่นลุยGLO Cup2025รอบชิงฯ

ในงาน “GLO Cup 2025” ศึกฟุตบอลเยาวชน 8 คน ที่จัดโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) และมูลนิธิพัฒนาฟุตบอลไทย ได้ดำเนินการแข่งขันรอบคัดเลือกภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อคัดเลือกทีมที่จะเข้าสู่ พิชญบัณฑิตคว้าตั๋ว2รุ่นลุยGLO Cup2025รอบชิงฯ ในรุ่นอายุไม่เกิน 13 และ 15 ปี

พิชญบัณฑิตคว้าตั๋ว2รุ่นลุยGLO Cup2025รอบชิงฯ

ผลการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี มีดังนี้:

  • อุดร ยูไนเต็ด ชนะ รร.คำเจริญวิทยาคม 1-0
  • รร.พิชญบัณฑิต ชนะ Dream Team x Thanaphat car center 1-0
  • รร.นาจานศึกษา ชนะ ภูกระดึงวิทยาคม&เลอสรร 2-0
  • รร.บ้านวังแท่น ชนะ เขวาใหญ่พิทยาสรรค์ 1-0

ส่วนในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ผลการแข่งขันมีดังนี้:

  • รร.สกลทวาปี ชนะ ศูนย์ฝึกฟุตบอลขอนแก่นยูไนเต็ดอคาเดมี่ 5-0
  • Rachinuthit2 Sport Progarm ชนะ อุดร ยูไนเต็ด 3-2 ในการดวลจุดโทษ (เสมอในเวลาปกติ 2-2)
  • รร.พิชญบัณฑิต ชนะ B.T.U.หนองคาย 2-0
  • รร.ประชารัฐพัฒนาการ ชนะ มหานครขอนแก่น เอฟซี 2-1

ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศประเทศไทย

สำหรับทีมที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเทศในรุ่นยู-13 มีทั้งสิ้น 4 ทีม ได้แก่ อุดร ยูไนเต็ด, รร.พิชญบัณฑิต, รร.นาจานศึกษา และ รร.บ้านวังแท่น ส่วนในรุ่นยู-15 ได้แก่ รร.สกลทวาปี, Rachinuthit2 Sport Progarm, รร.พิชญบัณฑิต และ รร.ประชารัฐพัฒนาการ

นอกจากนี้ ยังมี “GLO STAR” ผู้เล่นมือเยี่ยงจากทั้งสองรุ่นที่ผ่านการคัดเลือกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อได้เข้าร่วมเก็บตัวกับเยาวชนจากทั่วประเทศ โดยมีโอกาสในการไปฝึกฟุตบอลที่สโมสรอวิสป้า ฟุกุโอกะ สุดอลังการแห่งประเทศญี่ปุ่น

ผู้เล่นจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ได้รับคัดเลือกในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี ได้แก่ กฤษกร ดวงเง้ และ พิสิษฐ์ ตรีถาวรพิศาล จาก รร.พิชญบัณฑิต ส่วนในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี มีภูบดินทร์ แสงสิงห์ และกลวัชร ดวงกลาง จาก รร.พิชญบัณฑิต เหมือนกัน พร้อมกับวีรภาพ ชอบศิลป์ จาก รร.สกลทวาปี และ ปณภัทร ทะจรสมบัติ จาก อุดรพิทยานุกูล

ในระยะต่อไปของการจัดการแข่งขัน “GLO Cup 2025” จะเป็นคิวของภาคเหนือ ซึ่งจะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 26-31 สิงหาคมนี้

โอกาสเหล่านี้เป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในลูกหนัง เพราะพวกเขาไม่ได้แค่เล่นฟุตบอล แต่ยังสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและชุมชนของตัวเอง

ที่มา – “พิชญบัณฑิต” คว้าตั๋ว 2 รุ่น ลุยศึกลูกหนัง 8 คน “GLO Cup 2025” รอบชิงแชมป์ประเทศไทย

ชนาธิปชี้บอลต้องปะทะไม่งั้นไปตีแบดมินตัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักในชื่อ “เจ้าเจ” นักเตะดาวรุ่งของทีม บีจี ปทุม ยูไนเต็ด และทีมชาติไทย ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากเปิดฤดูกาล ไทยลีก 2025 นัดแรก โดยได้แสดงความเห็นว่า เกมฟุตบอลปีนี้มีการเป่าผ่อนปรนมากขึ้น น่าชมมากเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว

