ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง

ในพื้นที่ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี นายอุดร พาศิรายุธ นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ ได้เปิดโครงการ “มา…เร็ง เติมสุข” ที่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งในชุมชน โดยในแต่ละครั้งจะมีการจัดกิจกรรมนัดกันทานข้าวเพื่อพบปะสังสรรค์ และส่งเสริมความเข้มแข็งทางด้านจิตใจให้แก่ผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ ควักเงินส่วนตัวดูแลลูกบ้าน

นายอุดร พาศิรายุธ ประธานในโครงการนี้ เปิดเผยว่า แนวคิดของโครงการนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในพื้นที่ เนื่องจากทราบว่าการต่อสู้กับโรคร้ายนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและภูมิใจในตนเองอีกด้วย จึงได้เคลื่อนไหวร่วมกับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลถอนสมอ จัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้มารวมกลุ่มกัน สังสรรค์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การสนับสนุนที่ไม่เพียงแค่จิตใจ

นอกจากความอบอุ่นจากความรักและความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว โครงการ “มา…เร็ง เติมสุข” ยังมีการดูแลด้านกายภาพโดยตรง เช่น การจัดรถส่วนตัวพร้อมคนขับ นำผู้ป่วยไปพบแพทย์ รวมไปถึงการเตรียมอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตแก่ผู้ป่วย ซึ่งโครงการนี้ดำเนินการด้วยการใช้เงินส่วนตัวของนายกเทศมนตรี ไม่ใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด

ปัจจุบัน โครงการมีผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 24 คน และยังมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยได้รับการสนับสนุนและเปิดกว้างต้อนรับอย่างอบอุ่น ผู้ป่วยแต่ละรายสามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ และได้รับการฉีดแรงบันดาลใจพร้อมการส่งเสริมสุขภาพจิตที่เข้มแข็งกว่าเดิม

  • โครงการ “มา…เร็ง เติมสุข” เริ่มต้นจากริเริ่มของนายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรี
  • มีการมารวมตัวกันทานข้าวเดือนละครั้งเพื่อสร้างความสัมพันธ์
  • ให้การสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์และร่างกายแก่ผู้ป่วย
  • ไม่ใช้งบประมาณสาธารณะ ดำเนินการด้วยเงินส่วนตัว

ในอนาคต นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอยังมีแผนจะขยายการให้บริการเพิ่มเติม เช่น การนำผู้ป่วยไปพบแพทย์รายบุคคลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอแผนการดูแลระยะยาว ทั้งในด้านสุขภาพ จิตใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

โครงการของตนเองนี้ไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือชั่วคราว แต่เป็นแผนงานที่เกิดจากหัวใจของผู้นำชุมชนที่ต้องการให้สังคมมีความอบอุ่นและเข้มแข็ง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคหนักหน่วง ที่ต้องการให้สังคมเข้าใจและสนับสนุน

การมีโครงการเช่น “มา…เร็ง เติมสุข” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงคำพูดบนเวที แต่เป็นการปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสฟื้นฟูตัวเองด้วยแรงผลักดันจากความรักและความเข้าใจ

โครงการดีๆ เช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เมืองหรือชนบท หากเรามีความตั้งใจส่งเสริมซึ่งกันและกัน ปัญหาไม่ว่าจะใหญ่เพียงใด ก็สามารถเยียวยาได้ด้วยหัวใจ

ที่มา – “นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ”ควักเงินส่วนตัวดูแลลูกบ้านในโครงการมา…เร็ง“เติมสุข”

“อาเดียว เมืองช้าง” จัดพิธีวาราลักษมี ขอโชคลาภพระแม่ลักษมี บูชาพญานาคเปิดทรัพย์

ช่วงค่ำของวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา กลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความทรงจำสำหรับผู้ศรัทธาที่มุ่งหน้าไปยังตำหนักของ “อาเดียว เมืองช้าง” อายุ 45 ปี ร่างทรงสายจีนชื่อดังในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 93/5 ม.16 ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ถือเป็น “พิธีวาราลักษมี” ที่เชื่อกันว่าจะนำพาโชคลาภทางการเงินมาสู่ผู้ที่เข้าร่วม

