ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว! ลุงพลย้ายเรือนจำ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่เรือนจำกลางจังหวัดนครพนม เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อรถบรรทุกควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำจังหวัดมุกดาหารนำตัว นายไชย์พล วิภา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ลุงพล” มาถึงเรือนจำกลางจังหวัดนครพนมอย่างเป็นทางการ หลังจากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องนั้นมีความร้ายแรงและโทษสูง

ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว เพราะอะไร?

ศาลฎีกาตัดสินใจไม่อนุญาตให้ลุงพลได้รับการประกันตัว เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ของคดีมีความร้ายแรงมาก โดยลุงพลถูกพิพากษาจำคุกในทั้งสิ้น 26 ปี จาก 3 ข้อหา ได้แก่ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล จำคุก 15 ปี, ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดา จำคุก 10 ปี และฐานกระทำใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น จำคุกอีก 1 ปี

เหตุผลที่ศาลไม่อนุญาตประกันตัว

เนื่องจากมีอัตราโทษสูง และมีความเสี่ยงที่ผู้ต้องขังจะหลบหนีหากได้รับการปล่อยตัว จึงต้องให้ลุงพลถูกคุมขังระหว่างดำเนินการในชั้นฎีกาต่อไป เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประมาณ 9-10 นาย ได้รับมอบหมายมารอรับตัวที่หน้าทางเข้าเรือนจำก่อนจะนำตัวไปตรวจร่างกายและขั้นตอนพื้นฐานตามกฎระเบียบ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีการพบเห็นรถตู้สีขาวของ นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือที่เรียกกันว่า “ป้าแต๋น” ภรรยาของลุงพล ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้องในทุกข้อหาที่ตั้งใจกับเธอไว้ ป้าแต๋นเดินทางมายังศาลาเยี่ยมญาติของเรือนจำเพื่อยื่นเรื่องขอเยี่ยมลุงพล และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า:

“วันนี้เอาหัวใจ 1 ดวงมาฝากลุงพล และเราจะสู้คดีต่อในชั้นฎีกาอย่างแน่นอน”

ป้าแต๋นกล่าวอย่าง坚决และมั่นคงว่าจะไม่ยอมแพ้ในกรณีนี้ และแม้ว่าลุงพลจะไม่ได้พูดคุยกับเธอตั้งแต่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร แต่เธอยืนยันว่าเขามีสุขภาพดีและนอนหลับได้ปกติดี

ทำไมถึงต้องย้ายลุงพลไปเรือนจำนครพนม?

สาเหตุหลักที่ต้องย้ายลุงพลไปอยู่ที่เรือนจำกลางจังหวัดนครพนมคือ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเรือนจำแห่งนี้สามารถคุมขังผู้ต้องขังที่ได้รับโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง 25 ปี ในขณะที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหารสามารถรับผู้ต้องขังได้เพียงไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่คุมขังในครั้งนี้

ทั้งนี้ สังคมต่างจับตามองกรณีของ “ลุงพล” อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการพิพากษา การประกันตัว และแม้กระทั่งว่า “ป้าแต๋น” และทีมทนายจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้ในชั้นฎีกา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่ชัดคือ การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามคดีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารใหม่ๆ ที่จะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว! “ลุงพล” ถูกย้ายเข้าเรือนจำนครพนม “ป้าแต๋น”ลั่นสู้จนถึงศาลฎีกา

จีนไม่เห็นด้วย ยุโรปเตรียมคว่ำบาตรอิหร่านเรื่องนิวเคลียร์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศกลับเริ่มมีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากยุโรปเตรียมกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนิวเคลียร์ที่กำลังจะหมดอายุในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม จีนซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีของข้อตกลงฉบับดังกล่าว มีมุมมองที่แตกต่างออกมาอย่างชัดเจน

จีนไม่เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่านายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลจีนคัดค้านการใช้มาตรการคว่ำบาตรใด ๆ กับอิหร่าน แม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบของการตอบโต้ทางการทูต หรือมาตรการทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่สามารถช่วยเสริมความไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ได้ เหมือนในช่วงระยะเวลาการเจรจาที่ผ่านมา

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า แนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน คือ การบรรลุข้อตกลงใหม่ผ่านการเจรจาเชิงรุก และการสื่อสารที่โปร่งใส มากกว่าที่จะใช้มาตรการกดดัน ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและแย่ลงได้อีก

