ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ชัยชนะ’ ค้านเปิดทางใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องปกป้องสุขภาพคนไทย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายชัยชนะ เดชเดโช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่สังคมกำลังตื่นตัว นั่นคือ การนำเข้าเนื้อหมูจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผูกพันกับประเด็นการใช้สารเร่งเนื้อแดงที่อาจกระทบต่อสุขภาพของคนไทย

‘ชัยชนะ’ ค้านเปิดทางใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องปกป้องสุขภาพคนไทย

นายชัยชนะ เดชเดโช ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านสาธารณสุขของประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย เพราะถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน โดยขอยึดแนวทางตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 ที่ห้ามมิให้ใช้สารเคมีในกลุ่มเบตาอะโกนีสต์ ซึ่งสารเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์หากได้รับเข้าสู่ระบบในระยะยาว

มาตรการป้องกันที่ชัดเจน

การออกกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งรองรับการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อาหารหรือสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศมีการใช้สารเคมีเร่งเนื้อแดงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพได้

นอกจากนี้ ล่าสุดยังไม่มีการรายงานจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ที่จะมีการรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในระดับคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายชัยชนะ ได้เน้นย้ำว่า หากมีข้อเสนอใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดทางนำเข้าอาหารที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ จำเป็นต้องถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างรอบคอบ มีการหารือในสภาผู้แทนราษฎร และต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านตัวแทน ส.ส. ก่อนใดๆ ทั้งสิ้น

  • ยึดหลักความปลอดภัยอาหาร: ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ที่นำเข้า
  • กฎหมายที่มีผล: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 269 พ.ศ. 2546 มีผลผูกพัน
  • พิจารณาผลกระทบ: ต้องมีการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรก่อนดำเนินการ

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดทางให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย แล้วก็เจตนาของรัฐบาลที่มีท่าทีต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าจะมีการพิจารณาอย่างรอบด้านเสมอ

“การนำเข้าอาหารปลอดภัยต้องมาพร้อมกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนเป็นอันดับแรก ซึ่งไม่ควรส่งเสริมให้มีการใช้สารใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งที่คุณรักที่สุด”

ที่มา – ‘ชัยชนะ’ ค้านเปิดทางใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องปกป้องสุขภาพคนไทย

ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานวิจัยในพื้นที่ ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม ที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกรกลุ่มพริกแปลงใหญ่บ้านจานลาน ในการแปรรูปพริกพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่มีคุณภาพและมูลค่าสูง

ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

น.ส.ศุภมาศ กลิ่นขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เกษตรจากกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอำนาจเจริญ โดยมีเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 50 ราย

เนื้อหาหลักของการอบรม

กิจกรรมที่จัดมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปพริกพื้นถิ่น ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหล่าผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน เช่น

  • พริกป่นคุณภาพสูง
  • น้ำพริกเผาสูตรเฉพาะ
  • บาล์มแคปไซซินจากสารสกัดพริก

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพ การรักษามาตรฐานสากลตาม GMP และ HACCP รวมถึงเทคโนโลยีในกระบวนการเก็บรักษาและกฎหมายอาหาร เพื่อให้สินค้าที่ผลิตมีความปลอดภัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

เป้าหมายเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของกรมวิชาการเกษตรในแนวทางของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการกับเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรให้ได้คุณค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเสริมศักยภาพในการตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการขยายผลสู่ชุมชนต่างๆ ให้การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แผนขยายผลสู่พื้นที่อื่น

กรมฯ วางแผนที่จะขยายการดำเนินงานนี้ไปยังภาคกลางในปี 2569 และภาคตะวันออกในปี 2570 โดยหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกรไทยมากขึ้นกว่าเดิม

การแปรรูป พริกพื้นถิ่น ผ่านแนวทางที่ถูกต้อง สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มศักยภาพให้กับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรไทยได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

ที่มา – ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

นอภ.เกาะกูด แจง ‘หมู่บ้านกัมพูชา’ สั่งดำเนินคดี รื้อถอนแล้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการปรากฏตัวของชาวกัมพูชา 20 ครอบครัวที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งบน หมู่บ้านกัมพูชา เกาะกูด จังหวัดตราด ล่าสุดทางอำเภอกำลังดำเนินการตรวจสอบและให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุชัดเจนว่าคนต่างด้าวกลุ่มนี้เป็นแรงงานที่เข้ามาปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ได้ก่อสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอภ.เกาะกูดแจงเกี่ยวกับหมู่บ้านกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายไพรัช สร้อยแสง นายอำเภอเกาะกูด ได้เผยให้ทราบว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะกูด ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะกูด และตรวจพบเพิงพักอาศัยจำนวน 13 หลัง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดินของชาวไทยสามราย

ได้แก่ นางชูศรี เถาวัลย์ ซึ่งมีเพิงพัก 5 หลัง นายบุญมี สองเมือง 5 หลัง และนายบังเอิญ กระต่ายจันทร์ 3 หลัง ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า 12 หลังในจำนวนนี้เป็นเพิงพักของแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาปฏิบัติงานในโรงแรมและรีสอร์ทบนเกาะกูดอย่างถูกกฎหมาย แต่เนื่องจากทางโรงแรมไม่อนุญาตให้ครอบครัวมาพักด้วย จึงทำการเช่าที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักอาศัยชั่วคราวแทน

มีการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ทาง หมู่บ้านกัมพูชา เกาะกูด ถือว่าไม่ใช่ปัญหาที่ถูกละเลย เนื่องจาก อบต.เกาะกูด ได้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและห้ามใช้อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เนื่องจากพบว่า퓷ก่อสร้างนี้ไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

สำหรับประเด็นที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวชาวกัมพูจนั้น ทางอำเภอได้อธิบายว่าถนนในพื้นที่เป็นถนนดินลูกรังที่มีอยู่เดิม ความยาวประมาณ 700 เมตร และได้รับการปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีตโดย อบจ.ตราด แต่ถูกยังไม่มีการได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากกองทัพเรือ ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างได้ถูกระงับไว้ชั่วคราวแล้ว

จึงยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ใดของรัฐได้สร้างสาธารณูปโภคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานชาวกัมพูชา ตามที่มีข่าวระบุ

สถานการณ์ปัจจุบันหมู่บ้านกัมพูชา

ในส่วนของสถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีแรงงานชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีก 19 คน (รวมเด็ก 8 คน) ซึ่งได้รับการอนุญาตให้ผ่อนผันและจะย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 หลังจากนั้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูดจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรื้อดำเนินการเพิงพักดังกล่าวตามขั้นตอนทางกฎหมาย

การดำเนินการในครั้งนี้ถือว่าสำคัญเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการจัดการแรงงานต่างด้าวและการใช้ที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องเข้าใจและดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อความยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น

บทความนี้อยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้าใจบริบทของปัญหาและการแก้ไขอย่างยุติธรรม โดยการรับรู้ข้อมูลอย่างมีเหตุผลจะช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกลุ่มคนต่างด้าวในพื้นที่ของเรา

ที่มา – ‘นอภ.เกาะกูด’ แจงที่มา ‘หมู่บ้านกัมพูชา’ สั่งดำเนินคดีทางกฎหมายเตรียมรื้อถอนแล้ว

ซิลวี่-มิ้น ปิดฉากรัก 5 ปี จบด้วยความเข้าใจ

ล่าสุด สังคมออนไลน์ถูกทำให้ฮือฮาเมื่อซิลวี่ ภาวิดา และมิ้น มิณฑิตา คู่รักสุดหวานที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความหลากหลายทางเพศในวงการบันเทิง และชุมชน LGBTQ+ ออกมาเปิดใจผ่านโพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว โดยได้ประกาศข่าวสำคัญว่า ทั้งสองตัดสินใจเลิกความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักแล้ว หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาถึง 5 ปีเต็ม

ซิลวี่-มิ้น ปิดฉากรัก 5 ปี จบกันด้วยความเข้าใจ

แม้ข่าวดีจะน่าเสียดายสำหรับแฟนคลับที่ติดตามมา แต่สิ่งที่ซิลวี่-มิ้นอยากสื่อคือ ความสัมพันธ์ในครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยความเจ็บปวด แต่จบลงด้วยความเข้าใจ ความรัก และความเคารพในกันและกัน ผ่านข้อความสั้นๆ ที่โพสต์บนอินสตาแกรมส่วนตัวของซิลวี่ ซึ่งระบุว่า “เราสองคนมีเรื่องอยากบอก หลังจากใช้เวลาร่วมกันมา 5 ปีเต็ม วันนี้เราตัดสินใจแยกทางกันในฐานะคู่รัก มันไม่ใช่การจากลากันด้วยความเสียใจ แต่เป็นการเลือกด้วยความเข้าใจ และความเคารพในกันและกัน”

