ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อบจ.สมุทรสงคราม เตรียมอัดงบ 48 ล้านปรับสนามกีฬา-สร้างอาคารเรียนใหม่

องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสงคราม เดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาท้องถิ่นระยะ 5 ปี ภายใต้กรอบระยะเวลา พ.ศ. 2566-2570 อย่างมุ่งมั่น โดยได้มีการพิจารางบประมาณรวมกว่า 191 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการปรับปรุงสนามกีฬาและการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

อบจ.สมุทรสงคราม เตรียมอัดงบ 48 ล้านปรับสนามกีฬา-สร้างอาคารเรียนใหม่

ในการประชุมสภาสมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ที่มีนายสายันต์ ส่องพราย ประธานสภา อบจ.สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดการประชุม ได้รับการพิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ครอบคลุมโครงการสำคัญทั้งสิ้น 36 โครงการ โดยมีวงเงินรวมกว่า 191 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์สำคัญที่จัดสรรงบประมาณ

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 25 โครงการ งบประมาณ 108.89 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2: ส่งเสริมคุณภาพชีวิต การศึกษา ศาสนา กีฬา วัฒนธรรม จำนวน 5 โครงการ งบประมาณ 65.36 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3: สนับสนุนเกษตรกรรม การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จำนวน 2 โครงการ งบประมาณ 1.6 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4: พัฒนาระบบบริหารกิจการบ้านเมือง จำนวน 4 โครงการ งบประมาณ 16.05 ล้านบาท

นายเจษฎา ญาณประภาศิริ นายก อบจ.สมุทรสงคราม ได้ชี้แจงว่าหนึ่งในโครงการสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของปีงบประมาณ 2569 คือการปรับปรุงสนามกีฬา อบจ.สมุทรสงคราม ด้วยวงเงิน 48 ล้านบาท ซึ่งจะใช้สำหรับปรับปรุงสภาพแวดล้อม เช่น การติดตั้งไฟส่องสว่าง อัฒจรรย์ รั้วสนาม เสาธง อาคารแบดมินตัน ระบบระบายน้ำ พื้นลาน ระบบไฟฟ้า และถังน้ำใต้ดิน เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมกีฬาและออกกำลังกายของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังได้วางแผนก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดเกตการาม (พรหมสุวัฒน์วิทยาคาร) ในอำเภอบางคนที ด้วยวงเงิน 9.62 ล้านบาท เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผู้บริหารเผยเป้าหมายที่สำคัญของ อบจ.สมุทรสงคราม

ด้วยการจัดสรรงบประมาณในระดับนี้ ที่ประชุมสภาได้เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 230 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ โดยแบ่งสัดส่วนงบประมาณตามรายละเอียดดังนี้

  • ด้านบริหารทั่วไป: 84.8 ล้านบาท
  • ด้านบริการชุมชนและสังคม: 59.7 ล้านบาท
  • ด้านเศรษฐกิจ: 57.8 ล้านบาท
  • ด้านการดำเนินงานอื่นๆ: 27.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในการคืนค่าปรับให้แก่ผู้ประกอบการ 19 ราย จำนวน 2.3 ล้านบาท จากเงินสะสมปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น

การพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาวของ อบจ.สมุทรสงคราม นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และเป็นก้าวที่มั่นคงต่อไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในหลากหลายด้าน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจถึงคุณค่าของการศึกษา และการพัฒนาชุมชนอย่างมีคุณภาพ การติดตามแผนงานสำคัญของ อบจ.สมุทรสงคราม จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในระดับท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

ที่มา – อบจ.สมุทรสงคราม เดินหน้าแผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี เตรียมอัดงบ 48 ล้าน ปรับโฉมสนามกีฬา-สร้างอาคารเรียนใหม่ 9.6 ล้าน

คดีลุงพล-น้องชมพู่: พฤติการณ์ลุงพลชัดเจนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4

คดีลุงพล-น้องชมพู่ ถือเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญให้สังคม และเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อเร็วๆ นี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4 ได้ออกมาสรุปผลคดีอย่างชัดเจนว่า “พฤติการณ์ลุงพล” นั้นมีความผิดและเชื่อมโยงกับการสูญหายและการเสียชีวิตของน้องชมพู่ อย่างไร้ข้อกังขา

