ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ต้น จักรกฤษณ์ หันพึ่งงานใหม่ ผันตัวเป็นนักพากย์ซีรีส์จีน หลังงานละครซบเซา!

เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ไม่หยุดนิ่ง สำหรับอดีตพระเอกดังสายบู๊ “ต้น จักรกฤษณ์” ที่ล่าสุดหันมาพึ่งอาชีพใหม่ในวัย 50 กว่า โดยมุ่งมั่นกับเส้นทางนักพากย์ เดินหน้ารับงานพากย์ซีรีส์หลากหลายแนว ทั้งซีรีส์จีนที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้

ต้น จักรกฤษณ์ หันพึ่งงานใหม่ เปิดใจเริ่มเป็นนักพากย์ยังไม่ถึง 2 ปี

ต้น จักรกฤษณ์ เผยว่าเริ่มทำงานนักพากย์จริงจังมาได้ประมาณ 2 ปีนี้เอง และยังเรียกตัวเองว่า “เด็กฝึกงาน” เพราะยังไม่กล้าเทียบกับรุ่นพี่ในวงการนี้ ทักษะการแสดงที่เคยมี กับการเป็นนักพากย์นั้นต้องใช้ “Mindset” คนละแบบ เพราะต้องรับบทเป็นหลายๆ คนในเสียงเดียว

งานพากย์ต้องปรับตัวทุกวัน

ต้น จักรกฤษณ์ แบ่งปันว่า พากย์ซีรีส์จีนนั้นไม่ง่าย เพราะต้องแยกความแตกต่างของตัวละครอย่างละเอียด ทั้งอายุ เสียง และอารมณ์ แต่ละฉากต้องปรับพลังให้เหมาะสม เช่น ฉากตื่นเต้นห้ามเป็นเสียง monotone การพากย์ซีรีส์แต่ละประเทศก็มีจังหวะการพูดที่ไม่เหมือนกัน

  • พากย์จีน – มีทั้งแนวตั้ง ดราม่า และการพากย์แบบยังไม่มีชื่อเรื่อง
  • พากย์เกาหลี – ต้องเข้าใจวัฒนธรรมและจังหวะบทพูดโดยเฉพาะ
  • พากย์ฝรั่ง – อีกหนึ่งระดับความท้าทายที่เพิ่งเริ่มต้น

เขาเล่าต่อว่า ช่วงต้นๆ พี่นักพากย์จะมานั่งประกบเสียงทีละคำ เพื่อให้เข้าใจวิธีการใช้เสียงและน้ำเสียงอย่างมืออาชีพ ทำให้เขาได้เรียนรู้และพัฒนาไปทีละขั้นตอน

จุดเปลี่ยนชีวิตของนักแสดงสู่เส้นทางนักพากย์

ต้นเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า เมื่อครั้งรับงานถ่ายหนังที่ใช้เทคนิค Sound on Film ทำให้เขามีโอกาสเห็นศักยภาพด้านเสียง ภายหลังเพื่อนร่วมงานอย่าง “อาเกรียงศักดิ์ เหรียญทอง” เห็นศักยภาพนี้แล้วจึงชวนให้เขามาลองเป็นนักพากย์ แต่สุดท้ายยังต้องกลับไปทำละครเพราะคิวงานแน่น

จนกระทั่งในตอนนี้ เมื่อวงการละครซบเซาก็ทำให้เขามีเวลาว่างขึ้น จึงโทรไปหาอาเกรียงอีกครั้ง และได้รับโอกาสให้เข้าสู่วงการพากย์อย่างเต็มตัวที่ห้องพากย์มาสเตอร์

อุปสรรคของนักพากย์มือใหม่

ต้น จักรกฤษณ์ กล่าวว่า การเริ่มต้นพากย์เป็นเรื่องท้าทาย บางคำแม้จะพูดได้ตามปกติ แต่เมื่อนำมาใช้ในบทบาทของตัวละคร ก็อาจพูดผิดหรือติดได้เป็นชั่วโมงต่อเนื่อง ทำให้เขาต้องศึกษาซีรีส์จีนเพื่อให้เข้าใจบริบทและโครงเรื่องอย่างลึกซึ้ง

