ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อึ้ง! ม่ายสาวตัดรอยสักบนผิวหนังสามีผู้ล่วงลับมาใส่กรอบเป็นที่ระลึก

ในโลกของความทรงจำและการไว้อาลัย ความคิดสร้างสรรค์มักจะเกินขอบเขตของธรรมดา แองเจลิกา ราเดฟสกี คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของความตั้งใจนั้น ในฐานะพยาบาลและเป็นมารดาของลูกชายวัย 10 ขวบ เธอตัดสินใจทำสิ่งที่หลายคนอาจเห็นว่าแปลก หลังจากสามีของเธอ ทีเจ เสียชีวิตกะทันหันเมื่อเดือนมีนาคม เธอเลือกทางที่ต่างออกไปในการเก็บรักษาความทรงจำของคนที่เธอรัก

อึ้ง! ม่ายสาวตัดรอยสักบนผิวหนังสามีผู้ล่วงลับมาใส่กรอบเป็นที่ระลึก

แทนการเก็บอัฐิในโกศหรือการใช้รูปถ่าย ราเดฟสกีเลือกที่จะรักษาผิวหนังที่มีรอยสักของทีเจไว้ และนำไปใส่กรอบเพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเธอเคยพูดคุยกับสามีเกี่ยวกับโอกาสในการเก็บรอยสักไว้ในกรณีที่เขาจากไป

ทีเจมีรอยสักกว่า 70 รูปบนร่างกาย และในจำนวนนั้น รอยสักที่ถูกเลือกมาเก็บคือภาพหัวกะโหลกสวมหมวกของทีมอเมริกันฟุตบอลพิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส ซึ่งเป็นรอยสักแรกที่เขามี และเป็นเรื่องที่ลูกชายของพวกเขารู้สึกชื่นชอบอย่างยิ่ง เพรสตัน ลูกชายวัย 10 ขวบ เป็นผู้เลือกภาพนี้ด้วยตัวเอง และกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า “นี่คือพ่อ”

ขั้นตอนการรักษาผิวหนัง

กระบวนการรักษาผิวหนังที่มีรอยสักใช้เวลานานถึง 90 วัน หลังพิธีศพ ราเดฟสกีใช้ปากกามาร์คเกอร์ลากเส้นรอบรอยสักที่จะเก็บไว้ ส่วนเจ้าหน้าที่จะใช้เทคนิคพิเศษสำหรับลอกผิวหนังออกและจัดเก็บในภาชนะเฉพาะ จากนั้นส่งไปให้รักษาไว้ที่บริษัท “เซฟมายอิงค์ฟอร์เอเวอร์” ในรัฐโอไฮโอ

ราเดฟสกีเล่าว่า “นี่ไม่ใช่ของจำลอง คุณสามารถมองเห็นรายละเอียดเส้นขน ริ้วรอย และแม้แต่หมึกสักที่ฉันเคยจูบราตรีสวัสดิ์” ทั้งเธอกับลูกชายรู้สึกได้ถึงการเชื่อมโยงทางกายภาพและจิตใจกับบุคคลที่จากไป และรู้สึกว่าการเก็บผิวหนังนี้มีความลึกซึ้งมากกว่าการเก็บอัฐิ

เรื่องราวของราเดฟสกีแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านติ๊กต็อก โดยมียอดวิวเกือบ 30 ล้านครั้ง แม้จะมีความเห็นหลากหลายตั้งแต่ชื่นชมไปจนถึงวิจารณ์ที่กระทบทางอารมณ์ แต่สำหรับเธอแล้ว นี่เป็นของที่ระลึกที่เติมเต็มความทรงจำ และช่วยให้เขารู้สึกว่าสามียังคงอยู่เคียงข้าง

สิ่งที่แองเจลิกาต้องการตอนนี้คือให้คนทั่วไปเริ่มเปิดใจและสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความตาย รวมถึงการวางแผนเพื่อคนที่รักได้อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น แม้อาจมีบางสิ่งที่ดูไม่ธรรมดา แต่สิ่งที่สำคัญคือความรู้สึกและความต้องการของผู้รักษาความทรงจำนั่นแหละ

หากคุณรู้สึกสะเทือนใจจากเรื่องราวของแองเจลิกา ลองทบทวนว่าคุณอยากมีความทรงจำอย่างไร เมื่อวันหนึ่งผู้คนที่คุณรักเปลี่ยนจากชีวิตไป