คดีลุงพล-น้องชมพู่ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ที่บ้านพักของครอบครัวผู้เสียหายในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เพราะน้องชมพู่ วัย 11 ขวบ ได้หายตัวไปจากบ้านโดยปริศนา จนกระทั่งพลิกโผเป็นคดีฆาตกรรมที่สะเทือนโลก เมื่อพบศพเด็กหญิงบนยอดเขาภูเหล็กไฟ ท่ามกลางหลักฐานหลายชิ้นที่ชี้ไปที่ ‘ลุงพล’ หรือชื่อจริงนายไชย์พล วิภา ผู้ซึ่งเคยใกล้ชิดกับครอบครัวผู้เสียหาย

พฤติการณ์ลุงพล ถูกชี้ว่ามีส่วนร่วมในคดี

ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4 การเก็บหลักฐานของพนักงานสอบสวนถือว่าสมบูรณ์ มีข้อเท็จจริงหลายประการที่ทำให้ศาลมั่นใจในความผิดของลุงพลเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น:

  • พบว่าองศาการตัดเส้นผมบนศพน้องชมพู่ เท่ากับองศาของการตัดเส้นขนในรถยนต์ของลุงพล (26 องศา)
  • ลุงพลถูกพยานแวดล้อมยืนยันว่าอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุในช่วงเวลาเกิดเหตุ
  • ครอบครัวมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อนหน้านั้น
  • มีการเคลื่อนย้ายศพอย่างผิดกฎหมาย มีความพยายามอำพราง
  • ข้อต่อสู้ของลุงพลไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานได้

โทษที่ได้รับจากศาล

ศาลชั้นต้นเห็นว่าลุงพลมีความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมข้อหาพรากเด็กและทอดทิ้งเด็ก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค4 ได้เปลี่ยนการพิพากษาโดยเห็นว่ามีเจตนาฆ่าโดยตรง โดยลงโทษจำคุกทั้งหมด 26 ปี พร้อมให้ชดใช้เงินแก่พ่อแม่น้องชมพู่รวม 2.55 ล้านบาท

คดีนี้ยังมีประเด็นว่า ส่วนหนึ่งของชุมชนยังไม่เชื่อว่าลุงพลเป็นผู้ก่อเหตุ แต่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพฤติการณ์บนพยานหลักฐานชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาคือผู้ลงมือ

แม้จะมีการยื่นคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างยื่นฎีกา ศาลฎีหาก็ไม่อนุญาต เพราะเห็นว่าคดีนี้กระทบต่อความรู้สึกของสังคม และหากปล่อยตัวอาจมีโอกาสหลบหนีสูง

คดีลุงพล-น้องชมพู่สอนให้เราได้รู้ถึงความสำคัญของการใช้พยานหลักฐานและบทบาทของนิติวิทยาศาสตร์ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความผิดได้ หากมีพฤติการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง

ที่มา – เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4 สรุป คดีลุงพล -น้องชมพู่ ระบุชัด พฤติการณ์ลุงพล

ชาวบ้านแตกตื่น ‘กระต่ายซอมบี้’ โผล่ ผู้เชี่ยวชาญชี้เกิดจากไวรัส

ไม่ใช่ฉากจากหนังสยองขวัญ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรายงานการพบเห็น กระต่ายซอมบี้ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า กระต่ายแฟรงเกนสไตน์ โผล่ในหลายรัฐ โดยเฉพาะในแถบมิดเวสต์ ทำให้ชาวบ้านต่างตกอกตกใจกันยกใหญ่

ชาวบ้านแตกตื่น ‘กระต่ายซอมบี้’ โผล่ในหลายรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีผู้พบเห็นกระต่ายป่าที่มี ก้อนเนื้อยื่นออกมาคล้ายเขา หรือ หนวดปลาหมึก ซึ่งเป็นอาการผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นในรัฐโคโลราโดมาก่อน แต่ตอนนี้เริ่มแพร่กระจายไปยังรัฐมินนิโซตาและเนแบรสกา

สิ่งที่น่าตกใจก็คือ กระต่ายตัวนี้ดูไม่ใช่ของธรรมดา แต่มีลักษณะคล้ายผีดิบหรือสัตว์กลายพันธุ์จากหนังสยองขวัญ ซึ่งเรียกได้ว่า ‘น่าขนลุก’ อย่างแท้จริง

สาเหตุเกิดจากไวรัส CRPV

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาการแปลกที่ปรากฏบนตัวกระต่ายเกิดจาก ไวรัสคอตตอนเทลปาปิลโลมา หรือที่เรียกอีกชื่อว่า CRPV ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อไปยังสัตว์อื่นผ่านพาหะ เช่น ยุง เห็บ หรือหมัด ที่กัดกระต่ายที่ติดเชื้อแล้วอาจไปแพร่ต่อให้กระต่ายตัวอื่นได้ง่าย