“อาเดียว เมืองช้าง” จัดพิธีวาราลักษมี ขอโชคลาภพระแม่ลักษมี บูชาพญานาคเปิดทรัพย์

ที่บริเวณตำหนักแห่งนี้มีการสร้าง พญานาค 9 เศียร องค์สีเขียวทอง ขนาดความสูง 8 เมตร กว้าง 5 เมตร มีชื่อว่า “องค์ปูเพชรนาคานาคราช – แม่ย่านุชมณีรัตณา” ซึ่งภายในองค์ใหญ่มีพญานาคขนาดเล็กอยู่ 2 องค์ ล้อมรอบด้วยไข่พญานาคจำนวน 5 ฟอง บนฐานสูง 1 เมตร พร้อมทั้งมีองค์พญานาคน้อย 2 องค์คู่ (สีม่วง-สีเขียว) ขนาดยาวกว่า 3 เมตร สูง 2 เมตร ตั้งอยู่ด้านหน้าซ้ายและขวาของพญานาคตัวใหญ่ สวยงามน่ากราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง

พิธีขอพรจากพระแม่ลักษมีเพื่อเปิดทรัพย์

เนื่องจากเดือนสิงหาคมถือเป็น “วาราลักษมี” จึงเป็นโอกาสที่ดีในการบูชา พระแม่ลักษมี เทพธิดาสายฮินดูผู้ทรงคุณค่าแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง ผู้ที่มีความศรัทธาได้นำพานเครื่องสักการะ อาทิ ดอกบัวและดอกไม้สีชมพู ผลไม้ นม และสร้อยเครื่องประดับ มาจุดธูปไหว้ถวายก่อนเริ่มพิธี

จากนั้นอาเดียว เมืองช้าง ได้ปฏิบัติพิธี จุดไฟถวายอารตี ซึ่งเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ของทางสายฮินดู เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้โบกไฟใส่ตัวเอง โดยเชื่อว่าจะสามารถ ล้างสิ่งชั่วร้าย และนำโชคลาภมาสู่ตนเองได้ โดยมีการเจิมหน้าผากและเขียนยันต์ใส่มือให้แก่ผู้ร่วมพิธี พร้อมร้องรำตรบมืออย่างสนุกสนาน ท่ามกลางแสงพระจันทร์ที่ส่องสว่าง

ทำบุญเสี่ยงโชค หยดน้ำมนต์เสริมดวง財

ในช่วงท้ายของพิธี อาเดียว เมืองช้าง ได้ทำการ หยดเทียนน้ำมนต์ลงในอ่างใหญ่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมส่องเลขเสี่ยงโชคลาภ โดยหลายรายเชื่อว่าตัวเลขที่เห็นในอ่าง “9 3 2 8” เป็นเลขมงคล ซึ่งได้มีการสลับลำดับตัวเลขกันตามความเชื่อเช่น “928” หรือ “938” เพื่อหวังให้เป็นเครื่องเสริมดวงในเรื่องการเงิน

ทั้งนี้ผู้ศรัทธานับร้อยคนต่างเดินทางมาร่วมใน พิธีวาราลักษมี อย่างคึกคัก โดยเชื่อว่าวันนี้พรที่อธิฐานจะ เปิดทรัพย์ และนำโชคลาภมาให้ผู้ที่มีศรัทธาอย่างแท้จริง เพิ่มทวีคูณให้ชีวิตมีแต่ความมั่งมี ร่ำรวย และเปี่ยมด้วยพรจากพระแม่ลักษมีอย่างแน่นอน

งานนี้จึงถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ผสมผสานวัฒนธรรมและความเชื่อแบบดั้งเดิมของประเทศไทย และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาสักการะ พร้อมเสี่ยงโชคกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ อาเดียว เมืองช้าง จัดขึ้นโดยเฉพาะ

ถ้าคุณกำลังมองหาบุญกับความเชื่อที่เจาะลึกเกี่ยวกับโชคลาภ หรือเพียงแค่ต้องการสัมผัสบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ที่ผสมผสานความเป็นไทยและวัฒนธรรมจีนแล้ว พิธีวาราลักษมีที่ทำเนียบแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายแห่งความหวังของคุณอย่างแน่นอน

ที่มา – “อาเดียว เมืองช้าง”จัดพิธีวาราลักษมีขอโชคลาภพระแม่ลักษมีบูชาพญานาคเปิดทรัพย์

อุทาหรณ์! เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว ถูกกระทืบดับคาร้านข้าวแกง

อุทาหรณ์ร้ายที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดนนทบุรี เมื่อ เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว จนเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่นำไปสู่การเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า พร้อมบทเรียนชีวิตอันลึกซึ้งที่หลายคนควรได้ยิน.

