ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘MUT ภูเก็ต’ มงคาบ้าน! ‘เดล นฤมล’ ชนะ ‘Queen of Phuket’

งาน “Queen of Phuket” ภายใต้การประกวดจาก “Miss Universe Thailand 2025” ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่รวบรวมสาวงามจากทั่วประเทศ มาร่วมแข่งขันชิงตำแหน่งที่เป็นเกียรติ ณ โรงแรมแองซาณา (ACES) จังหวัดภูเก็ต โดยงานนี้มี “คิม ธีรศักดิ์ ผลงาม” และ “กบ-ธนพัฒน์ นวลสกุล” เป็นผู้จัด และมีความยิ่งใหญ่ทั้งในด้านความสนุก ความสวยงาม และควอลลิตี้ของผู้เข้าประกวด

‘MUT ภูเก็ต’ คว้ามงกุฏ ‘Queen of Phuket’

หลังจากผ่านการประกวดหลายระดับตั้งแต่เดินรันเวย์ในชุดราตรีที่โดดเด่นไปจนถึงการแสดงวิสัยทัศน์ ‘MUT ภูเก็ต’ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี ก็สามารถพาดหน้าผู้เข้าแข่งขันตัวเต็งจากจังหวัดอื่นๆ คว้าตำแหน่ง ‘Queen of Phuket’ ไปครองอย่างเป็นทางการ โดยได้รับรางวัลมูลค่า 500,000 บาท ส่วนตำแหน่งรองอันดับ 1 ตกเป็นของ “วีนา – ปวีนา ซิงห์” จาก MUT สระบุรี

บรรยากาศการประกวดและรางวัลพิเศษ

งาน Queen of Phuket 2025 เริ่มต้นด้วยการเดินสายของผู้เข้าประกวด 77 คน ในชุดราตรีที่แสดงให้เห็นถึงความงามแบบครบสูตร ต่อด้วยการประกาศผู้เข้ารอบ 22 คน สุดท้าย และผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย 12 คน โดยแสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ “ภูเก็ต ในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต”

นอกจากตำแหน่งหลักแล้ว งานนี้ยังมีรางวัลพิเศษหลายรายการ เช่น “Best Photogenic By The Title”, “Best Content Creator”, “Miss Kora”, และ “Miss Ayana” ซึ่งแต่ละรางวัลมีมูลค่า 30,000 บาท และมีผู้ได้รับรางวัลจากหลายจังหวัด เช่น MUT สระบุรี และ MUT ปทุมธานี

  • Miss Kora: MUT สระบุรี
  • Miss Ayana: MUT ปทุมธานี
  • Best Content Creator: MUT สระบุรี, MUT ปทุมธานี
  • Best Photogenic: MUT สระบุรี, MUT ภูเก็ต, MUT กรุงเทพฯ

จากการแข่งขันอย่างเข้มข้น ห้าอันดับสุดท้ายได้แก่ MUT ภูเก็ต, สระบุรี, สงขลา, อุตรดิตถ์ และ ลพบุรี ซึ่งต้องผ่านคำถาม Final Q&A ก่อนพิธีกรจะประกาศผลหญิงสาวผู้เปล่งประกายความงามที่สุดในเวทีนี้

‘MUT ภูเก็ต’ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี แชมป์แห่งภูเก็ต

นางงามจากจังหวัดภูเก็ต “เดล นฤมล พิมพ์ภักดี” นั่งบนบัลลังก์ ‘Queen of Phuket 2025’ หลังจากผ่านการตัดสินอย่างเข้มงวดจากกรรมการและคะแนนโหวต จากผู้ชม นางงามทั้ง 77 คนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ต่อเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมส่วนกลางของ Miss Universe Thailand 2025 อย่างเต็มรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้

หากคุณพลาดไม่ได้ดูความอลังการของเวทีนี้ บอกเลยว่า ‘MUT ภูเก็ต’ กับความพิเศษที่ได้คว้ามงกุฏ ‘Queen of Phuket’ กับการคว้าชัยในสัดส่วนของความงาม ความฉลาด และความเป็นผู้นำ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนสาวไทยในจังหวัดภูเก็ตและทั่วประเทศอย่างแน่นอน

อย่าลืมติดตามกิจกรรมต่อไปของ Miss Universe Thailand 2025 ซึ่งจะมีการประกวดรอบชุดประจำชาติ การแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง และรอบตัดสินอย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 นี้!