  • แพร่ผ่านยุง หมัด หรือเห็บ
  • เข้าสู่ร่างกายผ่านรอยกัด
  • ทำให้เกิดเนื้องอกผิดปกติ
  • บางกรณีอาจกลายเป็นมะเร็งผิวหนัง

เมื่อกระต่ายติดเชื้อไวรัส CRPV อาการแรกจะเป็นตุ่มเล็กสีแดงขึ้นบนผิว จากนั้นจะพัฒนาเป็นก้อนเนื้อที่แข็งตัว เติบโตผิดปกติ และค่อยๆ เปลี่ยนรูปลักษณ์ของกระต่ายให้ดูน่ากลัว คล้ายกับ “กระต่ายซอมบี้” ที่หลายคนอาจจะเห็นจากภาพยนตร์

พบเพิ่มขึ้นตามฤดูร้อน

ขณะนี้สหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เห็บ หมัด และยุงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก ทำให้โอกาสในการแพร่เชื้อไวรัส CRPV เป็นไปได้สูงขึ้น และเริ่มมีรายงานการพบเห็นกระต่ายที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสในหลายพื้นที่

โซนที่มีรายงานมากที่สุด ได้แก่ โคโลราโด มินนิโซตา เนแบรสกา รวมถึงบริเวณเมือง ฟอร์ตคอลลินส์ โดยสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ป่า ต่างให้ความสำคัญและเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แม้ว่าไวรัสชนิดนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สุนัข หรือแมว แต่หากกระต่ายป่วยไว้ อาจมี ก้อนเนื้อขวางทางปาก จนกินอาหารไม่ได้ ส่งผลให้เสียชีวิตจากความอดอยากได้

ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงประกาศเตือนประชาชน อย่าสัมผัส หรือพยายามช่วยเหลือกระต่ายที่มีอาการผิดปกติ แม้จะไม่มีรายงานพบการติดเชื้อสู่ผู้คน แต่การเข้าไปสัมผัสอาจส่งผลเสียได้

ในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่ชัดเจนสำหรับโรคที่เกิดจากไวรัส CRPV ทางที่ดีจึงควรปล่อยให้สัตว์ป่าเหล่านี้อยู่ตามธรรมชาติ และเน้นป้องกันการแพร่ระบาดโดยการลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและเห็บในพื้นที่

การระบาดของ “กระต่ายซอมบี้” อาจฟังดูตลกหรือน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าอย่างใหญ่หลวง หากไม่ได้รับการควบคุมล่วงหน้า

รู้หรือไม่ว่า การปิดบ้านให้แน่น ใช้ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง และไม่ทิ้งภาชนะน้ำค้างในพื้นที่เปิดโล่ง ล้วนช่วยลดโอกาสในการก่อให้เกิดโรคแบบนี้ได้?

ที่มา – ชาวบ้านแตกตื่น “กระต่ายซอมบี้” โผล่ ผู้เชี่ยวชาญชี้ เกิดจากไวรัส

‘วีระ’ เตือนรัฐบาลเลิกนโยบายกึ่งการคลังระวังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบาย กึ่งการคลัง ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ว่าหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างจริงจัง จะกลายเป็น ระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในอนาคต

‘วีระ’ เตือนรัฐบาลเลิกนโยบายกึ่งการคลังระวังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่

ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท นายวีระได้เน้นย้ำว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังคงมีสถานะทางการเงินที่เปราะบาง ทั้งที่ไม่มีรายได้เพียงพอ หรือมีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย ทว่ารัฐบาลกลับยังคงจัดสรรงบประมาณให้กับรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจด้านการเงินอย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารออมสิน และ บรรษัทประกันสินเชื่อธนาคารขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งมีผลประกอบการที่มีกำไรแต่กลับได้รับงบประมาณจากสำนักงบประมาณ ถือว่าผิดหลักการ

นโยบายกึ่งการคลังอันตรายต่อความมั่นคงทางการเงิน

อีกประเด็นสำคัญ คือนโยบาย กึ่งการคลัง ที่ใช้ผ่านรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ธกส. ที่ต้องแบกรับภาระจากการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งทำให้มียอดคงค้างที่รัฐบาลต้องจ่ายเพิ่มเติมตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมียอดหนี้สูงถึง 900,000 ล้านบาท

นายวีระได้ตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงยังคงดำเนินนโยบายแบบนี้ต่อไป โดยไม่มีการทบทวนหรือปลดล็อกแนวทางใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะใช้ระบบ กึ่งการคลัง ที่มีความเสี่ยงสูง