ชนาธิปชี้บอลต้องปะทะไม่งั้นไปตีแบดมินตัน

ชนาธิปกล่าวว่า เห็นได้ชัดว่ากรรมการในฤดูกาลนี้เป่านานขึ้น เล่นกันได้มากขึ้น ไม่เหมือนปีก่อนที่เพียงแค่นำบอลไปบังเบาๆ และหันตัว ก็ถูกถือว่าฟาวล์ ซึ่งถือว่าไม่มืออาชีพ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ยอมให้บอลปะทะกัน นักเตะคงไปเล่นแบดมินตันจะดีกว่า

บอลแห่งความสนุกคือการเล่นหนักแต่ไม่หยาบคาย

ดาวเตะรายนี้ยังกล่าวต่อว่า ที่จริงแล้วฟุตบอลมันคือการต่อสู้ปลอดภัย ไม่ใช่การทำร้าย เพราะฉะนั้นหากอยู่ในกรอบกติกา การเล่นหนักแม้กระทั่งการปะทะกันจึงเป็นเรื่องธรรมชาติ

หลายคนเห็นนักเตะลงเล่นแล้วเอาตัวลงนอนนานเหมือนจะเจ็บสาหัส แต่กลับลุกขึ้นมาวิ่งเล่นและวิ่งกลับเข้าเกมได้ “ถ้าไม่เจ็บจริงก็ไปนอนที่บ้านเถอะ” ชนาธิปกล่าวอย่างเป็นอารมณ์ขันแต่จริงจัง

เนื่องจากฟุตบอลในประเทศเพื่อนบ้าน หรือในเวทีเอเชีย นักเตะเล่นกันด้วยความจริงจังและแข็งแกร่งอยู่แล้ว ดังนั้นการต้องเห็นภาพที่ไม่สามารถ “ปะทะ” หรือเล่นกันได้ในลีกเมืองไทย ย่อมทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่น่าชมเชย

  • ชนาธิปรู้สึกว่าการเป่าผ่อนของผู้ตัดสินปีนี้ทำให้เกมเปิดมากขึ้น
  • ความตื่นเต้นและการพยายามของนักเตะชัดเจนขึ้น
  • แฟนบอลอยากเห็นบอลที่สู้กันจริง ไม่ใช่นักเตะมานอนยาว

เจ้าเจย้ำเตือนว่า เขากลับมาจากเล่นต่างประเทศ ไม่เคยเห็นนักเตะมานอนหลายชั่วโมงโดยไม่มีอาการเจ็บที่ชัดเจนเลย ฟุตบอลควรกลับมาอยู่ที่ความสนุกโดยใช้ฝีเท้าและจิตใจ ไม่ใช่กลยุทธ์ในการล้มเพื่อขอใบเตือนหรือใบแดงฝ่ายตรงข้าม

ด้วยการสนับสนุนจากแฟนบอล ผู้จัดการแข่งขัน และนักเตะรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่น การกลับมาของฟุตบอลไทยในสายลมแรงอย่างฤดูกาลนี้ นับว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมอย่างจริงจัง “มีการปะทะกันอย่างสุภาพและเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศ” ชนาธิป เชื่อว่า ฟุตบอลไทยจะกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และดึงดูดแฟนบอลได้มากกว่าที่เคย

ทุกคนมีบทบาทในการฟื้นฟูวิสัยวัฒนธรรมของฟุตบอลไทย พูดง่าย ๆ ว่า อย่า “มานอน” แค่นั้นเอง

ที่มา – ‘ชนาธิป’ ชี้บอลต้องปะทะ ไม่งั้นก็ไปตีแบดฯ-บ่นพวกชอบนอนนาน ‘ไปนอนที่บ้าน’

ผู้ว่าฯขอนแก่นสละเงินเดือนช่วยเหลือ รพ.ขอนแก่น

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย นพ.สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น และ นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดคอนเสิร์ตลูกทุ่งหมอลำ ภายใต้แนวคิด “หนึ่งการให้ ต่อลมหายใจเพื่อนมนุษย์” งานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดขอนแก่น ศูนย์อนามัยที่ 7 หอการค้าจังหวัด รวมทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อหาเงินทุนช่วยเหลือ ผู้ว่าฯขอนแก่นสละเงินเดือนช่วยเหลือ รพ.ขอนแก่น เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์และแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง

ผู้ว่าฯขอนแก่นสละเงินเดือนช่วยเหลือ รพ.ขอนแก่นอย่างจริงใจ

นายไกรสร กล่าวว่า ตนเองมีความผูกพันกับจังหวัดขอนแก่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 และได้เห็นถึงพัฒนาการเติบโตของเมืองและโรงพยาบาลขอนแก่นอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่ให้บริการจำนวนมาก โดยมีผู้เข้ารับบริการกว่า 4,000 คนต่อวัน มีผู้ป่วยจากหลายพื้นที่ และมีความจำเป็นในการส่งต่อจากโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รพ.ขอนแก่นประสบปัญหาหนี้สินกว่า 1,000 ล้านบาท และทางจังหวัดจึงร่วมกับภาคเอกชนและศิลปินหมอลำจัดคอนเสิร์ตการกุศลเป็นกิจกรรมสำคัญในครั้งนี้

แสดงความขอบคุณผ่านการสละส่วนตัว

ในการนี้ นายไกรสร ได้ประกาศสละเงินเดือนส่วนหนึ่งเพื่อเป็นกำลังใจในการสนับสนุน ผู้ว่าฯขอนแก่นสละเงินเดือนช่วยเหลือ รพ.ขอนแก่น พร้อมอาสาเป็นแกนนำในการชวนผู้ใจบุญทั่วประเทศร่วมให้กำลังใจโรงพยาบาลขอนแก่นให้พ้นวิกฤติ

นพ.สุรสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า รพ.ขอนแก่นได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐประจำนาน แต่ยังคงขาดสภาพคล่องอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท งานกุศลในครั้งนี้ถือเป็นการระดมทรัพยากรจากภาคประชาชน สนับสนุนการบริการของโรงพยาบาลโดยเฉพาะด้านเวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ

โรงพยาบาลขอนแก่นมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสาน มีเตียงให้บริการกว่า 1,200 เตียง ให้บริการครอบคลุมลูกหนี้ในพื้นที่และโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 งานสำคัญที่ให้บริการได้แก่ เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์รักษาโรคมะเร็ง ศูนย์หลอดเลือดสมอง ศูนย์อุบัติเหตุ และศูนย์ทารกแรกเกิด เป็นต้น

  • ให้บริการผู้ป่วยกว่า 1.2 ล้านรายต่อปี
  • มีการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ตา ไต ไขกระดูก
  • เป็นศูนย์แม่ข่ายระบบสุขภาพของ 8 จังหวัดในอีสาน

ด้วยภาระการให้บริการที่สำคัญและความสามารถในการรักษาผู้ป่วยที่ซับซ้อน ทำให้อุปกรณ์และยาที่ใช้มีราคาสูง รพ.ขอนแก่นจึงต้องการเงินทุนค่อนข้างมากในการดำเนินงาน โดยรายได้จากการคอนเสิร์ตหลังหักค่าใช้จ่ายจะส่งต่อทั้งหมดให้โรงพยาบาลเพื่อพัฒนาบริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวของ ผู้ว่าฯขอนแก่นสละเงินเดือนช่วยเหลือ รพ.ขอนแก่น ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เห็นถึงความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยากให้รพ.ขอนแก่นฟื้นตัวและยังคงเป็นสถานพยาบาลที่เชื่อถือได้ของประชาชนในภูมิภาค

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่อยากช่วยเหลือโรงพยาบาลขอนแก่น ร่วมเป็นกำลังใจให้กับทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ด้วยการบริจาคหรือสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ได้ที่เวทีการกุศลใกล้บ้าน หรือผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาล

ที่มา – ผู้ว่าฯขอนแก่น ขอสละเงินเดือนช่วยเหลือสภาพคล่อง รพ. แทนคำขอบคุณ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด เสริมพลังคุ้มครองสิทธิประชาชน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือในการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ระหว่างสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักงานอัยการสูงสุด

ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด เสริมพลังคุ้มครองสิทธิประชาชน

ความร่วมมือนี้มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม โดยใช้ระบบส่งต่อข้อมูลดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องเผชิญในอดีต

นอกจากนี้ การร่วมมือยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรและความรู้ด้านกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ต่างได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นด้านกฎหมาย

ประโยชน์จากการร่วมมือ

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต กล่าวว่า การทำงานร่วมกันครั้งนี้จะมีประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน เนื่องจากสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนหรือขอคำปรึกษาทางกฎหมายได้ทั้งที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินหรือที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน

  • การใช้ระบบดิจิทัล: ช่วยส่งต่อข้อมูลอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
  • การปรึกษาฟรี: ประชาชนทุกคนสามารถขอรับคำปรึกษาทางกฎหมายได้
  • การเข้าถึงยุติธรรม: ลดอุปสรรคด้านพื้นที่และค่าใช้จ่ายในการติดต่อ

นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันในทุกจังหวัดของประเทศไทย มีสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด (สคชจ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พร้อมให้คำปรึกษาแก่ประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน รวมถึงช่วยส่งต่อเรื่องไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

การร่วมมือระหว่าง ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบยุติธรรมของประเทศ โดยเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเรื่องใด ๆ ก็จะได้รับการดูแลอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

นี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญต่อการยกระดับสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในประเทศไทย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบราชการจะปฏิบัติต่อกับประชาชนอย่างเสมอภาคและโปร่งใส

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานที่เกี่ยวข้อง เพราะตอนนี้ระบบคุ้มครองสิทธิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน เอ็มโอยู อัยการสูงสุด เสริมพลังคุ้มครองสิทธิ–ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ความงามและความลับ

ดวงอาทิตย์ เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก และเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับโลกของเราที่สุด เรามักมองเห็นดวงอาทิตย์ในทุกเช้าและเย็น แต่ความจริงแล้ว ดวงอาทิตย์เต็มไปด้วยความลับ ความงาม และปรากฏการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยสังเกตให้ลึกซึ้ง

สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ความงามและความลับ

ในช่วงปีนี้ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้จัดนิทรรศการ Sun Exhibition เพื่อพาทุกคนได้สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ Solar Maximum ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีการเคลื่อนไหวและปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ดวงอาทิตย์ไม่ใช่แค่แสงแดด

หลายคนอาจรู้แค่ว่าดวงอาทิตย์ให้แสงและให้ความร้อน แต่ในความเป็นจริง ดวงอาทิตย์มีโครงสร้างและพลังงานที่ซับซ้อนมาก โดยเป็นแหล่งพลังงานที่เกิดจากการฟิวชันนิวเคลียร์ ซึ่งขับเคลื่อนทุกสิ่งบนโลก. ดวงอาทิตย์มีหลายชั้น ทั้งชั้นโฟโตสเฟียร์ โครโมสเฟียร์ และโคโรนา ซึ่งชั้นโคโรนาถือเป็นปริศนาทางวิทยาศาสตร์ที่นักดาราศาสตร์ยังคงศึกษาอยู่ว่า ทำไมมีอุณหภูมิสูงกว่าพันล้านองศาเซลเซียส

ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการสังเกตการณ์ในหลากหลายช่วงคลื่น ทำให้เราเห็นภาพพิเศษของดวงอาทิตย์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดของ จุดซันสปอร์ต (Sunspot) หรือภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่เผยให้เห็นโครงสร้างและพลังงานของดวงอาทิตย์ในมิติที่มากขึ้น

เรียนรู้ความสัมพันธ์ของรังสี UV และสุขภาพ

หนึ่งในสิ่งที่ได้รับผลกระทบจากดวงอาทิตย์ที่เราเผชิญทุกวันก็คือ รังสี UV ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ UVA, UVB และ UVC โดย UVC เป็นรังสีที่อันตรายที่สุด แต่ถูกชั้นโอโซนกรองหมด อย่างไรก็ตามหากชั้นโอโซนลดลง รังสีนี้อาจเข้าสู่โลกและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

  • UVA: มีพลังงานต่ำ แต่ทะลุชั้นบรรยากาศได้ลึก ทำให้เกิดริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ
  • UVB: มีพลังงานสูง ทำให้ผิวไหม้ แต่ช่วยในการสร้างวิตามินดี
  • UVC: อันตรายสูงสุด ถูกดูดซับโดยชั้นโอโซน

จึงไม่แปลกที่การเลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติจากดวงอาทิตย์

เมื่อดวงอาทิตย์มีการระเบิด พายุสุริยะก็จะตามมา ส่งผลกระทบได้ทั้งระบบ GPS การสื่อสาร และแม้กระทั่งโครงข่ายไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกัน พายุเหล่านี้ก็สร้าง แสงออโรรา อีกหนึ่งความงามของธรรมชาติที่พบได้ในขั้วโลก โดยแสงจากดวงอาทิตย์เมื่อเข้าชนกับสนามแม่เหล็กโลก จะก่อให้เกิดแสงสีสันตระการตา

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์อื่นๆ เช่น สุริยุปราคา วงแหวนรุ้งกินน้ำ แสงเบรกเกอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของแสงอาทิตย์ที่แปรผันผ่านชั้นบรรยากาศ ลม และความชื้น