อุทาหรณ์! เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบหญิงสาวชาวเขมร วัย 49 ปี นั่งฟุบเสียชีวิตอยู่ภายในร้านข้าวแกง โดยร้านตั้งอยู่ตรงข้ามซอยทานสัมฤทธิ์ 10/2 ต.ท่าทราย อ.เมือง นนทบุรี เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมกับแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง.

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการบาดเจ็บตามร่างกาย โดยเฉพาะรอยเขียวช้ำหลายจุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างชัดเจน.

สารภาพจากสามีผู้ก่อเหตุ

นางประกาyna เทพเสนา อายุ 52 ปี เจ้าของร้านข้าวแกง เล่าว่า ผู้เสียชีวิตมักจะมาซื้ออาหารเป็นประจำ และในวันเกิดเหตุ เธอได้กลับมานั่งพักในร้าน พร้อมบอกว่าถูกสามีเตะที่หัว จากนั้นได้พูดว่า “ขอพักหน่อย” ก่อนจะนอนลง จนกระทั่งเวลาประมาณสาย มีคนขี่จักรยานยนต์รับจ้างมาซื้อข้าว แล้วตั้งคำถามว่าคนนี้ “ทำไมถึงนอนท่าแบบนี้?” จึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว.

นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี สามีของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ภรรยากินเหล้าเป็นวัตถุปฏิสัมพันธ์ทุกวัน และมักจะดื่มหนักในวันหยุด เขาและภรรยาทะเลาะกันในวันเกิดเหตุเพราะอยากให้ภรรยากลับไปทำงาน ทำให้เขาอารมณ์เสียและตบภรรยา 4-5 ครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ภรรยาก่อก่อน”.

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว แม้จะเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในสังคม แต่ก็เป็นจุดغازที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ด้วยเช่นกัน ความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสงบสามารถเกิดการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย หากทุกฝ่ายไม่มีทักษะการสื่อสารที่เหมาะสม.

สังคมควรให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวที่มีปัญหา รวมถึงการส่งเสริมความสามารถในการจัดการอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก.

หากคุณหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญหน้ากับความรุนแรงในครอบครัว อย่าปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากกว่านี้ ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสายด่วน สค.1300 ก็เป็นหนทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมเพื่อหยุดวงจรความรุนแรงได้ก่อนที่จะสายเกินไป.

ที่มา – อุทาหรณ์! เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว ถูกกระทืบดับคาร้านข้าวแกง

กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผล 18 ส.ค. 2568

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการ กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นี้ การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อการปรับลดนโยบายดอกเบี้ย基准ทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและลดภาระต้นทุนทางการเงินของประชาชนและธุรกิจทั่วประเทศ

กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผลแล้ววันที่ 18 ส.ค. 2568

นางสาวเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของธนาคารในการสนับสนุนภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะจากมาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกาที่กระทบทางอ้อม หรือการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีผลต่อรายได้ของภาคบริการและรายย่อยโดยตรง

ประเภทลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยากำหนดให้ การกรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ นี้มีผลครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าทั้งรายย่อย รายใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในราคาที่ต่ำลง ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้กู้สามารถบริหารจัดการการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ลดภาระดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้าน
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้กู้ทุนหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น
  • ช่วยรักษาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การธนาคารยังได้ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสม และส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ หากคุณเป็นผู้ใช้บริการของกรุงศรี ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยใหม่ของสินเชื่อของคุณ เพื่อประเมินว่าคุณสามารถปรับแผนทางการเงินได้อย่างไร

การ กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่า ธนาคารในประเทศไทยกำลังเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรายย่อยและดันเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในทิศทางที่ดี หากคุณวางแผนจะลงทุน ซื้อบ้าน หรือจัดการหนี้ในช่วงนี้ อาจถือเป็นโอกาสที่ดีในการดำเนินการ

ที่มา – กรุงศรี ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผลวันที่ 18 สิงหาคม 2568