ที่มา – ‘MUT ภูเก็ต’ มงคาบ้าน! ‘เดล นฤมล’ ปาดหน้าเต็งหนึ่ง ซิ่วมงกุฏ ‘Queen of Phuket’ ไปครอง

“สาลิกาดง” เสริมแกร่งเป็นชุดคว้า “แรมซีย์” ร่วมทีม

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักในชื่อ “สาลิกาดง” เดินหน้าปรับปรุงทีมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสามารถปิดดีลคว้าตัว เจค็อบ แรมซีย์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งจาก แอสตัน วิลลา เข้ามาร่วมทีมได้สำเร็จ

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ข่าวกรองดังกล่าวรายงานว่า นิวคาสเซิล ตกลงจ่ายค่าตัวให้กับ แอสตัน วิลลา เป็นเงิน 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,760 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่สูงมากสำหรับนักเตะวัย 24 ปี ขณะเดียวกัน แรมซีย์ ก็ได้รับการอนุญาตให้เดินทางไปเข้ารับการตรวจร่างกายกับต้นสังกัดใหม่แล้ว

“สาลิกาดง” เสริมแกร่งเป็นชุดคว้า “แรมซีย์” ร่วมทีม

นิวคาสเซิล นับว่าต้องการสร้างทีมที่มีความสามารถมากขึ้นเพื่อเขี่ยขึ้นสู้ในศึกพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้ สำหรับ เจค็อบ แรมซีย์ ที่เคยเป็นแนวรุ่งของเชลซี และเกือบย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ถือเป็นการกลับมาในพรีเมียร์ลีกด้วยดีลสำคัญอีกครั้ง

ความแข็งแกร่งของนิวคาสเซิลในซีซั่นใหม่

ไม่ได้มีแค่ แรมซีย์ เพียงอย่างเดียวที่ “สาลิกาดง” ปั้นขึ้นมาเพราะในไม่กี่วันก่อนหน้านี้พวกเขายังคว้าตัว มาลิค เชา เซนเตอร์แบ็กจาก เอซี มิลาน มาร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,320 ล้านบาท) ซึ่งจะช่วยเสริมแนวรับให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สองนักเตะคนสำคัญนี้ถือเป็นดีลที่มีราคาสูง แสดงถึงความมุ่งมั่นของสโมสรที่จะทำทีมให้แข็งแกร่ง และสามารถลุ้นได้ในหลายรายการในฤดูกาลนี้ คงไม่ใช่แค่การหนีตกชั้นอีกต่อไป

  • เจค็อบ แรมซีย์ – มิดฟิลด์มือใหม่ที่ยอดเยี่ยม
  • มาลิค เชา – เซนเตอร์แบ็กมีค่าตัวสูงจากอิตาลี
  • นิวคาสเซิล – มุ่งเป้าเขี่ยทีมเข้าสู่ลำดับบน

การมายัง “สาลิกาดง” ของทั้งสองนักเตะนี้ ทำให้แฟนบอลเริ่มตื่นเต้นและมีความหวังมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ของสโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่เปลี่ยนจากทีมดิ้นรนไปสู่ทีมที่น่าจับตามอง

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการบริหารทีมภายใต้ AMSports ที่แสดงให้เห็นถึงพลังทางการเงินและความสามารถในการเจรจาที่ยอดเยี่ยม ทำให้ “สาลิกาดง” เติบโตไปทีมละก้าวต่อหน้าแฟนบอล

หากการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้สามารถตอบโจทย์ในสนามได้จริง นิวคาสเซิล อาจทำประวัติศาสตร์ใหม่ในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

ที่มา – “สาลิกาดง” เสริมแกร่งเป็นชุดคว้า “แรมซีย์” ร่วมทีม

FC ไม่ปลื้ม! ‘ต้นข้าว-สุปรียา’ สลัดลุคใสๆ สวมชุดเซ็กซี่ แฟนคลับหวั่นใจ ลั่นชุดไม่โอเค!

วงการเพลงลูกทุ่งไทยกำลังจับตามองกระแสอันแรงกล้าของ “ต้นข้าว สุปรียา” แชมป์รายการ “ดวลเพลงชิงทุน” ที่สร้างปรากฏการณ์คว้าชัยชนะมาได้ต่อเนื่อง 68 สมัย ด้วยดวงตาโตใสและน้ำเสียงหวาน ทำให้สาวน้อยจากจังหวัดชัยภูมินี้กลายเป็นขวัญใจของแฟนเพลงทั่วประเทศ ที่ชื่นชอบในลุคต้นข้าวใสๆ สวมชุดสีสว่าง สไตล์นักเรียน ซึ่งเดิมทีเป็นภาพลักษณ์ที่เข้ากับวัยและกิจวัตรของเธออย่างมาก