  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
  • ธนาคารออมสิน
  • บรรษัทประกันสินเชื่อธนาคารขนาดย่อม (บสย.)
  • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)

ทั้งนี้ งบประมาณรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2570 จะกระโดดจาก 4.2 แสนล้านบาท เป็น 5.9 แสนล้านบาท และหนี้ภาครัฐที่ต้องชำระในช่วงปี 2570-2572 จะสูงถึง 5.1 แสนล้านบาท หากยังไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างเด็ดขาด อาจนำไปสู่ความเสียหายในวงกว้าง

จากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ปรากฏให้เห็นว่า นโยบายกึ่งการคลังไม่เพียงแต่เป็นภาระของงบประมาณประจำปีเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวของประเทศ หากไม่มีการทบทวนและปรับปรุงระบบอย่างจริงจัง

ดังนั้น ‘วีระ’ เตือนรัฐบาลเลิกนโยบายกึ่งการคลังระวังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่อาจระเบิดได้ทุกเมื่อ และหากไม่มีการตัดสินใจอย่างทันท่วงที ผลที่ตามมาอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหนักหน่วง

ที่มา – ‘วีระ’ เตือนรัฐบาลเลิกนโยบายกึ่งการคลังระวังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่

ธฤตา-คุณานันท์ ผงาดชิงดำ เทนนิสเยาวชนจี เอช แบงก์ ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์

การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ รายการ “จี เอช แบงก์ ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 (2)” ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นเวทีที่นักเทนนิสเยาวชนระดับโลกต่างมารวมตัวแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งแชมป์ ทั้งในประเภทเดี่ยวและคู่ ทั้งหญิงและชาย โดยในวันนี้มีความโดดเด่นจาก “ธฤตา หงษ์หยก” และ “คุณานันท์ พันธราธร” นักเทนนิสไทยที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมจนผงาดเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างภาคภูมิใจ

ธฤตา หงษ์หยก เด่นในประเภทหญิงเดี่ยว

ในประเภทหญิงเดี่ยว “ธฤตา หงษ์หยก” เจ้าของตำแหน่งมือ 1 ของรายการสามารถตอกย้ำความเก่งให้เห็นชัดเจนอีกครั้งหลังเอาชนะ “ปวีณอร นวลศรี” ไปอย่างขาดลอย 2-0 เซต 比分 6-2 และ 6-3 ทำให้เธอได้สิทธิ์เข้าชิงชนะเลิศแบบไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งคู่ชิงของเธอนั้น будетต้องพบกับ “โชติรินทร์ แก้วก่า” เจ้าของตำแหน่งที่ผ่านเข้ารอบมาหลังชนะ “ปารมี ทัดแก้ว” เซต 6-4 และ 6-4

คุณานันท์ ปิดกล่องในประเภทชายเดี่ยว

ด้านประเภทชายเดี่ยว “คุณานันท์ พันธราธร” ซึ่งเป็นมือ 1 ของรายการก็มีฟอร์มเยี่ยงยศไม่แพ้กัน โดยใช้ความสามารถกดดันฝ่ายตรงข้ามอย่าง “ริว โกฏิกุล” อย่างสิ้นเชิง ชนะไป 2-0 เซต 比分 6-4 และ 6-0 เข้าสู่รอบชิงแชมป์แบบสายันติการ์ เตรียมลุยชิงแชมป์กับ “หลี่ หยานฮง” มือวางอันดับ 2 จากประเทศจีน ที่เพิ่งเอาชนะ “ธรรม์ พันธราธร” ไปด้วย 2 เซตเช่นกัน 比分 6-0 และ 7-5 ในเกมที่ดูจะเป็นการดวลจิตใจที่หนักแน่น

ประเภทคู่ ฟอร์มทีมสู้สุดสัปดาห์

นอกจากประเภทเดี่ยวแล้ว รายการครั้งนี้ยังมีการแข่งขันประเภทคู่ทั้งหญิงและชาย โดยในประเภทหญิงคู่ ทีมของ “ธฤตา หงษ์หยก” และ “ณัฐรดา ผลเจริญ” สามารถยกรางวัลแชมป์กลับบ้านได้หลังเก็บชัยเหนือทีมจากญี่ปุ่น “มิซากิ เซกิโดะ/นานาโย วาดะ” ด้วยผลการแข่งขัน 7-5, 6-7 (13-15 จากไทเบรก), และชนะช่วงซูเปอร์ไทเบรก 10-6 อย่างหวุดหวิด