อิหร่านทำงานร่วมจีนและรัสเซีย

ในขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็มิได้นิ่งเงียบ โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยว่า กำลังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย เพื่อขัดขวางความพยายามของยุโรปในการหวนกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตร หลังจากรายงานข่าวระบุว่า สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ในนามกลุ่ม “E3” กำลังพิจารณากลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านอีกครั้ง

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2015 ที่เรียกกันทั่วไปว่า JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) มีกำหนดหมดอายุในเดือนตุลาคมปีนี้ หากไม่มีการขยายเวลาหรือลงนามในข้อตกลงฉบับใหม่ แต่ละฝ่ายที่เป็นภาคีสวัสดิการสากลจะสามารถกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ที่ไม่มั่นคง

ยูเอ็นเอสซีและบทบาทการเมือง

กระทรวงการต่างประเทศจีน เน้นย้ำอีกว่า การดำเนินการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ไม่ว่าจะในลักษณะใด ก็ควรชี้นำให้เกิดข้อตกลงใหม่ระหว่างคู่กรณี ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งถาวรผ่านการคว่ำบาตร ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับมาใช้ทางการทูตในการสื่อสารแทนการใช้มาตรการกดดัน

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการเจรจาของอิหร่านกับสมาชิกถาวร 5 ประเทศในยูเอ็นเอสซี ได้แก่ สหรัฐ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส รวมไปถึงเยอรมนีผู้ร่วมลงนามอีกหนึ่ง 국가

กลุ่ม E3 ได้ส่งจดหมายถึงนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “มุ่งมั่นใช้แรงกดดันและการทูตทุกวิถีเพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป” แนวคิดการกระทำเหมือนกันของยุโรปก่อให้เกิดการตอบโต้จากประเทศอื่น ๆ ในเวทีสากล

Workflow เต็มรูปแบบของการเจรจาและละครเบื้องต้นของการคว่ำบาตร

  • ขอบเขตและจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเกี่ยวกับJCPOA
  • ความไม่เห็นด้วยของจีน และความเข้าใจเบื้องต้นจากฝั่งอิหร่าน
  • รูปแบบของมาตรการคว่ำบาตรที่อาจกลับมาใช้
  • บทบาทของสหประชาชาติในการปรับสมดุลความมั่นคง
  • ทางออกและแนวโน้มในอนาคต

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน การเข้าใจมุมมองของจีนและอิหร่านจึงเป็นประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์ว่าระดับความรุนแรงในเวทีโลกจะลดหรือเพิ่มขึ้น หากไม่มีการเจรจาอย่างจริงจัง โอกาสด้านความมั่นคงโลกอาจต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด

อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายยอมเปิดใจร่วมมือกัน ก็อาจทำให้เกิดข้อตกลงที่เอื้อต่อการเจรจาในระยะยาวอีกครั้ง การเจรจาที่มีคุณภาพสามารถต่อต้านแม้แต่ความแตกแยกได้ ถ้าทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่นจริง ๆ

สนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ? ติดตามเราได้ที่นี่!

ที่มา – จีนไม่เห็นด้วย ยุโรปเตรียมหวนคว่ำบาตรอิหร่านเรื่องนิวเคลียร์

รวบสองผัวเมียบอส ล่า ‘บัญชีม้า’ ทั่วภาคเหนือ ส่งแก๊งคอลฯ เสียหายกว่า 10 ล้าน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พลตำรวจตรีใหญ่กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พร้อมผู้บริหารระดับสูงหลายคน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนพิเศษร่วมมือกันจับกุมคู่สามีภรรยาที่มีพฤติกรรมแปลก suspicious โดยเฉพาะในเรื่องการจัดหาบัญชีปลอมหรือที่เรียกกันว่า ‘บัญชีม้า‘ เพื่อใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายภายใต้การดำเนินการของกลุ่มขบวนการที่เชื่อมโยงกับคอลเซ็นเตอร์

รวบสองผัวเมียบอส ล่า ‘บัญชีม้า’ ทั่วภาคเหนือ ส่งแก๊งคอลฯ เสียหายกว่า 10 ล้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดของผู้สืบสวน ทำให้สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัย 2 คนซึ่งเป็นสามีและภรรยาอาศัยกันอยู่ในตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงราย และมีพฤติกรรมน่าเอารัดเอาใจสงสัยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับรายได้ที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องรถยนต์หรูหราและเงินสดจำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับสถานะทางการเงินที่เคยทราบมาก่อนหน้านี้

