ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ลุงพล ถูกส่งเรือนจำกลางนครพนม “ป้าแต๋น”ฝากหัวใจ สู้คดีน้องชมพู่ต่อในชั้นฎีกา

เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา รถคุมขังได้นำตัวลุงพล หรือนายไชย์พล วิพา อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นบุคคลดังจากบ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มาส่งที่เรือนจำกลางนครพนม เพื่อรอการพิจารณาฎีกาในคดีที่เกี่ยวข้องกับน้องชมพู่ ซึ่งศาลฎีกาภาค 4 พิพากษาให้จำคุกในข้อหาต่าง ๆ รวม 26 ปี

ลุงพล ถูกส่งเรือนจำกลางนครพนม “ป้าแต๋น”ฝากหัวใจ สู้คดีน้องชมพู่ต่อในชั้นฎีกา

ระหว่างช่วงเวลานี้ ป้าแต๋น หรือนางสาวสมพร หลาบโพธิ์ อายุ 47 ปี ภรรยาของลุงพล ได้เดินทางมาจากอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร มาพร้อมกับผู้ติดตาม เพื่อขอเข้าเยี่ยมญาติ แต่เจ้าหน้าที่เรือนจำอธิบายว่า ลุงพลจะต้องถูกกักตัวระหว่าง 5–7 วัน ก่อนจัดส่งไปยังสถานที่ปฏิบัติโทษ ตามมาตรการเฝ้าระวังโควิด-19 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้

ป้าแต๋น สู้คดีน้องชมพู่ร่วมกัน

“วันนี้เอาแต่หัวใจมาฝากลุงพล เพราะมีหัวใจดวงเดียว” ป้าแต๋น เปิดเผยว่า ตอนนี้เธอใจร้อนที่จะให้กำลังใจสามีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และก็ยืนยันว่าจะสู้คดีน้องชมพู่ในชั้นฎีกาต่อไปอย่างสุดความสามารถ ช่วยเคลียร์ความจริงให้ชัดเจนมากขึ้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลแค่ตัวลุงพลเท่านั้น แต่ยังกระทบกับแรงจูงใจของครอบครัวเพียงคนเดียว แต่ครอบครัวกลับแสดงความยืนหยัด ไม่ยอมแพ้ และเตรียมพร้อมทุกทางเพื่อสู้คดีน้องชมพู่อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของศาลอาจมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของลุงพลและคนที่อยู่เคียงข้างเขา ดังนั้น ป้าแต๋นจึงไม่ได้พูดเพียงแค่คำปราศรัย แต่ยืนยันว่าจะลงแรงในการตามหาข้อเท็จจริงต่อไป

  • คดีลุงพลยังไม่จบ
  • ครอบครัวไม่ยอมแพ้
  • สู้คดีน้องชมพู่ในชั้นฎีกาต่อไป

ไม่ว่าใครจะตัดสินใจอย่างไรต่อกรณีนี้ สิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการยุติวัฒนธรรมการกล่าวหาผิดโดยไม่มีข้อพิสูจน์ และการให้โอกาสกับทุกฝ่ายในการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยความยุติธรรม โดยเฉพาะกับลุงพลที่อาจมีชีวิตเหลืออีกไม่นาน ดังนั้นคำถามต่อไปน่าจะเป็น: “เราควรจะมองผ่านใจจริงหรือไม่?”

หากคุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับลุงพล ถูกส่งเรือนจำกลางนครพนม “ป้าแต๋น”ฝากหัวใจ สู้คดีน้องชมพู่ต่อในชั้นฎีกาอย่าลืมแชร์ความคิดของคุณในส่วนของความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อให้ความจริงมีเสียง

ที่มา – “ลุงพล ถูกส่งเรือนจำกลางนครพนม “ป้าแต๋น”ฝากหัวใจ สู้คดีน้องชมพู่ต่อในชั้นฎีกา”

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมเอกชน นำกระดูกเทียมไทเทเนียม ช่วยทหารชายแดน