ส่วนในประเภทชายคู่ ทีม “ธรรม์ พันธราธร/โทโมกิ ฟูจิวาระ” จากประเทศไทยและญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะตั้งเป้าชิงแชมป์อย่างเต็มเปี่ยม แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบต่อทีมจากจีน “หลี่ หยานฮง/อู๋ จุนเจ๋อ” ที่เก็บชัยชนะเหนือทีมไทยไปอย่างสนิท 4-6 และ 3-6 ใน 2 เซต

จากผลการแข่งขันดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ที่สามารถตั้งตัวสูงในเวทีนานาชาติได้สำเร็จ พร้อมฟอร์มที่มั่นคงรายบุคคลและร่วมทีมอย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ มือวางอันดับหนึ่งอย่าง “ธฤตา” และ “คุณานันท์” แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะคว้าแชมป์ระดับโลกในอนาคตแน่นอน

หากคุณเป็นแฟนกีฬาหรือสนใจวิวัฒนาการของนักเทนนิสไทย ห้ามพลาดติดตามผลงานของพวกเขาต่อไป เพราะเส้นทางของดาวรุ่งเหล่านี้อาจก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ในลำดับต้นๆ ของวงการเทนนิสโลกในอีกไม่ช้า

ที่มา – “ธฤตา-คุณานันท์” โชว์ฟอร์มมือ 1 ผงาดชิงดำ ศึกเทนนิสเยาวชน “จี เอช แบงก์ ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์

ทัพพุมเซ่ไทยสุดยอด กวาด 4 เหรียญทองในรายการดับเบิลยูที

ในการแข่งขันเทควันโดประเภทพุมเซ่ ภายใต้รายการ “ดับเบิลยูที เพรสซิเดนท์ส คัพ-โอเชียเนีย 2025” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย ทัพพุมเซ่ไทยได้โชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยม กวาดเหรียญรางวัลมาได้มากมาย โดยเฉพาะเหรียญทองที่คว้ามาได้ถึง 4 เหรียญ ขวัญใจแฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศ

ทัพพุมเซ่ไทยทำผลงานโดดเด่น ส่งเหรียญทองกลับมาครบมือ

จากการรายงานของสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้การนำของ “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ระบุว่า ทีมพุมเซ่ไทยที่เดินทางไปร่วมการแข่งขันในครั้งนี้มีผลงานโดดเด่นมาก โดยเฉพาะรายการ “ดับเบิลยูที เพรสซิเดนท์ส คัพ-โอเชียเนีย 2025” ที่สามารถคว้าเหรียญทองมาได้ถึง 4 เหรียญ และเหรียญทองแดงอีก 3 เหรียญ

รายชื่อนักกีฬาไทยที่คว้าเหรียญรางวัล

รายชื่อนักกีฬาไทยที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมีดังนี้:

  • เหรียญทอง ประเภทพุมเซ่คู่ผสม ธนา เขียวลายเลิศ และ ชุติกาญจน์ ลาภนิติยพันธุ์
  • เหรียญทอง ประเภทฟรีสไตล์เดี่ยวชาย นาวิน ปินฑะสูตร
  • เหรียญทอง ประเภทฟรีสไตล์เดี่ยวหญิง ฐิตารีย์ แก้วโอฬารวสุ
  • เหรียญทอง ประเภทพุมเซ่ทีมหญิง ชุติกาญจน์ ลาภนิติยพันธุ์, ชลกร ชยวัฑโฒ และ ศศิภา ชูผล

นอกจากนี้ยังมีเหรียญทองแดงอีก 3 เหรียญ จาก:

  • ประเภทพุมเซ่เดี่ยวชาย โดย อัจฉริยะ เกิดแก้ว
  • ประเภทฟรีสไตล์เดี่ยวหญิง โดย วัชรกุล ลิ้มจิตรกร
  • ประเภทพุมเซ่ทีมชาย โดย สิปปกร เวชกรปฏิวงศ์, ธนา เขียวลายเลิศ และ นาวิน ปินฑะสูตร

ผลงานชิ้นงามนี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและฝีมือของนักกีฬาไทย ที่สามารถแสดงศิลปะเทควันโดในรูปแบบพุมเซ่ได้อย่างกลมกลืน น่าประทับใจ และสร้างชื่อเสียงให้ชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

สำหรับการแข่งขัน “ออสเตรเลียน โอเพน 2025” ที่ตามมาในช่วงปลายของการเดินทางครั้งนี้ คาดว่าทัพพุมเซ่ไทยยังคงรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมต่อไปอย่างแน่นอน แฟนกีฬาไทยต่างจับตามองและเป็นกำลังใจให้เหล่านักกีฬาต่อไป

ติดตามข่าวสารกีฬาไทยเพิ่มเติม และร่วมเชียร์นักกีฬาไทยให้ถึงดวงดาว!