เพื่อเพิ่มเติมเต็มอารมณ์และความจริงใจในโพสต์นี้ ซิลวี่ยังได้แนบแคปชั่นสั้นๆ ว่า “with love and respect from us. truly. thank you for understanding, loving, and support” พร้อมภาพหลากหลายช่วงเวลาที่ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

บทสรุปของความรักที่เติบโตมาด้วยกัน

ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซิลวี่-มิ้นไม่เพียงแต่เป็นคู่รัก แต่ยังเป็นที่พึ่งและแรงใจของกันและกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมกันนี้ยังเป็นคู่ที่ถ่ายทอดอารมณ์ ความรัก และความเท่าเทียมให้กับคนรุ่นใหม่ในชุมชนผ่านภาพลักษณ์และข้อความมากมาย ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความกล้าหาญและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

แม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความรักจะลดน้อยลงไป แต่กลายเป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่ทำให้ทั้งสองเติบโตขึ้นในรูปแบบของเพื่อน ที่ยังคงอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้กันเสมอ

ทั้งนี้แฟนคลับและสื่อมวลชนต่างให้ความเคารพและเข้าใจในความตัดสินใจของทั้งสองอย่างเต็มที่ โดยมีหลายคนแสดงความเสียใจแต่ก็พร้อมให้พื้นที่ส่วนตัวกับคู่รักคนนี้

  • “ขอบคุณสำหรับความรักที่เคยแบ่งปัน”
  • “เข้าใจและยังเชียร์เสมอ”
  • “รักในแบบไหนก็ขอให้ทั้งสองมีความสุข”

ในท้ายที่สุด ข้อความที่ออกมาจากซิลวี่-มิ้น สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเมตตา ความเข้าใจ และความจริงใจ ซึ่งกรณีนี้ยังสอนให้เราได้เรียนรู้ว่า บางครั้งการจากลากันไม่ได้แปลว่าเจ็บปวดเสมอไป แต่ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หากคุณเคยมีความสัมพันธ์แบบนี้บ้าง หรือเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่เลิกจากใครมา ลองมองไปข้างหน้าและเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์ล้วนมีเหตุผล และบางครั้งจบลงก็เพื่อโอกาสใหม่ๆ ที่ดีกว่า

ที่มา – ‘ซิลวี่-มิ้น’ ปิดฉากรัก 5 ปี จบกันด้วยความเข้าใจ ขอบคุณช่วงเวลาที่เติบโตมาด้วยกัน

สส.พรรคประชาชนวิจารณ์งบสร้างตึก ‘คมนาคม’ 3.8 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2-3 ซึ่งมีการอภิปรายถึงรายการงบประมาณที่น่าจับตา หนึ่งในนั้นคือ งบสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 3,832 ล้านบาท

สส.พรรคประชาชนวิจารณ์งบสร้างตึก ‘คมนาคม’ 3.8 พันล้านบาท

โดยนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตึกกระทรวงคมนาคมใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณผูกพันเป็นเวลา 3 ปี (2569-2571) ตึกแห่งนี้จะมีจำนวน 22 ชั้น บนพื้นที่ 18.5 ไร่ มีเนื้อที่รวม 115,196 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ห้องอาหารวีไอพี ห้องฟิตเนส ห้องสมุด ห้องประชุมขนาดใหญ่ และห้องอบรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าใช้งบประมาณมากเกินความจำเป็น เพราะมีเพียง 5 หน่วยงานที่จะย้ายเข้ามาประจำ เช่น สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมขนส่งทางราง ฯลฯ โดยมีจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าประจำเพียง 1,018 คน ขณะที่ตึกมีที่จอดรถถึง 1,100 คัน หรือคิดเป็น 1 คนต่อ 1 คัน ซึ่งถือว่าสูงเกินเหตุ โดยเฉพาะเมื่อตึกตั้งอยู่ติดกับสถานีกลางบางซื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