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในการนำนวัตกรรมของไทยมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การผ่าตัดช่วยเหลือ 4 นาย ที่ต้องการ กระดูกเทียมไทเทเนียม เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมเอกชน นำกระดูกเทียมไทเทเนียม ผ่าตัดช่วยเหลือ 4 ทหารกล้าแนวชายแดน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มจากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมผู้ประสบภัยและมอบสิ่งของจำเป็น ทั้งยังได้ประสานกับบริษัท เมติคูลี่ จำกัด ซึ่งได้รับเลือกจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็น IP Champion ในสาขาสิทธิบัตรการประดิษฐ์ปีนี้ ให้สนับสนุนและมอบแผ่นปิดกะโหลกเทียมไทเทเนียม และกระดูกมือเทียมไทเทเนียมให้แก่โรงพยาบาลที่ดำเนินการรักษา เพื่อใช้ในการผ่าตัดกับทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บ

ประโยชน์ของกระดูกเทียมไทเทเนียม

การใช้ กระดูกเทียมไทเทเนียม แบบเฉพาะบุคคลที่ออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ป่วย ช่วยให้การผ่าตัดแม่นยำยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการฟื้นฟู เพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง สำหรับทหารทั้ง 4 รายที่ได้รับการรักษา มีผู้ป่วย 3 รายที่ผ่านการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ และ 1 รายที่ได้รับการผ่าตัดข้อมือ

นายจตุพร กล่าวอีกว่า บริษัท เมติคูลี่จำกัด เป็นสตาร์ทอัพไทยที่มีนวัตกรรมทางการแพทย์และมีสิทธิบัตรคุ้มครองแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น และ สหภาพยุโรป ซึ่งย้ำถึงศักยภาพของไทยที่สามารถประดิษฐ์และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ

  • ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ
  • ใช้ชีวิตได้ปกติหลังฟื้น
  • พัฒนานวัตกรรมไทยระดับโลก
  • ส่งเสริม “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย”

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยกว่า 100,000 คนที่รอการรักษาด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทนี้ หากสามารถใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ผลิตภายในประเทศได้ จะช่วยลดอัตราการนำเข้าและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการรักษาแต่ละราย แต่ยังสร้างมุมมองใหม่ให้กับวงการนวัตกรรมไทย ที่สามารถก้าวไปสู่เวทีโลกได้จริงอย่าง WIPO Global Award สาขาเทคโนโลยีการแพทย์ ที่เคยได้รับในปี 2567

ยอดรวมตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทนี้มีมูลค่ากว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยหากมีการผลิตและขยายตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลและภาคเอกชนควรเดินหน้าความร่วมมือแบบนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และสนับสนุนการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมเอกชน นำกระดูกเทียมไทเทเนียม ผ่าตัดช่วยเหลือ 4 ทหารกล้าแนวชายแดน

ดีอีชู 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน งานดิจิทัลระดับอำเภอ

โครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” ที่เปิดตัวโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีเป้าหมายในการยกระดับกำลังคนด้านดิจิทัลทั่วประเทศ โดยได้เจาะจงการสรรหาและพัฒนาบุคลากรอาวุโส ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเข้าไปทำงานระดับอำเภอในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ดีอีชู 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน งานดิจิทัลระดับอำเภอ

รัฐบาลมองเห็นถึงความสำคัญของด้านดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มอบหมายให้กระทรวงดีอีพัฒนาโครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” ขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติงานภายใต้แนวทางแบบบูรณาการ โดยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บริหารงานดิจิทัลระดับอำเภอจำนวน 878 คน เพื่อสร้างเครือข่ายกระจายสู่ท้องถิ่น ซึ่งจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลและเชื่อมโยงการใช้เทคโนโลยีเข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น

หน้าที่สำคัญของเจ้าหน้าที่บริหารดิจิทัลระดับอำเภอ

หน้าที่ของเจ้าหน้าที่บริหารงานดิจิทัลระดับอำเภอไม่ใช่แค่การจัดฝึกอบรมหรือดูแลระบบเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์และการสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลภายใต้สังกัดกระทรวงดีอี หน้าที่หลักของพวกเขา ได้แก่:

  • ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลโครงการด้านดิจิทัล
  • ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  • ให้คำปรึกษาประชาชนเกี่ยวกับบริการดิจิทัลของรัฐ
  • สำรวจการใช้งานดิจิทัลของประชาชนในระดับอำเภอ
  • ส่งเสริมและฝึกอบรมความรู้ด้าน Digital Economy และ Digital Society

