ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สิงห์เจ้าท่าเปิดตัวลุยฤดูกาลใหม่ The Figthing Lions

“สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ภายใต้การนำของ โพธิพงษ์ ล่ำซำ ในฐานะประธานสโมสรคนใหม่ ได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อประกาศความพร้อมลุยฤดูกาล 2025/26 ที่แพท สเตเดียม เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีเกมเปิดฤดูกาลเปิดบ้านเฉือนชนะ อยุธยา ยูไนเต็ด 3-1 พร้อมชูสโลแกน “The Figthing Lions” สะท้อนความเป็น “สิงห์เจ้าท่า” ที่เต็มไปด้วยความเป็นเลือดนักสู้ และความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยในฤดูกาลนี้

สิงห์เจ้าท่าเปิดตัวลุยฤดูกาลใหม่ The Figthing Lions

ภายในงานยังมีผู้มีเกียรติหลายคนร่วมงาน อาทิ สาระ ล่ำซำ รองประธานสโมสร, พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ อดีตผู้บริหารสโมสร, รวมไปถึง เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และนวลพรรณ ล่ำซำ หรือ “มาดามแป้ง” อดีตประธานสโมสร และนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่มาร่วมฉลองและให้กำลังใจทีม

อีก亮点สำคัญคือการเปิดตัว ผู้สนับสนุนสโมสรประจำฤดูกาล 2025/26 จำนวน 21 องค์กร ที่จะสนับสนุนการท่าเรือ เอฟซี อย่างเต็มที่ ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นทางการ เช่น:

  • การท่าเรือแห่งประเทศไทย
  • บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
  • Mizuno & Future Performance Sport
  • น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง
  • โรงพยาบาลเครือพริ้นซ์ หรือ PRINC Group
  • บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)
  • Krispy Kreme
  • Thai AirAsia, Millennium Auto Group
  • Pocari Sweat, Battle Wide Dishwashmate และอีกมากมาย

“สิงห์เจ้าท่า” พร้อมลุยตามเป้าหมายใหม่

ในโอกาสดังกล่าว โพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานสโมสรได้กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาสโมสรอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงความรักและความศรัทธาที่มีต่อสโมสร ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในไทยลีก และย้ำว่า “เราต้องทำให้สโมสรแห่งนี้กลับมายิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง”

หลังจากการแข่งขันเปิดฤดูกาล แฟนบอลยังได้ลุ้นกับกิจกรรมพิเศษต่อ เอาใจแฟน “สิงห์เจ้าท่า” อย่างคอนเสิร์ตฟรีจากวงลาบานูน ที่จัดขึ้นบริเวณลานด้านหน้าของแพท สเตเดียม อีกด้วย

ด้วยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านทีมงาน ผู้เล่น และผู้สนับสนุน ทำให้ สิงห์เจ้าท่า เริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยท่าทีมั่นคงและเต็มไปด้วยความหวัง ด้วยแนวคิด The Figthing Lions ที่บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ที่จะกลับมาครองแชมป์ในศึกไทยลีกเร็วๆ นี้

ไม่ใช่แค่การเปิดฤดูกาล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความภาคภูมิใจใหม่สำหรับ “สิงห์เจ้าท่า”!

ที่มา – ‘สิงห์เจ้าท่า’ เปิดตัวลุยฤดูกาลใหม่ ชู ‘The Figthing Lions’

เรื่องน่ารู้ : พอมือคาพะโด่

พอมือคาพะโด่เป็นพืชป่าชนิดหนึ่งที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อพอมือคาพะโด่ แต่หากได้เห็นตัวพืชจริง อาจรู้สึกประทับใจกับความงามของพืชตระกูลกล้วยไม้นี้อย่างแน่นอน

เรื่องน่ารู้ : พอมือคาพะโด่

พอมือคาพะโด่ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Phreatia caespitosa เป็นพืชประเภทกล้วยไม้อิงอาศัย ซึ่งมักพบตามป่าดิบเขาในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสูงระหว่าง 1,000-1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำต้นของมันมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และสูงได้ถึง 25-50 เซนติเมตร

กาบใบของ พอมือคาพะโด่ มีลักษณะมีขนสีน้ำตาลแดง ส่วนใบจะแบนและบาง รูปรี ขอบขนาน มีความกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาว 7-10 เซนติเมตร สร้างลวดลายที่ดูอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ

ลักษณะดอกของพอมือคาพะโด่

ดอกของ พอมือคาพะโด่ เป็นที่น่าหลงใหลของนักชื่นชอบพืชชนิดนี้ โดยดอกจะออกเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอด จำนวนประมาณ 2-3 ดอก ดอกมีสีครีมหรือสีขาว ปลายกลีบบางส่วนจะมีสีเหลืองจางหรือสีส้มอ่อน กลีบปากดอกมีแต้มเล็กๆ และขนสีแสด อีกทั้งยังมีขนาดดอกที่บานเต็มที่ได้กว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร พร้อมกับกลิ่นหอมแรงที่สามารถดึงดูดแมลงผสมเกสรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงเวลาที่ พอมือคาพะโด่ ออกดอกจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม ซึ่งเป็นฤดูหนาวของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณที่อากาศเย็นและมีความชื้นสูง ดังนั้นหากใครมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวภาคเหนือในช่วงเวลานี้ ลองหาโอกาสแวะเข้าป่าหรือศูนย์อนุรักษ์พืชพรรณในพื้นที่ เพื่อได้สัมผัสความงามของพอมือคาพะโด่ด้วยตัวเอง

นอกจากความงามของดอกแล้ว พอมือคาพะโด่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยอีกด้วย การอนุรักษ์พืชชนิดนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพืชบางชนิดในธรรมชาติกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและปัจจัยมนุษย์

ในการดูแลพอมือคาพะโด่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อมัน เช่น โรงเรือนเล็ก ควรมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม ให้แสงสว่างเพียงพอแต่ไม่จัด และระบายน้ำได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้รากเน่า ด้วยคุณสมบัติที่เป็นพืชอิงอาศัย การจัดวางบนต้นไม้หรือวัสดุที่สามารถระบายน้ำได้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ

พอมือคาพะโด่คือตัวอย่างหนึ่งของพืชธรรมชาติที่สะท้อนถึงความอ่อนไหวและความงามของระบบนิเวศเขตร้อนในประเทศไทย การศึกษาและอนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้จึงมีความหมายมากกว่าที่ตาเห็น ไม่เพียงแค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพอมือคาพะโด่และพืชพันธุ์อื่นๆ ที่น่าสนใจในธรรมชาติไทย เราเชื่อว่าคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน

ที่มา – เรื่องน่ารู้ : พอมือคาพะโด่

ชาวบางปลาม้าเศร้าสลด สิ้นหลวงพ่อใหญ่อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง

ชาวบางปลาม้าและประชาชนทั่วประเทศต่างเศร้าสลดเมื่อสิ้นหลวงพ่อใหญ่อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง ซึ่งเป็นพระเกจิผู้มีพระคุณมากมายต่อชุมชนและศาสนาพุทธ โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้สละพระกรณีอย่างสงบภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ด้วยพระ寿 96 ปี 5 เดือน และ 1 วัน

ชาวบางปลาม้าเศร้าสลด สิ้นหลวงพ่อใหญ่อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง

พระวิมลภาวนานุสิฐ วิ. หรือที่ชาวบางปลาม้ารู้จักในฐานะ หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระเถระที่มีความเมตตาและเปี่ยมด้วยคุณงามความดี ท่านเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 และเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดกลาง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ซึ่งท่านใช้ชีวิตในการบำเพ็ญประโยชน์และการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่ผู้คน

คุณงามความดีของหลวงพ่อใหญ่

หนึ่งในผลงานที่คนในพื้นที่จดจำได้ดี คือ การสร้างโรงพยาบาลบางปลาม้า เพื่อบำรุงสุขภาพของพระภิกษุและชุมชนโดยรอบ เพราะแต่ก่อนหากมีพระสงฆ์เจ็บป่วยต้องเดินทางไกลไปรักษาที่เมืองจังหวัด หลวงพ่อใหญ่ จึงเห็นความเดือดร้อนนี้และได้จัดตั้งโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อให้การรักษาเป็นเรื่องใกล้ตัว

นอกจากนี้ หลวงพ่อเป็นพระที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและเคร่งครัดในธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระคุณที่ล้นเหลือ ทำให้ลูกศิษย์จากทั่วประเทศต่างเดินทางมาร่วมแสดงความปรารถนาดี หากมีโอกาสและน้อมเกล้ากราบนมัสการอย่างต่อเนื่อง