สังเกตการณ์วันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมพรุ่งนี้

การศึกษาและสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบในอนาคต เช่น เมื่อดวงอาทิตย์เข้าสู่วัฏจักรใหม่ จะมีอาคมของการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องอุณหภูมิ ลมสุริยะ และพลังงานที่กระทบโลก

ดังนั้นอย่าลืมสังเกตและศึกษาดวงอาทิตย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะทุกแสงที่คุณเห็นตอนนี้ สวนกลับมากลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับอนาคตของมนุษยชาติ

ที่มา – สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ความงามและความลับ

ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา

ครบ 1 เดือนที่นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับชื่อและผลงานของเธอ แต่ในเวลาอันสั้น นางสาวลิณธิภรณ์ หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ลิณธิภรณ์’ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำแนวทางการทำงานที่เป็นระบบ รอบคอบ และใส่ใจทุกเสียงจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอได้เร่งเข้าใจปัญหาและบรรยากาศของการศึกษาในปัจจุบันอย่างจริงจัง โดยการเดินทางพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาคนต่อคน เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายที่จะขับเคลื่อนไปนั้นไม่ใช่เพียงแต่คำพูด แต่เกิดจากการฟังและเข้าใจปัญหาจริง

พัฒนาหลักสูตรใหม่ให้เท่าทันโลก

หนึ่งในภารกิจสำคัญของนางสาวลิณธิภรณ์คือการผลักดันการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่นักการศึกษาหลายคนเห็นด้วย ด้วยสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปิดรับเทคโนโลยี สื่อดิจิทัล และนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การดูแลครู-นักเรียนจึงต้องเริ่มจากการให้ทุนการศึกษาที่เป็นรากฐานที่มั่นคงและทันสมัย

นอกจากนี้การพัฒนาหลักสูตรใหม่ยังเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนในรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับการเข้าถึงข้อมูลอย่างกว้างขวาง และมีความคาดหวังสูงในการเรียนรู้ที่หลากหลายและสร้างสรรค์

เป้าหมายเพื่อการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวด้วยความจริงใจว่าการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เธอเชื่อว่าจะสามารถทำให้ “การศึกษาไทย” ก้าวไปอีกขั้นได้จริง “ ดิฉันหวังว่า นักเรียนไทย ครูไทย และการศึกษาไทย จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และเพิ่มศักยภาพออกไปอีกมากมาย”

  • การพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปตามยุคสมัย
  • การให้ความสำคัญกับเสียงของครูและนักเรียน
  • การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อยอดการเรียนรู้
  • การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อการศึกษา

ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ ดูแลครู-นักเรียน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจด้านการศึกษา ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงของเราได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันข้อมูล แสดงความคิดเห็น หรือสนับสนุนโครงสร้างระบบการเรียนการสอนที่ดีขึ้น เพราะเมื่อการศึกษาเติบโต สังคมจะก้าวไปด้วย

ที่มา – ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ ดูแลครู-นักเรียน

โอหมจองฮวา-ซงซึงฮอน ป่วนข้ามกาลเวลาใน My Troublesome Star

เตรียมลุ้นระทึกไปกับความป่วนข้ามกาลเวลาในซีรีส์เกาหลีแนวเบาสมอง “My Troublesome Star ดาราตัวท็อป ขอป็อปอีกครั้ง” ผลงานล่าสุดจาก โอหมจองฮวา นางเอกวัยรุ่นที่ดันสลบไปนานกว่า 25 ปีจนกลายเป็นผู้ใหญ่วัย 50 พร้อมความทรงจำที่ว่างเปล่า แต่ความฝันกลับยังคงเต็มเปี่ยมอยากกลับมาเฉิดฉายบนเวทีบันเทิงอีกครั้ง

โอหมจองฮวา-ซงซึงฮอน ป่วนข้ามกาลเวลาใน My Troublesome Star

ซีรีส์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ อิมเซรา รับบทโดย จางดาอา ซึ่งในอดีตเคยเป็นดาราตัวท็อปของวงการ แต่กลับหายตัวไปอย่างลึกลับหลังประสบอุบัติเหตุ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งในปี 2025 กลับพบว่าร่างกายแก่เฉาะ และชื่อเสียงทั้งหมดหายไปพร้อมกาลเวลา

ทว่า My Troublesome Star ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของความฝันที่พยายามจะกลับมา เพราะในเรื่องยังมี ด็อกโกชอล รับบทโดย ซงซึงฮอน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเป็นนักสืบมากความสามารถ แต่กลับตกเป็นชนชั้นกลาง ๆ ของสังคม เขาจึงพยายามหากลับตำแหน่งเดิม ทว่าบทใหม่ในชีวิตกลับมาเมื่อได้พบกับหญิงในร่างป้าที่อ้างว่าเคยเป็น “อิมเซรา”