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังจะมีบทบาทในการประเมินผลการให้บริการศูนย์ดิจิทัลชุมชน และผลักดันให้เกิดการใช้งานบริการสาธารณะผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ และการเข้าถึงแพลตฟอร์มฝึกอบรมทักษะดิจิทัล เช่น Cyber Community Thailand (ซีซีที) และ e-Learning ที่รัฐจัดเตรียมไว้

โครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” นี้ยังช่วยขับเคลื่อนการฝึกอบรมประชาชนให้มีความเข้าใจและเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนผ่านเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ ๆ สำหรับเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การก่อให้เกิด Digital Transformation อย่างยั่งยืนในระยะยาว

นับเป็นการกระจายอำนาจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และเป็นโอกาสในการวางระบบที่เหมาะสมสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่จะได้เติบโต.setBorder หรือท้าทายตัวเองในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี

หากคุณเป็นผู้สนใจเรื่องดิจิทัลและต้องการสร้างผลกระทบในระดับท้องถิ่น โครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” คือโอกาสที่เข้าถึงได้และพร้อมให้คุณเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย

ที่มา – “ดีอี”ชู “ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” ทำงานดิจิทัลระดับอำเภอ

เช็กด่วน! ธนาคารแจ้งปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้ง

หลายธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ได้ประกาศแจ้งปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้ง หรือแอปพลิเคชันแบงก์กิ้ง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแอปให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายแอปธนาคารประสบปัญหาเช่น ไม่สามารถเข้าใช้งาน โอนเงินไม่สำเร็จ หรือยอดเงินในแอปแสดงไม่ตรงกับยอดจริง

เช็กด่วน! ธนาคารแจ้งปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้ง

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นหนึ่งในธนาคารที่ประกาศปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้งในช่วงปลายสุดสัปดาห์ โดยแจ้งว่าจะดำเนินการปรับปรุงระบบพร้อมเพย์ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 22.30 น. ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 05.00 น. ซึ่งระหว่างนี้ผู้ใช้บริการจะไม่สามารถใช้งานบริการที่เกี่ยวข้องกับพร้อมเพย์ผ่านแอป SCB EASY ได้ชั่วคราว

ธนาคารทหารไทยธนชาต (TMB)

ธนาคารทหารไทยธนชาต (TMB) ประกาศปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้งในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 00.01 น. ถึง 08.00 น. โดยเหตุผลเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งานของแอป TMB Touch ให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพ (Banco Bangkok) ยังแจ้งอีกด้วยว่า จะปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้งในเช้าวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 02.00 น. ถึง 09.00 น. ซึ่งในช่วงเวลานี้ผู้ใช้งานจะไม่สามารถใช้แอป Bangkok Bank Mobile Banking ได้

ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Bank) ยังเน้นย้ำถึงการยกระดับการให้บริการ โดยแจ้งปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้งในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 00.30 น. ถึง 06.00 น. เพื่อให้บริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • SCB: 15-16 ส.ค. 2568 เวลา 22.30-05.00 น.
  • TMB: 16 ส.ค. 2568 เวลา 00.01-08.00 น.
  • ธนาคารกรุงเทพ: 17 ส.ค. 2568 เวลา 02.00-09.00 น.
  • ธนาคารกรุงไทย: 20 ส.ค. 2568 เวลา 00.30-06.00 น.

การทำความเข้าใจเวลาที่ธนาคารปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้งจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการใช้งานแอปได้อย่างเหมาะสมและไม่ต้องกังวลว่าจะทำรายการผิดพลาดหรือไม่สามารถเข้าใช้งานแอปได้ อย่าลืมตรวจสอบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของธนาคารก่อนใช้บริการในช่วงเวลาที่มีการปรับปรุงระบบเสมอเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อการเงินของคุณ

ที่มา – เช็กด่วน! ธนาคารแจ้งปิดปรับปรุงระบบโมบายแบงก์กิ้ง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