  • โรงพยาบาลบางปลาม้า
  • นักพัฒนาการศึกษาทางศาสนา
  • ร่มโพธิ์ร่มไทรแห่งศาสนิกชน

ด้านหนึ่งลูกศิษย์กล่าวถึง หลวงพ่อใหญ่ ว่าเป็นผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ เป็นที่พึ่งทางธรรม และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า ซึ่งแม้ท่านจะสละพระกรณีแล้ว แต่คุณความดีและรอยธรรมยังคงอยู่ในใจของลูกศิษย์ตลอดไป

ศิษยานุศิษย์ได้นำสรีระสังขารของท่านมาตั้งที่พระสุพรรณเจดีย์ วัดกลาง (สวนป่าวัดกลาง) ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. พระมหาเถระและญาติโยมเข้าร่วมพิธีสรงน้ำศพตั้งแต่เวลา 16.30 น. ส่วนพิธีรับน้ำหลวงสรงน้ำศพจัดขึ้นเวลา 17.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่อัญเชิญน้ำหลวงมาสรงศพอย่างเป็นทางการ

การจากไปของ หลวงพ่อใหญ่ เป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมและศาสนา เพราะท่านไม่เพียงเป็นพระเกจิผู้เลื่องชื่อ แต่ยังเป็นพระที่เข้าถึงคนทั่วไปด้วยความเมตตา และอุทิศชีวิตเพื่อการใช้ชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ชาวบางปลาม้า’ สุดเศร้า สิ้นเกจิดัง ‘หลวงพ่อใหญ่’ อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง-สุพรรณบุรี

เร่งทำหมันสุนัข-แมว ลดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง

สำนักงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการจัดโครงการ เร่งทำหมันสุนัข–แมว เพื่อควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้แนวคิดของโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ 2568

เร่งทำหมันสุนัข–แมว ยกระดับสุขภาพประชาชน

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการ เร่งทำหมันสุนัข–แมว นี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บริการแก่ประชาชน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพสัตว์ทั้งที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า

การควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน เช่น จังหวัดตาก ซึ่งมีแนวโน้มสูงในการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์ข้ามพรมแดน

เป้าหมายยั่งยืนของโครงการ

กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานตามแนวทางของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการ เร่งทำหมันสุนัข–แมว เพิ่มขึ้นอีก 30% เพื่อให้เกิดผลเชิงนโยบายที่ยั่งยืน

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์จรจัด ลดจำนวนประชากรในสภาวะไร้เจ้าของ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาพื้นที่เหล่านี้อยู่

  • ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง
  • ควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสัตว์
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ในพิธีเปิดที่เทศบาลตำบลแม่จะเรา ต.แม่จะเรา อ.แม่ระมาด จ.ตาก มีความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรส่วนท้องถิ่น และจิตอาสาประชาชน รัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า การจัดกิจกรรมผ่าตัดทำหมันในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดการระยะยาว และกรมปศุสัตว์จะเดินหน้าประสานความร่วมมือเพื่อให้การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ายั่งยืนและครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ

เราทุกคนสามารถร่วมมือกันป้องกันโรคและปกป้องสุขภาพของคนในชุมชนได้ ด้วยการสนับสนุนโครงการเร่งทำหมันสุนัข–แมวในพื้นที่เสี่ยง

ที่มา – เร่งทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง

พลิกโฉมคิกบ็อกซิ่งไทย ศึกชิงแชมป์ 2025 ยอดนิยม

สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดการแข่งขัน “พลิกโฉมคิกบ็อกซิ่งไทย ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย 2025” ที่ศูนย์กีฬาบางกอก อารีน่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการกีฬาอย่างสุดขีด

พลิกโฉมคิกบ็อกซิ่งไทย เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจ

นักกีฬาจากทั่วประเทศต่างเข้าร่วมการแข่งขันระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่นี้ โดยมีผู้เข้าร่วมประลองกว่า 700 คน สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มเยาวชนและนักกีฬาสมัครเล่น

ความสำเร็จระดับประเทศ

นางสาวทิรา บุญาณี กิตติกรณ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังแสดงถึงการยกระดับของนักกีฬาและบุคลากรทางด้านกีฬาที่ส่งผลให้การแข่งขันมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

  • การจัดการแข่งขันที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
  • นักกีฬาเข้าร่วมกว่า 700 คนจากทั่วประเทศ
  • เป็นแนวทางที่ดีสำหรับการพัฒนากีฬานักกีฬารุ่นใหม่

งานนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานสำคัญ เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “พลิกโฉมคิกบ็อกซิ่งไทย ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย 2025” ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

การเติบโตของวงการกีฬาไทย

การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะมอบแชมป์ใหม่ให้กับวงการ แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กีฬาคิกบ็อกซิ่งของไทยมีความน่าจับตามองในเวทีสากลอีกด้วย การจัดงานอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพในทุกปี จะทำให้นักกีฬาไทยมีเวทีในการพัฒนาฝีมือและประสบการณ์จริง

หากคุณเป็นแฟนกีฬาและชื่นชอบความมันส์ของการต่อสู้ อย่าพลาดติดตามข่าวสาร “พลิกโฉมคิกบ็อกซิ่งไทย ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย” ซึ่งจะเป็นกิจกรรมประจำปีที่ให้คุณเข้าใกล้เหล่านักสู้ได้มากขึ้น

ที่มา – “พลิกโฉมคิกบ็อกซิ่งไทย” ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย 2025 กระแสฮอต ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

ผลิตเงาะคุณภาพ สร้างรายได้กว่า 8.5 ล้านบาทต่อปี

ในยุคที่เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าคุณภาพ กลุ่มแปลงใหญ่เงาะคุณภาพตำบลนางิ้ว จังหวัดหนองคาย ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยสามารถสร้างรายได้สูงถึง 8.5 ล้านบาทต่อปี จากการผลิตเงาะคุณภาพที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล

ผลิตเงาะคุณภาพ สร้างรายได้กว่า 8.5 ล้านบาทต่อปี

น.ส.อุษา โทณผลิน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่เงาะคุณภาพตำบลนางิ้วเริ่มเข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2562 และได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนในปี 2564 ปัจจุบันกลุ่มมีพื้นที่ปลูกเงาะกว่า 258 ไร่ โดยมีเกษตรกรสมาชิกทั้งหมด 62 ราย ซึ่งมีผลผลิตจาก 36 รายที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ส่วนรายอื่นๆ อยู่ระหว่างขั้นตอนการขอรับรอง

กลุ่มมีการเลือกใช้พันธุ์เงาะโรงเรียน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นคือผลใหญ่ เนื้อนุ่ม หวาน และกรอบ เหมาะกับการบริโภคโดยตรง ส่งผลให้ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคในท้องถิ่นและตลาดต่างจังหวัดอีกด้วย

ผลผลิตเพิ่มขึ้น 8% จากการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ตัวเลขผลผลิตในปีงบประมาณ 2568 บ่งบอกถึงความสำเร็จของกลุ่มอย่างชัดเจน โดยมีผลผลิตรวม 284 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีผลผลิต 263 ตัน (เพิ่มขึ้น 21 ตัน หรือร้อยละ 8) ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปริมาณฝนที่เพียงพอ ราคาวัสดุปุ๋ยที่อยู่ในระดับค่อนข้างน่าพอใจ ทำให้เกษตรกรเกิดแรงจูงใจในการดูแลต้นเงาะอย่างรอบด้าน

ในปีนี้ เงาะออกผล 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่างมิถุนายนถึงกรกฎาคม และรุ่นที่ 2 ระหว่างกรกฎาคมถึงสิงหาคม ปัจจุบันกลุ่มสามารถจำหน่ายเงาะรุ่นที่ 2 ได้แล้วราว 60% โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 25–35 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งช่วยให้กลุ่มมีรายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 8,514,000 บาท จากราคาขายที่ค่อนข้างสมดุลและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของเกษตรกรแต่ละราย

หลากหลายช่องทางการตลาด

กลุ่มมุ่งมั่นในการขยายช่องทางการจำหน่ายผลผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งมอบสินค้าให้กับผู้บริโภคทั้งในและนอกพื้นที่ โดยมีช่องทางหลักดังนี้

  • จำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น หนองคาย อุดรธานี โดยราคาส่งเริ่มต้นที่ 25 บาท/กิโลกรัม
  • จำหน่ายแบบปลีกในพื้นที่แปลงใหญ่ที่ราคา 35 บาท/กิโลกรัม
  • ออกบูธในงานเทศกาลต่างๆ เช่น งานมหกรรมไทภู และกิจกรรมทางการค้าชายแดนในพื้นที่
  • การท่องเที่ยวเชิงเกษตรผ่านกิจกรรม “กินเงาะ เลาะภู ดูวิถีชุมชนนางิ้ว” ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
  • จำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และของฝากในชุมชน