ต้นข้าว สุปรียา สวมชุดเซ็กซี่ ฟอร์มใหม่จัดเต็มจนแฟนเพลงสั่น

ล่าสุดแฟนคลับต้องสะดุ้งเมื่อได้เห็นภาพและคลิปแนวแฟชั่นเซ็กซี่ของ ต้นข้าว สุปรียา ที่ถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอ ซึ่งเธอสวมกระโปรงสั้น สีม่วงเปล่งความเซ็กซี่อย่างเต็มตัว ทั้งวิกผมยาว ลุคสละสลวย ร้องเพลงแนวลูกทุ่งจังหวะกระหึ่มต่อเพลง “ส้มตำ” ของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ท่าทีของต้นข้าวเปลี่ยนไปมากจากเดิมที่เรียบง่ายและน่ารัก มีหลากหลายมุมมองของแฟนคลับที่มองว่าลุคใหม่นี้อาจจะไม่เหมาะสมกับต้นข้าวในวัยรุ่น

โซเชียลระเบิด! เสียงติชมีมากกว่าชื่นชม

หลังจากเผยแพร่คลิปดังกล่าว สังคมโซเชียลมีเดียก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการแต่งตัวของ ต้นข้าว สุปรียา หลายคนมองว่าชุดที่ใส่นั้นไม่เหมาะสมกับวัยและภาพลักษณ์เดิมของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามว่า ชุดนั้นแต่งโดยมีผู้ใหญ่ดูแลหรือไม่ รวมถึงมีผู้ใช้งานที่กล่าวไว้ว่า “น่าจะเป็นช่วงที่น้องยังไม่มีครูนิวคอยดูแลชุดน้องเหรอเปล่า?” และยังมีการแสดงความคิดเห็นอื่นว่า “ไม่ใช่ว่าน้องโป๊นะครับ แต่ชุดนี้ดูไม่เข้ากับสมัยนิยมของวงลูกทุ่งเท่าที่เคยเห็น” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นห่วงจากพ่อแม่และแฟนคลับจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม คลิปดังกล่าวยังได้รับความนิยมจากผู้ชมจำนวนมาก ด้วยท่วงทำนองเพลงที่จังหวะดี และเสียงร้องที่เต็มพลังของต้นข้าว หลายคนยังคงชื่นชมในความสามารถของเธอในการร้องเพลงได้ไพเราะและมีเอกลักษณ์ แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ ต้นข้าว สุปรียา คงต้องจับตาดูว่า “峃ข้าว” จะปรับลุคในอนาคตให้เข้ากับทั้งความสามารถและเอเชธติกของวงการลูกทุ่งไทยหรือไม่

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามที่ชื่นชอบต้นข้าว สุปรียา ลองเข้าไปแสดงความเห็นหรือกำลังใจผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลของเธอ เพื่อแสดงถึงการสนับสนุน ทั้งในแง่ของศิลปินและตัวตนของเด็กวัยรุ่นที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

ที่มา – FC ไม่ปลื้ม! ‘ต้นข้าว-สุปรียา’ สลัดลุคใสๆ สวมชุดเซ็กซี่ แฟนคลับหวั่นใจ ลั่นชุดไม่โอเค!

จีนส่งเครื่องบินรบประชิดเครื่องบินฟิลิปปินส์เหนือแนวสันดอนทะเลพิพาท

สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้อีกครั้ง เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ากองกำลังยามฝั่งของฟิลิปปินส์ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กของกองกำลังยามฝั่งฟิลิปปินส์ ที่ทำการนำผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศบินเหนือแนวสันดอนสการ์โบโรห์ ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ถูกเครื่องบินรบลำหนึ่งของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) เข้ามาประชิดใกล้ชิด โดยอยู่ห่างจากเครื่องบินของฟิลิปปินส์เพียงประมาณ 200 ฟุต หรือ 61 เมตรเท่านั้น

จีนส่งเครื่องบินรบประชิดเครื่องบินฟิลิปปินส์เหนือแนวสันดอนทะเลพิพาท

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลานานประมาณ 20 นาที โดยในระหว่างที่เกิดเหตุ เรือลาดตระเวนสองลำของจีนที่ลอยลำอยู่ในบริเวณนั้น ยังได้ส่งสัญญาณและติดต่อขอให้เครื่องบินฟิลิปปินส์ “ออกนอกพื้นที่ทันที” อย่างชัดเจน สร้างความเคลื่อนไหวและความวิตกกังวลระหว่างความสัมพันธ์ของสองประเทศอีกครั้ง

ความขัดแย้งฉุดรักระหว่างจีนและฟิลิปปินส์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีเหตุการณ์เรือยามฝั่งของจีนและเรือรบของพลประชาชนจีน (พีแอลเอ) ชนกันเองอย่างรุนแรง โดยเรือของจีนไล่จี้เรือยามฝั่งของฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังทำภารกิจช่วยเหลือเรือประมงของฟิลิปปินส์ บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ เมื่อวันจันทร์ก่อนหน้านั้น

