ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เพจ AOT Official ถูกแฮก! ทอท. สั่งกู้คืนด่วน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก เพจ AOT Official ซึ่งเป็นเพจอย่างเป็นทางการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ถูกแฮกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยบัญชีถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Everyday Yum Recipes” และเริ่มโพสต์เนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งสตอรี่และข้อความท้าทายวิธีการแฮกเพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้เรียนรู้

จากการสอบถามผู้บริหารระดับสูงของ ทอท. ได้ยืนยันแล้วว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และขณะนี้ได้มีการสั่งการให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกู้คืนบัญชีอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถควบคุมเพจกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

เพจ AOT Official ถูกแฮกอย่างไร?

จากการติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด พบว่าบัญชี เพจ AOT Official ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเจาะเข้าถึงระบบภายใน โดยเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ดูแลและเริ่มโพสต์เนื้อหาแปลกปลอม ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างมาก

เหตุใดจึงต้องสั่งกู้คืนด่วน?

การที่ เพจ AOT Official ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมากถูกแฮก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลที่อาจรั่วไหล และอาจถูกใช้ในการหลอกลวงผู้ใช้หรือสร้างข่าวลือได้ ดังนั้น ทอท. จึงต้องรีบดำเนินการกู้คืนระบบและตรวจสอบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

ความมั่นคงของโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลนี้ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เช่น ทอท. ที่มีผู้ติดตามนับแสนคน รายงานระบุว่า เพจถูกใช้ในการโพสต์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมและอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ทีมงานด้านไอทีของ ทอท. ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงระบบความปลอดภัยของเพจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

บทเรียนที่ควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนที่สำคัญไม่เพียงแต่กับองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นคำเตือนกับทุกบุคคลที่ใช้โซเชียลมีเดียทุกวัน นี่คือสิ่งที่เราควรคำนึงถึง:

  • การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุมและเปลี่ยนบ่อยครั้ง
  • เปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA)
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • อัปเดตระบบและโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ

องค์กรควรให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในโลกดิจิทัล เพราะการถูกแฮกอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของลูกค้าได้

บทสรุปของเหตุการณ์นี้คือ การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข ทั้งในแง่ของความปลอดภัยทางไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนโลกออนไลน์จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไปหรือองค์กรขนาดใหญ่เช่น ทอท.

ที่มา – เพจ “AOT Official” ถูกแฮก! ผู้บริหาร ทอท. สั่งเร่งกู้คืนด่วน

หนุ่มดัตช์เขยไทยบุกพบท่านทูตแฉพฤติกรรมเขมร

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจในพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อมีคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ร่วมกับผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากกว่า 33 ประเทศ เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทุ่นระเบิดอย่างรุนแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไม่เพียงแค่เป็นการสำรวจ แต่ยังมีการสังเกตการณ์เชิงลึกเพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ หนุ่มดัตช์เขยไทยบุกพบท่านทูตแฉพฤติกรรมเขมร ที่แสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ในครั้งนี้

หนุ่มดัตช์เขยไทยบุกพบท่านทูตแฉพฤติกรรมเขมร

เป็นที่น่าสังเกตว่า นางพิศมัย อังคณา ซึ่งเป็นแฟนของ มิสเตอร์รูจ หนุ่มชาวดัตช์ที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยมากว่า 2 ปี ได้ตัดสินใจเดินทางมาพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ในวันดังกล่าว เพื่อเล่าถึงประสบการณ์จริงที่ตนเองและแฟนได้เจอในช่วงปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

การเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อท่านทูตเนเธอร์แลนด์

นางพิศมัยเผยว่า “ในช่วงปะทะกับฝ่ายกัมพูชา เราต้องหนีระเบิดหัวซุกหัวซุนเพราะกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงเข้ามาในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย อำเภอการทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่อ่อนไหวได้ประสบกับความหวาดเสียวและการเสียชีวิตของเพื่อนบ้านที่ถูกระเบิดอย่างน่าสะพรึงกลัว การที่เราจะได้พูดคุยกับทูตในวันนี้คือโอกาสที่เราจะได้บอกความจริงในแบบตรงไปตรงมาแก่แกนนำของชาติ”

  • ต้องการให้ทูตทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • ประชากรชาวเนเธอร์แลนด์มีอยู่ในประเทศไทย
  • ต้องการให้มีการเปิดเผยพฤติกรรมที่ผิดของฝ่ายกัมพูชา