นอกจากนี้ กลุ่มยังมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงผึ้ง และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนพ่นยา และน้ำหมักชีวภาพเน้นเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกและลดต้นทุน

เป้าหมายอนาคต – เงาะGI อินทรีย์ และการท่องเที่ยวเพื่อลดต้นทุนเพิ่มรายได้

ภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลุ่มได้มีแผนจะดำเนินการขอรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการรับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อรับรองความปลอดภัยและมูลค่าของสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นแบบครบวงจร (กิน เที่ยว พัก)

การพัฒนานี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว การค้า และความมั่นคงทางสังคม

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติม หรือต้องการสั่งซื้อเงาะคุณภาพจากแปลงใหญ่ตำบลนางิ้วได้ที่ Facebook Fanpage “กลุ่มแปลงใหญ่เงาะคุณภาพสังคม” หรือ “กินเงาะ เลาะภู ดูวิถีชุมชนนางิ้ว” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

  • คุณเจนภพ พานุรักษ์ ประธานกลุ่ม โทร. 09 5793 0387
  • คุณพิรดา สารีแสง รองประธานกลุ่ม โทร. 09 2489 8797
  • สำนักงานเกษตรอำเภอสังคม โทร. 0 4241 1562

ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรแกร่ไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่คือการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน ผลงานของกลุ่มแปลงใหญ่เงาะคุณภาพตำบลนางิ้ว เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้การพัฒนาบริเวณอื่น ๆ สามารถทำได้หากมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน

ที่มา – ผลิตเงาะคุณภาพ สร้างรายได้กว่า 8.5 ล้านบาทต่อปี

ปิยะวดี-ศิริภากรณ์-นฤชิต-โรเตอร์ แชมป์ TOYOTA GAZOO Racing 2025 ภูเก็ต

TOYOTA GAZOO Racing Thailand 2025 สนามภูเก็ต ได้จัดเต็มความมันส์แบบยกกำลังสอง ภายใต้แนวคิด “MAKE EVER-BETTER CARS From Circuit to the Road” ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 16-17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยได้รับเกียรติจาก มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการและบุคคลสำคัญในพื้นที่ ร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

ปิยะวดี-ศิริภากรณ์-นฤชิต-โรเตอร์ แชมป์ TOYOTA GAZOO Racing 2025 ภูเก็ต

งานนี้มีนักแข่งและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหลายคนร่วมงาน เช่น มิย่า ทองเจือ, ปังปอนด์-อัครวุฒิ, และ ป๊ายปาย โอริโอ้ ที่ร่วมสร้างความฮือฮาให้กับรายการ โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 4 รุ่นย่อย ดังนี้

ยาริส เอทีฟ เลดี้ วันเมคเรซ

ในรุ่น Yaris ATIV Lady One Make Race นี้มีนักสู้สาวสมัครเล่นจากทั่วประเทศเข้าร่วมมากมาย โดยดาวรุ่ง “มิย่า ทองเจือ” หรือ “พี่มิย่า” จากทีม TOYOTA Racing Star Team ลงแรงดวลความเร็วในรถ YARIS ATIV ONE MAKE RACE Carbon Neutral Fuel และเกือบคว้าแชมป์ไปได้ แต่สุดท้าย “ปิยะวดี พฤฒิสาร” ทีม A Motorsport Racing Team คว้าแชมป์รุ่นไปครองอย่างสมควร

  • อันดับ 1: ปิยะวดี พฤฒิสาร (ทีม A Motorsport Racing Team)
  • อันดับ 2: สิตานัน พิกุลขจร (ทีม Bfin racing compact Wise the Hub)
  • อันดับ 3: เขมิสรา ขอนพุดซา (ทีม Burgundi Motorsport)

ยาริส วันเมคเรซ

ถัดมาในรุ่น “YARIS One Make Race” ที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นของเหล่านักขับมืออาชีพ ที่หนึ่งในนักแข่งดาวรุ่งของโตโยต้าอย่าง “ป๊ายปาย โอริโอ้” ก็ร่วมลงสนามเช่นกัน แต่คราวนี้ “ศิริภากรณ์ แยบยนต์” จากทีม TMC-Drive 68 Lenso by Woot Bangbon3 สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างสะใจ

  • อันดับ 1: ศิริภากรณ์ แยบยนต์
  • อันดับ 2: อับดุล มิเกล
  • อันดับ 3: โคมุระ โตชิกิ

ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

ในรุ่น “Hilux REVO One Make Race” ซึ่งถือเป็นคลาสที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่น “นฤชิต เกียรติมณีศรี” ผู้แทนทีม TD Racing by SP Auto สามารถแซงทุกคู่แข่งคว้าแชมป์ไปได้อย่างยอดเยี่ยม

  • อันดับ 1: นฤชิต เกียรติมณีศรี
  • อันดับ 2: กิตติศักดิ์ เสียงสลัก
  • อันดับ 3: พงศธร โอนอ่อน

โคโรลล่า อัลติส จีอาร์ สปอร์ต วันเมคเรซ

สุดท้ายในรุ่นสุดท้าย “Corolla ALTIS GR Sport One Make Race” ที่ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่สุดของรายการปีนี้ ซึ่งมี “ปังปอนด์ อัครวุฒิ” จากรถแข่งของ TOYOTA Racing Star Team ร่วมแข่งขัน แต่ “โรเตอร์ ทองเจือ” จากทีม Superclub Racing Team กลับเป็นผู้ครอบครองโพเดียมสูงสุด

  • อันดับ 1: โรเตอร์ ทองเจือ
  • อันดับ 2: ปังปอนด์ อัครวุฒิ มังคลสุต
  • อันดับ 3: สิทธิชัย ฆังนิมิตร

หากคุณพลาดไม่ได้ชมการแข่งขันในสนามภูเก็ต ฟีเวอร์ของการแข่งขันจะยังคงดำเนินต่อใน สนามที่ 3 และ 4 ระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อย่าลืมตามติดความมันส์ผ่าน Live Streaming ได้ที่ Facebook: TOYOTA GAZOO Racing Thailand หรือ TikTok: tgr.thailand และ Instagram: tgrthailand ได้เลย!

การแข่งขันไม่ใช่แค่การเดิมพันกับความเร็ว แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึง ความพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีรถยนต์ โดยเฉพาะยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนนิวทรัล สะท้อนความก้าวหน้าที่ถ่ายทอดจากซีรีส์สนามไปสู่ถนนทั่วไป

ที่มา – “ปิยะวดี-ศิริภากรณ์-นฤชิต-โรเตอร์” แชมป์ TOYOTA GAZOO Racing Thailand 2025 สนามภูเก็ต

จับผัวเมียลักไก่ลำเลียงไอซ์และกัญชาลงใต้ มูลค่า 80 ล้าน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ สภ.อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 พร้อมด้วยนางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ผวจ.สมุทรสงคราม และคณะ เข้าร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ ภายใต้นโยบายของรัฐบาลเร่งด่วน No Drugs No Dealers ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดและรักษาความปลอดภัยในชุมชน

จับผัวเมียลักไก่ลำเลียงไอซ์และกัญชาลงใต้

ภายใต้การปฏิบัติการร่วมกันระหว่างตำรวจภูธรภาค 7 ตำรวจสืบสวนพิเศษภาค 7 และชุมชน สามารถจับกุมคู่สามีภรรยา ได้แก่ นายทรงพล อายุ 30 ปี และน.ส.พนิดา อายุ 22 ปี พร้อมของกลางไอซ์ 210 กิโลกรัม และกัญชาอัดแท่ง 390 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 80 ล้านบาท ได้ที่ซอยสุขุมวิท 21/4 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

จับผัวเมียลักไก่ลำเลียงไอซ์และกัญชาลงใต้

จากการสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองใช้บริการขนส่งเอกชนโดยจ้างให้ส่ง “มังคุด” จำนวน 100 ลังไปยังพื้นที่ภาคใต้ เพื่อคงกระพันต่อไปประเทศมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม เมื่อรถขนส่งไปรับสินค้าที่บ้านพักในพื้นที่ สภ.อัมพวา ได้พบว่ากล่องพัสดุบางกล่องมีลักษณะผิดปกติ บางกล่องชำรุดจนมองเห็นวัสดุฟอยล์ปนออกมา

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดตรวจสอบกล่องพัสดุทั้ง 21 ลัง พบว่ามีการวางเงาะ 1 ลังไว้ด้านบนเพื่อหลอกลวงเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อเปิดดูภายใน กลับพบว่าบรรจุยาเสพติด ประกอบไปด้วยไอซ์ 210 กิโลกรัม และกัญชาอัดแท่ง 390 กิโลกรัม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่แจ้งเหตุการณ์และขอหมายจับจากราชการศาลจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายได้สำเร็จ