ต่อมาในวันพุธ กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ ได้ส่งเรือพิฆาต “ยูเอสเอส ฮิกกินส์” เข้าไปในพื้นที่บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ กลายเป็นการกระตุ้นให้จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงอีกครั้ง ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น

  • ระบุว่าจีนประชิดเครื่องบินฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้
  • เรือลาดตระเวนจีนเข้าแทรกแซงและส่งสัญญาณเตือน
  • ฟิลิปปินส์ทำภารกิจในน่านน้ำทะเลพิพาท

ทั้งนี้ แนวสันดอนสการ์โบโรห์ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลพิพาท อยู่ห่างจากชายฝั่งเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ราว 200 กิโลเมตร แต่ห่างจากชายฝั่งของมณฑลไห่หนานหรือเกาะไหหลำและมณฑลกวางตุ้งของจีนราว 1,200–1,400 กิโลเมตร ฟิลิปปินส์ถือว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้เขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า แม้เรื่องราวในทะเลจีนใต้จะมีการสนทนาอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศต่าง ๆ แต่ความขัดแย้งในพื้นที่กลับยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณภาพประกอบจาก AFP

หากคุณกำลังติดตามข่าวสารต่างประเทศ หรืออยากเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ให้อย่างชัดเจน บทความนี้ถือเป็นมุมมองที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจในบริบทเชิงลึกของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – จีนส่งเครื่องบินรบประชิดเครื่องบินฟิลิปปินส์ เหนือแนวสันดอนในทะเลพิพาท

สำนักพุทธฯสอบคลิปหลุดเจ้าอาวาสภาคเหนือฉันบวบคู่ขา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา กระแสคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ได้สร้างความไม่平静ให้กับสังคม โดยในคลิปปรากฏพระรูปหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดังในภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย โดยมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับศีลข้อสามร่วมกับชายอีกคนหนึ่ง ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชุมชนและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย

สำนักพุทธฯสอบคลิปหลุดเจ้าอาวาสภาคเหนือฉันบวบคู่ขา

หลังจากคลิปถูกแชร์กันอย่างรวดเร็ว สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ โดยมีการลงพื้นที่สอบสวนและสัมภาษณ์พยานในท้องที่ พร้อมทั้งรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การตอบสนองจากชุมชน

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างแสดงความเสียใจและไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากเจ้าอาวาสที่ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลที่ชุมชนให้ความเคารพนับถือมานานกว่า 30 พรรษา และมีอายุถึง 72 ปี หลายคนจึงไม่คาดคิดว่าจะมีพฤติกรรมที่คลาดเคลื่อนจากศีลสมณบาลอย่างนี้เกิดขึ้น

  • ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
  • เสนอให้เจ้าอาวาสลาสิกขาหากมีความผิดจริง
  • ต้องการความชัดเจนเพื่อคงความศรัทธาในศาสนา

ขณะนี้สำนักพุทธฯยังอยู่ในช่วงการสอบสวน และกำลังรวบรวมข้อมูลอย่างรอบคอบ มีการมอบหมายให้เจ้าคณะอำเภอในพื้นที่เข้าไปสอบปากคำพยานและทำแผนผังแผนงาน การรายงานผลคาดว่าจะแจ้งให้สาธารณชนทราบภายในเวลา 15.00 น. วันที่เกิดเหตุ

บทสรุปเบื้องต้น คือ ข้อมูลที่ได้รับมานั้นสอดคล้องกับเหตุการณ์ในคลิปที่เผยแพร่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการตัดสินหรือประกาศโทษแต่อย่างใด เนื่องจากยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัดก่อน

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการกำกับดูแลพฤติกรรมของพระภิกษุในวัดต่างๆ โดยเฉพาะวัดที่มีชื่อเสียงและผู้คนสักการะเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้เราควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้นการให้เกียรติและเคารพกระบวนการทางศาสนาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเสียหายแก่ศาสนาและผู้บริโภคศรัทธาในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด อย่าลืมเช็กข่าวอัปเดตในช่วงบ่ายเพื่อรับรายละเอียดการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากทางสำนักพุทธฯ

ที่มา – สำนักพุทธฯลงพื้นที่สอบคลิปหลุด ‘เจ้าอาวาส’ วัดดังภาคเหนือฉันบวบคู่ขา

วิสุทธิ์ เผย อิ๊งค์ กำลังใจดี ไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา นั้น ถือเป็นประเด็นที่ชาวบ้านให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งล่าสุด นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศภายในพรรคหลังจากมีข่าวดังกล่าว