ตะลึง! ไล่ออก ‘กำนัน-ผญบ.-อส.-อปท.’ ค้ายาเสพติด 18 ราย

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดนครราชสีมาได้เกิดปฏิบัติการสำคัญภายใต้ชื่อ “No Drugs No Dealer” โดยมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างยาเสพติดในทุกพื้นที่ จนปรากฏข่าวที่สร้างความตกใจ เมื่อมีผู้ถูกไล่ออกจากการเป็น “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-อส.-อปท.” จำนวน 18 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

ตะลึง! ไล่ออก ‘กำนัน-ผญบ.-อส.-อปท.’ ค้ายาเสพติด 18 ราย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ณ ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้มีการแถลงแผนปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อปิดล้อมพื้นที่ทั้ง 32 อำเภอ ภายใต้ “No Drugs No Dealer” โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากพลเมืองดีเกือบ 400 ราย ซึ่งส่งผลให้มีการควบคุมตัวบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องทั้งหมด 18 ราย โดยแบ่งเป็น “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” 7 ราย “สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.)” 2 ราย และ “เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)” อีก 9 ราย

จับกุมแล้วกว่า 8,000 ราย เข้าสู่การบำบัด

จากการดำเนินการในช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่าผู้ต้องสงสัย 23 ราย มี 13 รายหลบหนีใน อ.ด่านขุนทด และขณะนี้อยู่ในระหว่างออกหมายจับ สำหรับผู้เสพที่ถูกตรวจพบนั้นมีจำนวนกว่า 8,376 ราย ทุกคนเข้าสู่ระบบบำบัดและฟื้นฟูอาชีพเพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ

พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า หน่วยงานได้รับเบาะแสที่มีความถูกต้องแม่นยำจากประชาชน และสามารถดำเนินคดีได้แล้วถึง 80% ที่เหลือกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมกล่าวว่า หากพบข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็จะดำเนินการ ไม่มีการละเว้นแต่อย่างใด ตลอดจนมีมาตรการตรวจสอบผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารเสพติดจำนวน 370 ราย โดยใช้หลักการ “หนึ่งต่อหนึ่ง” ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดูแลและติดตามจนกว่าจะฟื้นฟูสมรรถภาพได้

  • การตรวจสอบความบริสุทธิ์ในหน่วยงานรัฐ
  • สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่น
  • ระบบบำบัดและการ复工复ิตแก่ผู้ใช้ยาเสพติด
  • ปฏิบัติการ 100 วันต่อต้านยาเสพติดทั่วทั้งจังหวัด

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า รัฐมีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการ ต่อต้านยาเสพติดอย่างเด็ดขาด โดยได้จัดสรรชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะจำนวน 20,000 ชุด และยาเค 2,000 ชุด เพื่อสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยในอนาคตหวังว่าจะมีความร่วมมือจากประชาชนมากขึ้น ร่วมกับหน่วยงานทุกระดับ เพื่อให้โครงสร้างทุนเสพติดถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง

การต่อสู้กับยาเสพติดในภายหลังคงต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง การรักษาจิตใจ สร้างแรงจูงใจ และการมีงานที่มั่นคงจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ผู้ใช้ยาเสพติดสามารถปรับตัวและอยู่ในสังคมได้อย่างมีเยี่ยงแยก

หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 หรือ 191 โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ร่วมเป็นพลังของความดีเพื่อสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดร่วมกัน

ที่มา – ตะลึง! ไล่ออก ‘กำนัน-ผญบ.-อส.-อปท.’ มีพฤติกรรมค้ายาเสพติด 18 ราย

โอนไว! สมาคมฟุตบอลไทยจ่ายไทยลีก 1-2 งวดแรก 78 ล้านบาท

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินการชำระเงินสนับสนุนให้กับสโมสรสมาชิกในไทยลีก 1 และไทยลีก 2 งวดแรก ก่อนเปิดฤดูกาล 2568/69 เรียบร้อยแล้ว โดยถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการฟุตบอลไทยที่กำลังจะกลับมาแข่งขันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

โอนไว! สมาคมฟุตบอลไทยจ่ายไทยลีก 1-2 งวดแรก 78 ล้านบาท

ในฤดูกาลนี้ ทีมในไทยลีก 1 และไทยลีก 2 จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้สโมสรได้มีทุนหมุนเวียนเพียงพอต่อการบริหารจัดการทีมอย่างยั่งยืน