ที่มา – อึ้ง! ม่ายสาวตัดรอยสักบนผิวหนังสามีผู้ล่วงลับมาใส่กรอบเป็นที่ระลึก

ปลัดคลังย้ำ บริหารความเสี่ยง ไม่ก่อหนี้หากงบขาดดุล

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การคลังที่มีความเสี่ยงสูง และงบประมาณที่ขาดดุลอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในการบริหารความเสี่ยงที่กระทรวงการคลังได้วางแผนไว้แล้ว

ปลัดคลังย้ำ บริหารความเสี่ยง ไม่ก่อหนี้หากงบขาดดุล

ปลัดกระทรวงการคลังระบุชัดว่า หากรายได้ของประเทศในปีนี้ไม่เพียงพอ ก็จะไม่มีการก่อหนี้เพิ่มเติม นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ ปลัดคลังย้ำ บริหารความเสี่ยง อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยงบประมาณปี 2569 จะไม่มีการเติบโตและเท่ากับปีก่อนหน้า เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่มีการเพิ่มขึ้น

การพัฒนาฐานข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังมุ่งเน้นการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ผ่านระบบ Data Lake อย่างเข้มข้น เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 3 กรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี จะช่วยให้หน่วยงานสามารถค้นพบช่องโหว่และแนวทางการหลบเลี่ยงภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่น พบว่าผู้เสียภาษีบางรายนำเข้าสินค้าด้วยอัตราภาษีที่ต่ำ แต่กลับมีกำไรหรือรายได้จากธุรกิจสูง ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อข้อมูลต่างๆ ถูกเชื่อมโยงและตรวจสอบซึ่งกันและกัน รัฐจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษีได้มากขึ้น

ทำไมต้องระมัดระวังการก่อหนี้?

เมื่อภาวะรายได้ของรัฐมีแนวโน้มชะลอตัว ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการการเงินก็ยิ่งเพิ่มขึ้น การก่อหนี้เพิ่มเติมจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม ดังนั้น ปลัดคลังย้ำ บริหารความเสี่ยง อย่างรอบด้าน โดยใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

  • งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ไม่เพิ่มจากปีก่อน
  • เน้นการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้
  • ลดการพึ่งพาเงินกู้หรือหนี้ภาครัฐ
  • มุ่งตรวจสอบผู้เสียภาษีเพื่อป้องกันการหลบภาษี

การบริหารความเสี่ยงเบื้องต้นในแวดวงงบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างปลอดภัย มากกว่าการแก้ปัญหาแบบฉุกเฉินในภายหลัง

ในฐานะพลเมือง ควรให้ความสำคัญกับเรื่องงบประมาณแห่งชาติ เพราะนี่เป็นพื้นฐานของการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว การมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการใช้งบประมาณของรัฐ ก็คือการร่วมสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศชาติของเรา

ที่มา – ปลัดคลัง ย้ำบริหารความเสี่ยงอยู่ ไม่ก่อหนี้เพิ่มหากรายได้ไม่พอ ชี้งบ 69 ตั้งใช้เท่าปีก่อน

เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ปรับโฉม Zbar ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว

โรงแรม เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต หรือกลุ่มดิ เอราวัณ กรุ๊ป เผยโฉมใหม่ให้กับ เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ปรับโฉม Zbar ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อให้แขกได้สัมผัสถึงความพิเศษในทุกมิติของการพักผ่อนบนเกาะเฉพาะตัวแห่งนี้ ด้วยการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างสไตล์ร่วมสมัยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้แรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น ที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับเอกลักษณ์ของเกาะนาคาใหญ่

เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ปรับโฉม Zbar ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว

Zbar ที่ปรับโฉมใหม่ ออกแบบให้ทุกพื้นที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจในรายละเอียด กลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นเดินทางผ่านวัสดุผิวสัมผัสที่หรูหรา และโทนสีที่สะท้อนความสงบ ด้วยพื้นที่ระเบียงที่ขยายออกไปอย่างมีเอกลักษณ์ ช่วยให้แขกดื่มด่ำกับทะเลและดวงอาทิตย์ตกได้อย่างเต็มอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงบ่ายที่สงบ หรือค่ำคืนที่ระยิบระยับใต้แสงดาวบนเกาะส่วนตัว

ประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เหนือระดับ

ในส่วนของเมนูเครื่องดื่ม เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ปรับโฉม Zbar ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว ด้วยค็อกเทลจากฝีมือของคุณเจน แก้วยยอด มิกโซโลจิสต์ระดับแนวหน้าที่เคยได้รับรางวัล Best Bartender Award จาก Diageo Reserve World Class 2018 ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเกาะอามาคุสะ ประเทศญี่ปุ่น เข้าสู่แก้วเครื่องดื่มที่เปรียบเสมือนบทกวี เติมเต็มรสชาติให้เหนือความคาดหมาย

  • บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเงียบสงบ
  • ค็อกเทลระดับพรีเมียมจากวัตถุดิบคุณภาพ
  • อาหารทานเล่นสไตล์ญี่ปุ่นภายใต้การเสิร์ฟแบบพิถี
  • วิวทะเลอันดามันช่วงเวลากลางคืนที่อมตะ

นอกจากค็อกเทล ทางร้านยังเสิร์ฟอาหารทานเล่นสไตล์ญี่ปุ่นอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่วัตถุดิบคุณภาพอันโดดเด่นไปจนถึงการนึงค์ในการจัดเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนั่งสัมผัสความร่มรื่นภายในเลานจ์ หรืออยากสัมผัสคาบูระของลมเย็นบนระเบียง ก็พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ทุกคน

การเดินทางสู่ประสบการณ์แห่งการพักผ่อนที่หรูหรา

ไม่เพียงแค่บรรยากาศและการบริการ เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ปรับโฉม Zbar ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว อย่างแท้จริง แต่ยังเป็นทางเลือกของการพักผ่อนที่ครบครันบนเกาะส่วนตัวแห่งนี้ รีสอร์ทแห่งนี้มีห้องพัก 90 ห้อง ตั้งแต่ห้องพักดีไซน์ร่วมสมัย ห้องสวีท ไปจนถึงพูลวิลล่าส่วนตัว พร้อมบริการสุขภาพ ทริปเที่ยวเกาะ และกิจกรรมที่ได้รับการคัดสรรอย่างมีคุณภาพ

Zbar ใหม่ที่ปรับโฉม ก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายแห่งช่วงค่ำคืนบนเกาะ เหมาะกับผู้แสวงหาความสุขริมทะเลอันดามันในแบบส่วนตัว เติมเต็มอารมณ์ด้วยคลื่นลม แสงดาว และเสียงพูดคุยอบอุ่น หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ในภูเก็ต ขอให้เริ่มที่การมานั่งพักผ่อนใน Zbar บนเกาะนี้

ที่มา – เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ปรับโฉม Zbar ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว

แค่รองไม่พอ! รร.วัดลิงขบ คว้าแชมป์ ‘เปตอง’ รุ่นเยาวชนอีกถ้วย

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โรงเรียนวัดบวรมงคล หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “โรงเรียนวัดลิงขบ” ได้สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันการศึกษาร่วมกับจังหวัดภูเก็ต โดยคว้าแชมป์จากกิจกรรมการแข่งขันกีฬาเปตองชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยครั้งที่ 44 ประจำปี 2568 ในประเภทเยาวชนชายอายุไม่เกิน 17 ปี หลังจากเดิมที่เคยได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในประเภทเยาวชนหญิงมาแล้ว

แค่รองไม่พอ! รร.วัดลิงขบ คว้าแชมป์ ‘เปตอง’ รุ่นเยาวชนอีกถ้วย

การแข่งขันกีฬาเปตองในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 ถึง 12 สิงหาคม 2568 ที่สนามเปตอง ปั๊มน้ำมัน ถาวรโมบิล จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนาวาอากาศโทสุทธิโรจน์ ประพันธ์พัฒน์ เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมเยาวชนหญิงของ รร.วัดลิงขบ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จากการแข่งขันประเภทเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี โดยมีนักกีฬาคือ นางสาวอัฉรียา กาไว, นางสาวสุชัญญา ภาระปี และนางสาวณิชกมล สังข์เงิน