นอกจากนี้ นางพิศมัยยังได้ให้รายละเอียดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เศษเสี้ยว แต่ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เพราะมีผู้ประสบภัยจำนวนมาก รวมถึงมีการ วางระเบิดและยิงใส่แผ่นดินไทยอย่างไม่มีข้อแม้

ความเห็นจากผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ

ผู้แทนจากหลายประเทศที่มาถึงพื้นที่เพื่อสลักข้อมูลต่างก็เห็นพ้องในประเด็นสำคัญว่า กัมพูชามีพฤติกรรมที่ล้ำเมืองและไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการสมัครเป็นสมาชิกของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Treaty)

จากประสบการณ์ของ หนุ่มดัตช์เขยไทยบุกพบท่านทูตแฉพฤติกรรมเขมร นี้ ทำให้สื่อและสาธารณชนทั่วโลกตระหนักยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในสมัยใหม่ และความร้ายแรงของอุปกรณ์สงครามที่ส่งผลต่อพลเรือนอย่างรุนแรง

ความพยายามของนางพิศมัยและหนุ่มชาวเนเธอร์แลนด์ จึงถือเป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ในฐานะพลเมืองธรรมดา ก็สามารถสร้าง.action ในระดับนานาชาติได้

หากคุณเห็นด้วยว่าการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้ำเมือง อย่าปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่แสดงความเห็น ประเด็นนี้ควรได้รับการสนับสนุนจากคนทั่วโลก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย ไม่ทนบุกพบท่านทูต แฉพฤติกรรมเขมร วางระเบิด-ยิงใส่ไทย

ปธ.สภาวัฒนธรรมอยุธยา หนุนจัดลานวัฒนธรรมงานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นางนลินี ด่านชัยวิจิตร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อวางแนวทางในการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดอยุธยา ซึ่งมีผู้แทนจากเครือข่ายวัฒนธรรมทั้งหมด 16 อำเภอเข้าร่วมประชุม

ปธ.สภาวัฒนธรรมอยุธยา หนุนจัดลานวัฒนธรรมงานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก

ในการประชุมครั้งนี้ ประธานได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมที่เน้นคุณธรรม และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น โดยเชิญชวนเครือข่ายร่วมส่งเสริมกิจกรรมหลายรูปแบบ อาทิ งานชีวิตเปี่ยมสุข ฟังเทศน์ฟังธรรม เทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกประยุกต์ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ เวลา 13.30-15.30 น. ที่ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนเครือข่ายร่วมงานชูอัตลักษณ์หัตถศิลป์แผ่นดินถิ่นลิเก ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคมที่วัดโบสถ์ อำเภอบ้านแพรก รวมถึงเตรียมเข้าร่วมงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่นวิถีไทย ที่ศูนย์แสดงสินค้าเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 3-7 กันยายน และงานเทศกาลอาหารถิ่น ไทยฟุ้ง ปรุงไทย ที่ศูนย์การค้าพาราไดช์พาร์ค กทม. ในวันที่ 12-14 กันยายน

ในงานดังกล่าว จะมีการสาธิตอาหารพื้นถิ่นของทุกจังหวัด รวมทั้งหมด 77 จังหวัด โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยานำเสนอกับขนมดอกโสน ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นรสชาติเดิมที่ควรอนุรักษ์และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก

เมนูกิจกรรมจากท้องถิ่น

นางนลินียังเปิดโอกาสให้เครือข่ายเสนอแผนงานส่งเสริมวัฒนธรรมประจำอำเภอ แล้วนำไปต่อยอดในกิจกรรมต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาที่ดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมไหว้วัดภูเขาทอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับและส่งเสริมตลาดทุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์

ดาวเด่นในงานยอยศยิ่งฟ้า

อีกหนึ่งHighlightของปีนี้ คือการเตรียมจัด “ลานวัฒนธรรม” เป็นกิจกรรมเสริมพิเศษ ที่จะจัดขึ้นพร้อมงานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก ประจำปี 2568 โดยจะมีฉากหลังที่งดงามจากวัดพระราม และจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12-21 ธันวาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสไปกับวัฒนธรรมอย่างแท้จริงของเมืองล้านช้าง

หากคุณเป็นผู้สนใจด้านวัฒนธรรม หรือต้องการสัมผัสกับมรดกทางประวัติศาสตร์ของไทยอย่างใกล้ชิด การร่วมงานในเทศกาลเหล่านี้ถือเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยม

ที่มา – ปธ.สภาวัฒนธรรมอยุธยา หนุนจัดลานวัฒนธรรมงานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก

ดีอีเตือนข่าวปลอมทหารเขมรรวมตัวที่ช่องอานม้า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับข่าวปลอมที่แพร่กระจายผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะข่าวที่อ้างว่า “ทหารเขมรมากกว่า 40,000 คน รวมตัวที่ช่องอานม้า” ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดและอาจทำให้สังคมตื่นตระหนกได้

ดีอีเตือนข่าวปลอม “ทหารเขมรมากกว่า 40,000 คน รวมตัวที่ช่องอานม้า”

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 8 – 14 สิงหาคม 2568

จากการติดตามพบว่ามีข้อความที่เข้ามารวมทั้งสิ้น 986,493 ข้อความ และมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 815 ข้อความ โดยช่องทางที่พบเบาะแสมากที่สุดคือ Social Listening จำนวน 795 ข้อความ

สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจมากที่สุด 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยอันดับที่ 1 คือ “ทหารเขมรมากกว่า 40,000 คน รวมตัวกันที่ช่องอานม้า” ซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ

ดีอีร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก ได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่จริงแล้ว พบว่าสถานการณ์ที่บริเวณช่องอานม้าเป็นปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ ตามที่ข่าวอ้าง

นอกจากนี้ยังมีข่าวอื่น ๆ ที่ทำให้ประชาชนวิตกกังวล เช่น “กองทัพไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา” ซึ่งดีอียืนยันแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ เช่นกัน

แนวทางในการรับมือข่าวปลอม

  • ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ไม่เชื่อหรือแชร์ข่าวทันทีก่อนตรวจสอบ
  • ติดตามข่าวจากหน่วยงานทางการเท่านั้น

ดีอีได้ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคมได้ จึงขอให้ประชาชนมีสติ ใช้วิจารณญาณในการรับสาร และติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น

การตรวจสอบความถูกต้องของข่าวทุกครั้งก่อนเชื่อหรือแชร์ จะช่วยลดผลกระทบ และการแพร่กระจายของข่าวปลอมในวงกว้าง ซึ่งอาจมีอันตรายมากกว่าที่หลายคนคิด

ที่มา – “ดีอี” เตือนข่าวปลอม “ทหารเขมรมากกว่า 40,000 คน รวมตัวที่ช่องอานม้า” สร้างความเข้าใจผิด ตื่นตระหนกในสังคม

บรรยากาศโศกเศร้า พิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิ ครอบครัววอนขอความเป็นธรรม

วันที่ 16 สิงหาคม ที่วัดกลางบัวเชด ตำบลบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงวัยรุ่น 2 รายจนได้รับบาดเจ็บเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนจะหายตัวไป และต่อมาในเวลา 10.35 น. วันเดียวกัน ถูกพบว่าเสียชีวิตจากการยิงตัวเอง บริเวณป่าริมคลองส่งน้ำ ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุราว 120 เมตร

บรรยากาศโศกเศร้า พิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิ

บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ชาวบ้านต่างมาช่วยกันกางเต็นท์และจัดสถานที่เพื่อรองรับแขกที่จะเดินทางมาร่วมพิธีสวดอภิธรรมในช่วงค่ำ โดยก่อนหน้านี้ศพพลทหารรัฐภูมิถูกนำมายังวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา มีกำหนดพิธีฌาปนกิจในวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 14.00 น.

พิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิและคำวอนขอความเป็นธรรม

นายประยูร พันสุดโพธิ์ อายุ 51 ปี บิดาของพลทหารรัฐภูมิ กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นสั้น ๆ ว่า รู้สึกเสียใจอย่างที่สุดต่อการจากไปของลูกชาย พร้อมขอความเป็นธรรมให้กับผู้ล่วงลับจากข่าวที่ปรากฏในสังคม

พิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิ
บรรยากาศโศกเศร้า ชาวบ้านมาร่วมพิธีสวดอภิธรรม

ขณะเดียวกัน นายรณภพ บุตรสยาตรัส นายอำเภอบัวเชด ได้เดินทางมามอบพวงหรีดเพื่อแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ท่ามกลางความเศร้าหมองของคนในชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเช้าครบวันที่ผู้เสียชีวิตหายตัวไป ญาติได้ประกอบพิธี อัญเชิญดวงวิญญาณ ของพลทหารรัฐภูมิ ตั้งแต่จุดที่เสียชีวิตเพื่อนำกลับมายังบ้านเกิด โดยนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีตามความเชื่อท้องถิ่น