กระบวนการจับกุมและการแจ้งข้อหา

ในการจัดการครั้งนี้ พลตำรวจตรีอมรศักดิ์ เกษมก์สิริ พลตำรวจตรีณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รวมถึงพลตำรวจตรีเดชพล เปรมศิริ ผู้บังคับการกองสืบสวนสอบสวนพิเศษภาค 6 ได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการควบคุมตัวตามหมายจับที่ออกโดยศาลยุติธรรมแล้ว พร้อมกับยึดของกลางอันเป็นรูปธรรมจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง เงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาท รถยนต์แบรนด์หรู 1 คัน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

  • จับกุมที่ร้านสะดวกซื้อในบางซื่อ
  • พบเงินสดมากกว่าหนึ่งล้านบาท
  • ของกลางรถยนต์หรู 1 คัน
  • ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์
  • หลักฐานทางดิจิทัลเกี่ยวกับการร่วมมือกับผู้ใช้งานบัญชีม้า

จากการสอบสวนเบื้องต้นภายหลังการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ พบว่า นางสาววิลาสินี และนายธนพล เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนหน้านี้ภายใต้ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองความสมบูรณ์ และเลขประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกระทำในครั้งนี้มีผลพวงสำคัญถึงมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจของธนาคารและหน่วยงานภาครัฐซึ่งสูญเสียรวมมากกว่าสิบล้านบาท

กรณีดังกล่าวถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะมีรูปแบบการดำเนินการที่รอบคอบและมีการจำแนกบทบาทของสมาชิกอย่างชัดเจนภายในกลุ่ม ในฐานะให้บริการทางเทคนิค администrtive และ personnel management เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่สามารถกระทำได้โดยไม่ถูกระบุตัวจริง ส่งผลให้การปราบปรามโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (สภ.) ต้องใช้เวลาเตรียมแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ผู้กระทำหลบหนีได้ง่าย

โดยผลสรุปจากการสำนวณข้อมูล backend system ของธนาคารแห่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า มีบัญชีเงินฝากที่ได้รับโอนเข้ามาจากชื่อบุคคลที่เป็นบัญชีม้ามากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนทั้งหมดในภาคเหนือ ซึ่งถือว่ามีความเสียหายต่อประชาชนในระดับกว้างขวาง รัฐบาลจึงยังไม่สงบและมุ่งมั่นที่จะแสวงหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในลักษณะเดียวกันได้อีก

ข้อหาที่ถูกแจ้งต่อผู้ต้องหาครั้งนี้ประกอบไปด้วย: “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” ซึ่งสามารถเพิ่มโทษได้ถึงจำคุกในอัตราสูงสุดกรณีตามหลักกฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามไปยังเครือข่ายอื่นๆ ที่อาจร่วมมือหรือมีส่วนเชื่อมโยงกับคู่กรณี ทั้งในด้านการสนับสนุนทางเทคโนโลยี ทางด้านบุคลากร และในด้านแหล่งที่มาของโปรไฟล์ที่ถูกใช้ เป็นต้น ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบบริการเริ่มต้นทางดิจิทัลในประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของเครือข่ายขบวนการหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีองค์ประกอบซับซ้อนและนำมาซึ่งผลกระทบตามมาอย่างทรงพลัง หากไม่วางโครงสร้างความปลอดภัยและวางแผนป้องกันได้อย่างทั่วถึง เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกได้

ให้ประชาชนตื่นตัวและตรวจสอบบัญชีในชื่อตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากพบช่องโหว่ร้ายแรงจะช่วยลดโอกาสความเสียหายจากกลุ่มอาชญากรใช้ข้อมูลของคุณในการกระทำผิดได้

ที่มา – รวบสองผัวเมียบอส ล่า ‘บัญชีม้า’ ทั่วภาคเหนือ ส่งแก๊งคอลฯ เสียหายกว่า 10 ล้าน

ตม.3 รวบ 4 หมายจับคนไทย-ต่างชาติ ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์-หนีควบคุมตัว

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) การระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงวันที่ 15-24 ส.ค.68 ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดย พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ 3 (ตม.3) ได้สั่งการร่วมกับ พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพะยอม และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 ร่วมกับ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผู้กำกับกองสืบสวน (ผกก.สส.บก.ตม.3) แบ่งชุดปฏิบัติการเป็น 4 ชุด เพื่อดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับอย่างมีประสิทธิภาพ

ตม.3 รวบ 4 หมายจับคนไทย-ต่างชาติ ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์-หนีควบคุมตัว

จากการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบในวันเดียว ตม.3 สามารถดำเนินการจับกุมได้ถึง 4 หมายจับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • นายเดชา (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี กล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ร่วมกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (กรณีบัญชีม้า) ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
  • นายเจี้ยนเหิง (Mr. Jianheng Xia) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับศาลแขวงพัทยา กล่าวหาว่า “ยักยอกทรัพย์” ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
  • นายสุนทร (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดไชยา กล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (บัญชีม้า) ความเสียหายกว่า 200,000 บาท
  • นายวัน เหงียน ลูเยน (MR. NGUYEN VAN LUYEN) อายุ 30 ปี สัญชาติเวียดนาม ตามหมายจับศาลแขวงสมุทรปราการ กล่าวหาว่า “หลบหนีในระหว่างถูกควบคุมตัว” ความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

เป้าหมายของตม.3 ในการจับกุมผู้ต้องหา

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ กล่าวว่า การระดมจับกุมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่มุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะอาชญากรรมเทคโนโลยี เช่น บัญชีม้า และพฤติกรรมการฉ้อโกงที่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

กรณีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า มักจะมีพฤติกรรมที่ทั้งกระทำในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหลายคน การออกตัวอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม

นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ โดยแสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองเราไม่ยอมให้อาชญากรรมใดๆ ลุกลาม และมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

การจับกุมในวันแรกก็สามารถดำเนินการได้ถึง 4 หมายจับ ซึ่งเป็นผลดีของความร่วมมือในหน่วยงาน และการวางกลยุทธ์ตั้งแต่การระดมข้อมูลจนถึงการเข้าจับกุมจริง คาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มขึ้นอีกมากในช่วงการปฏิบัติการ 10 วันที่กำลังจะเกิดขึ้น

หากคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกรณีความผิดในลักษณะนี้ เพื่อป้องกันตนเองจากความเสียหาย ควรศึกษาข้อมูล และหลีกเลี่ยงช่องทางที่อาจเป็นภัยต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ที่มา – ตม.3 รวบ 4 หมายจับคนไทย-ต่างชาติ ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์-หนีควบคุมตัว

‘หลวงพ่ออลงกต’ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อมูลวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อเข้าพบกับ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัด เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีรายจ่ายของวัด รวมถึงการบริจาคต่างๆ ซึ่งท่านได้ชี้แจงให้เห็นภาพการใช้จ่ายเพื่อการบริหารงานต่างๆ ของมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

‘หลวงพ่ออลงกต’ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ผลสรุปจากการพบปะดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อติดตามแนวทางการดำเนินการต่อไป ที่สำคัญ หลวงพ่ออลงกต ยืนยันว่าจะมีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยทีมกฎหมายในวันที่ 17 สิงหาคม ที่วัดพระบาทน้ำพุ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ

กรรมสิทธิ์ที่ดิน ปมซับซ้อน ต้องเคลียร์ภายใน 30 วัน

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะสงฆ์ โดยมีพระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เป็นประธาน ยังได้ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลอย่างละเอียด โดยพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินของมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งในบางรายถูกจดทะเบียนในนามบุคคล ทำให้เกิดข้อครหาทางการเงินและการบริหาร

โดย ‘หลวงพ่ออลงกต’ ได้รับทราบปัญหานี้อย่างจริงจัง และได้ตอบรับอย่างชัดเจนว่าจะรีบดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมทั้งจะรายงานผลการดำเนินงานให้คณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างเป็นทางการ

  • เอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินภายในวัด
  • มุ่งเน้นความโปร่งใสในการถือครองที่ดินของมูลนิธิ
  • เป้าหมายคือความชัดเจนในขั้นตอนภายใน 30 วัน

การตัดสินใจครั้งนี้ของ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ถือเป็นก้าวสำคัญต่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของศาสนสถาน และเป็นการตอบโจทย์ต่อข้อสงสัยของสังคมอย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับสถาบันศาสนาที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

ที่มา – ‘หลวงพ่ออลงกต’ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

รัฐแคลิฟอร์เนียประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ โต้ทรัมป์

รัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการตอบโต้แนวทางการแบ่งเขตเลือกตั้งของรัฐเทกซัส ซึ่งคาดว่าเอื้อต่อพรรครีพับลิกัน โดยมีเป้าหมายในการรักษาความยุติธรรมของการเลือกตั้งและไม่ให้เกิดการ “เจอร์รี แมนเดอริง” หรือการแบ่งเขตเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