ชูธงสีเหลืองเเดงคว้าแชมป์ของจริง

วันสุดท้ายของการแข่งขัน (13 ส.ค.) นับเป็นวันฮือฮาจริง ๆ สำหรับทีม รร.วัดลิงขบ ที่ส่งทีมเด็กชายร่วมแข่งในนามของชมรมสมาคมกีฬาจังหวัดภูเก็ต สามารถคว้าแชมป์มาครองในประเภทเยาวชนชายอายุไม่เกิน 17 ปี โดยมีนักกีฬารุ่นน้องอย่างเด็กชายธีรภัทร ฉวีรัตน์ (ชื่อเล่น ออโต้) สร้างความประทับใจด้วยฝีมือที่เฉียบคม

ว่าที่ร้อยตรีวัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล กล่าวว่าตัวเองรู้สึกภาคภูมิใจแทนนักกีฬาเปตองอย่างแท้จริง หลังจากที่โรงเรียนสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยคว้ารางวัลมาถึง 2 รางวัลในครั้งเดียว ทั้งรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และแชมป์ภายใต้สังกัดจังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ ผู้บริหารโรงเรียนได้แสดงความมุ่งมั่นว่าจะสนับสนุนกีฬาเปตองต่อเนื่อง เพราะต้องการสืบสานกีฬาที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงจรรแล้ว ทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า “เปตองเป็นยาวิเศษสำหรับฉัน” และยังกล่าวอีกว่า “กีฬานี้มีประโยชน์มาก ได้ทั้งบริหารร่างกายเพื่อให้สุขภาพดีและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์”

เรื่องเล่า的背后母校หลานวัดลิงขบ

สำหรับ รร.วัดลิงขบ เดิมมีชื่อเรียกตามชื่อวัดบวรมงคลในอดีต ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน วัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดลุงขบ” ก่อตั้งโดยชาวบ้านผู้มีศรัทธาและได้รับการขนานนามว่า ‘ลิงขบ’ หลังจากภาษากร่อนเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในท้องถิ่น

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบวรมงคล” และในรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสถาปนาให้เป็น “วัดบวรมงคลราชวรวิหาร” พร้อมทั้งมีการก่อตั้งโรงเรียนภายในวัด เมื่อปี พ.ศ. 2498 ซึ่งหลังจากผ่านอุปสรรคคดเคี้ยวในการก่อสร้าง ตอนแรกจัดตั้งเรียนชั่วคราวที่วิหารคด และหลังอาคารเรียนเสร็จจึงย้ายกลับมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนวัดบวรมงคลได้เน้นการส่งเสริมทั้งด้านวิชาการ จริยธรรม รวมถึงจิตใจ เข้มแข็งด้านจิตวิญญาณ ซึ่งหนึ่งในอาชีพเสริมที่กำลังถูกปลูกฝังให้แก่นักเรียนก็คือ กีฬาเปตอง ที่นอกจากจะเสริมสร้างสุขภาพแล้ว ยังช่วยเสริมทักษะด้านการกำหนดเป้าหมาย การวางแผน และการทำงานเป็นทีม

ความสำเร็จของทีมเปตองเยาวชนในครั้งนี้จึงถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความรักในกีฬาที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในสายกีฬาง่าย ๆ ที่อาจถูกมองข้ามในยุคสมัยใหม่

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อลูกหลาน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการพัฒนาฝีมือด้านกีฬาอย่างเปตอง กับ รร.วัดลิงขบ ที่สร้างชื่อเสียงจากความเมตตาและความพยายามอย่างแท้จริง

ที่มา – แค่รองไม่พอ! รร.วัดลิงขบ สร้างชื่ออีก คว้าแชมป์ ‘เปตอง’ รุ่นเยาวชนอีกถ้วย

DSI เสนอคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา 1.8 แสนคน เป็นคดีพิเศษ

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ลงพื้นที่ตรวจค้น 4 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชามาทำงานในประเทศไทย โดยพบว่าบริษัทเหล่านี้มีการเรียกเก็บเงินค่าสมัครหรือเรียกอีกอย่างว่า “ค่าหัวคิว” จากนายจ้างรายละ 2,500 บาท สำหรับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานกัมพูชา จำนวนกว่า 180,000 คน ซึ่งมูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาท

DSI เสนอคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา 1.8 แสนคน เป็นคดีพิเศษ

จากกรณีที่เกิดความเคลื่อนไหวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ระบุว่า คณะพนักงานสืบสวนได้ดำเนินการสอบสวนคดีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม และเตรียมนำสำนวนคดีเข้าพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ เพื่อเสนอให้มีมติ 2 ใน 3 จากกรรมการฯ รับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)