พยานเหตุวันเกิดเหตุ

นางผัดแก้ว แก้วมณี ผู้ใหญ่บ้านเขื่อนแก้ว ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง เปิดเผยว่า ก่อนพบศพ บิดาของผู้ตายได้มอบหมายให้ช่วยหาธูปมาจุดเพื่อขอเปิดทาง และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีฝนตกลงมา ทำให้บรรยากาศในบริเวณจุดเกิดเหตุมีอารมณ์หนักหน่วงอย่างเห็นได้ชัด ต่อมาเจ้าหน้าที่ อส. ที่อยู่ในพื้นที่ได้เดินไปสำรวจบริเวณ และเป็นผู้พบร่างของพลทหารรัฐภูมินอนเสียชีวิตอยู่ จึงรีบแจ้งให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ทราบ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 15 สิงหาคม 2568
  • พลทหารรัฐภูมิสังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623
  • เสียชีวิตด้วยการยิงตัวเองในเวลา 10.35 น.
  • พิธีฌาปนกิจกำหนดในวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น.

เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านหลายชุมชนในพื้นที่ได้รวมตัวกัน ทั้งในเรื่องการทำบุญอุทิศและร่วมไว้อาลัย สะท้อนให้เห็นถึงสันติสุขและความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนในยามเศร้า

คุณคิดอย่างไรกับบรรยากาศโศกเศร้า พิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิ? ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการให้อภัย หรือการเรียกร้องความเป็นธรรม ล้วนแล้วแต่สะท้อนมุมมองของแต่ละคน อย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณด้านล่างนี้

ที่มา – บรรยากาศโศกเศร้า พิธีบำเพ็ญกุศลศพพลทหารรัฐภูมิ ครอบครัววอนขอความเป็นธรรม

เชง เสร็ยร็วต โดนจับจริงหรือ? เปิดสาเหตุที่แท้จริง

จากกรณีที่สื่อต่างประเทศของกัมพูชารายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดกันดาลได้บุกจับกุมตัว เชง เสร็ยร็วต หรือ “เลิฟ ริยา” นักรบนิรนามแห่งสยามเมืองยิ้ม ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์วงการความงามและแม่ค้าขายสินค้าแบรนด์ดังในท้องถิ่น

เปิดสาเหตุที่แท้จริง ‘เชง เสร็ยร็วต’ ถูกจับ

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหา แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ส.ค. เพจดราม่าดังอย่าง “Drama-addict” ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่แท้จริงของการจับกุม เชง เสร็ยร็วต จากแถลงการณ์ของทางการกัมพูชา ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก

เพจดังเผยสาเหตุที่ถูกจับ

จากข้อมูลที่เผยแพร่ ระบุว่า เชง เสร็ยร็วต หรือ “วัน มรณา” ถูกจับกุมหลังจากที่ได้ไลฟ์สดโจมตี “ฮุนเซน” โดยอ้างว่าปิดบังข้อมูลยอดทหารที่สูญหายจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกตีความว่ายุยงปลุกให้เกิดความแตกแยกทางสังคม เหตุผลนี้จึงกลายเป็นข้อหาหลักในการจับกุมตัวเธอ

หลายความคิดเห็นเริ่มทยอยออกมาจากทั้งชาวไทยและชาวเขมร โดยเฉพาะจาก “แพรรี่-ไพรวัลย์ วรรณบุตร” ที่ออกมาแสดงความเสียใจและเห็นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า:

“อุตส่าห์เอาเงินไปแจกให้ทหาร อุตส่าห์ไลฟ์สดเป็นปากเป็นเสียงแทนคนเขมรแทบตาย สุดท้ายโดนจับข้อหายุยงปุกปั่นให้คนแตกแยกเพียงเพราะวิจารณ์ฮุนเซน สงสารนางนะเอาดีๆ นางขายของเก่ง หาเงินเข้าประเทศได้ตั้งเท่าไหร่”

ชาวเน็ตเขมร “ช็อกหนัก” กับการกระทำของเชง เสร็ยร็วต

จากการสืบสวนข่าวต่อมากขึ้น พบว่าคนในประเทศกัมพูชามีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรง โดยมีบางความคิดเห็นระบุว่าเธอถูกจับเพราะ “มีบางฝ่ายต้องการยึดทรัพย์สินของเธอ” ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากในแง่ของความซับซ้อนของสถานการณ์ดังกล่าว

  • ชาวเน็ตคาดเดาหลายประเด็น
  • บางคนคิดว่าเป็นคดีฉ้อโกง
  • บางคนเชื่อว่าเป็นปัญหาทางการเมือง
  • แต่ทางการยืนยันข้อหาที่แท้จริงคือการ “ยุยงให้เกิดความแตกแยก”