ที่มา – “ทัพพุมเซ่ไทย” ผลงานสุดปัง กวาด 4 เหรียญทอง “ดับเบิลยูที เพรสซิเดนท์ส คัพ-โอเชียเนีย 2025”

คอหวยส่องด่วน! ตารางแม่ตุ๊กตาพารวยงวด 16 ส.ค.68

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่คอหวยทั่วประเทศต่างเตรียมตัวลุ้นโชค โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนหวยที่ชื่นชอบการใช้ข้อมูลจากสำนักดัง ๆ ในการเสี่ยงทาย เช่น ตารางเลขเด็ดจาก “แม่ตุ๊กตาพารวย” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในวงการหวยใต้ดิน

คอหวยส่องด่วน! ตารางแม่ตุ๊กตาพารวยงวด 16 ส.ค.68

วันที่ 15 ส.ค. แห่งปีนี้ แฟนหวยหลายรายต่างจับจิตจับใจติดตามการเปิดตารางเลขเด็ดงวดล่าสุดจากแม่ตุ๊กตาพารวยอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีรายการเลขแนะนำให้คอหวยได้นำไปพิจารณาเล่นในวันพรุ่งนี้ ภาพรวมของชุดตัวเลขที่แม่ตุ๊กตาเผยในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว โดยเฉพาะเลขสามตัวและเลขสองตัวที่นับว่ามีพลังสูง

แนวทางเลขเด็ดแม่ตุ๊กตาพารวยงวดนี้

ตารางแม่ตุ๊กตาพารวยงวดที่ 16 สิงหาคม 2568 เปิดเผยตัวเลขเด็ดที่คอหวยไม่ควรละเลย ดังนี้:

  • เลขสามตัว: 841 – 042
  • เลขสองตัว: 04 – 42 – 41 – 84

ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี จากการวิเคราะห์ผลย้อนหลังร่วมกับพลังแห่งจิตวิญญาณของแม่ตุ๊กตาที่มีชื่อเสียงด้านความแม่นยำในแวดวงหวยล้าน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสำนักที่ได้ปล่อยเลขเด็ดในวันเดียวกัน แต่ในวงการหวยมีคำกล่าวว่า “ความเชื่อคือพลัง” ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ที่เชื่อในพลังของ “แม่ตุ๊กตาพารวย” การตามเลขเด็ดจากเธอในงวดนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นควรตระหนักเสมอว่า“หวยเป็นการเสี่ยงโชค”การเล่นหวยควรควบคู่กับความรู้เท่าทันตนเอง อย่าประมาท และเล่นอย่างมีสติ เพราะแม้จะมี soothsayer หรือแม่น้ำก็ตาม แต่รางวัลก็ยังไม่มีทางรับประกัน

ก่อนจะลุ้นผลหวยงวดที่ 16 สิงหาคมนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีทุกคน

*** ยิ้มรับโชคอย่างมีสติ อย่าให้หวยนำชีวิตไป ***

ที่มา – คอหวยส่องด่วน! ตารางแม่ตุ๊กตาพารวยงวด 16 ส.ค.68 เปิดเลขเด็ดให้ตามกัน

เจาะลึก! ไส้ไก่ VS ทัวร์นิเกต์ เทียบอุปกรณ์ทหารแนวหน้าไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวเกี่ยวกับ ไส้ไก่ หรือ Latex Surgical Tube ซึ่งเป็นอุปกรณ์ห้ามเลือดที่ทหารไทยใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีต กลับกลายเป็นประเด็นร้อนของการอภิปรายงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอุปกรณ์นี้ล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อความต้องการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เจาะลึก! ไส้ไก่ VS ทัวร์นิเกต์ เทียบทางรอดชี้ชะตาชีวิตทหารแนวหน้าไทย

อีกทางก็คือ ทัวร์นิเกต์ หรือ Combat Tourniquet เป็นอุปกรณ์ห้ามเลือดสมัยใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งจากกองทัพและองค์กรแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีการใช้งานจริงในสนามรบ และส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อุปกรณ์ทหารไทย: ไส้ไก่ ทางเลือกล้าสมัย?