วิสุทธิ์ เผย อิ๊งค์ กำลังใจดี ไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเร่งร้อนอยากให้มีคำวินิจฉัยออกมาเร็ว เพื่อให้พรรคสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะรอดูผลในวันที่ 29 สิงหาคม อย่างไรก็ดี “เราไม่ตกใจและเชื่อว่า น.ส.แพทองธาร มีเจตนาดีต่อประเทศชาติ และได้ทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบสูงสุดในสถานการณ์ที่ซับซ้อนในช่วงนั้น”

ปัจจุบันมีผู้โดยสารชาวไทยจำนวนมาก滞留在柬埔寨边境地区,น.ส.แพทองธาร จึงมีความจำเป็นต้องมีการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยร่วมกับฝ่ายกัมพูชา การพูดคุยเป็นไปในลักษณะส่วนตัวไม่ใช่การแถลงข่าวหรือการกระทำทางเมืองการเมืองแบบเปิดเผย แต่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในพื้นที่

พรรคพท. เชื่อผู้นำมีความบริสุทธิ์ใจไม่มีแผนลาออก

เมื่อถามว่าหลังคำวินิจฉัยจะออกมานั้น ได้พูดคุยกับนายกฯ แล้วหรือยัง นายวิสุทธิ์เผยว่า มี สส.หลายคนเดินทางขึ้นไปเยี่ยมนายกฯ ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา และสิ่งที่ต้องการคือการให้กำลังใจ แต่ปรากฏว่า กลับเป็นทาง น.ส.แพทองธาร ที่มีพลังและแรงใจมาให้สมาชิกพรรค จึงสร้างความเชื่อมั่นในอนาคตของการเมืองไทยและยืนยันว่าไม่มีความกังวลเรื่องการลาออกแต่อย่างใด

“เราไม่เคยคิดถึงแผนสำรองเลย เพราะเราเชื่อว่าผลของการพิจารณาทุกอย่างจะสอดคล้องตรงกับการคิดของประเทศไทย ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกไว้” วิสุทธิ์เสริม

  • ไม่มีคำพูดเรื่องการลาออก – เป็นความเชื่อมั่นต่อผู้นำพรรค
  • กระบวนการยุติธรรมควรยุติธรรมเสมอ
  • ราคาสินค้าไม่ควรเผา ศัตรูการเมืองไม่ควรเผา
  • เรามีภารกิจจริงในการรอรับผลการพิจารณา

สำหรับประเด็นที่ว่าหากสถานการณ์เลวร้ายจนมีการยุบสภา นายวิสุทธิ์ชี้ชัดว่า ไม่มีความเป็นไปได้เลย เขากล่าวว่าขณะนี้ประเทศมีปัญหาต้องแก้ไขมากมาย โดยเฉพาะปัญหาชายแดนที่ต้องมีการเยียวยาจำนวนมาก รวมถึงประเด็นการปราบยาเสพติด ที่ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด จากการได้พูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ที่ยอมรับว่าช่วงหลังนี้มีโทรศัพท์ร้องเรียนน้อยลงเพราะปลอดภัยมากขึ้น

ทั้งหมดที่ว่านี้บ่งบอกถึงความมั่นคงของภาครัฐและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและการยุบสภาชั่วคราวจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมในตอนนี้

สรุป: แม้กระแสข่าวเกี่ยวกับ น.ส.แพทองธาร จะหลายกระแส แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมั่นคงใจในตัวผู้นำ พร้อมจะทำงานต่อไปภายใต้หลักความยุติธรรม มีความเชื่อมั่นสูงว่า ไม่มีความจำเป็นในการลาออกหรือยุบสภา ขอเพียงแค่ประชาชน เชื่อใจผู้นำและให้โอกาสในการพิสูจน์ สถานการณ์ในประเทศจะดีขึ้นแน่นอน.

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ เผย ‘อิ๊งค์’ กำลังใจดี ไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา

แอ้ม ชลธิชา ปล่อย เพลง ยกอ้อ ยอฮัก สุดทั้งเสียงร้องและรำ

แอ้ม ชลธิชา” ศิลปินสาวน้อยมากความสามารถจากจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ในสไตล์หมอลำร่วมสมัยที่มีชื่อว่า “ยกอ้อ ยอฮัก” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลอนลำ “ยกอ้อ ยอครู” ที่เดิมใช้สำหรับบูชาครูบาอาจารย์ในสายหมอลำ มาปรับแต่งใหม่ให้กลายเป็นบทเพลงรักที่ใช้ขอพรความรักสมหวัง