ทุกวันนี้ ต้นยังฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทั้งพากย์ฉากเบาเบาเพื่อเริ่มต้น และเพิ่มระดับไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งอัปเดตตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการไลฟ์ TikTok พูดคุยกับแฟนๆ เพื่อเป็นช่องทางสร้างแรงบันดาลใจในการเติบโตของตนเอง

สำหรับใครที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ในวัยที่คนบอกว่า “สายเกินไป” อยากให้มองต้น จักรกฤษณ์ เป็นแรงบันดาลใจ ในวัย 50 ปีที่ยังไม่หยุดเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยความมุ่งมั่น

หากคุณชอบซีรีส์จีนที่มีคุณภาพ เสียงพากย์ที่ดีจะทำให้ประสบการณ์ดีขึ้น ลองสังเกตุดูซีรีส์ที่ต้นเคยพากย์ คุณจะได้ยินความตั้งใจในการทำงานของเขา

ที่มา – ต้น จักรกฤษณ์ หันพึ่งงานใหม่ ผันตัวเป็นนักพากย์ซีรีส์จีน หลังงานละครซบเซา!

เตือน! อย่าเชื่อเลขล็อก-เลขหลุดจาก TikTok สลากแจ้งจับผู้อ้างอิงภาพ

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแพร่กระจายข้อมูลผิดพลาดบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งมีการอ้างเป็นตัวเลข “เลขล็อก” หรือ “เลขหลุด” พร้อมใช้ภาพนิ่งหรือคลิปของผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงาน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เตือน! อย่าเชื่อเลขล็อก-เลขหลุดจาก TikTok สลากแจ้งจับผู้อ้างอิงภาพ

งานนี้ พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ผู้ไม่ประสงค์ดี ที่แอบอ้างว่าสามารถ “ล็อกเลข” หรือมี “เลขเด็ด” จากสำนักงานฯ

ผู้อำนวยการ GLO เตือนอย่างหนักว่า ประชาชนที่หลงเชื่ออาจถูกเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด จนเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ หรือสูญเสียทรัพย์สินจากการจ่ายตังค์เพื่อรับ “เลขล็อก” ที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้กระทำผิดถูกตัดสินจำคุก 20 ปี

สำนักงานฯ ได้ดำเนินการแจ้งความและร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิดไปแล้ว โดยล่าสุดมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดเป็นเวลา 20 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว อย่าเชื่อข้อมูลที่มาจากช่องทางไม่เป็นทางการ อย่าแชร์ข้อมูลต่อ และหากสงสัยให้ติดต่อสอบถามจากช่องทางทางการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเท่านั้น

ช่องทางการติดต่ออย่างเป็นทางการของ GLO

  • เว็บไซต์หลัก: www.glo.or.th
  • Facebook: สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
  • Line Official: GLO Lottery
  • TikTok: GLO สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

หากท่านพบช่องทางใดมีการแอบอ้างหรือนำภาพ เสียงของหน่วยงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โปรดรายงานทันที เพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของทุกคน

อย่าเชื่อ ส่อโทษ! เพราะข้อมูลหลอกลวงมีอยู่จริง และอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คุณคิด

ที่มา – เตือนชาวบ้าน อย่าหลงเชื่อ เลขหลุด-เลขล็อก ผ่าน TikTok สลากแจ้งจับ แอบอ้างรูป-คลิป โทษคุก 20 ปี

สลากดิจิทัลแตก 162 ล้าน 14 คนรวยกระจาย

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดที่ 16 สิงหาคม 2568 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงวดที่สร้างความเฮฮาให้แก่ประชาชนชาวไทยอย่างมาก เมื่อมีผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 ถึง 14 คน จากการซื้อ สลากดิจิทัล รวมกันเป็นเงินรางวัลกว่า 162 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินรางวัลที่สูงสุดในรอบที่ผ่านมา