รัฐแคลิฟอร์เนียประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อต่อต้านแนวทางรีพับลิกัน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่านายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศแผนจัดตั้งเขตเลือกตั้งชั่วคราวสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยจะนำอำนาจไปสู่คณะกรรมการอิสระ แทนที่จะปล่อยให้คณะกรรมการที่อิงพรรคการเมืองควบคุมกระบวนการนี้

นิวซัมน้อยใจว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบใหม่จะช่วยยกเลิกผลที่เกิดจากรัฐเทกซัสภายใต้แรงผลักดันของผู้นำพรรค共和 อย่างทรัมป์ ซึ่งพยายามกำหนดเขตเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรครีพับลิกันได้เปรียบในสภาผู้แทนราษฎร

เหตุใดรัฐแคลิฟอร์เนียต้อง “โต้” แผนแบ่งเขตเลือกตั้งของเทกซัส?

พรรคเดโมแครตมองว่าแผนการแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันเป็นความพยายามที่โจ่งแจ้งในการแบ่งเขตแบบเอื้อประโยชน์ เพื่อแย่งชิงเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้า โดยพรรครีพับลิกันขณะนี้ครองสภานิติบัญญัติแห่งสหรัฐด้วยเสียงข้างมากเพียง 7 เสียงเท่านั้น

โดยเฉพาะเมื่อนายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าราชการรัฐเทกซัส สั่งการแบ่งเขตแบบ “เจอร์รี แมนเดอริง” เพื่อ “หาที่นั่งให้ทรัมป์ 5 ที่” นั้น ถือเป็นประกายที่กระตุ้นให้รัฐแคลิฟอร์เนียเร่งดำเนินการรับมือทันที

  • รัฐแคลิฟอร์เนียเรียกร้องให้คณะกรรมการอิสระเข้าควบคุม
  • ต่อต้านการแบ่งเขตเพื่อผลประโยชน์พรรค
  • ป้องกันการ “เจอร์รี แมนเดอริง” เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

นายเกวิน นิวซัมกล่าวชัดเจนว่าแผนนี้เป็นการรักษาความเป็นธรรมให้กับการเมืองในสหรัฐฯ และให้ความมั่นใจว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะมีเสียงมีค่าเท่ากัน โดยเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 4 พ.ย. นี้ ออกเสียงลงคะแนนเพื่ออนุมัติแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่เอื้อต่อความยุติธรรมมากขึ้น

หากแนวคิดนี้ผ่านการรับรอง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อโครงสร้างการเมืองของสหรัฐฯ และอาจกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้รัฐอื่นๆ ออกมาเรียกร้องให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเที่ยงธรรมเช่นกัน

ในยุคที่เสียงประชาชนต้องถูกเคารพอย่างแท้จริง การปรับปรุงเขตเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเลือกตั้งที่ซื่อสัตย์ รัฐแคลิฟอร์เนียอาจกลายเป็นผู้นำทางการเมืองด้วยโหวดของประชาชนที่เลือกความยุติธรรม

ที่มา – รัฐแคลิฟอร์เนียเดินเกมโต้ทรัมป์ ประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่

กองทัพภาค 2 เผย พบโดรนข้ามแดน 50 ลำ ตรวจจับแสงอินฟราเรด คาดข้าศึกเพิ่มกำลังพล

กองทัพภาค 2 เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้ตรวจพบ โดรนข้ามแดน ของฝ่ายตรงข้ามจำนวน 50 ลำ รวมถึงจุดแสงอินฟราเรดที่เคลื่อนที่ในพื้นที่ใกล้จุดตรวจชายแดน ซึ่งคาดว่าเป็นการเพิ่มกำลังพลจากข้าศึก

กองทัพภาค 2 เผย พบโดรนข้ามแดน 50 ลำ ตรวจจับแสงอินฟราเรด คาดข้าศึกเพิ่มกำลังพล

จากสถานการณ์ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ในช่วงเวลา 14.00 น. พบ โดรนข้ามแดน ในพื้นที่ชายแดนจำนวน 37 ลำ และอีก 13 ลำในพื้นที่ด้านใน ขณะเดียวกันยังตรวจพบแสงอินฟราเรด 10 จุด ที่เคลื่อนที่ขึ้นเขาพนมประสิทธิโส สูงจากจุดตรวจราว 1-2 กิโลเมตร