ศึกมรดกเอ๋-ไพโรจน์! เมีย 50 แฉถูกลูกเลี้ยงตัดขาดจากบ้าน-ไม่ให้ร่วมงานศพ

กรณีขัดแย้งในครอบครัวของนักแสดงดัง เอ๋-ไพโรจน์ สังวริบุตร กลับกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อ น.ส.พลอยรัชษ์ ชินรัตน์ อายุ 50 ปี ภรรยาของเอ๋-ไพโรจน์ เดินทางไปยื่นเรื่องขอคำปรึกษาทางกฎหมายกับอัยการจังหวัด กรุงเทพฯ เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองหลังถูกตัดขาดจากบ้านที่อาศัยร่วมกันกับสามีมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี

ศึกมรดกเอ๋-ไพโรจน์! เมีย 50 แฉถูกลูกเลี้ยงตัดขาดจากบ้าน-ไม่ให้ร่วมงานศพ

จากข้อมูลที่เผยแพร่ น.ส.พลอยรัชษ์ได้เดินทางไปยังสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อขอคำแนะนำจาก ร.ต.อ.หญิง ทิพย์พิรุณ สุวรรณกูล อัยการจังหวัดกรุงเทพฯ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบ้าน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับ เอ๋-ไพโรจน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยตัวเธออยู่ในทะเบียนบ้านนั้นแล้ว

แม้คบหากันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และจัดงานแต่งกันที่กรุงเวียนนาในปี พ.ศ. 2552 แต่คู่นี้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า น.ส.พลอยรัชษ์จะสามารถมีสิทธิ์เรียกร้องในมรดกของเอ๋-ไพโรจน์หรือไม่

เกิดการเปลี่ยนกุญแจ บ้านไม่มีใครอยู่

อีกทั้ง น.ส.พลอยรัชษ์ยังเปิดเผยว่า บ้านหลังนี้ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ตั้งอยู่ที่อำเภอสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นที่พักอาศัยของเธอมานาน และถูกรีโนเวทให้กลายเป็นสตูดิโอในช่วงระยะเวลาที่รักษาความสัมพันธ์กับเอ๋-ไพโรจน์

หลังจากที่เธอทราบว่าสามีเสียชีวิต เธอพยายามเข้าไปในบ้านเพื่อดูแลขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา แต่พบว่า กุญแจถูกเปลี่ยน และเธอถูกออกตามหมายของศาลที่ลูกสาวจากภรรยาคนแรกของเอ๋-ไพโรจน์ยื่นขอมา

“ผมอยู่ด้วยกับเขาเป็นเวลานานสิบกว่าปี แล้วตอนนี้ bile ที่ได้รับมารู้สึกเจ็บใจ และไม่มีใครให้ข้อมูลอะไรเลย ทั้งเรื่องสาเหตุการเสียชีวิต หรือแม้แต่สาเหตุที่เชี่ยวชาญมรดกของศาลมาเปิดตัว ทำให้เป็นเหมือนฝนตกไม่เรียบเรียง”

  • น.ส.พลอยรัชษ์ต้องออกจากบ้านที่อาศัยมานานกว่า 20 ปี
  • เธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานศพของเอ๋-ไพโรจน์
  • ทรัพย์สินบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น ฮาร์ดดิสก์และแหวนของตัวเอง
  • ความสัมพันธ์กับสามีไม่มีการสมรสอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้ยังมีความขัดแย้งระหว่างครอบครัวของเอ๋-ไพโรจน์ในเรื่องสิทธิทางมรดก และคาดว่ากฎหมายจะเป็นผู้ช่วยตัดสินว่าใครจะได้สิทธิหรือไม่

กระทั่ง น.ส.พลอยรัชษ์ได้ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ที่ชอบธรรมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การแต่งงานที่ไม่มีการรับรองทางกฎหมายอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมรดกทางกฎหมายในประเทศไทย จึงเป็นคำถามสำคัญว่ามรดกของเอ๋-ไพโรจน์จะถูกแบ่งผ่านกฎหมายอย่างไร

ความยุติธรรมกับกฎหมายควรเคลื่อนไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์และรักษาความสัมพันธ์ของทุกฝ่าย

ที่มา – “ศึกมรดกเอ๋-ไพโรจน์! เมีย 50 แฉถูกลูกเลี้ยงตัดขาดจากบ้าน-ไม่ให้ร่วมงานศพ”