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โดดเด่นไม่ซ้ำใครคือการใส่บทสวด “แล้วพุทธรัตนตรัยยัง ธรรมรัตนตรัยยัง สังฆรัตนตรัยยัง สาธุเด้อพระกกุสันโธ โกนาคามโนกัสโปโคตโม” ลงไปในเนื้อเพลง ฟังแล้วขนลุกเหมือนต้องมนต์ มิใช่แค่บทเพลงสนุกฟังเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนบทบูชาที่ช่วยเสริมพลังให้ความรักของผู้ฟังเติบโตตามปรารถนา

แอ้ม ชลธิชาและเพลงยกอ้อ ยอฮัก

ในมิวสิกวิดีโอของ “ยกอ้อ ยอฮัก” แฟนๆ จะได้ชมความงดงามของการร่ายรำร่วมสมัยของ “แอ้ม” ที่ถ่ายทอดความละมุนและศรัทธาผ่านภาพถ่ายที่สื่อถึงพลังแห่งความรักและการเคารพบูชา ทำให้ทั้งดนตรีและภาพเคลื่อนไหวเข้ากันได้อย่างกลมกลืน

เนื้อเพลงสะกดใจเหมือนต้องมนต์

เอฟเฟกต์ของการใส่สวดมนต์ลงในเพลงทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังทำพิธีขอพรจริงๆ ไม่ใช่แค่การฟังเพลงธรรมดา ความละเอียดของเนื้อเพลงและการร้องของ “แอ้ม ชลธิชา” ช่วยเสริมพลังให้เพลงนี้กลายเป็นบทที่ผู้มีความรักใช้ขอพรให้ความรักสมหวังได้อย่างลึกซึ้ง

สำหรับคนที่มีความรักแต่ยังไม่สมหวัง เพลง “ยกอ้อ ยอฮัก” อาจเป็นเหมือนพระเครื่องแห่งเสียงเพลงที่คอยประสิทธิ์สิทธิ์พลังแห่งความรัก คุณสามารถรับฟังได้แล้วบน YouTube ช่อง Grammy Gold Official และอย่าลืมชวนเพื่อนฝูงไปเนียนรำตามเพลงนี้ใน TikTok ร่วมกัน เพราะไม่ใช่แค่เพลงเท่านั้นแต่ยังเป็นการบูชาความรักและฮักแท้ในแบบสายหมอลำที่ผสมผสานเข้ากับยุคใหม่อย่างลงตัว

  • รับฟังเพลง “ยกอ้อ ยอฮัก” บนแพลตฟอร์มเพลงที่คุณชอบ
  • แชร์ให้เพื่อนร่วมสายหมอลำชม
  • ร่ายรำตามเพลงใน TikTok กับ #ยกอ้อยอฮัก
  • ติดตามข่าวสาร “แอ้ม ชลธิชา” ได้ทุกช่องทางออนไลน์

ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกลึกซึ้ง ยิ่งรำยิ่งได้พลัง เป็นบทเพลงที่เชื่อมโยงความรักกับจิตวิญญาณผ่านเสียงเพลงและคำสวดที่ทรงพลังอย่างแท้จริง

ที่มา – สะกดใจเหมือนต้องมนต์ “แอ้ม ชลธิชา” ปล่อย “ยกอ้อ ยอฮัก” สุดทั้งเสียงร้องและรำ

ศิษย์เก่าไม่ทน วอนตรวจสอบโรงเรียนหลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อ

จากกรณีที่นักเรียนชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดังในจังหวัดอุทัยธานี ลงมือทำร้ายร่างกายครูสาวต่อหน้าต่อตาเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ จนทำให้ครูสาวได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ จนต้องมีความคิดที่จะลาออกจากโรงเรียน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางโรงเรียนกลับออกมาแถลงว่า นักเรียนชายผู้กระทำผิดจะยังคงเป็นนักเรียนของโรงเรียน แต่ต้องเรียนแบบออนไลน์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด และยังให้เหตุผลว่าเป็นการให้โอกาสเด็กในการปรับปรุงตัว ด้านผู้บริหารกล่าวว่าการลงโทษทางวินัยไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่พวกเขามองเห็นศักยภาพของเด็กคนนี้อาจนำมาปรับปรุงต่อได้

ศิษย์เก่าไม่ทน วอนตรวจสอบโรงเรียนหลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อ

ข้อสรุปของทางโรงเรียนนี้ กลับไม่เป็นที่ยอมรับจากหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์เก่าของโรงเรียน ที่ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการบริหารจัดการของโรงเรียนอย่างจริงจัง และยุติวัฒนธรรมการปกป้องเด็กผู้กระทำผิดในสถานศึกษา