การใช้เงินลงทุนที่อาจสิ้นเปลือง

นอกจากนี้ ยังมีข้อตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในเชิงลึก เช่น ค่าที่ดิน 2,250 ล้านบาท และ ค่าก่อสร้าง 3,832 ล้านบาท รวมทั้งค่าควบคุมการก่อสร้างและค่าปรับปรุงแบบอีกหลายร้อยล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนกว่า 5,810 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาจากจำนวนเจ้าหน้าที่และประโยชน์ที่ได้รับจริงแล้ว ถือว่าสูงเกินความเหมาะสม

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 3.8 ล้านบาทต่อข้าราชการ 1 คน ซึ่งมากกว่ากระทรวงอื่นหลายเท่าตัว ทั้งยังมีเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคา昂贵 เช่น โต๊ะราคา 200,000 บาท และเก้าอี้ห้องสตูดิโอ 111,000 บาท เป็นต้น

  • งบก่อสร้างตึก: 3,832 ล้านบาท
  • ค่าที่ดิน: 2,250 ล้านบาท
  • จำนวนเจ้าหน้าที่: เพียง 1,018 คน
  • ที่จอดรถ: 1,100 คัน
  • พื้นที่ใช้สอยต่อคน: 124 ตารางเมตร

ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้หลายคนเห็นว่าการใช้ สส.พรรคประชาชน ต่อต้านการใช้งบประมาณอย่างหว่านของกระทรวงคมนาคมนั้นมีความจำเป็น และเป็นการสะท้อนถึงความต้องการในการตรวจสอบงบประมาณของภาครัฐอย่างเข้มงวดมากขึ้น

การพัฒนาภาครัฐควรเน้นประโยชน์แก่ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การสร้างอาคารโอ่อ่าหรูหราเพียงเพื่อความสวยงาม ตึกหน่วยงานควรถูกออกแบบให้วางแนวทางการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และให้ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

หากคุณเป็นผู้ที่ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณภาครัฐหรือการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารจากพรรคประชาชน และประเด็นเกี่ยวกับ สส.พรรคประชาชน ว่าจะมีแนวทางอย่างไรในการตรวจสอบงบประมาณในอนาคต หากมีความโปร่งใสมากขึ้น น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สส.พรรคประชาชนลากไส้ ‘คมนาคม’ ถลุงงบฯ 3.8 พันล้านบาท สร้างตึกใหม่

ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการปราบปรามPersons ได้ดำเนินการขอหมายจับจากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ต่อ ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังอยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคือ นายสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ หรือรู้จักในฐานะพระธรรมวชิรธีร อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นางสาวภูธินี (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมสมคบกับผู้ต้องหาดังกล่าว

ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน

จากข้อมูลที่สืบสวนพบว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2567 จนถึง กรกฎาคม 2568 โดยอดีตเจ้าอาวาสสั่งให้พระศตยา พุ่มเดช ซึ่งเป็นพระลูกวัด ดำเนินการเบิกถอนเงินจำนวนกว่า 4.1 ล้านบาท จากบัญชีวัดนครสวรรค์ จากนั้นนำเงินมาฝากบัญชีส่วนตัวของพระศตยาก่อนที่จะถูกโอนต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงการยักยอกทรัพย์อย่างผิดกฎหมาย

ความสัมพันธ์กับคนสนิทถูกฉุดลากมาพัวพัน

รายงานยังเผยให้เห็นอีกว่า หากย้อนกลับไป พระศตยาได้ให้การรับสารภาพว่าได้รับคำสั่งโดยตรงจากอดีตเจ้าอาวาสให้ดำเนินการรับ-โอนเงินจำนวนมาก และพบว่า น.ส.ภูธินี เคยมาร่วมพบผู้ต้องหาหลายครั้งที่วัด ซึ่งถูกกล่าวว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตเจ้าอาวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเปิดเผยประเด็นใหม่ของแนวทางยักยอกทรัพย์ที่อาจมีลักษณะซับซ้อนมากกว่าที่คาด

ประเด็นดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงการกระทำที่ผิดวินัยทางศาสนาของพระภิกษุที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ เช่นเดียวกับการที่วัดไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีทรัพยากรทางการเงินที่ขนาดใหญ่ซึ่งหากปราศจากความโปร่งใส อาจทำให้แนวทางการดำเนินงานเกิดเบาะแน่นบ่อนอก

ในขั้นตอนดำเนินคดีเบื้องต้น อดีตเจ้าคณะฯ ได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอมอบตัว และขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายแล้ว คาดว่าจะนำตัวเข้าขยายผลสอบสวนเพิ่มเติมที่กองบัญชาการปราบปรามในเร็วๆ นี้