ความป่วนแห่งกาลเวลา

เมื่อเวลาไหลผ่านไปกว่า 2 ทศวรรษ สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปมาก รสนิยม แฟชั่น วิธีคิด และสำคัญที่สุดคืออุตสาหกรรมบันเทิงเองก็พัฒนาก้าวกระโดด แต่ความปรารถนาและหัวใจของ อิมเซรา กลับยังเหมือนเดิม การต่อสู้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งในด้านการยอมรับจากค่ายเพลง ผู้ชม และความเชื่อมั่นตัวเอง

อีกทั้งยังมีโกฮียอง (รับบทโดย อีเอล) อดีตนักแสดงสมทบกลายเป็นนางเอกคนใหม่ ที่กำลังจะก้าวขึ้นมายืนอยู่บนบัลลังก์ที่เคยเป็นของ อิมเซรา ส่วน คังดูวอน (รับบทโดย โอแดฮวาน) อดีตผู้จัดการ ที่ตอนนี้กลายเป็น CEO มหาเศรษฐีจากค่ายบันเทิง กลับมาแตะบทบาทสำคัญในเส้นทางการคัมแบ็คของเธอ

  • โอหมจองฮวา รับบทเป็น “อิมเซรา” ในวัยที่ผ่านพ้นวัยทอง
  • ซงซึงฮอน รับบทชายหนุ่มที่พยายามกระโดดข้ามเวลา
  • จางดาอา ผู้รับบทอิมเซราในวัยยุคเก่าแก่
  • ผู้กำกับ ชเวยองฮุน และบทโทรทัศน์จาก พัคจีฮา

ทั้งโรแมนติก ทั้งตื่นเต้น และแน่นอัดไปด้วยอารมณ์ขัน My Troublesome Star เป็นซีรีส์ที่ตั้งใจจะตีแผ่เรื่องราวของผู้คนที่ยังไม่ยอมแพ้กับเวลาและวัย เรื่องราวของความรัก ความเสียหาย และการไขว้เขวในชีวิตเพื่อกลับไปยืนบนจุดที่เคยรุ่งโรจน์

ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์เกาหลีเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยพลังบวก My Troublesome Star คือคำตอบ พร้อมออกอากาศทุกคืนวันจันทร์ – อังคาร เวลา 21:20 น. ทาง Viu

ที่มา – ‘ออมจองฮวา-ซงซึงฮอน’ เตรียมป่วนข้ามกาลเวลา ในซีรีส์เบาสมองสุดป่วน ‘My Troublesome Star’

แม่ให้ลูกพกปืนใส่กระเป๋าไปโรงเรียน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีรายงานข่าวจากฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับคุณแม่ที่ทำเรื่องน่าวิจิตจริต เมื่อเธอให้ลูกชายพก ปืน ใส่ในกระเป๋าเป้แล้วส่งไปโรงเรียน โดยอ้างว่าต้องการให้ลูก “ฝากคืนพ่อ” ซึ่งกลายเป็นเหตุให้เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาทางอาญาถึงสองกระทง

แม่ให้ลูกพกปืนใส่กระเป๋าไปโรงเรียน

เหตุเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดเทอมที่โรงเรียนประถมศึกษาคอปเปอร์เกต (Coppergate Elementary School) เมืองมิดเดิลเบิร์ก รัฐฟลอริดา หลังจากที่พ่อลูกได้พาลูกชายไปส่งเรียน ลูกชายกลับถูกเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนตรวจพบว่ามี ปืน อยู่ในกระเป๋าเป้

ข้อมูลจากสำนักงานนายอำเภอเคาน์ตีเคลย์ระบุว่า ทันทีที่ครูพบอาวุธ เจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการปิดล้อมพื้นที่ภายในโรงเรียน และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ามาตรวจสอบ ทั้งนี้ นายอำเภอเคาน์ตีเคลย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “เด็กๆ ทุกคนปลอดภัย” และชี้แจงเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ในโรงเรียนขณะนั้นถือว่าปลอดภัย ไม่มีการขับไล่บุคคลใด และทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่