ดัชนีหุ้นปิดลบ 7.25 จุด นักลงทุนขายหุ้นการบินไทย

บรรยากาศตลาดหุ้นไทยในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เคลื่อนไหวในแดนลบ นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะขายหุ้น การบินไทย หลังจากที่ราคาวิ่งขึ้นแรงมาก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดลดลง 7.25 จุด หรือ 0.57% อยู่ที่ 1,259.42 จุด โดยมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ 48,320.80 ล้านบาท

ดัชนีหุ้นปิดลบ 7.25 จุด นักลงทุนขายหุ้นการบินไทย

นอกจากหุ้นการบินไทยที่ได้รับผลกระทบจากการขายทำกำไร หุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่มีรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ออกมาไม่ดี ก็ถูกนักลงทุนทยอยขายทำกำไรเช่นกัน เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้น เอ็มเอไอ (SET50) ที่ปิดที่ระดับ 248.42 จุด ลดลง 0.60 จุด หรือ 0.24% พร้อมมูลค่าการซื้อขาย 1,427.26 ล้านบาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด

จากข้อมูลของ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสที่จะได้รับการประคับประคองผ่านนโยบายการเงินและการคลังในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทิศทางของการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 10 ปียังมีผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งอาจผลักดันดัชนีให้เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 57 จุด

อย่างไรก็ตาม กลุ่มหุ้นที่ถือว่ายังมีปัจจัยบวกหนุนเป็นกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะได้รับการหนุนจากนักท่องเที่ยวทางการแพทย์โดยเฉพาะจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม โดยสัญญาณเชิงบวกเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ

  • การบินไทย ปิดที่ 16.50 บาท ลดลง 1.30 บาท
  • บีดีเอ็มเอส ปิดที่ 20.90 บาท ลดลง 0.80 บาท
  • ปตท. ปิดที่ 32.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
  • ธ.กรุงไทย ปิดที่ 24.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท
  • ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 24.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.90 บาท

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความเคลื่อนไหวของนโยบายภาครัฐยังคงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการเพิ่มพอร์ตการลงทุน การตั้งเป้าผลตอบแทนระยะสั้นควรทำอย่างระมัดระวัง และศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพใหญ่ให้รอบด้าน

หากคุณกำลังมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นหรือภาคกลุ่มที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ควรพิจารณาประเมินข้อมูลเพิ่มเติมและความเสี่ยงของแต่ละโอกาสอย่างรอบคอบ ดัชนีหุ้นปิดลบในช่วงนี้อาจเป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนมืออาชีพ แต่ก็เป็นอันตรายสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ

ที่มา – ดัชนีหุ้นปิดลบ 7.25 จุด นักลงทุนที่ขายหุ้นการบินไทย

จีนกล่าวโทษฟิลิปปินส์ หลังเรือชนกันในทะเลจีนใต้

เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า พันธการพิเศษ เจียง ปิน โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเหตุให้เรือลาดตระเวนของยามฝั่งจีนเกิดการชนกับเรือรบของกองทัพปลดปล่อยประชาชน (พีแอลเอ) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา

จีนกล่าวโทษฟิลิปปินส์หลังเรือชนกันเองในทะเลพิพาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันธการพิเศษเจียงปินกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่เรือของยามฝั่งฟิลิปปินส์มีการ "เคลื่อนไหวเป็นอันตราย" ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเรือและบุคลากรของจีนในพื้นที่อย่างหนัก

เจียง ปิน กล่าวว่า "จีนขอสงวนสิทธิในการใช้มาตรการตอบโต้ตามความจำเป็น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงท่าทีที่เข้มแข็งของจีนต่อปฏิบัติการของฟิลิปปินส์ในบริเวณที่มีข้อโต้แย้งในทะเลจีนใต้

เหตุการณ์การชนกันอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เรือยามฝั่งของจีนไล่เรือยามฝั่งของฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเรือประมงของฟิลิปปินส์ บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ โดยเรือทั้งสองลำชนกันอย่างรุนแรง