การถูกจับของ เชง เสร็ยร็วต จึงกลายเป็นประเด็นที่รวบรวมความสนใจจากทั้ง 2 ฝั่งไทย-เขมร และกำลังกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลทั่วทั้งไทยและกัมพูชา

ความคิดเห็นจากชาวไทยต่อกรณีนี้

จากความเคลื่อนไหวล่าสุด โดยเฉพาะจากแฟนคลับและผู้ติดตาม อินฟลูฯสาวคนดังอย่างเชง เสร็ยร็วต ถูกจับใจความอย่างชัดเจนว่าเป็นผลพวงต่อการแสดงออกในเชิงวิจารณ์ที่ทำผ่านไลฟ์สดนั่นเอง ในแง่นี้หลายคนชื่นชมความกล้าหาญ แต่ก็มีผู้ที่เห็นว่าเธอควรระวังคำพูดของตนเองมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของเธอช่วยเตือนให้ทุกคนตระหนักว่า “เสรีภาพในการแสดงความเห็น” มักมีข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในแวดวงออนไลน์ที่ทุกอินฟลูเอนเซอร์ควรควรขำระมัดระวังในการใช้สื่อในการสื่อสาร

อย่าลืมอัปเดตก่อนใคร ติดตามข่าวเด็ดดราม่าทุกวัน กับเรา!

ที่มา – เปิดสาเหตุที่แท้จริง ‘เชง เสร็ยร็วต’ ถูกจับ ยืนยันไลฟ์ด่า ‘ฮุนเซน’ ปิดบังยอดทหารจนภัยถึงตัว

เรียนยูทูบ! ปลัดนาแก บุกจับหนุ่มใหญ่ลอบต้มกระท่อมผสมยาแก้ไอขายวัยรุ่น

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทางอำเภอ นาแก จังหวัดนครพนม ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการจัดการกับปัญหาการลักลอบค้า น้ำกระท่อม ผสมกับ ยาแก้ไอ ที่ถูกขายให้กับวัยรุ่นและแรงงานในพื้นที่ โดยมีการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาหนุ่มใหญ่อายุ 26 ปีซึ่งผู้ใช้แรงงานและเยาวชนพากันแสวงหาอย่างลับๆ

เรียนยูทูบ! ปลัดนาแก บุกจับหนุ่มใหญ่ลอบต้มกระท่อมผสมยาแก้ไอขายวัยรุ่น

การดำเนินการในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของอำเภอ นาแก ที่มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยนำโดย นายคณินทร์ ผมงาม ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง และ พ.ต.ท.สง่า อินทร์สาธร สารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ ได้เข้าตรวจค้นและล้อมรอบบ้านหลังหนึ่งใน ต.หนองบ่อ บ้านดินดำ หมู่ 7 หลังตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีกิจกรรมต้ม น้ำกระท่อม และผสมกับ ยาแก้ไอ จำหน่ายในชุมชน

จากการตรวจค้น ทีมเจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ภายในบ้านพร้อมของกลางจำนวนมาก ซึ่งประกอบด้วย น้ำต้มกระท่อม พร้อมจำหน่ายหลายสิบขวด, ยาแก้ไอ ชนิดน้ำ 32 ขวด, ยาแก้ไอเม็ด, อุปกรณ์ต้มกระท่อม และบุหรี่ไฟฟ้า 3 เครื่อง สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นธุรกิจข้างเคียงที่ถูกออกแบบและคิดคำนวณเอาไว้อย่างชัดเจน

การเรียนรู้จากยูทูบยันถึงจับกุม

ในการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า พฤติกรรมในการ ต้มน้ำกระท่อม ได้เรียนรู้มาจากวิดีโอ ยูทูบ ก่อนจะทดลองผสมกับน้ำหวานและยาแก้ไอ แล้วขายในราคาขวดละ 80-90 บาท โดยสามารถสร้างรายได้ราว 700-1,000 บาทต่อวัน แต่ไม่คาดคิดว่ากลิ่นที่รุนแรงจะเป็นเสียงเรียกร้องที่ทำให้เจ้าหน้าที่สืบทราบเข้า

  • ต้นเหตุทางยูทูบที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ
  • การใช้ยาน้ำแก้ไอเป็นส่วนผสม
  • รายได้ที่ได้จากการขายกระท่อมผสม