อ้างข้อแก้ตัวว่าจะให้ลูกนำปืนไปฝากคืนพ่อ

หลังจากการสอบสวนเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ก่อเหตุคือ เซียร์รา บรอนเนอร์ (Sierra Bronner) คุณแม่วัย 39 ปี ซึ่งเป็นแม่ของนักเรียนในกรณีนี้ บรอนเนอร์ ให้การว่า เธอเห็นว่าลูกชายต้องไปอยู่กับพ่อ จึงเอา ปืน ใส่ในกระเป๋าเป้ของลูก เพื่อให้เขาไปส่งคืนให้กับพ่อของเขา

ทางด้านพ่อของเด็กยืนยันว่าเขาไม่ทราบว่าลูกชายมีปืนติดตัวและไม่รู้เรื่องใดๆ เลยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการที่ผู้ปกครองส่งต่ออาวุธให้เด็กอย่างไม่ปลอดภัย

ในที่สุด เซียร์รา บรอนเนอร์ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและตั้งข้อหาเพิ่มเติมถึงสองข้อ คือ “ละเลยเด็ก” และ “มอบอาวุธปืนแก่ผู้เยาว์” ซึ่งทั้งสองข้อถือเป็นความผิดทางอาญาและอาจส่งผลต่ออนาคตของครอบครัวอย่างรุนแรง

“สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องรู้ว่าลูกๆ ของตนนำอะไรมาโรงเรียนบ้าง ควรเปิดกระเป๋าเป้ ตรวจสอบ และตั้งข้อตกลงร่วมกันก่อนเดินทางไปเรียน” นายอำเภอเคาน์ตีเคลย์ กล่าวอย่างจริงจัง และเตือนว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นนี้ ถ้ามีลูกหลงเหลืออยู่จริง อาจกลายเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงได้

  • อย่าใส่ของอันตรายในกระเป๋าเด็ก
  • พูดคุยกับลูกเสมอเกี่ยวกับสิ่งที่เขาหยิบใส่กระเป๋า
  • ตรวจสอบทรัพย์สินร่วมกันก่อนออกจากบ้าน

ขณะนี้ทั้งบรอนเนอร์และทางโรงเรียนยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการ แต่กรมเด็กและครอบครัวแห่งรัฐฟลอริดาได้เข้ามาเฝ้าระวังและดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ类似กันขึ้นอีก

การส่งเด็กไปโรงเรียนควรเป็นการส่งด้วยความปลอดภัย ไม่ใช่การแปลงปกปิดอันตรายให้กลายเป็นภาระของเด็ก ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ควรจำไว้ว่าเด็กควรเติบโตในความปลอดภัย ไม่ใช่ความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดของผู้ใหญ่

ที่มา – แม่สุดเพี้ยน ให้ลูกพกปืนใส่กระเป๋าไปโรงเรียน อ้างต้องการฝากคืนพ่อเด็ก

‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’ แม้อีกฝ่ายขอโทษแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้นายภาคิน จินาภักดิ์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ยื่นเรื่องร้องเรียนมรรยาททนายความระหว่าง ‘ทนายทิวา’ และ ‘เสี่ยอ้วน’ ต่อคณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ เนื่องจากการแถลงข่าวเรื่องที่ดินเขากระโดงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’ แม้อีกฝ่ายขอโทษแล้ว

นายภาคิน กล่าวว่าได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากนายภูมิธรรมในการดำเนินการในครั้งนี้ เนื่องจาก ‘ทนายทิวา’ การกระสัง ได้ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ขาดความเป็นมืออาชีพ และแสดงพฤติกรรมที่ข่มขู่และก้าวร้าวระหว่างการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมและฝ่าฝืนมรรยาทของทนายความอย่างชัดเจน

เนื้อหาที่ถูกกล่าวหาทนายทิวารวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคาย การยุยงให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นลำต่อในการสร้างกระแสลบต่ออีกฝ่าย ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพทนายความ และนำเสนอในลักษณะที่บิดเบือนความจริง

คณะกรรมการจะพิจารณานโยบายทั้งหมดและตัดสินใจพิธีกรรม

คณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความจะพิจารณาดำเนินการทั้งหมด โดยหากตัดสินว่ามีความผิด ก็จะตัดสินโทษตามดุลยพินิจ ซึ่งอาจตั้งแต่การพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาต ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำ

แม้ว่า ‘ทนายทิวา’ จะได้เผยแพร่ข้อความขอโทษไปยัง ‘เสี่ยอ้วน’ แล้ว แต่นายภูมิธรรมมองว่า การขอโทษเองไม่สามารถยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ และว่าการกระทำที่เกิดขึ้นต้องมีการดำเนินการทางวินัยตามระเบียบวิชาชีพอย่างละเอียดรอบคอบ