กลุ่มศิษย์เก่ากล่าวในโพสต์ว่า การตัดสินใจของโรงเรียนถือเป็นการละเมิดความยุติธรรม และเป็นการให้โอกาสผู้กระทำผิดโดยไม่มีการลงโทษสอดคล้องกับความผิด เป็นการเปิดทางให้เกิดวัฒนธรรมความรุนแรง และอาจทำลายคุณภาพของการศึกษาในโรงเรียน

สังคมต้องมีส่วนลดความรุนแรงในโรงเรียน

ศิษย์เก่าไม่ทน วอนตรวจสอบโรงเรียนหลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อ เพราะพวกเขาเชื่อว่า หากปล่อยให้เด็กวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวแสดงความรุนแรงเพียงเพราะได้รับ “โอกาส” กลับเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาโดยไม่มีการดูแลอย่างเข้มงวด จะส่งผลต่อความปลอดภัยของครูและนักเรียนคนอื่นๆ

นักเรียนที่มีพฤติกรรมนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่กลับยังอยู่ภายใต้สังกัดสถานศึกษาโดยไม่มีการลงโทษตามข้อเท็จจริง มีรายงานว่าเคยมีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบหลายครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งยิ่งทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าศาสตร์แห่งความยุติธรรมได้รับการบังคับใช้อย่างไรในสถานศึกษานี้

  • การให้โอกาสเด็กต้องมีพรมแดน
  • ความรุนแรงต่อบุคลากรทางการศึกษาไม่ควรถูกมองข้าม
  • ควรมีการทบทวนกฎระเบียบให้เข้มงวดขึ้น
  • สิทธิของครูต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่

ประเด็นนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า โรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่มีความยุติธรรม ปลอดภัย และเคารพสิทธิของทุกฝ่าย โดยเฉพาะต่อบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุทิศ

ทั้งนี้ ข้อความของกลุ่มศิษย์เก่าได้รับการแชร์และสนับสนุนจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ซึ่งการออกมาเรียกร้องนี้ สำคัญไม่แพ้กับการตั้งคำถามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมดำเนินการอย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้

สังคมเราจำเป็นต้องตื่นตัว และอย่ายอมให้ความรุนแรงในสถานศึกษากลายเป็นเรื่องธรรมดา จนมองไม่เห็นความยุติธรรมที่ควรได้รับ

ที่มา – ‘ศิษย์​เก่า​’ ไม่ทน! วอนตรวจสอบโรงเรียน หลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อหน้าตาเฉย

กัมพูชาลือข่าวมั่ว กลัวไทยโจมตี ชุมชนโอร์เสม็ดอพยพ

เมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ ชุมชนโอร์เสม็ด อำเภอสำโรง จังหวัดอุดรธานี หลังจากเฟซบุ๊กของชาว กัมพูชา จำนวนมากเริ่มโพสต์ภาพครอบครัวอพยพอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่ามีข่าวลือว่าทหารไทยจะโจมตีทหารกัมพูชาในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม ซึ่งข้อกล่าวหานี้ปรากฏในโซเชียลมีเดียของฝั่งกัมพูชา

กัมพูชาลือข่าวมั่ว! ประเทศไทยยืนยันข้อมูลเท็จ

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ข่าวดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด โดยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งปิดโรงเรียน ไม่มีการอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน และไม่มีแผนโจมตีกัมพูชาแต่อย่างใด

ความเป็นจริงจากกองทัพไทย

กองทัพย้ำว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและที่ประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และขอเน้นว่า ประชาชนควรระมัดระวังในการรับสารจากแหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากอาจเป็นข่าวลือที่บิดเบือนความจริงได้

สถานการณ์ในพื้นที่ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ยังคงเงียบสงบ แต่มีความตึงเครียดแฝงอยู่ เนื่องจากสื่อและผู้คนต่างตั้งคำถามกับการแพร่กระจายของข่าวลือที่ทำให้ประชาชนหวั่นเกรง

  • ไม่มีคำสั่งอพยพจากทางการไทย
  • โรงเรียนในพื้นที่ยังเปิดเรียนตามปกติ
  • การเคลื่อนไหวของข่าวลือเป็นการปลอม
  • ประชาชนต้องเลือกแหล่งข่าวอย่างระมัดระวัง

แม้ว่าสื่อรายบางแห่งจะรายงานว่ามีการระเบิดที่ปราสาทตาเมือนธม ส่งผลให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน แต่การอ้างว่ามีการโจมตีจากฝั่งกัมพูชาในช่วงเวลานั้น ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนจากหน่วยงานทางการไทยใดเลย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องเรียกร้องให้สื่อและผู้ใช้โซเชียลมีเดีย มีความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข่าวสาร และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม มิฉะนั้น ผลกระทบระยะยาวอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ diplomatic และชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