โดยในไทยลีก 1 สโมสรละ 15,000,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 10,000,000 บาท ส่วนไทยลีก 2 สโมสรละ 4,000,000 บาท เพิ่มจากเดิม 3,000,000 บาท

การจ่ายเงินสนับสนุนเร่งด่วน

ล่าสุด สมาคมฟุตบอลไทยได้ทำการโอนเงินสนับสนุนงวดแรกเข้าบัญชีของสโมสรสมาชิกทุกทีมในไทยลีก 1 และไทยลีก 2 เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของสโมสรสมาชิกให้ดำเนินคล่องตัวตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล

สโมสรไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีม มีสิทธิ์ได้รับเงินสนับสนุนงวดแรกทีมละ 3,750,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 60,000,000 บาท ในขณะที่สโมสรไทยลีก 2 จำนวน 18 ทีม ได้รับเงินทีมละ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 18,000,000 บาท

ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ถูกโอนในงวดแรกนี้รวมกันเป็นจำนวน 78,000,000 บาท

ตื่นเต้นกับการกลับมาของฟุตบอลไทย

การจ่ายเงินสนับสนุนในงวดแรกนี้ถือว่าช่วยยกระดับความพร้อมของทั้ง 2 ลีกได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโมสรในไทยลีก 2 ที่ได้รับการอุดหนุนทุนในการเตรียมทีมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การแข่งขันในฤดูกาลนี้น่าจับตามองมากขึ้น

มีข่าวว่าในไทยลีก 3 ซึ่งเป็นลีกสำหรับสโมสรระดับภูมิภาค สมาคมฟุตบอลไทยเตรียมอนุมัติแผนการจ่ายเงินสนับสนุนงวดแรกในอัตรา 25% เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีการโอนเงินภายในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้สโมสรได้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 กันยายน 2568

นี่หมายความว่าสมาคมฯ ตั้งใจสนับสนุนทุกระดับของฟุตบอลไทย โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเงินที่เข้าถึงได้ ทำให้เข้าใจได้ว่าฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้จะน่าติดตามมากที่สุดในรอบหลายปี

หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยง อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารแวดวงกีฬาอย่างใกล้ชิด เพราะฤดูกาลใหม่นี้ มีอะไรให้ลุ้นมากมาย ทั้งในสนามและนอกสนาม

ที่มา – โอนไว! สมาคมบอลไทย จ่ายทีมไทยลีก 1-2 งวดแรก 78 ล้านบาท

นครนายกจับสึกพระเสพยา ปิดสำนักสงฆ์เถื่อน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่จังหวัดนครนายกเกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการจัดการกับ สำนักสงฆ์เถื่อน ที่operate ผิดกฎหมาย พร้อมกับมีการจับกุมพระภิกษุที่มีพฤติกรรมผิดศีล โดยเฉพาะเรื่องการเสพสารเสพติดอย่าง ยาบ้า ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์โดยรวมอย่างมาก

จากข้อมูลที่ทราบ นายชาชน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามี พระเถื่อน สร้าง สำนักสงฆ์เถื่อน ขึ้นในพื้นที่คลอง 15 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นครนายกจัดการกับสำนักสงฆ์เถื่อนอย่างหนัก

เพื่อความเข้าใจและตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงได้มอบหมายให้นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกประสานงานกับนางภัทรานิษฐ์ สัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครนายก พันตำรวจเอกธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก คณะสงฆ์อำเภอบ้านนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว

พบสำนักสงฆ์เถื่อนกว้าง 7 ไร่

จากการสำรวจทราบว่าสำนักสงฆ์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างถึง 7 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ที่ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม โดยมีหัวหน้าสำนักสงฆ์ซึ่งเป็นพระในสังกัดวัดศรีภูมิ ตำบลกุดป้อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย พร้อมด้วยพระภิกษุจำนวน 12 รูป

ในระหว่างการตรวจย่อย มีการดำเนินการตรวจหาสารเสพติดจากตัวอย่างปัสสาวะของพระทั้งหมด ผลปรากฎว่ามี พระเสพยาบ้า จำนวน 1 รูป โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเสพจริง ทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ สึกพระ ทันที และนำตัวคลินิกบำบัดเพื่อให้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