สลากดิจิทัลแตก 162 ล้านบาท สูงสุดคนเดียว 30 ล้าน

ตามรายงานจากสำนักข่าวในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี ได้มีการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมีนายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย เป็นประธานในการออกรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งผลการออกรางวัลสามารถสร้างความตื่นเต้นได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเลขที่ได้รับความนิยมในงวดนี้มีหลายชุด เช่น เลข 85 และ 58 ทะเบียนรถหลวงปู่ศิลา รวมถึงเลขอื่นๆ อย่าง 812, 728 และอื่นๆ ที่มีคนนิยมซื้อกันมาก ส่วนผลรางวัลที่ออกมานั้น เลขหน้า 3 ตัวคือ 247 และ 602 ส่วนเลขท้าย 3 ตัวคือ 834 และ 989 รางวัลเลขท้าย 2 ตัวออกที่ 63 และรางวัลที่ 1 ออกที่เลข 994865

ผู้ถูกรางวัลที่ 1 แบ่งเงินรางวัลรวมกว่า 162 ล้านบาท

สำหรับผู้ถูก สลากดิจิทัล งวดนี้มีทั้งหมด 14 คน จากการซื้อสลาก 27 ใบ ส่งผลให้มีเงินรางวัลรวม 162 ล้านบาท โดยมีผู้โชคดีที่ถูกรางวัลที่ 1 สูงสุดเพียงคนเดียวถึง 5 ใบ ได้รับเงินรางวัลรวม 30 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูก 4 ใบ ได้รับ 24 ล้านบาท, 3 ใบ จำนวน 2 คนได้รับคนละ 18 ล้านบาท, 2 ใบจำนวน 2 คน ได้รับคนละ 12 ล้านบาท และอีก 8 คนที่ถูก 1 ใบ ได้รับคนละ 6 ล้านบาท

งวดต่อไปจะมีการออกรางวัลสัญจรที่จังหวัดตราด ในวันที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับผู้สนใจสามารถซื้อสลากได้ผ่านแอป “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้าของวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

  • ผู้ถูกสลากดิจิทัลมากที่สุด: 14 คน
  • จำนวนสลากที่ถูก: 27 ใบ
  • เงินรางวัลรวม: 162 ล้านบาท
  • ผู้โชคดีที่ได้รับมากที่สุด: 30 ล้านบาท

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ซื้อสลากดิจิทัลในงวดนี้ การรู้ผลการออกรางวัลล่วงหน้าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นผู้คนหลายคนได้รับโชคจากการเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งนี้

ใครจะรู้ว่าวงล้อแห่งโชคอาจหยุดตรงตัวเลขของคุณในงวดหน้า

ที่มา – งวดนี้ รวยกระจาย 14 คน สลากดิจิทัลแตก 162 ล้าน รับสูงสุด 30 ล้าน

อว.ผนึกกำลัง สกร. สร้างเครือข่ายนักนวัตกรและครูนวัตกร

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดกิจกรรม “การขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือนักนวัตกรและครูนวัตกร เพื่อพัฒนาและยกระดับสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น และบริการสู่สากล” ณ เวทีย่อย ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อว.ผนึกกำลัง สกร. สร้างเครือข่ายนักนวัตกรและครูนวัตกร

กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู สกร. ที่สามารถนำงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรให้กลายเป็น “ครูนวัตกร” ที่สามารถร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้จริง

การพัฒนาศักยภาพได้ทั่วทุกพื้นที่

ดร.ยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. ได้กล่าวว่า แม้ว่าครู สกร. จะมีความใกล้ชิดกับชุมชนและความสามารถในการปรับเนื้อหาการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ก็ยังต้องการการสนับสนุนเครื่องมือ เทคโนโลยี และการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

การบูรณาการความร่วมมือนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาทักษะของบุคลากร ผ่านแนวทางสนับสนุน 3 ประการ ได้แก่

  • สนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์
  • ร่วมพัฒนาหลักสูตรทักษะนวัตกรรมเพื่อ Upskill, Reskill, Newskill สำหรับครู สกร.
  • ประสานเครือข่าย อว. ให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน

นอกจากนี้ นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม รองปลัดกระทรวง อว. ยังกล่าวถึงความร่วมมือในปีงบประมาณ 2569 ภายใต้โครงการ “การพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้เป็นครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วย อววน.” โดยมุ่งเป้าพัฒนาบุคลากรให้มีความคิดสร้างสรรค์ และกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในชุมชน

เครือข่ายเพื่ออนาคตของนวัตกรรมไทย

ปัจจุบัน กระทรวง อว. ได้จัดตั้งเครือข่ายการทำงานร่วมกันที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่ว 62 จังหวัด ซึ่งช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังพื้นที่ห่างไกล และสนับสนุนให้เกิด “นวัตกรชุมชน” ที่พร้อมจะพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเสริมทักษะ แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาและการพัฒนาประเทศอย่างมีคุณภาพ สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนไทยในยุคนวัตกรรม

หากคุณเป็นครูหรือนักพัฒนาท้องถิ่นที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน อย่าพลาดโอกาสในการเรียนรู้จากเครือข่ายครูนวัตกร และนำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ที่มา – อว.ผนึกกำลัง สกร. ใช้องค์ความรู้ อววน. สร้างเครือข่ายนักนวัตกรและครูนวัตกร มุ่งเป้ายกระดับสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุ๋ม ปนัดดา ลุยชายแดนสุรินทร์ หนุนสินค้าชุมชน – แขวนรางวัล 1 หมื่น ล่าคนฉกผ้าไหมชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “บุ๋ม ปนัดดา” ได้ร่วมกับเครือข่ายของตน เดินทางไปยังอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากรอบสถานการณ์ความขัดแย้งกับกัมพูชา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก

บุ๋ม ปนัดดา เดินทางไปยังบ้านศรีสวาย ตำบลจีกแดก ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากการเกษตรและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าไหม ซึ่งถือเป็นศิลปะพื้นบ้านที่มีคุณค่าและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจังหวัดสุรินทร์

บุ๋ม ปนัดดา ลุยชายแดนสุรินทร์ หนุนสินค้าชุมชน – แขวนรางวัล 1 หมื่น ล่าคนฉกผ้าไหมชาวบ้าน

นางสาวปนัดดา เผยให้ทราบว่า วัตถุประสงค์หลักในการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือ การเป็นกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือชุมชนอย่างแท้จริง โดยไม่เน้นไปที่การดราม่า แต่เน้นย้ำว่าจะใช้แพลตฟอร์มสื่อของตนเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านโดยตรง

ทั้งนี้ บุ๋มยังได้แนะนำเว็บไซต์ Surinbest.com เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการซื้อสินค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะ ผ้าโฮล ซึ่งเป็นลายผ้าเฉพาะของจังหวัดสุรินทร์ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจและวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่

ช่วยเหลือคนท้องถิ่นและล่าเบาะแสแบบจริงจัง

ด้านผู้คนในพื้นที่ ก็ได้เปิดใจแบ่งปันความยากลำบาก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางเสมอ วงษ์รัมย์ ชาวบ้านในพื้นที่ ได้เปิดเผยว่าตนเองสูญเสีย ผ้าไหม มากกว่า 50 ผืน มูลค่ารวมเกือบ 100,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัวภายใต้การเข้ารับการอพยพจากพื้นที่สูงเสี่ยง

การสูญเสียดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายทั้งด้านอารมณ์และรายได้ ซึ่ง “บุ๋ม ปนัดดา” ได้แสดงความเห็นใจและเสนอรางวัลจำนวน 10,000 บาท ให้กับใครก็ตามที่มีเบาะแสหรือสามารถช่วยคืน ผ้าไหม ของชาวบ้านได้

ให้ชุมชนเป็นใจกลาง เพื่อเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันตรวจสอบข้อมูล และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวหรือข้อมูลเท็จ (เฟกนิวส์) ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อความสามัคคีในสังคม

ความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากคนภายนอก เข้ามามอบโอกาสให้ชุมชนฟื้นตัวและเติบโตต่อไป การริเริ่มครั้งนี้ของบุ๋ม ปนัดดา ถือเป็นแรงผลักสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างมูลค่าให้กับวัฒนธรรมและศิลปะของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

การสนับสนุนและเป็นกำลังใจในเวลาที่ยากลำบาก เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงความผูกพันในชุมชน สนับสนุนให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม

หากคุณมีสินค้าพื้นบ้าน หรือรู้จักใครที่มี ผ้าไหม ยอดเยี่ยมจากสุรินทร์ อาจจะมาช่วยแชร์หรือซื้อสนับสนุนเพื่อเป็นกำลังใจให้ชุมชนที่นั่นอยู่เสมอ

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” ลุยชายแดนสุรินทร์ หนุนสินค้าชุมชน – แขวนรางวัล 1 หมื่น ล่าคนฉกผ้าไหมชาวบ้าน

อบจ.สระแก้ว ยกเว้นค่าเช่าตลาดโรงเกลือ เยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่อย่างหนัก องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว (อบจ.สระแก้ว) ได้ประกาศ ยกเว้นค่าเช่าตลาดโรงเกลือ เพื่อเป็นมาตรการเยียวยาและลดภาระให้กับผู้เช่าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย

ประกาศดังกล่าวมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจะเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องพึ่งพาการทำมาหากินจากการค้าขายในพื้นที่ตลาดโรงเกลือ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอำเภออรัญประเทศ

อบจ.สระแก้ว ยกเว้นค่าเช่าตลาดโรงเกลือ

ตลาดโรงเกลือเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่กว่า 66-67 ไร่ และมีอาคารร้านค้าถึง 1,700 ห้อง ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยและชาวกัมพูชา โดยประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของผู้เช่ารายย่อยเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางไป-กลับระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นประจำ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

การที่สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังมีความผันผวน ทำให้การเดินทางของพ่อค้าชาวกัมพูชาลดลงอย่างมาก ส่งผลให้รายได้ของผู้ค้าปลีกในพื้นที่ตลาดโรงเกลือได้รับผลกระทบอย่างหนัก การกระทำของ อบจ.สระแก้ว ยกเว้นค่าเช่าตลาดโรงเกลือ จึงเป็นการเยียวยาที่ตรงจุด ช่วยลดความเสียหายให้กับผู้เช่ารายเล็ก และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะสั้น

  • ช่วยลดภาระค่าเช่าให้กับผู้เช่า
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีโอกาสฟื้นตัวจากวิกฤต
  • ลดผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนที่ส่งผลต่อรายได้
  • สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการในพื้นที่

มาตรการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยเหลือเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อความเปราะบางของระบบนิเวศทางการค้าของพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรท้องถิ่นอย่าง อบจ.สระแก้ว ยกเว้นค่าเช่าตลาดโรงเกลือ ด้วยการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเหมาะสมในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

หากสถานการณ์ในพื้นที่มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นเดียวกับการควบคุมพรมแดนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าตลาดโรงเกลือจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง และผู้ประกอบการในพื้นที่จะได้รับโอกาสในการฟื้นฟูรายได้อย่างมีศักยภาพ

ควรติดตามว่ารัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นจะมีมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ที่ตามมาอีกหรือไม่ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจชายแดนให้ได้ผลอย่างยั่งยืน

ที่มา – อบจ.สระแก้ว ยกเว้นค่าเช่าตลาดโรงเกลือ เยียวยาพิษเศรษฐกิจชายแดน

เซเลนสกีเตรียมเยือนวอชิงตันหลังทรัมป์พบปูตินที่อะแลสกา

เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ว่า ทำเนียบประธานาธิบดียูเครนได้ออกแถลงการณ์หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เวลานานถึงหนึ่งชั่วโมงในการพูดคุยกัน

เซเลนสกีเตรียมเยือนวอชิงตันหลังทรัมป์พบปูตินที่อะแลสกา

ในการสนทนานี้ ทรัมป์ได้ถ่ายทอด “เนื้อหาหลัก” ของการประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตา เนื่องจากความขัดแย้งในยูเครนยังคงดำเนินต่ออย่างหนักหน่วง

ความร่วมมือระดับโลกยังคงแสดงออกอย่างชัดเจน โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกยุโรปร่วมเชื่อมสายด้วย อาทิ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส, เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ผู้นำอิตาลี

การเตรียมเยือนสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีนายมาร์ค รึตเตอ เลขาธิการนาโต และนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ร่วมสาย ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญต่อสถานการณ์อย่างจริงจัง และที่สำคัญ เซเลนสกีเตรียมเยือนวอชิงตันหลังทรัมป์พบปูตินที่อะแลสกา เพื่อพูดคุยกับทรัมป์อีกครั้งที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคมนี้