แนวทางการป้องกันและปัจจัยเสี่ยง

พล.ต.ท.นัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้พัสดุและบริการขนส่งเอกชนเพื่อแอบอ้างสินค้าที่ไม่ใช่ยาเสพติด เป็นวิธีการที่กลุ่มค้ายาเสพติดนิยมใช้ในการทำลายหลักฐานและหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม การป้องกันจริงจังมีความสำคัญโดยใช้แนวทางสาธารณะสุขให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูล ร่วมมือเจ้าหน้าที่ และโหมงานสร้างพื้นที่ปลอดยาเสพติด

  • ระบบตรวจสอบพัสดุ: เพิ่มการสุ่มตรวจพัสดุระหว่างทางโดยเฉพาะในจุดเสี่ยง
  • ประชาสัมพันธ์ให้สังคม: สร้างความตระหนักว่ายานั้นเป็นสิ่งมีโทษ และไม่มีลัดทางใดที่ปลอดภัย
  • มีส่วนร่วมของประชาชน: ให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแส suspicious activity ภายใต้แนวคิด “ตาแหลม หูไว ช่วยระงับภัยยาเสพติด”

จากกรณีนี้จึงนับเป็นการเตือนว่า จับผัวเมียลักไก่ลำเลียงไอซ์และกัญชาลงใต้ เป็นภาพสะท้อนถึงผลของการปฏิบัติการที่เข้มแข็ง และความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถขจัดอาชญากรรมเฉพาะรายได้ แต่คุณภาพของสังคมและการศึกษาเท่านั้นที่จะสร้างจิตสำนึกไม่ใช้-ไม่ค้า-ไม่สนับสนุนยาเสพติดในระดับรากฐานได้

หากคุณเห็นพฤติกรรมผิดปกติในชุมชน อย่าลังเล ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปลอดจากยาเสพติด เนื่องจากยิ่งเราร่วมมือกันมากขึ้น สังคมจะกลับมามีชีวิตชีวาที่ดีขึ้นในทุกด้าน

ที่มา – จับผัวเมียลักไก่ลำเลียงไอซ์และกัญชาลงใต้

สำนักพุทธฯยัน ยกเลิก ‘ใบอนุโมทนาบัตรลดหย่อนภาษี’ ต้องบริจาควัดผ่าน ‘อี-โดเนชัน’ เท่านั้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระบบการบริจาคเพื่อขอสิทธิลดหย่อนภาษี โดยระบุว่า สำนักพุทธฯยัน ยกเลิก ‘ใบอนุโมทนาบัตรลดหย่อนภาษี’ ต้องบริจาควัดผ่าน ‘อี-โดเนชัน’ เท่านั้น ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักพุทธฯยัน ยกเลิก ‘ใบอนุโมทนาบัตรลดหย่อนภาษี’ ต้องบริจาควัดผ่าน ‘อี-โดเนชัน’ เท่านั้น

จากหนังสือแจ้งของอธิบดีกรมสรรพากรที่ส่งถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าการบริจาคเพื่อขอสิทธิหักลดหย่อนภาษีให้กับวัด มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรต่าง ๆ จะต้องใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากรเท่านั้น ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ตั้งแต่ปี 2569 นี้เป็นต้นไป

ด้วยการเปลี่ยนแปลงในมาตรการนี้ สำนักพุทธฯ จะเร่งดำเนินการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับวัดที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ e-Donation ให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงมีผลกับผู้บริจาคอย่างไร?

สิ่งที่ต้องทราบคือ สำนักพุทธฯยัน ยกเลิก ‘ใบอนุโมทนาบัตรลดหย่อนภาษี’ ต้องบริจาควัดผ่าน ‘อี-โดเนชัน’ เท่านั้น จึงจะสามารถใช้เพื่อหักลดหย่อนภาษีได้ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้บริจาคที่ยังนำใบอนุโมทนาบัตรแบบเดิมไปใช้เพื่อลดหย่อนภาษี จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับระบบภาษีได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริจาคต้องการถวายเงินแบบไม่ผ่านระบบ e-Donation ทางวัดยินดีรับ และสามารถออกใบอนุโมทนาบัตรให้ได้ แต่จะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีได้ ระบบดิจิทัลนี้ทำให้สามารถลดปัญหาการระบุยอดเงินบริจาคที่ไม่ถูกต้อง และลดภาระการตรวจสอบเอกสารของเจ้าหน้าที่อีกด้วย