ติดตามความถูกต้องตามกฎหมาย

พันตำรวจเอกธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาที่ไปของสำนักสงฆ์แห่งนี้ โดยเฉพาะว่ามีเอกสารรับรองทางกฎหมายหรือสังกัดกับองค์กรศาสนาใดหรือไม่ การจัดตั้งสำนักสงฆ์ในพื้นที่โดยไม่มีเอกสารรับรองถือเป็นการกระทำผิด และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายพื้นที่

หน่วยงานตำรวจพร้อมกับหน่วยงานศาสนาท้องถิ่นจะดำเนินการตรวจสอบให้ความเป็นธรรม หากพบความผิดจริง ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินอย่างรวดเร็วและเข้มงวด เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของศาสนาและความศรัทธาของประชาชนตกต่ำ

สถานการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่าความเป็นธรรมและความจริงในระบบศาสนานั้นยังคงต้องมีการควบคุมและกำกับอย่างใกล้ชิด ทั้งทางด้านกฎหมายและจริยธรรม ไม่ใช่แค่สวมชุดผ้าเหลืองแล้วจะปฏิบัติอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะในทุกคณะ ย่อมมีส่วนที่ดีและส่วนที่ต้องปรับปรุง

เราเชื่อว่า ประชาชนก็มีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าการเงียบคืนซึ่งอาจเป็นการปกปิดความผิด และทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่บริสุทธิ์ในทุกด้าน

หากคุณมีข้อมูลหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ สำนักสงฆ์เถื่อน หรือ พระเสพยา ในพื้นที่ของตนเอง อย่าลังเลที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกขั้นตอนของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘นครนายก’ กวาดล้างสำนักสงฆ์เถื่อน จับสึกพระสงฆ์เสพยาบ้า 1 รูป

ใจโคตรหล่อ! สิงห์สำอางแบ่งเงินช่วยครอบครัวโชตา

ความใจดีของนักเตะ “สิงห์สำอาง” เชลซี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนหลังจากที่พวกเขาตัดสินใจแบ่งปันเงินรางวัลจากการคว้าแชมป์ ฟุตบอลสโมสรโลก 2025 เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของ ดีโอโก โชตา อดีตหัวหอกของ ลิเวอร์พูล และ อังเดร ซิลวา น้องชายผู้ล่วงลับจากอุบัติเหตุรถชนในสเปนเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ใจโคตรหล่อ! สิงห์สำอางแบ่งเงินช่วยครอบครัวโชตา

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในสนามเมืองแห่งศึกสโมสรโลก เชลซีสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างน่าทึ่งหลังเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทีมดังจากฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 3-0 ในเกมชิงชนะเลิศ ซึ่งมาพร้อมกับเงินรางวัลมหาศาลถึง 87 ล้านปอนด์ (ราว 3,828 ล้านบาท) และนักเตะในทีมได้รับโบนัสรวมกันอีก 11.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 501.6 ล้านบาท)

ภายใต้การตกลงร่วมกัน สิงห์สำอางจะแบ่งโบนัสบางส่วนเพื่อเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวโชตาและซิลวา ซึ่งเสียคนสำคัญไปพร้อมกันอย่างสลดใจ โดยสื่อดังอย่าง Sky Sports รายงานว่า ทีมมีแผนจะระลึกถึงทั้งสองก่อนเกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2025/26 ที่จะเตะกันในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ความร่วมมือจากวงการฟุตบอล

ไม่ใช่แค่ทางสโมสรเท่านั้นที่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัว แฟนบอลและเหล่าเพื่อนร่วมอาชีพในวงการฟุตบอลโลกต่างก็ส่งกำลังใจและแสดงความเศร้าโศกต่อการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ ลิเวอร์พูล ต้นสังกัดเก่าของ โชตา ยังมีแผนที่จะสร้างรูปปั้นเพื่อถวายเกียรติแก่ดาวเตะคนสำคัญรายนี้ไว้หน้าสนามแอนฟิลด์อีกด้วย