สถานการณ์โดยรวม

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการรวมตัวเพิ่มกำลังของฝ่ายตรงข้าม โดยกองทัพไทยยืนยันว่าจะยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตอธิปไตย และพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างรอบคอบตามแนวทางการประชุม GBC ที่ผ่านมา

  • ตรวจพบโดรนข้ามแดน 50 ลำ
  • พบสัญญาณอินฟราเรด 10 จุด
  • มีการเคลื่อนที่ขึ้นภูเขาพนมประสิทธิโส
  • คาดว่าเป็นการเพิ่มกำลังพลจากข้าศึก

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ในพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 00.45 น. วันเดียวกัน โดยมีรายงานว่ามีกำลังพลทหารใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนในพื้นที่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย

การสอบสวนและการสูญเสียกำลังพลทางทหาร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พลทหารรายหนึ่งชื่อ พลฯ รัฐภูมิ เทพศิริ สังกัด ร้อย.ร.1623 ได้ออกจากตำแหน่งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำอาวุธปืน M16 และกระสุนไปด้วย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่พบศพของพลทหารรายนี้นอนอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ โดยนำปืนไว้ข้างกายและมีอาการว่าได้อัตวินิบาตกรรม

ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังสอบสวนสาเหตุและแรงจูงใจอย่างละเอียด และเตรียมรายงานข้อเท็จจริงต่อหน่วยบัญชาการอย่างเป็นทางการ

ด้านความร่วมมือจากองค์กรด้านสังคมพลเมือง ได้มีการปฏิบัติงานจิตอาสาโดย ศูนย์ปฏิบัติการจิตอาสา (จอส.) พระราชทานในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ โดยร่วมดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และให้การเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำเตือนประชาชนให้รับข้อมูลจากช่องทางทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยร่วมกัน

เหตุการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของทหารไทยในพื้นที่ชายแดนและแนวทางการปฏิบัติอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก

ที่มา – กองทัพภาค 2 เผย พบโดรนข้ามแดน 50 ลำ ตรวจจับแสงอินฟราเรด คาดข้าศึกเพิ่มกำลังพล

พรรคไทยสร้างไทย ไม่เห็นชอบงบประมาณปี 2569

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทย ได้ประกาศมติไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ร่างงบประมาณฉบับดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ ในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยังขาดความโปร่งใส

พรรคไทยสร้างไทย เผยว่า ตัวร่างงบประมาณไม่สามารถสะท้อนถึงปัญหาหลักที่ประชาชนและประเทศชาติกำลังเผชิญ เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมไปถึงความท้าทายในเวทีโลก ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์อย่างแท้จริง

พรรคไทยสร้างไทย ไม่เห็นชอบงบประมาณปี 2569

ทั้งนี้ พรรคเสนอว่า งบประมาณควรพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยมีหลักสำคัญคือ ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และต้องมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ แทนที่จะเป็นการ ทุ่มงบประมาณปี 2569 ไปกับโครงการที่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้นหรือบางกลุ่มเฉพาะ

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทย ยังมองว่ากระบวนการพิจารณางบประมาณ ไม่ได้รับความเอาใจใส่เพียงพอจากทุกฝ่าย ทั้งในระดับอนุกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เพราะการอภิปรายหรือการตั้งข้อสงสัยมักถูกมองข้าม ทำให้ไม่มีความชัดเจนเพียงพอต่อสภาผู้แทนราษฎรและประชาชน

มาตรวัดความโปร่งใสของงบประมาณ

พรรคไทยสร้างไทย เตือนว่า หากงบประมาณฉบับนี้ผ่านโดยไม่มีการปรับปรุง จะทำให้ประเทศเสี่ยงต่อวิกฤตต่าง ๆ มากขึ้น เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การเงิน และภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งภาครัฐจะมีพื้นที่ทางคลังจำกัด ในการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ

  • โครงสร้างงบประมาณ ที่ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์
  • การกระจายเงินทุน ที่ไม่เท่าเทียมในระดับท้องถิ่น
  • การพิจารณางบประมาณ ที่ขาดความโปร่งใส

จากการวิเคราะห์ดังกล่าว พรรคไทยสร้างไทย ยืนยันการมีมติไม่เห็นชอบต่อร่างงบประมาณปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน และปรับปรุงแผนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ทั้งยังย้ำว่าเงินภาษีของประชาชนต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนจากพรรคที่ต้องการเห็น งบประมาณปี 2569 ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ และยึดมั่นในหลักความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หากคุณเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณ ควรตั้งคำถามใหม่ ๆ ว่าเงินที่ใช้ไป เกิดประโยชน์เพียงพอหรือยัง? และหากคุณเป็นประชาชน อย่าลืมติดตาม พูดคุย และตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใสของประเทศของเรา

ที่มา – พรรคไทยสร้างไทย เผย ไม่เห็นชอบงบประมาณปี 2569 ชี้ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ

แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง

GWM (Thailand) ได้เปิดตัว NEW GWM TANK 500 DIESEL ล็อตแรกเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเริ่มทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะรุ่นไฮไลต์อย่าง Black Warrior ที่ยกมาตรฐานใหม่ในตลาดเอสยูวีพรีเมียม 7 ที่นั่ง สู่การเป็นรถยนต์ที่มีความล้ำหน้าทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และขุมพลังดีเซล 2.4T เจนใหม่ที่ออกแบบเพื่อผู้นำยุคใหม่

แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง

NEW GWM TANK 500 DIESEL รุ่น Black Warrior ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่แสวงหาความโดดเด่น ลึกลับ และพรีเมียม ด้วยดีไซน์ที่เน้นโทนสีดำล้วน เสริมความแข็งแกร่งและหนักแน่นผ่านรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูทันสมัยและคะแนนดีไซน์สูง ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบรมดำ รวมไปถึงล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเน้นมิติและให้ดีไซน์ดุดันมากยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารสไตล์สุดพรีเมียม

ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนัง Nappa ที่ให้ความนุ่มนวลระดับพรีเมียม พร้อมระบบเบานวดไฟฟ้า และระบบระบายอากาศในที่นั่งด้านหน้าและแถวสอง ส่งเสริมให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ผ่อนคลายและสบายอย่างแท้จริง

หน้าจอคู่แบบอินเทอร์แอคทีฟ ขนาดใหญ่สูงสุด 14.6 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 12 ตำแหน่ง และระบบชาร์จไร้สาย 50W ทำให้ห้องโดยสารกลายเป็น Smart Lounge ที่รองรับทั้งงานและความบันเทิง เสริมด้วยกระจกสองชั้นและระบบ Active Noise Cancellation ที่ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

ขุมพลังดีเซล 2.4T หนุนสมรรถนะ

ขับเคลื่อนรถด้วยหัวใจหลักของ แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior คือเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนใหม่ ที่สามารถผลิตแรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ในรอบต่ำเพียง 1,500–2,500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ช่วยให้การเร่งเครื่องและตอบสนองของเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในรุ่นสองล้อ (2.4T ULTRA) จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด คือ ปกติ สปอร์ต และประหยัด ส่วนรุ่น 4WD (2.4T ULTRA 4WD) มีมากถึง 8 โหมด พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Tank Turn และ Off-road Cruise Control ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสามารถในการขับขี่ทุกเส้นทาง

สีสันเฉพาะตัว สื่อบุคลิกผู้นำ

NEW GWM TANK 500 DIESEL วางจำหน่ายใน 3 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอกทั้งสีขาว สีเทา และ Black Warrior (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ภายในตกแต่งด้วยโทนดำสุดพรีเมียม ผสานกับข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่ออกรถ 500 ท่านแรก โดยทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของ GWM ที่ผลักดันให้รถยนต์แต่ละคันเป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร แต่เป็นตัวตนของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง

หากคุณกำลังมองหารถที่มีความล้ำหน้าทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพ เรามั่นใจว่า แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง คือคำตอบสำหรับคุณ นี่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือการเดินทางที่สื่อถึงรสนิยมและสไตล์แห่งการเป็นผู้นำ

ที่มา – แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง

‘ไอติม’หวังลดงบสภา 800 ล้าน สร้างบรรทัดฐานป้องกันภาษีประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการงบประมาณ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างสิ้นเปลือง สำหรับปีงบประมาณนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีมติปรับลดงบประมาณในหน่วยงานของรัฐสภาถึง 880 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่ยากลำบาก หากสามารถใช้ภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤตได้เร็วขึ้น

‘ไอติม’หวังลดงบสภา 800 ล้าน สร้างบรรทัดฐานป้องกันภาษีประชาชน

ในวาระการประชุมกระทรวงของรัฐสภา น.ส.กนกกาญจน์ วิลาวัณย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไอติม วิลาวัณย์’ ได้แสดงความเห็นว่าการปรับลดงบประมาณครั้งนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ เน้นย้ำว่าถึงแม้จะยังไม่เป็นไปตามที่พรรคประชาชน (ปชน.) เห็นว่าควรจะลด แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง บรรทัดฐานในการใช้เงินภาษี อย่างประหยัด และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

โครงการไหนถูกตัด 100%?