การกระทำไม่เพียงแค่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคโดยเฉพาะวัยรุ่น หากดื่มในปริมาณมากหรือเป็นประจำ พฤติกรรมนี้สามารถทำลายสมองและระบบทางเดินหายใจได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาความผิดในหลายหัวข้อ เช่น การครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต การจำหน่าย น้ำกระท่อม ปรุงแต่งผิดกฎหมาย และการนำ น้ำกระท่อม ไปผสมกับยาอย่างผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.อาหาร และ พ.ร.บ.ยา จากนั้นได้นำตัวพร้อมของกลางส่งต่อพนักงานสอบสวน

เรื่องราวนี้ถือเป็นเตือนใจให้เห็นว่า ช่องทางออนไลน์อย่างยูทูบอาจกลายเป็นต้นตอของกิจกรรมอันตรายได้อย่างไร ทั้งความร่วมมือของหน่วยงานราชการในการตรวจสอบและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการสู้รบกับภัยพิบัติสุขภาพและพฤติกรรมที่อาจดูเหมือนไม่มีอันตรายแต่กลับเป็นอันตรายต่อสังคมได้มากกว่าที่นึก

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครูดูแลวัยรุ่น เราขอเชิญชวนให้เริ่มเปิดพูดคุยเรื่องกระท่อมและการเสพติดกับลูกหลาน ควรระมัดระวังพฤติกรรมที่อาจดูไม่มีอันตราย อาจกลับเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

ที่มา – เรียนยูทูบ! ปลัดนาแก บุกจับหนุ่มใหญ่ลอบต้มกระท่อมผสมยาแก้ไอขายวัยรุ่น

จี้ ‘เขมร’ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ถ้าเฉยไทยไม่รอแล้ว

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ได้เดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อ เก็บกู้ทุ่นระเบิด และติดตามสถานการณ์หลังมีการฝัง ทุ่นระเบิด อย่างผิดกฎหมายโดยฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

จี้ ‘เขมร’ เก็บกู้ทุ่นระเบิด-หากเฉยไทยไม่รอแล้ว

การกระทำของกัมพูชานี้ถือเป็นการละเมิดอย่างหนักต่อบรรทัดฐานระหว่างประเทศ และขัดต่อข้อตกลงตาม อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั่วโลก โดยโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีสงคราม

รมว.ต่างประเทศ กล่าวชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดที่พบนั้นไม่ใช่ของเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชายืนยัน แต่เป็นระเบิดรุ่นใหม่ที่มีการผลิตใหม่ และสร้างความเสียหายแก่ทหารไทยหลายคน ทำให้ทุพพลภาพและต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภัยเงียบที่ยังไม่จบ

พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชา ยังคงเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการครอบครองอาวุธประเภททุ่นระเบิดของกองทัพกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทุ่นระเบิดเก่าตกค้าง หรือทุ่นระเบิดที่มีการใช้งานใหม่ การระเบิดอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยไม่เลือกว่าผู้เสียหายจะเป็นทหาร หรือพลเรือนผู้บริสุทธิ์

  • มีทหารไทยบาดเจ็บสาหัสกว่า 5 ราย
  • พลเรือนเสียชีวิตจากจรวด BM-21 และกระสุนปืนใหญ่ 8 ราย
  • อีก 19 รายได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน
  • โรงเรียนต้องหยุดเรียน โรงพยาบาลต้องอพยพผู้ป่วยกว่าแสนชีวิต

รัฐมนตรีมาริษย้ำว่า โจมตีทั้งในรูปแบบข้อมูลข่าวสาร และในรูปแบบอาวุธจริง ๆ เป็นการขัดขวางความพยายามสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา และขอให้โลกมองเห็นความจริงที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลกระทบจากการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

ทว่าแม้มีการลงนามในข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเป็นทางการ แต่กัมพูชากลับยังไม่มีความตั้งใจจะร่วมมือ handles หรือร่วมดำเนินการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ด้วยตนเอง รัฐมนตรีจึงระบุชัดเจนว่าหากยังไม่มีความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทางไทยจะไม่รอช้า และจะดำเนินการเองเพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชน

นอกจากนี้ นายมาริษยังได้แสดงความขอบคุณต่อความสนับสนุนจากประเทศจีนและวงจรอานุภาพระหว่างประเทศ ที่ร่วมยืนยันถึงการละเมิดข้อตกลง อนุสัญญาออตตาวา อย่างหนักของฝ่ายกัมพูชา และสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยและการดำเนินการอย่างจริงจังบนเวทีระหว่างประเทศ