ด้านกองทัพฟิลิปปินส์ได้ออกมายืนยันว่า ได้มีการเสนอความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาททางภูมิศาสตร์และความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเรือของจีนพยายามเข้าใกล้เพื่อกระทำใดบางอย่าง ซึ่งทำให้เกิดแรงเสียดทานทางทหารที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้หากไม่มีการควบคุมความตึงเครียดในพื้นที่อย่างจริงจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเรือยามฝั่งในภูมิภาค ที่บางครั้งอาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการปกป้องผลประโยชน์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งทุกฝ่ายต่างต้องระมัดระวังการใช้พลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจกลายเป็นวิกฤต

ข้อคิดเห็น: การขัดแย้งที่เกิดขึ้นแม้จะมีลักษณะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ที่ต้องอาศัยความระมัดระวังและสันติวิธีในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – จีนโบ้ยฟิลิปปินส์เป็นต้นเหตุ ทำให้เรือชนกันเองในทะเลพิพาท

เลขา ป.ป.ช. ยอมรับคดี 44 สส.ก้าวไกล ใช้เวลานาน ส่วนคดีถุงยังชีพ ‘พีระพันธุ์’ รอตอบกลับ แก้ข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าของคดีมาตรฐานจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับ 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ร่วมเสนอชื่อเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เลขา ป.ป.ช. ยอมรับคดี 44 สส.ก้าวไกล ใช้เวลานาน

ขั้นตอนการแก้ข้อกล่าวหาได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว เลขา ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาคำแก้ข้อกล่าวหา พร้อมทั้งพิจารณาตามคำร้องขอจากผู้ถูกร้องกล่าวอีกด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่อาจมีการขอไต่สวนเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามว่าการที่มีผู้ถูกร้องกล่าวถึง 44 คน จะส่งผลต่อระยะเวลาในการพิจารณาอย่างไร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ข้อมูลว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหามากจำนวน พยานหลักฐานจึงมีจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการสรุปสำนวนอย่างรอบคอบ

คดีถุงยังชีพ ‘พีระพันธุ์’ รอตอบกลับ

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีกล่าวหา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีที่นำรูปภาพและชื่อของตนเองไปแปะบนถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วม เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับว่า นายพีระพันธุ์จะเลือกใช้วาจาในการเข้าแก้ข้อกล่าวหา หรือจะทำหนังสือแจ้งความชี้แจงกลับมาแทน ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาให้กับนายพีระพันธุ์ไปแล้ว เนื่องจากเจ้าตัวไม่ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเอง

  • เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่ากระบวนการพิจารณาคดีครบถ้วน
  • มี 44 ส.ส. อดีตก้าวไกลที่ถูกร้องเรียน
  • นายพีระพันธุ์ยังอยู่ในขั้นตอนการแก้ข้อกล่าวหา
  • คดีอาจใช้เวลายาวนานเพราะข้อมูลและหลักฐานหลายราย

ความคืบหน้าของ เลขา ป.ป.ช. ยอมรับคดี 44 สส.ก้าวไกล ใช้เวลานาน ส่วนคดีถุงยังชีพ ‘พีระพันธุ์’ รอตอบกลับ อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากสาธารณะ ว่าจะไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

หากประชาชนต้องการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ควรติดตามรายงานข่าวอย่างสม่ำเสมอ เพราะคดีเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความยุติธรรมในกรอบกฎหมายของประเทศอีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับการดำเนินการอย่างรอบคอบในครั้งนี้? ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลร้าย ความจริงก็คือสิ่งที่ควรเผยว่าในที่สุด

ที่มา – เลขา ป.ป.ช. ยอมรับคดี 44 สส.ก้าวไกล ใช้เวลานาน ส่วนคดีถุงยังชีพ ‘พีระพันธุ์’ รอตอบกลับ แก้ข้อกล่าวหา

คณะกรรมการคดีพิเศษเดินหน้าคดีฮั้ว สว. เรียกผู้สมัคร 1,200 คน

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาลได้มีการประชุม คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการคดีพิเศษเดินหน้าคดีฮั้ว สว.