การกระทำผิดที่เกิดขึ้นต่อวัดนครสวรรค์นี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบันศาสนา แต่อาจก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการบริหารวัดที่ยังอ่อนแอและขาดการตรวจสอบภายใน ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาจำต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

หากคุณกำลังติดตามข่าว ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดเพื่อดูว่าจะมีการปิดช่องโหว่การบริหารวัดอย่างไรในอนาคต

ที่มา – ด่วน! บุกจับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ ยักยอกเงินวัดเปย์สีกาคนสนิท 4 แสน

กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์ ชมนิทรรศการเสมือนจริง

นิทรรศการพิเศษที่ใครหลายคนรอคอย “กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์” ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสกับโลกของไดโนเสาร์นักล่าดึกดำบรรพ์ผ่านการจำลองที่สมจริงภายในงาน “13 Dinos of Siam : มหัศจรรย์แห่งกาลเวลา” ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14-31 สิงหาคม 2568 นี้ ที่กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์

งานนี้ได้รับเกียรติจากนายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมงานมากมาย ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านบรรพชีวินวิทยา และผู้สนใจทั่วไป ร่วมชมขบวนพาเหรดของ 13 สายพันธุ์ของไดโนเสาร์ไทยที่สำคัญ และได้พบกับมาสคอตไดโนเสาร์ที่น่ารักและน่าสนใจ

นายพิชิต กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของงานนี้คือเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และเพิ่มพูนความตระหนักเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยาให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป โดยให้ความรู้ผ่านนิทรรศการที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ชมหุ่นจำลองไดโนเสาร์เคลื่อนไหวเสมือนจริง

ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซนหลักเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้แบบครบวงจรสำหรับผู้เข้าชม โดยเริ่มที่

  • โซน 1: Dinosaur World สวนดึกดำบรรพ์ – นิทรรศการหุ่นจำลองไดโนเสาร์ 13 สายพันธุ์ไทยเคลื่อนไหวเสมือนจริง และสามารถชมฟอสซิลชิ้นจริงของประเทศได้
  • โซน 2: 13 Dinos of SIAM – ห้องนิทรรศการที่แสดงวิดีโอองค์ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์ 13 สายพันธุ์ของไทย
  • โซน 3: Dino Lab ปลุกชีพน้องไดโน – จำลองห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ให้โอกาสผู้เข้าชมทดลองเชื่อมโยงกับการฟักไข่ไดโนเสาร์ด้วยมินิเกมสุดสร้างสรรค์
  • โซน 4: Explore Dinosaur – กิจกรรมขุดค้นทางบรรพชีวินวิทยาที่ทำให้ทุกคนเข้าใจประวัติศาสตร์โลกแบบมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ งาน “กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 31 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.15 น. ณ กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ห้ามพลาดโอกาสในการ “ย้อนเวลากลับสู่ยุคไดโนเสาร์” กับกิจกรรมและนิทรรศการที่จะทำให้คุณลืมตาฮือฮาอย่างแน่นอน!

ที่มา – ‘กรมธรณี’ คืนชีพไดโนเสาร์นักล่าดึกดำบรรพ์ ’13 สายพันธุ์ไทย’ ชวนชมนิทรรศการเสมือนจริง 14-31 ส.ค.นี้

3 แชมป์นิวเจนระดับมหาวิทยาลัย เวที “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025”

หลังจากผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดในสมรภูมิ Hack Day ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและไอเดียสร้างสรรค์ โครงการ“True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Hack for a Safer Digital Life” ก็ได้ประกาศทีมชนะเลิศในระดับมหาวิทยาลัยไปเป็นที่เรียบร้อย งานนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเวทีสำหรับนิสิตนักศึกษาที่มีไอเดียเพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

3 แชมป์นิวเจนระดับมหาวิทยาลัย เวที “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025”

จากจำนวนผู้สมัครกว่า 400 คนและ 89 ทีม คณะกรรมการได้คัดเลือกทีมสุดยอด 30 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบไฟนอล โดยมี 15 ทีมจากระดับมหาวิทยาลัย และอีก 15 ทีมจากสตาร์ทอัพหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยนั้น ทีมที่เข้ารอบต่างแสดงความสามารถและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับภัยไซเบอร์และเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทีม Zero to Hero: นักพัฒนาไร้ขีดจำกัด