จากการลงพื้นที่ในวันนั้น คณะทูตยังได้รับฟังคำบรรยายจากราชการท้องถิ่น ทหาร และหน่วยปฏิบัติการระเบิด เช่นเดียวกับชมวีดิทัศน์เรื่องราวเริ่มต้นของวิกฤตในวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และสูญเสียครั้งใหญ่ในเวลาอันสั้น

ความเป็นจริงที่ถูกซ่อนเร้นด้วยการเลือกใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อาจดูห่างไกลจากระยะไกล แต่หากมันเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้ตัวเรา…ความปลอดภัยของทุกชีวิต ย่อมเริ่มต้นจากการต่อสู้ง่าย ๆ อย่างการพูดความจริง และส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และนั่นคือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเพื่อเผชิญหน้ากับผลกระทบจากภัยคุกคามที่มองไม่เห็นด้วยสายตาเปล่า ๆ

เพื่ออนาคตที่ปลอดภัย เราต้อง เก็บกู้ทุ่นระเบิด อย่างต่อเนื่อง และให้ทุกฝ่ายรับผิดชอบต่อพลเมืองที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – จี้ ‘เขมร’ เก็บกู้ทุ่นระเบิด-หากเฉยไทยไม่รอแล้วเพื่อรักษาข้อตกลงตามอนุสัญญาออตตาวา

ปลอม240ครั้ง! วัดเครือวัลย์แจงดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร-ผู้ช่วยฯ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ห้องพรหมคุณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร จังหวัดนนทบุรี นายอานุภาพ พูลพันธ์ พร้อมด้วย นายปกรัฐ กนกธนาพร และ ดร.ชัชวาล อัชฌากุล ไวยาวัจกรฝ่ายกฎหมาย วัดเครือวัลย์ ได้จัดแถลงการณ์โดยเน้นย้ำว่า กรณีที่นายกฤษณ์ อุรัสยะนันท์ อดีตไวยาวัจกร และนายชัยณรงค์ นพรัตน์ ผู้ช่วยไวยาวัจกร วัดเครือวัลย์ มีความผิดในเรื่องการปลอมแปลงลายมือชื่อเจ้าอาวาส และยักยอกเงินวัดกว่า 56 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอย่างเป็นทางการแล้ว

ปลอม240ครั้ง! วัดเครือวัลย์แจงดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร-ผู้ช่วยฯ

คดีดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน 2567 โดยทางวัดได้รับแคชเชียร์เช็คจากกองทัพเรือจำนวน 1.5 ล้านบาท ซึ่งลงวันที่ 10 เมษายน ตามมาด้วยข้อสงสัยเมื่อเจ้าอาวาสต้องการใช้เงินบูรณะศาสนสถาน แต่นายกฤษณ์และนายชัยณรงค์ไม่สามารถอธิบายเรื่องการจัดการเงินได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ภายหลังพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีวัดทั้งสิ้น 6 ครั้ง รวมกว่า 1.5 ล้านบาท

กิจกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่ามีการเบิกจ่ายจากบัญชีวัดรวมกว่า 10 ล้านบาท โดยทางทีมกฎหมายของวัดยืนยันว่าได้รวบรวมพยานบุคคลและพยานเอกสารส่งให้พนักงานอัยการ และอยู่ระหว่างการส่งฟ้องศาลอาญาทุจริตกลาง

คดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายชัยณรงค์ ได้แก่ การนำเงินกว่า 270,000 บาท และแคชเชียร์เช็ค 1 ล้านบาทไปให้นายกฤษณ์ เมื่อปี 2564 เพื่อนำเข้าบัญชีวัด แต่หลังตรวจสอบกลับพบว่าเงินไม่ได้ถูกนำฝากจริง พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ซึ่งในเดือนตุลาคม 2567 วัดได้แจ้งความใส่เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เช่นเดียวกับคดีที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถอนเงินมากถึง 240 ครั้ง ผ่าน 4 บัญชี โดยมีการปลอมลายมือชื่อเจ้าอาวาส ซึ่ง undergone การตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว กฎหมายมองว่าเป็นความผิดทั้งในข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ และใช้เอกสารปลอม โดยทั้งสองผู้ต้องหาคือ นายกฤษณ์ และนายชัยณรงค์นั้นอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีจากตำรวจกองปราบ

ขณะนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาได้กว่า 15-16 ล้านบาท ประกอบด้วยที่ดินบนถนนเพชรบุรี มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และเงินสดจำนวน 1-2 ล้านบาท อีกทั้ง บ้านและคอนโดในพื้นที่บางใหญ่ที่ครอบครองโดยญาติของนายชัยณรงค์ เศร้าใจคือเงินกว่า 40 ล้านบาทที่หายไปจากวัด ยังอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อติดตามเส้นทางการเงิน

สมเด็จพระพุทธพจนวชิรมุนี เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร ได้ให้คำสั่งให้ทีมไวยาวัจกรชุดใหม่เร่งดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใคร และจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ในตอนท้ายถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรทางศาสนา เพราะแม้ผู้กระทำจะเคยใกล้ชิด เคยดูแลวัดมานาน แต่การกลับมาหลอกลวงในครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นภายในชุมชนอย่างยิ่ง

ปลอม240ครั้ง! วัดเครือวัลย์แจงดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร-ผู้ช่วยฯ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนสังคม อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสในการดำเนินคดีคือสิ่งที่ทุกคนต้องติดตาม

ที่มา – ปลอม240ครั้ง! แจงการดำเนินคดี ‘อดีตไวยาวัจกร-ผู้ช่วยฯ’ วัดเครือวัลย์

‘ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ’ เสนอใช้ ‘สันติภาพ’ เป็นอาวุธทรงพลังที่สุด แนะ เลิกแข่งกันรบ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยได้โพสต์การให้สัมภาษณ์ของนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวคิดหลังจากการหารือของคณะที่ปรึกษาฯ เรื่องอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ภายใต้สถานการณ์ที่ยังตึงเครียดตามแนวชายแดน และมีความสูญเสียต่อเนื่อง

ในโอกาสดังกล่าว นายพันศักดิ์ ได้เสนอแนวคิดว่า สันติภาพ คือ “เครื่องมือรักษาชีวิตของทหารและประชาชนที่ดีที่สุด” และ “มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด” เพราะนอกจากจะช่วยลดความรุนแรงแล้ว ยังเป็นวิธีที่สุขุมและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด รวมถึงมีความคุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นการตัดวงจรความสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง พร้อมลดความจำเป็นในการใช้งบประมาณในการจัดหาอาวุธเพื่อทำลายกันและกัน

‘ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ’ เสนอใช้ ‘สันติภาพ’ เป็นอาวุธทรงพลังที่สุด แนะ เลิกแข่งกันรบ

นายพันศักดิ์ กล่าวว่าหากทั้งไทยและกัมพูชาร่วมมือใช้ สันติภาพ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงและข้อพิพาทเส้นเขตแดน จะสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากแนวทางนี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นความสำเร็จในการพัฒนาความสัมพันธ์โดยไม่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งตลอดเวลา

เปลี่ยนจากการรบทรัพยากรเป็นการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากข้อพิพาทด้านขอบเขตในยุโรปตะวันตกที่หลายประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีข้อสรุปที่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นเขตแดน แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยให้รัฐบาลลดบริจารงบประมาณด้านความมั่นคง แต่ยังรักษาชีวิตทหารและพลเมืองไว้ได้อีกด้วย

นายพันศักดิ์ เสนอว่า ประเทศเพื่อนบ้านควรเปลี่ยนความแข่งขันจากการใช้อาวุธไปเป็นการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เช่น การร่วมมือพัฒนาพื้นที่ การค้าขายข้ามพรมแดน การเติบโตของเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“รัฐบาลควรสนับสนุนให้กองทัพมีประสิทธิภาพในระดับที่เหมาะสม จนเพื่อนบ้านรู้ว่าการสร้าง สันติภาพ ร่วมกับประเทศไทยนั้นมีประโยชน์สูงสุดทั้งสองฝ่าย” นายพันศักดิ์ กล่าวเสริม

ทั้งนี้แนวคิดของนายพันศักดิ์สะท้อนถึงมุมมองที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงในระยะยาวจะไม่เกิดจากการรบที่ทำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ แต่เกิดจากการที่ไม่มีใครหยิบอาวุธขึ้นมาสู้กันตั้งแต่แรก ความมั่นคงแท้จริงเกิดจากการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน

ท้ายที่สุด แนวทางนี้ไม่เพียงสร้างความสงบสุขในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านเห็นความคุ้มค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติมากกว่าการเผชิญหน้าที่ไร้สาระ

ใช้ “สันติภาพ” เป็นอาวุธแท้จริง สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนในอาเซียน

ที่มา – ‘ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ’ เสนอใช้ ‘สันติภาพ’ เป็นอาวุธทรงพลังที่สุด แนะ เลิกแข่งกันรบ