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้รายงานความคืบหน้าของคดีที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก คือ คดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ภายใต้มาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

เตรียมเรียกผู้สมัคร สว. จำนวน 1,200 คนทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่ได้รับการสอบสวน พบว่ามีการจัดทำเหตุการณ์จำลองสถานที่และกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา พร้อมตรวจสอบร่องรอยทางการเงินและข้อมูลโทรศัพท์จนพบความเชื่อมโยงของผู้สมัครที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 45 จังหวัด โดย คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติให้เร่งออกหมายเรียกผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาอีก 1,200 คน เพื่อเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับการดำเนินคดีในลำดับต่อไป

  • สอบสวนไปแล้ว 90 ปาก
  • จัดทำเหตุการณ์จำลองสถานที่เลือก สว.
  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงจากข้อมูลการเงินและโทรศัพท์
  • แบ่งผู้สอบสวนเป็น 10 กองคดีเพื่อเร่งดำเนินงาน

ด้านที่ประชุมยังมีจุดสนใจอีกด้านหนึ่งนั่นคือ กรณีความผิดทางอาญาของกลุ่มผู้กระทำเป็นขบวนการหลอกลวงแรงงานต่างด้าว โดยมีชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมกันเรียกรับเงินเพื่อดำเนินการยื่นเอกสารการทำงานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นคดีพิเศษตามมติรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ปีที่แล้ว

คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ คณะกรรมการคดีพิเศษ ในการขจัดความผิดปกติในระบบการเมืองและเพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริงในประเทศ การติดตามรายละเอียดต่อไปนี้ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพราะอาจเปลี่ยนแปลงภาพการเมืองไทยในอนาคต

หากคุณต้องการอัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับคดีนี้หรือเรื่องราวในวงการการเมืองไทย มาติดตามกับเราได้ที่เว็บไซต์ของเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘คณะกรรมการคดีพิเศษ’ เดินหน้า ‘คดีฮั้วสว.’ เตรียมเรียกผู้สมัคร 1,200 คนทั่วประเทศให้ข้อมูลเพิ่ม

ทหารกัมพูชาใช้เด็กปล่อยคลิปกล่าวหาไทยรุกรานชายแดน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เพจ Army Military Force ได้เผยแพร่ข้อความด่วน โดยระบุว่า ทหารกัมพูชาใช้เด็กปล่อยคลิป เพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า ทหารไทยรุกรานดินแดนของกัมพูชา โดยอ้างว่าชาวบ้านฝั่งกัมพูชาต้องการเสรีภาพและความสงบสุข ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ทำให้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

ทหารกัมพูชาใช้เด็กปล่อยคลิป

เนื้อหาในคลิปดังกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้สร้างรั้วลวดหนามและวางยางรถยนต์ เพื่อยึดที่ดินและบ้านเรือนในพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พร้อมกับปิดกั้นทางเข้าหมู่บ้านในพื้นที่จุดผ่านแดน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย

การเผชิญหน้าบนเส้นแบ่งแดน

การใช้เด็กในการเผยแพร่ข้อมูลทางการเมืองเป็นเรื่องที่น่ากังวล และสร้างภาพลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวอ้างแบบไร้ข้อมูลรองรับ ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินข้อเท็จจริงก่อนจะมีมาตรการตอบโต้

  • เด็กถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
  • การรุกรานดินแดนโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • การใช้สื่อโซเชียลเผยแพร่ข้อมูลไร้สาระ
  • ไทยยืนยันความพร้อมป้องกันชายแดน

การใช้เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อจากการกล่าวอ้างของกัมพูชา ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ควรติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมไทยเพื่อให้ได้มุมมองที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม

ประเด็นดังกล่าวเตือนให้สังคมไทยมีความตระหนักถึงการใช้สื่อในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นในระดับข้ามชาติหรือภายในประเทศ และเราควรเป็นผู้รับสารที่มีวิจารณญาณ ไม่ง่ายต่อการเชื่อข่าวลือที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ยังถูกตรวจสอบอย่างละเอียด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยก็พร้อมรับมือความเสี่ยงทุกรูปแบบอย่างมืออาชีพ

หากคุณเป็นผู้ติดตามเรื่องความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน เราควรตั้งสติ ไม่เร่งด่วนเชื่อข่าวลือ แต่ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ที่มา – หมดปัญญาสู้!ทหารกัมพูชาใช้เด็กปล่อยคลิปกล่าวหาไทยรุกรานพื้นที่ชายแดน