ทำไม “ไส้ไก่” ถึงยังอยู่ในกองทัพไทย? คำตอบอยู่ที่ “ราคาถูก” และพัฒนามายาวนาน มีการใช้งานต่อเนื่องมานับสิบปี แต่จุดอ่อนของมันคือ “ลื่นหลุดง่าย” “ใช้ยากเมื่ออยู่คนเดียว” และ “ความเสี่ยงสูงในการขาดเลือดจนสูญเสียอวัยวะ” โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว

  • ข้อดีของไส้ไก่: ราคาย่อมเยา ใช้งานง่ายเมื่อฝึกฝน
  • ข้อเสีย: ลื่นหลุดง่าย เสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะ เทคโนโลยีล้าสมัย

ทัวร์นิเกต์: ทางรอดสำหรับทหารแนวหน้า

กลับกัน “ทัวร์นิเกต์” ถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อห้ามเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรัดได้ด้วยมือเดียว ติดตั้งง่าย และไม่ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบมาก มีมาตรฐานสากลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ILCOR และผลการวิจัยจาก The Military Emergency Tourniquet Program ที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพของมัน

  • ข้อดีของทัวร์นิเกต์: ประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย ใช้งานง่าย ได้มาตรฐานสากล
  • ข้อเสีย: ราคาสูง (ประมาณ 1,000 – 2,000 บาท) ความเสี่ยงของของปลอมในตลาด

จากการติดตามของหน่วยบัญชาการรักษาทหาร พบว่าการปรับปรุงองค์ประกอบในชุดปฐมพยาบาลส่วนบุคคล (iFAK) ได้มีการนำ ทัวร์นิเกต์ เข้ามาใช้แทน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในมาตรฐานความปลอดภัยของทหารแนวหน้า

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานอุปกรณ์สมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบยังต้องมีการพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งต้นทุน การฝึกใช้งาน และการรับประกันคุณภาพของอุปกรณ์

ในความคิดผม การลงทุนเพื่อความปลอดภัยของทหารนั้น “ไม่มีราคา” เพราะการเตรียมพร้อมในยามสงคราม หรือแม้แต่ภารกิจปกป้องชายแดน มีค่ามากกว่าทุกงบที่ได้จ่ายไป หากใช้ “ไส้ไก่” ต่อไป อาจเท่ากับส่งทหารออกไปโดยไม่มีชีวิตประกัน

ที่มา – เจาะลึก! ไส้ไก่ VS ทัวร์นิเกต์ เทียบทางรอดชี้ชะตาชีวิตทหารแนวหน้าไทย

แว่นท็อปเจริญเปิดร้านแว่นตาเที่ยงคืน บริการด่วน20นาที

แว่นท็อปเจริญ ผู้นำด้านบริการด้านสายตาแบบครบวงจรในประเทศไทย ได้เปิดตัว “ร้านแว่นตาเที่ยงคืน” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่มีความเร่งรีบ ต้องการบริการที่รวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น ภายใต้การนำของ นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) แคมเปญนี้ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่ไม่มีเวลาในเวลากลางวัน แต่ยังต้องการดูแลสุขภาพสายตาอย่างต่อเนื่อง

ร้านแว่นตาเที่ยงคืน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

แคมเปญร้านแว่นตาเที่ยงคืนพร้อมให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00 น. จนถึง 24:00 น. โดยเริ่มเปิดตัวภายใต้การนำร่องใน 15 สาขาหลักที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง และจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สยามสแควร์ ซอย 7, สุขุมวิท ซอย 11/1, มหาทุน, สี่แยกเสือป่า, หาดใหญ่, หัวหิน, กะตะ ป่าตอง และภูเก็ต ลูกค้าสามารถเข้ามาปรึกษาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ตรวจวัดสายตาฟรี ตัดแว่น และเลือกซื้อแว่นตาที่เหมาะสมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่กระทบต่อภารกิจในเวลากลางวัน

บริการด่วน 20 นาที ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย

นอกจากนี้ “ร้านแว่นตาเที่ยงคืน” ยังมีบริการแว่นด่วน 20 นาที ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยแพทย์สายตาและช่างผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนมาตรมืออาชีพ จะดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้เครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัย AI และระบบเจียระไนเลนส์อัจฉริยะ กระบวนการทั้งหมดสามารถส่งมอบแว่นใหม่ได้ภายใน 20 นาทีหลังการตรวจวัดเสร็จสิ้น ลูกค้ายังได้รับบริการฟรี เช่น ล้างทำความสะอาดแว่น ปรับดัดทรง ขันน็อต และเปลี่ยนแป้นจมูก

  • บริการตรวจวัดสายตาฟรี
  • ช่างผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
  • ผลิตแว่นภายใน 20 นาทีด้วย AI และระบบอัจฉริยะ
  • บริการล้าง-ปรับแว่นฟรีตลอดชีพ
  • เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 08:00–24:00 น.