  • เจรจาเพื่อหยุดสงครามในยูเครน
  • ประสานความร่วมมือระดับนานาชาติ
  • วางแผนคว่ำบาตรต่อรัสเซียหากยังไม่ยุติความขัดแย้ง

ทั้งนี้ เซเลนสกีเตรียมเยือนวอชิงตันหลังทรัมป์พบปูตินที่อะแลสกา เพื่อหารือถึงแนวทางในการ “ยุติการเข่นฆ่าและสงคราม” ในยูเครน ซึ่งเป็นภารกิจหนักหน่วงแต่ไม่ใช่ไปไม่ได้ ความร่วมมือจากนานาประเทศกำลังเป็นแรงผลักดันสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ผลตามที่คาดหวังจากการพูดคุยกับปูติน นั่นคือการหยุดยิงจากรัสเซีย ขณะที่ปูตินก็ไม่มีแนวโน้มจะยอมผ่อนคลายเงื่อนไขใด ๆ

และนี่อาจจะเป็นจังหวะสำคัญที่เซเลนสกีเตรียมเยือนวอชิงตันหลังทรัมป์พบปูตินที่อะแลสกา เพื่อดันด่วนการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจังมากขึ้น รวมทั้งย้ำการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย หากยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ ที่ชัดเจน

การเมืองโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผันอย่างมาก เราสามารถเห็นได้ว่าทุกการตัดสินใจของผู้นำระดับโลกล้วนมีผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนหลายล้านชีวิต

อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ตลอดเวลา

ที่มา – เซเลนสกีเตรียมเยือนวอชิงตัน หลังทรัมป์พบปูตินที่อะแลสกา

ปฐมนิเทศแล้ว! 928 เยาวชนในโครงการ ODOS Summer Camp

วันนี้ (16 ส.ค.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมปฐมนิเทศโครงการ ODOS Summer Camp ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่เตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 928 คน จาก 878 อำเภอ และ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร ก่อนเดินทางไปศึกษาในประเทศและบริษัทชั้นนำต่างประเทศใน 9 ประเทศ

ปฐมนิเทศโครงการ ODOS Summer Camp

กิจกรรมปฐมนิเทศโครงการ ODOS Summer Camp ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่สำคัญของเยาวชนไทยที่มีโอกาสขยายขอบเขตความรู้และประสบการณ์ในระดับสากล โดยมีการเข้าร่วมฟังคำปราศัยให้กำลังใจจากผู้บริหารระดับประเทศ เช่น นายฉัตริน จันทร์หอม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีบทบาทสนับสนุนโครงการ

คำกล่าวให้กำลังใจจากรองนายกรัฐมนตรี

นายประเสริฐ กล่าวให้กำลังใจน้อง ๆ เยาวชนทุกคนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจอย่างยิ่งในการขยายโอกาสให้เยาวชนไทยทุกคน มีพื้นที่เติบโตและพัฒนาตนเอง เนื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โครงการ ODOS Summer Camp ไม่ใช่เพียงโอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังปลูกฝังทักษะด้านความมั่นใจ การสื่อสาร และการเป็นผู้นำแก่เยาวชนไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ในงานปฐมนิเทศโครงการ ODOS Summer Camp ยังมีกิจกรรมมากมายที่ช่วยให้ตัวน้อง ๆ ได้รับแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็น ‘Inspiration Talk by พี่พอล’ ที่นำเสนอกับ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ในการเดินทาง รวมถึงเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ในการแชร์ความรู้ เพื่อเป็นต้นแบบการถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเพื่อนร่วมชาติ

นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังได้มีโอกาสลงพื้นที่ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยอย่างใกล้ชิด เช่น ที่คูโบต้าฟาร์ม, EEC Automation Park และโครงการ Thailand Digital Valley เพื่อให้เข้าใจถึงศักยภาพดิจิทัลของประเทศไทย และมีแรงบันดาลใจในการกลับมาร่วมสร้างประเทศ