การกระทำของนักเตะ เชลซี ถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อวงการฟุตบอลทั้งโลก ที่กีฬาสามารถเชื่อมโยงความรักและความเห็นอกเห็นใจผ่านการแบ่งปันทางอารมณ์และทรัพย์สินที่ได้มาอย่างชอบธรรม เป็นการย้ำอีกครั้งว่าในโลกแห่งความฝันชีวิต ความเมตตาและความรักเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ เชลซี ไม่เพียงสะท้อนถึงความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน แต่มันยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วไปในการแบ่งปันและเป็นกำลังใจให้กันในยามที่ยากลำบาก

ทั้งนี้ แฟนบอลทั่วโลกต่างประทับใจในการกระทำของนักเตะ “สิงห์สำอาง” ที่มีน้ำใจเกินร้อยในครั้งนี้ และสิ่งที่พวกเขาทำ คือคุณธรรมอันงดงามที่ควรน้อมรำลึกอย่างยาวนาน

หากคุณเป็นแฟนบอลสายอารมณ์หรือผู้ที่ชื่นชอบการแบ่งปัน ต้องไม่พลาดติดตามความเคลื่อนไหวจากเชลซี และยังมีเรื่องราวความดีมากมายที่รอให้คุณติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – ใจโคตรหล่อ! “สิงห์สำอาง” เตรียมแบ่งเงินโบนัสจากสโมสรโลกช่วยครอบครัวโชตา

เจนนี่ช่วยแม่เกตุใช้หนี้เนเงิน จบดราม่าทวงเงินแสน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่าง“เนเงิน-เจตริน ศรีสังข์” และ “แม่เกตุ” แม่ของนักร้องสาว “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลหลังจากเนเงินได้โพสต์ทวงเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งทำให้ผู้คนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เดิมทีเจนนี่ได้ออกมาชี้แจงผ่านไลฟ์สดว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้สินของแม่ แต่ล่าสุดสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป

เจนนี่ช่วยแม่เกตุใช้หนี้เนเงิน จบดราม่าทวงเงินแสน

เมื่อ แม่เกตุ ได้ออกมาไลฟ์ขายของอย่างจริงจังเพื่อหาเงินใช้หนี้ เจนนี่ที่เห็นความพยายามของแม่ก็เปลี่ยนใจเข้ามาช่วยเหลือ โดยร่วมไลฟ์ขายของและนำรายได้ที่ได้มาโอนให้แม่เพื่อใช้ชำระหนี้ให้กับเนเงินอย่างเต็มจำนวน

เนเงินยืนยันได้รับเงินครบแล้ว

ตามมาด้วยการโพสต์ข้อความของ เนเงิน ที่ยืนยันการได้รับเงินครบ 100,000 บาท พร้อมปิดโพสต์ที่เคยลงไว้ ทำให้ดราม่าครั้งนี้จบลงอย่างมีความลงรอยกัน

  • แม่เกตุออกแรงขายของหาเงินใช้หนี้
  • เจนนี่ช่วยเหลือแม่ทันทีหลังเห็นความตั้งใจ
  • เนเงินยืนยันได้รับเงินจนเป็นผลจบดราม่า

จากกรณีนี้ หลายคนมองว่าเป็นภาพสะท้อนความรักและความรับผิดชอบในครอบครัวที่เจนนี่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แม้ในช่วงเวลาที่มีกระแสต่อต้าน แต่เธอก็ไม่ลังเลที่จะเข้ามาสนับสนุนแม่เมื่อเห็นความตั้งใจที่แท้จริง

นี่คือบทเรียนดี ๆ สำหรับทุกคนว่าครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่เราควรดูแลและสนับสนุนกันเสมอ โดยเฉพาะในเวลาที่ยากลำบาก

ที่มา – ‘เจนนี่’ เปลี่ยนใจช่วย’แม่เกตุ’ใช้หนี้ ‘เนเงิน’ จบดราม่าทวงเดือด 1 แสน!