  • ต้องใช้ระบบ e-Donation ตั้งแต่ปี 2569
  • ยกเลิกใบอนุโมทนาบัตรสำหรับลดหย่อนภาษี
  • บริจาคผ่านวัดโดยตรงยังใช้ได้ แต่ไม่มีผลลดภาษี
  • ลดภาระงานตรวจสอบ

แนวทางนี้ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญเพื่อยกระดับความโปร่งใสในกระบวนการบริจาค รวมทั้งป้องกันการฉ้อฉลทางภาษี โดยเฉพาะในเรื่องการระบุจำนวนเงินบริจาคที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทางสำนักพุทธฯ เผยว่าในอนาคตอาจจะมีการจัดทีมไปให้ความรู้ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อส่งเสริมให้พระสงฆ์เข้าสู่ระบบนี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป ถ้าคุณเป็นผู้บริจาคที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาควัด ไม่ควรพลาดการใช้ระบบ e-Donation ตามที่ สำนักพุทธฯยัน ยกเลิก ‘ใบอนุโมทนาบัตรลดหย่อนภาษี’ ต้องบริจาควัดผ่าน ‘อี-โดเนชัน’ เท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งเรื่องนิติบัญญัติและการทำบุญอย่างถูกต้อง

ที่มา – สำนักพุทธฯยัน ยกเลิก ‘ใบอนุโมทนาบัตรลดหย่อนภาษี’ ต้องบริจาควัดผ่าน ‘อี-โดเนชัน’ เท่านั้น

การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% เดือนก.ค. กระทบนโยบายการค้าสหรัฐ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมธุรกิจสิงคโปร์ได้เปิดเผยรายงานที่น่าจับตามองเกี่ยวกับ การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยการหดตัวนี้ส่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐที่เรียกเก็บภาษีสินค้าจำนวนมาก

การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% ในเดือนกรกฎาคม

รายงานระบุว่า การส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมันมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งลดลงถึง 42.7% สัดส่วนที่ลดมากที่สุดเกิดขึ้นจากการส่งออกยาภัณฑ์ไปยังตลาดสหรัฐที่ร่วงลงถึง 93.5% สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการใช้นโยบายทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐที่เรียกเก็บภาษีสูงมากต่อสินค้าจากต่างประเทศ

ผลกระทบจากภาษีที่สหรัฐประกาศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีนโยบายที่ประกาศเก็บภาษีสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะยา środowiskญ์ที่เรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 250% ส่งผลให้ การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% เป็นเรื่องที่ห่วงซึ่งเป็นผลจากมาตรการนี้

นอกจากนี้ ตลาดสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็เห็นแนวโน้มบวกในตลาดยุโรป ฮ่องกง และไต้หวัน ที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มากนัก

  • การส่งออกไปยังสหรัฐลดลง 42.7%
  • ยาภัณฑ์ลดลง 93.5%
  • เครื่องจักรและอาหารแปรรูปลดลงตามลำดับ
  • ตลาดอื่น ๆ เช่น ยุโรปและฮ่องกง เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ในทางเศรษฐกิจโดยรวม สิงคโปร์ยังคงคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตในปีนี้ที่ 1.5-2.5% ซึ่งสูงกว่าเดิมที่ประมาณ 0-0.2% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการค้าสิงคโปร์ยังให้คำเตือนว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน และ การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% นั้นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่เกิดจากนโยบายการค้าของสหรัฐที่ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษี 10% จากสินค้าสิงคโปร์โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ทำให้สิงคโปร์ไม่สามารถวางแผนรับมือได้อย่างแม่นยำ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจโดยตรง

ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มภาษีหรือกำหนดมาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ส่งผลกระทบใหญ่ในวงกว้าง สิงคโปร์อาจต้องมีการวางแผนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์รับมืออย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบจาก การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% และสร้างทางเลือกทางการค้าใหม่ ๆ ให้มากยิ่งขึ้น

สรุป: การค้าระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสิงคโปร์ แม้จะพร้อมรับมือกับความแปรผันของตลาดโลก แต่ การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% ในเดือนกรกฎาคม เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าสิงคโปร์ต้องมีความพร้อมรับมือกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอนจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – การส่งออกสิงคโปร์หด 4.6% เดือนก.ค. ผลกระทบนโยบายการค้าสหรัฐ