หนึ่งในทีมที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ทีม Zero to Hero ซึ่งเป็นการรวมตัวของนิสิตจากหลากหลายประเทศในช่วงปิดเทอม คือ University of Manchester, National Tsing Hua University, Korea Advanced Institute of Science & Technology และ University of California, Irvine ทีมนี้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อเราเปิดรับความหลากหลายและร่วมมือกัน คนรุ่นใหม่สามารถผลักดันแนวทางใหม่ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ สำหรับนิสิตที่สนใจด้านการออกแบบและพฤติกรรมผู้ใช้ ยังมีรางวัลพิเศษ “Psychology Insights” มอบให้กับ 3 ทีมที่วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างลึกซึ้ง และดึงข้อมูลทางจิตวิทยามาปรับใช้บนสมรภูมิไซเบอร์

  • ทีม Zero to Hero – ชนะเลิศระดับมหาวิทยาลัย
  • Psychology Insights Awards – 3 ทีมผู้สร้างกลยุทธ์ด้านพฤติกรรมผู้ใช้

ไม่เพียงแต่ของรางวัลที่เป็นเกียรติ ทีมแชมป์จากมหาวิทยาลัยยังได้โอกาสพัฒนาไอเดียต่อยอดเป็นเทคโนโลยีที่แท้จริง ภายใต้การสนับสนุนจากทรู คอร์ปอเรชั่น และทรูมันนี่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในวงการไซเบอร์และเทคโนโลยี

เวทีแห่งความปลอดภัยและโอกาส

การจัดงาน Hackathon ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการเขียนโค้ด แต่ยังเปิดโอกาสให้นิสิตและประชาชนทั่วไปมีพื้นที่นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อส่งเสริม “การใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย” และ “การใช้เงินปลอดภัย” ผ่านโซลูชันที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในยุค Digital Transformation ที่อาชญากรรมทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณทุกทีมที่ร่วมส่งแรงบันดาลใจ และตั้งตารอว่าทีมสตาร์ทอัพและประชาชนทั่วไปที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จะสามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ให้กลายเป็นนวัตกรรมแท้ในวัน Final Pitch Day ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

หากคุณสนใจอยากติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดของ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ติดตามได้ที่หน้า Facebook: True Lab

อย่าลืม! การพัฒนาความปลอดภัยในโลกดิจิทัล เริ่มต้นจากการตั้งใจของคนรุ่นใหม่

ที่มา – 3 แชมป์นิวเจนระดับมหาวิทยาลัย เวที “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025”

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ช่วยชีวิตครอบครัวผู้เสียชีวิตจากช้างป่า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ จังหวัดฉะเชิงเทราได้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อนายสญชัย คำเสน อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นเกษตรกรในพื้นที่ ถูกช้างป่าทำร้ายจนเสียชีวิตขณะอยู่ในสวนยูคาลิปตัส บริเวณเขาเสียด ตำบบท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบเงินสงเคราะห์แก่ครอบครัว

ด้วยความเห็นใจในความสูญเสียอันเนื่องมาจากการถูกช้างป่าทำร้าย ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตตกอยู่ในความยากลำบาก มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการมอบเงินสงเคราะห์จำนวน 10,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจแก่ครอบครัว นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เป็นประธานในพิธีมอบเงินดังกล่าว

ผู้ได้รับความช่วยเหลือคือใคร?

ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในครั้งนี้คือ นางสาวสุนิตา คำเสน ซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้เสียชีวิต ที่เข้ารับมอบจากทางมูลนิธิในพิธีอย่างเป็นทางการ ณ ห้องรับสิ่งของพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ในชั้น 1 ของศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด และนางปราณี ประทุมมา จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบเงินด้วย

  • ผู้เสียชีวิต: นายสญชัย คำเสน อายุ 69 ปี
  • อาชีพ: เกษตรกร
  • สถานที่เกิดเหตุ: สวนยูคาลิปตัส บริเวณเขาเสียด
  • จำนวนเงินช่วยเหลือ: 10,000 บาท
  • ผู้รับเงิน: นางสาวสุนิตา คำเสน (บุตรสาว)

การมอบเงินในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มุ่งมั่นในการดูแลและสนับสนุนราษฎรผู้ประสบเหตุเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นจากการประสบอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ หรือความไม่สงบในพื้นที่ มูลนิธิฯ ยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน

ด้วยภารกิจในการรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน จึงสำคัญมากที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาให้การสนับสนุนให้กับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

หากคุณเป็นผู้ที่มีจิตศรัทธาในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุหรือมีความต้องการ คุณสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนได้ผ่านทางการบริจาค หรือติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในยามยากได้

ที่มา – มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุช้างป่าทำร้าย

วิสุทธิ์ ชี้คลิปเสียงเลื่อนลอย ปัด สส.ปชป.อ้างรัฐบาลแจกกล้วย

ล่าสุด เหตุการณ์คลิปเสียงที่ สส.พรรคประชาชน อ้างว่ามีการถูกซื้อให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ด้วยกล้วยหอมจำนวน 10 กก. ถือเป็นประเด็นที่สะเทือนวงการการเมือง ทว่า นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

วิสุทธิ์ ชี้คลิปเสียงเลื่อนลอย ปัด สส.ปชป.อ้างรัฐบาลแจกกล้วย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หลังฟังคลิปเสียงแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าใครเป็นผู้ส่งมา และย้ำว่าหากมีการเจรจาจะไม่มีทางใช้โทรศัพท์ เพราะโดยปกติจะนัดหมายมาพูดคุยกันโดยตรง

ไม่มีการซื้อเสียงจริง

นายวิสุทธิ์ กล่าวชัดเจนว่า “เราไม่จำเป็นต้องซื้อเสียง เพราะเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีเกินกว่าที่จำเป็นต้องใช้แล้ว” และเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้มีเสียงเกิน 10+ เสียงแล้ว พรุ่งนี้อาจมากกว่านี้อีก เพราะมีเพื่อนร่วมงานหลายคนที่อยู่ในโรงพยาบาลและพรุ่งนี้จะสามารถลงมติได้”

จากคำกล่าวดังกล่าว ชัดเจนว่ากรณี วิสุทธิ์ ชี้คลิปเสียงเลื่อนลอย ปัด สส.ปชป.อ้างรัฐบาลแจกกล้วย เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และมีลักษณะเข้าข่ายกระจายข่าวลบเพื่อทำลายภาพลักษณ์ฝ่ายรัฐบาล

  • คลิปเสียงไม่มีชื่อชัดเจน
  • ไม่มีการจัดการประชุมลับหรือติดต่ออย่างเป็นทางการ
  • ฝ่ายค้านไม่มีหลักฐานแน่ชัดในการอ้างสิ่งที่เกิดขึ้น

พ.ต.อ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีใครต้องการเปิดเผยสามารถเผยแพร่ชื่อ นามสกุล และข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ เพราะจากการพูดว่า “มีคนใหญ่กว่าเอ็นยิ้งค์” ถือเป็นการพูดเลี่ยงๆ ที่ไม่มี측ุติชัดเจน

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กรณีนี้อาจจะเป็นโจรข่าวหรือสแกมเมอร์ที่เข้ามาแกล้งปล่อยข่าวเพื่อให้คนเข้าใจผิด และย้ำว่า “ลองดูให้ดีๆ จะเห็นว่าแบบนี้เขาเป็นแค่แก๊งต้มตุ๋นที่ทำให้คนอื่นหลงกล”

ในด้านของพรรคเพื่อไทย ถือว่ามีความมั่นใจในเสียงของรัฐบาลอย่างมาก และไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีทุจริตใดๆ เพื่อให้ผ่านร่างกฎหมาย ยิ่งในช่วงที่มีจำนวน สส. พร้อมลงมติมากกว่าที่ต้องใช้ และหลายรายก็เตรียมพร้อมในการเข้าร่วมประชุมเพื่อออกเสียงอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรพิจารณาคือ การไม่เชื่อข่าวลือหรือข่าวเอียงที่ปราศจากข้อมูลยืนยัน และต้องตรวจสอบแหล่งข่าวให้ละเอียดก่อนจะเชื่อ เพราะสามารถถูกใช้ประโยชน์เพื่อทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองได้

หากใครมีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถไปแจ้งความที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการสอบสวนตามกฎหมาย และหากเป็นข่าวลือควรระวังตัวจากกลุ่มบุคคลที่แกล้งกระตุ้นปัญหาเพื่อหวังผลทางการเมือง

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ซัดเลื่อนลอยปม‘สส.พรรคประชาชน’ปูดคนฝั่งรัฐบาลแจกกล้วยซื้อโหวตงบ 69