โอกาสของเยาวชนไทยสู่ความสำเร็จระดับโลก

การจัดปฐมนิเทศโครงการ ODOS Summer Camp ถือเป็นการปูพื้นรากฐานที่แข็งแรงให้เยาวชนไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นใจและครบเครื่อง ทั้งในด้านทักษะทางด้านการสื่อสาร การคิดเชิงวิพากษ์ และการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนไทยกลายเป็นผู้นำในอนาคตของประเทศได้อย่างแท้จริง

กิจกรรมในรอบที่หนึ่งจัดระหว่างวันที่ 16 – 18 สิงหาคม และการจัดเป็นไปในรอบที่สองระหว่างวันที่ 23 – 25 สิงหาคม ซึ่งลาซาด้า (Lazada) และ dpa brand ได้เข้าร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ย้ำความสำคัญของทุกคนในการผลักดันเยาวชนไทยให้กลายเป็นนักสร้างอนาคต

หากคุณเป็นเยาวชนที่มีความฝันอยากพัฒนาตนเองในระดับนานาชาติ อย่าพลาดเส้นทางที่เปิดโอกาสแบบนี้ เพราะทุกความฝันต่างมีโอกาสเปลี่ยนเป็นจริงได้หากมีความตั้งใจและแนวทางให้ถูกต้อง

ที่มา – ปฐมนิเทศแล้ว! 928 เยาวชนในโครงการ ODOS Summer Camp

ตำรวจยัน “เป๊ก ผลิตโชค” รับสารภาพตรงกล้องวงจรปิด – รอผลตรวจเส้นผมชี้ชัดสารเสพติด

ล่าสุด พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผู้กำกับการสน.หัวหมาก ได้ออกมาให้ข้อมูลความคืบหน้ากรณีของ “เป๊ก ผลิตโชค” นักร้องชื่อดังที่ถูกจับกุมและสอบสวนหลังมีเหตุการณ์วุ่นวายกลางกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งการทะเลาะเบาะแว้ง อ้างขัดแย้งกับชาวบ้าน และพฤติกรรมที่ดูผิดปกติ ซึ่งภายหลังทราบว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเสพสารเสพติด

ตำรวจยัน “เป๊ก ผลิตโชค” รับสารภาพตรงกล้องวงจรปิด

จากคำให้การของ “เป๊ก ผลิตโชค” ที่ให้กับพนักงานสอบสวนนั้น พบว่าตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นอย่างมาก โดยมีรายละเอียดหลายจังหวะที่ “เป๊ก” ยอมรับและขัดแย้งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดขึ้นฝากระโปรงรถยนต์ พฤติกรรมหลังลงมาจากยานพาหนะ และการก่อเหตุในที่สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้มีหลักฐานตรึงอยู่ในภาพถ่ายและวิดีโอจากกล้องวงจรปิดจำนวนมาก

รอผลตรวจเส้นผมยืนยันการเสพ

ประเด็นสำคัญในคดีนี้คือการตรวจหาสารเสพติดจากเส้นผมของ “เป๊ก ผลิตโชค” ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบสวนได้ส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลตรวจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์

หากผลตรวจพบสารเสพติด ตามกฎหมายไทย ผู้เสพจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบบำบัดแทนการดำเนินคดีหากยินยอม ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เข้าใจและให้โอกาสผู้กระทำ แต่หากปฏิเสธ ก็จะถูกดำเนินคดีตามหมวดบัญชียาเสพติดที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้ง ยังมีประเด็นเรื่องผู้ขับรถยนต์ของ “เป๊ก” ที่ตำรวจสอบปากคำไปแล้ว เบื้องต้นให้การสอดคล้องกับภาพในการเคลื่อนไหวของ “เป๊ก” ที่เห็นจากกล้องวงจรปิดทั่วพื้นที่ ทั้งการตาม “เป๊ก” มาตลอดตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ จนถึงระหว่างที่ “เป๊ก” พฤติกรรมคลุ้มคลั่ง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างสืบสวนสาเหตุแน่ชัดของอาการดังกล่าวของนักร้องคนดัง