หากคุณหรือคนรอบข้างได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้ ควรวางความเชื่อถือในข้อมูลจากหน่วยงานทางการไทยเป็นหลัก และไม่กระจายข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ที่มา – ‘กัมพูชา’ ลือข่าวมั่ว! หวั่นไทยโจมตีกลางดึก ชุมชนโอร์เสม็ดเร่งอพยพอลหม่าน

แรงงานไทยเปิดเผยการถูกเอารัดเอาเปรียบในญี่ปุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้ออกมาเปิดเผยปัญหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับแรงงานฝึกงานไทยในญี่ปุ่น โดยเฉพาะการที่บริษัทเอกชนในไทยเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงการฝึกงาน ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นโครงการที่ให้โอกาสเยาวชนไทยอายุ 18-30 ปี ไปพัฒนาทักษะที่ญี่ปุ่น

แรงงานไทยแฉ ‘เอกชน’ รีดเงินเด็กฝึกงานญี่ปุ่น บังคับเปิดบัญชีม้า ยึดบัตร ATM

จากข้อมูลที่รวบรวมมายังแรงงานไทยในญี่ปุ่น พวกเขาเผยว่า บริษัทเอกชนใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องในระบบ โดยตอกย้ำเพียงข้อดีของโครงการ เช่น เงินเดือนสูง ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการตัดสินใจจ่ายเงินกว่า 2 แสนบาท เพื่อเข้าร่วมโครงการ ทั้งที่จริงๆ แล้วรายละเอียดสัญญาไม่ได้เป็นเช่นที่โฆษณาไว้ และเงินที่ได้รับ คือเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายหลายรายการ

การบังคับเปิดบัญชีม้าและยึดบัตร ATM

หนึ่งในประเด็นร้ายแรงที่ถูกเปิดเผยคือ นักศึกษาไทยถูกบังคับให้เปิดบัญชีธนาคารและทำบัตร ATM แล้วยื่นให้กับผู้แทนของบริษัทเอกชน ซึ่งรายงานระบุว่า นี่คือวิธีที่ใช้ในการยึดเงินคืนจากเด็กฝึกงานแบบไม่มีเอกสารยืนยัน โดยให้เด็กโอนเงินเข้าบัญชี แล้วให้ผู้ดูแลกองทุนไปกดเงินออกเอง วิธีนี้ไม่เพียงเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการปลอมแปลงบัญชี และเชื่อมโยงไปถึงการโกงลูกหนี้ได้

มีการเปิดเผยว่า เด็กฝึกงานจำนวนมากไม่สามารถเรียกร้องสิทธิได้ เนื่องจากไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงินใดๆ การติดต่อกับบริษัทเอกชนก็ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม และหากเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ก็พบว่าเงินเดือนไม่ถึงตามที่โฆษณาไว้ ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง

ทำไมถึงต้องเฝ้าระวังบริษัทเอกชนในโครงการนี้?

โครงการฝึกงานในญี่ปุ่นเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทางการอย่างถูกต้อง แต่ปฏิบัติการของ”เอกชน” ได้กลายเป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเยาวชนชาวไทยอย่างมาก

  • ไม่มีหลักฐานการชำระเงิน
  • การบังคับเปิดบัญชีโดยไม่สมัครใจ
  • คำมั่นไม่ตรงกับความเป็นจริง
  • ไม่มีการช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหา

หน่วยงานไทยควรออกมาตรวจสอบอย่างจริงจัง

แม้จะมีการแจ้งเบาะแสไปยังทูตแรงงานไทยในญี่ปุ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

แรงงานไทยในญี่ปุ่น ได้ชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการควบคุมบริษัทเอกชนที่ดำเนินการส่งแรงงานเหล่านี้อย่างเข้มงวด ปัญหาเช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และนักศึกษาไทยจะยังคงตกเป็นเหยื่อของการล่อลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกลุ่มที่ไม่หวังดีอยู่ตลอด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้เปิดเผยข้อมูล และมีการรายงานออกมา แต่กลัวว่าเสียงของผู้ประสบเหตุจริงหลายราย ยังคงถูกปิดบังไว้ด้วยความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในการทำงานในต่างแดน

สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตอนนี้คือ透明 (ความโปร่งใส) และการกลับมามาตรฐานจริงๆ ของโครงการ ทั้งในด้านการเงินและการปฏิบัติต่อแรงงาน เพื่อไม่ให้เยาวชนไทยเติมความฝันด้วยความผิดหวังและหนี้สิน

ที่มา – แรงงานไทยแฉ ‘เอกชน’ รีดเงินเด็กฝึกงานญี่ปุ่น บังคับเปิดบัญชีม้า ยึดบัตร ATM