  • สรุปประเด็น: คดีเกี่ยวข้องกับความผิดมรรยาทของทนายความ
  • ลักษณะการกระทำ: การใช้ถ้อยคำหยาบคายและพฤติกรรมข่มขู่
  • ผลการดำเนินการ: อาจส่งผลถึงการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตทนายความ

นายภาคิน กล่าวชัดเจนว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การ “ปิดปากทางการเมือง” อย่างที่บางคนอาจเข้าใจ แต่เป็นเพียงการใช้สิทธิในการฟ้องเพื่อความเป็นธรรมทางวิชาชีพเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายแพ่งหรืออาญาในขั้นนี้ แต่เน้นที่การรักษาจริยธรรมวิชาชีพที่ยอมรับได้ในวงการกฎหมาย

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ผู้ที่เป็นทนายความจะต้องยึดมั่นในจริยธรรม และใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังมากกว่าสามัญชนทั่วไป เพราะหน้าที่ของทนายความสืบเนื่องมาจากความไว้วางใจของสังคม ความผิดน้อยใดก็อาจถูกตีความว่าเป็นความผิดร้ายแรงได้

ทั้งนี้ ต้องติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีมรรยาทว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยระหว่าง ‘เสี่ยอ้วน’ และ ‘ทนายทิวา’ ได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

หาก ‘ทนายทิวา’ ยื่นคำขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนี้ ก็อาจมีผลต่อทิศทางของการดำเนินคดีได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือ การยอมรับความผิดและแสดงออกอย่างจริงใจต่อชุมชนวิชาชีพ

จากกรณีนี้ เป็นบทเรียนกับวิชาชีพทนายความ ว่าผู้ที่อยู่ในวงการมีหน้าที่ต้องใช้ถ้อยคำอย่างมีจริยธรรมและสำนึกในหน้าที่ต่อส่วนรวม ต่อหน้าสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นทางการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการกฎหมายโดยรวม

ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปจริยธรรมวิชาชีพ และสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของสภาทนายความในอนาคตอันใกล้

อ่านเพิ่มเติม: กรณี ‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’

รวมพลังช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ร่วมสมทบทุน Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20

วันนี้เราต้องร่วมกันต่อสู้กับโรคที่กำลังกลายเป็นภัยเงียบของสตรีไทยอย่างโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบได้มากในผู้หญิงทั่วประเทศ ข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาในปี 2567 ระบุว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 6,213 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 3,512 ราย โดยมะเร็งเต้านมอยู่ที่ 911 ราย และมะเร็งปากมดลูก 331 ราย การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการรักษาโดยใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่เหมาะสม จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีชีวิตที่มีคุณภาพอีกครั้ง

รวมพลังช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ร่วมสมทบทุน Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20

มากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โครงการ Central Group Women Cancer ได้ดำเนินการตามพันธกิจ “เซ็นทรัล ทำ” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสตรี และสนับสนุนผู้ป่วยที่ด้อยโอกาสให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ โดยปีนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคผ่านการสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

ความต้องการที่เร่งด่วน

โดย นายแพทย์ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกต้องได้รับการส่องกล้องมากกว่า 1,000 รายต่อปี แต่เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัยยังไม่เพียงพอ เพราะหากมี Video Colposcopy 4K เพิ่มเติม จะสามารถเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการวินิจฉัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ความตั้งใจของโครงการ Central Group Women Cancer ตั้งแต่เริ่มต้นคือ ‘การให้’ อย่างต่อเนื่อง และปีนี้ เราอยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยสตรีที่กำลังต่อสู้กับโรคร้าย”

  • วัตถุประสงค์ของการบริจาค: สนับสนุนอุปกรณ์วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย
  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  • ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2568

การมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วย จะช่วยลดระยะเวลาในการวินิจฉัยและรักษาลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย การร่วมสนับสนุนในครั้งนี้คือโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิต ทั้งในมิติของความปลอดภัยทางสุขภาพและการให้โอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นแก่คนในสังคมของเรา

เราเชื่อว่า ทุกการให้เป็นเรื่องราวของความหวัง และความรักที่เป็นรูปธรรมโดยโครงการ Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20 ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกคน “ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ต่อสู้กับโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกคน

ร่วมบริจาคผ่านช่องทาง Online และ Offline ตามรายละเอียดด้านล่าง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการนำพาความหวังให้แก่ผู้ป่วยสตรีในทุกครอบครัว ทำด้านที่ดีเพื่อสังคมอย่างมีความหมาย เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – เชิญชวนร่วมสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กับโครงการ Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20