  • คำให้การของ “เป๊ก” สอดคล้องกับกล้องวงจรปิด
  • จับตามองพฤติกรรมผิดปกติในหลายจังหวะ
  • รอผลตรวจเส้นผมยืนยันสถานะสารเสพติด
  • คดีอื่น ๆ ดำเนินการควบคู่ไป เช่น การก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะ

ทั้งนี้ ตำรวจยังแจ้งว่า “เป๊ก” มากับคนขับและที่ปรึกษาเพียง 2 คนเท่านั้น โดยไม่พบว่าผู้จัดการหรือทีมงานอยู่ ณ ที่เกิดเหตุเลย ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากโรงพยาบาลก็ยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่า “เป๊ก” เคยมีการใช้ยาที่มีผลต่อพฤติกรรมหรือการควบคุมตัวเองมาก่อน

สรุปความคืบหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดำเนินการหลายสาย ทั้งการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด การวิเคราะห์หลักฐาน และการรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ การดำเนินคดีถือว่ายังไม่สิ้นสุด และทุกขั้นตอนจะดำเนินไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริงที่สืบพิสูจน์ได้

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะ ที่สามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงมุมของบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งโซเชียลมีเดียแห่ถกเถียงว่าควรปรับมองใหม่เกี่ยวกับการเสพและการเดินทางของศิลปิน

อย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนอาจมองไม่เห็นภาพรวมของปัญหา ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น รอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ และไม่บิดเบือนข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ต้องหา ซึ่งอาจมีเส้นทางกลับเข้าสู่สังคมใหม่อีกครั้งหากได้รับความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ที่มา – ตำรวจยัน “เป๊ก ผลิตโชค” รับสารภาพตรงกล้องวงจรปิด – รอผลตรวจเส้นผมชี้ชัดสารเสพติด

พาณิชย์จับมือ TGO ส่งเอสเอ็มอีไทยลุยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

พาณิชย์จับมือ TGO ส่งเอสเอ็มอีไทยลุยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เนื่องจากในยุคการค้าใหม่นี้ ความเข้าใจและการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นเพียงทางอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง อาจพลาดโอกาสดีๆ ในการแข่งขันในเวทีโลก

ความร่วมมือที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ

ในการร่วมมือนี้ ได้จัดทำแผนร่วมมือหลายด้าน เช่น การจัดฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการพัฒนาสื่อเรียนรู้ออนไลน์ e-Learning ผ่านระบบ DBD Academy ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คาร์บอนเครดิต และแนวทางการไปสู่เป้าหมาย Net Zero ให้กับผู้ประกอบการ

  • อบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • ส่งเสริมการใช้คาร์บอนเครดิตในเชิงพาณิชย์
  • พัฒนาแนวทางลดคาร์บอนในธุรกิจ

“การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหากเราทำได้ก่อน เราจะมีโอกาสเติบโตมากกว่าผู้อื่น” นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเพิ่มเติม

โดยความร่วมมือครั้งนี้ จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องเครื่องมือประเมินและการวิเคราะห์ทางเทคนิค จาก TGO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินสถานะขององค์กรตัวเองได้อย่างแม่นยำ และสามารถวางแผนกลยุทธ์ลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การ TGO ยืนยันว่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นอนาคตของโลก การเตรียมพร้อมในรอบนี้ คือ การคว้าโอกาสในอนาคตไว้ก่อนหน้า เอกสาร MOU ที่ลงนามจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย

ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร หรือเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ล้วนมีศักยภาพในการสร้าง คาร์บอนเครดิต ผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะการปลูกป่า การใช้พลังงานทดแทน หรือระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการรับข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากเริ่มต้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ อย่างเป็นระบบ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือติดต่อสอบถามได้ที่ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 02 547 5158 หรือสายด่วน 1570

ในยุคที่ “คาร์บอน” ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็น “สินทรัพย์ทางธุรกิจ” แล้ว การรู้เท่าทันย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมปั้นแผนธุรกิจให้เข้ากับโลกสมัย สร้าง “แต้มต่อเชิงกลยุทธ์” ให้แก่ธุรกิจของคุณ

ที่มา – พาณิชย์ จับมือ TGO หนุนผู้ประกอบการไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แข่งขันเวทีโลก