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกปรับลดงบประมาณมากที่สุด ส่งผลให้หลายโครงการถูกตัดงบทั้งหมด เช่น โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว ที่มีวงเงิน 123 ล้านบาท และ โครงการปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ อีก 118 ล้านบาท ซึ่งมีการตัดออกทั้งยวง เพราะคณะกรรมการมีมติว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบเป็นจำนวนมากในขณะที่วัตถุประสงค์สามารถหาวิธีจำกัดการใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ได้รับการพิจารณาปกป้อง เช่น ระบบภาพยนตร์ 4D ในห้องบรรยายใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตั้งงบไว้ค่อนข้างสูง แต่มีการปรับลดลง 70% โดยตัดระบบ 4D ออกจากงบประมาณได้ 126 ล้านบาท และ การจัดซื้อจอ LED ทั้งภายในและภายนอกรัฐสภา ก็ถูกปรับลดลง 80% เช่นกัน

งบไหนน่าสงสัย?

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ยังคงมีโมเดลการใช้จ่ายบางรายการที่อาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารงบประมาณอย่างเข้มงวด เช่น งบเดินทางไปต่างประเทศ หรือ การพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่ซ้ำซ้อนกับระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว

เขาเสนอว่าหากสามารถรวมทรัพยากรระหว่างสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนได้อีก นับเป็นแนวทางที่น่าพิจารณาเมื่ออยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ในทางเดียวกัน นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส. กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวถึงการปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงโซนซี ซึ่งถูกขอลดงบประมาณ 21 ล้านบาท พร้อมแจ้งรายละเอียดงานที่เกือบจะใช้พื้นทั้งหมดทำใหม่ ทั้งที่ยังใช้งานได้อยู่ พร้อมลิสต์วัสดุและค่าใช้จ่ายที่ดูแปลกาก เช่น เก้าอี้นั่งรับประทานอาหารแบบหลุยส์ ราคาเก้าอี้ละ 25,000 บาท เสียดายแรงงานประชาชนที่จ่ายภาษีให้โครงการเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้

เรียกร้องความเท่าเทียมในงบอาหาร

ด้าน นายสกล สุทรวาณิชย์กิจ ส.ส. ปทุมธานี พรรค ปชน. ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณเฉพาะด้านอาหารเลี้ยงเจ้าหน้าที่ภายในรัฐสภา หลังพบว่าราคางบอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแตกต่างกันอย่างชัดเจน และเจ้าหน้าที่ฟันเฟืองของการประชุมไม่ได้รับการบริโภคแบบเท่าเทียม อย่างไรก็ตามเขาเสนอให้ใช้ส่วนที่เงินงบประมาณลดลงพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่ประชุมให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทุกกลุ่ม

ตอกย้ำการตัดงบด้วยมุมมองจากฝ่ายรัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกมธ.เสียงข้างมาก เสนอให้นำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ที่ร่างโดยนายกรัฐมนตรีเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันว่าการประชุมสภาองค์ประชุมครั้งนี้มีความสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยแนวทางแบบนี้ อาจช่วยให้การใช้งบประมาณทุกภาคส่วนของสภาเป็นไปในเส้นทางที่โปร่งใสและเข้มแข็งมากขึ้น

ในปีนี้เราได้เห็นการร่วมมือของคณะกรรมการทุกฝ่าย ในการปรับลดงบประมาณส่วนราชการระดับสภารัฐสภา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับerialized มองโดยรวมแล้ว หากแต่ละภาครัฐยังคงแย่งกันเสนอแนวทางลดงบอย่างจริงจังและมีเหตุผล ปีหน้าประชาชนจะได้สัมผัสความแตกต่างอย่างชัดเจนในภาพรวม

หากคุณยังมีข้อสงสัยว่าเงินภาษีที่จ่ายไปใช้ไปไหน มาเยี่ยมเยียนรัฐสภาและให้ความสนใจในแต่ละรายละเอียดงบประมาณ จะทำให้เราเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการจัดสรรงบประมาณด้วยความรับผิดชอบ

ที่มา – ‘ไอติม’หวังปรับลดงบสภาปีนี้มากสุด 800 ล้าน สร้างบรรทัดฐานป้องภาษีประชาชน