ร้านแว่นตาเที่ยงคืน จากแว่นท็อปเจริญ เป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้คนในสังคมยุคปัจจุบัน ที่มีหน้าที่การงานและเวลาจำกัด ได้มีอิสระในการเลือกเวลารับบริการที่เหมาะสมกับชีวิต ทั้งยังสร้างความมั่นใจในคุณภาพการบริการด้วยมาตรฐานระดับสากล ที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์

หากคุณเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบหรือมีเวลาจำกัดในเวลากลางวัน ลองเยี่ยมชมบริการใหม่จากการันตีคุณภาพจากแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนานอย่าง “แว่นท็อปเจริญ” แล้วจะรู้ว่าความสะดวกสบาย ไม่ได้เป็นเรื่องที่รอคอยได้อีกแล้ว

ที่มา – แว่นท็อปเจริญ เปิดตัว “ร้านแว่นตาเที่ยงคืน”

แรงงานเขมรลอบเข้าไทยเพราะไร้งานกลับบ้าน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหางานทำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีการเคลื่อนไหวของแรงงานข้ามชาติค่อนข้างหนาแน่น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานกองร้อยที่ 1206 เข้าตรวจเข้มแนวชายแดนด้านทิศใต้ หลังรับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะมีการลักลอบข้ามแดน

แรงงานเขมรลอบเข้าไทยเพราะไร้งานกลับบ้าน

จากการลาดตระเวนเจ้าหน้าที่พบชายต้องสงสัยคนหนึ่งเดินเท้าลัดเลาะตามไร่อ้อยใกล้บ้านกุดหิน หมู่ 4 ตำบลบ้านคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว หลังทำการสอบสวนทราบว่าชายคนนี้มีชื่อว่า นายเมา ดำ อายุ 34 ปี เป็นแรงงานชาวกัมพูชาที่ไม่มีเอกสารแสดงตัว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกจับและส่งผลักดันกลับประเทศไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

เหตุผลที่ต้องเสี่ยงลักลอบเข้ามา

จากการให้การ นายเมา ระบุว่า หลังจากถูกส่งกลับประเทศตนเองไม่ได้งานทำและไม่มีรายได้เลย ทำให้จำเป็นต้องลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แม้จะทราบดีว่าทางการไทยมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบแรงงานต่างด้าว แต่ความอดอยากจนทนไม่ไหวทำให้ตนต้องเสี่ยง เช่นเดียวกับผู้อื่น ๆ ที่เจอปัญหาในลักษณะเดียวกัน

ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายเมา ดำ นำส่งสถานีตำรวจภูธรคลองน้ำใสเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยังมีไทยก็ลักลอบไปกัมพูชาเช่นกัน

ขณะเดียวกัน พ.อ.ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ รอง ผบ.กกล.บูรภาค การสั่งการให้ทหาร ฉก.ตาพระยา ร่วมกับตำรวจ สภ.ทัพไทย และฝ่ายปกครอง ลาดตระเวนในพื้นที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว พบกลุ่มคนไทยจำนวน 6 คน ที่กำลังเตรียมลักลอบเดินทางไปยังฝั่งกัมพูชา

จากการสอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดให้การว่าเป็นกลุ่มผู้คอลเซนเตอร์ที่ติดต่อหางานผ่านเพจเฟซบุ๊ก และมีผู้นำพาในพื้นที่คอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามแดน

海关ในจุดที่ห่างจากเดิมประมาณ 1.5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มเดียวกันเพิ่มเติมอีก 10 คน จึงควบคุมตัวทั้งหมดและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทัพไทย ดำเนินคดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีความเคลื่อนไหวของแรงงานทั้งในและนอกประเทศแสดงให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ยังไม่ดีพอของแรงงานในบางพื้นที่ การลักลอบข้ามแดนจึงกลายเป็นช่องทางหนึ่งของกลุ่มคนที่แสวงหาโอกาส และประเมินว่าความเสี่ยงเกินผลตอบแทน แม้เราจะเข้าใจถึงสถานการณ์ของพวกเขา แต่ไม่สามารถละเลยกฎหมายได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภาพรวมของประเทศ

ที่มา – ทนอดอยากไม่ไหวแรงงานเขมรลอบเข้าไทย หลังกลับประเทศไร้งาน-ไม่มีรายได้