‘วิสุทธิ์’ ยืนยันโหวตงบ 69 ตามกำหนดพรุ่งนี้ 4 ทุ่ม

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่ากระบวนการนี้ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมอย่างเคร่งครัด โดยการลงมติในวาระที่ 3 จะมีขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เวลา 22.00 น. แม้ว่าจะยังเหลือการพิจารณาในวาระที่ 2 อีกหลายมาตรา แต่เชื่อว่าช่วงเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่เพียงพอจะสามารถดำเนินการได้ตามแผน

‘วิสุทธิ์’ ยืนยันโหวตงบ 69 ตามกำหนดพรุ่งนี้ 4 ทุ่ม

ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมช่วงบ่ายที่ผ่านมานั้น มีความล่าช้าเกิดขึ้นเนื่องจากบางมาตราของกระทรวงขนาดใหญ่ เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงกลาโหม มีผู้รับฟังการอภิปรายจำนวนมาก ซึ่งด้วยเป้าหมายของวันนี้คือมาตราที่ 24 แต่หากสิ้นสุดที่มาตราที่ 23 ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และทางคณะกรรมการมั่นใจว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในวันพรุ่งนี้ และจะไม่ต้องเลื่อนการประชุมต่อไปจนถึงวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคมอย่างแน่นอน

ในการถกประเด็นดังกล่าว นายวิสุทธิ์กล่าวอีกว่าบรรยากาศในการประชุมตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีความร่วมมือจากทุกพรรค ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยมีการลดระยะเวลาการอภิปรายจากเดิมที่ 7 นาที เหลือ 5 นาทีต่อมติ ส่งผลให้การประชุมไม่ค้างคาและหยุดนิ่ง เป็นการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ สร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายต่างๆ

บรรยากาศการประชุม

แม้ว่าในบางช่วงของการพูดคุยเกิดการปะทะคารมเล็กน้อยระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลก็ตาม แต่นายวิสุทธิ์กล่าวว่าเป็นเรื่องปกติและคาดหมายในสภา และเชื่อว่าทุกฝ่ายยังคงรักษาความสุภาพและนับถือกันและกัน แม้ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจทำให้เกิดเสียงตอบรับที่ชัดเจน แต่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อกระบวนการทำงานโดยรวม

ที่มาของความกังวลเรื่ององค์ประชุมก็เกิดจากจำนวนเสียงในบางช่วงที่ไม่เยอะนัก ทางประธานยืนยันว่า แม้จะมีบางช่วงเวลาที่มีผู้เข้าร่วมลดน้อยลง (เช่นมีการออกไปพักเบรก เดินทางเข้าห้องน้ำ หรือจัดซื้ออาหาร) แต่เมื่อถึงเวลาเริ่มประชุมใหม่ ทุกคนจะกลับมาร่วมปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน

โดยในช่วงท้ายของวัน มีบางคำกล่าวจากนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่ได้กล่าวว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายค้าน ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายค้านมีความไม่พอใจและไม่เข้าร่วมอยู่ในห้องประชุมในบางช่วง แต่นายวิสุทธิ์ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบ และมั่นใจว่าในช่วงที่เหลือจะสามารถบริหารจัดการกระบวนการภายใต้กรอบที่ตั้งไว้อย่างราบรื่น

ความคาดหวังต่อผลโหวต

เมื่อถามถึงการร่วมประชุมของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันพรุ่งนี้ นายวิสุทธิ์กล่าวว่าไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการ ว่านายกรัฐมนตรีจะร่วมประชุมหรือไม่ แต่ในการพบปะและสื่อสารโดยตรง พบว่านายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุนและกำลังใจอย่างเต็มที่ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญ เช่นสถานการณ์ทางการเกษตร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างรอบคอบและรอบด้าน

ด้วยเหตุนี้ ทุกฝ่ายต่างยึดมั่นว่าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปีงบประมาณ 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้ภายในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากทุกฝ่ายเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันในสภาผู้แทนราษฎร หากทุกพรรคสามารถออกแนวคิดสร้างสรรค์ การประชุมเช่นนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีต่อภาพลักษณ์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพียงเพียงความมุ่งมั่นในการทำงานของวิปรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้สภาเดินหน้าพิจารณาอย่างราบรื่น หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถรักษาเสถียรภาพของกระบวนการเอาไว้ได้ ความสำเร็จของร่าง พ.ร.บ. ปีนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของรัฐสภาในการสนองตอบประชาชนอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นผู้รับชมหรือผู้ติดตามการพัฒนาโครงสร้างของรัฐ ลองให้ความสนใจต่อการพัฒานโยบายที่เกิดขึ้นจริงผ่านงบประมาณรายจ่าย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เงินในกระดาษ แต่คือผลสะท้อนของความตั้งใจในการบริหารประเทศที่ดี

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ ยืนยันโหวตงบ 69 กำหนดการเดิมพรุ่งนี้ 4 ทุ่ม