รายงานอีกฉบับจาก DSI ระบุชัดเจนว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรายงานชื่อแรงงานกัมพูชาและเรียกเก็บเงินเพื่อให้สามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้นั้น เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงและอั้งยี่ เพราะเงินที่ผู้จ้างจ่ายไปไม่ได้ไปตกเป็นของแผ่นดินแต่อย่างใด กลับรวมรวมเป็นผลประโยชน์แก่บุคคลภายนอกแทน

รายละเอียดความผิดในกรณีหักหัวคิวแรงงาน

หลังจากดำเนินการสอบสวนพยานและผู้เกี่ยวข้อง พบว่ามีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระบบทั้งในไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงานทั้งสองประเทศ และบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจการจัดหางาน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังกลไกการโอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อรับผลประโยชน์จากการรีดไถเงินของนายจ้าง

  • จำนวนแรงงาน: ประมาณ 180,000 คน
  • ค่าหัวคิว: รายละประมาณ 2,500 บาท
  • ยอดรวมเงิน: มากกว่า 450 ล้านบาท
  • ข้อหา: ฉ้อโกงทรัพย์ / อั้งยี่

นอกจากนี้ ภายใน DSI ยังมีการเปิดเผยว่า ก่อนที่จะมีการสืบสวนคดีในครั้งนี้ นักจ้างส่วนใหญ่ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อให้ชื่อแรงงานถูกนำไปบันทึกในระบบของกระทรวงแรงงาน แต่หลังจากที่เกิดการแจ้งข้อเท็จจริงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ มีการเปลี่ยนแปลงจนเหล่านายจ้างสามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินที่จ่ายลงในระบบแต่ละครั้ง ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ และอาจเกิดจากการทุจริตภายในการทำงานของระบบเท่านั้น

หากคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติตามที่ DSI เสนอ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คดีนี้ได้รับการดำเนินการอย่างเป็นทางการภายใต้กฎหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เข้มงวดและพิถีกว่าการดำเนินคดีทั่วไป หมายถึง将会มีการสืบสวนเชิงลึกจากพนักงานสอบสวนด้านคดีพิเศษ

กรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติในโครงสร้างของระบบผลิตแรงงานต่างด้าว และแสดงบทบาทสำคัญของหน่วยงานตรวจสอบในการปกป้องสิทธิผู้จ้างแรงงานรวมทั้งความโปร่งใสของรัฐ

ติดตามข่าวสารการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้ ว่าจะมีมติอย่างไรต่อคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการปรับปรุงระบบแรงงานในระยะยาวของประเทศไทย

หากคุณเป็นนายจ้างใช้แรงงานต่างด้าว อย่าลืมตรวจสอบการรับอนุญาตกับกระทรวงแรงงานเท่านั้นอย่าจ่ายเงินกับบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการโดยตรง เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือเข้าข่ายเป็นส่วนร่วมในการกระทำความผิด

ที่มา – จับตา 15 ส.ค. DSI เสนอคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา 1.8 แสนคน เข้าบอร์ดให้มีมติ 2 ใน 3 พิจารณาเป็นคดีพิเศษ

ไทย-จีน กระชับมิตร สานต่อความร่วมมือส่งเสริมการพัฒนา

ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-จีน ถือเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Anning Hot Spring Hotel ประเทศจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีโอกาสหารือเชิงกลยุทธ์กับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ไทย-จีน ยกระดับความร่วมมือในหลายมิติ

ในการประชุมครั้งนี้ นายหว่าง อี้ ได้กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ และทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ เช่น การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และการเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นทวิภาคี รวมถึงการรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดน ซึ่งเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และมุ่งสู่ประโยชน์ร่วมกัน

การพัฒนาในระดับท้องถิ่นเป็นแรงบันดาลใจ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้กล่าวขอบคุณนายหวัง อี้ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้เปรียบเทียบโมเดลการพัฒนาของเมืองอันหนิงที่แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการพัฒนาเมืองในประเทศไทย ซึ่งอาจนำไปสู่ความเชื่อมโยงในแนวทาง ไทย-จีน ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากในปี 2568 ถือเป็นปีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน นายมาริษ จึงได้เสนอแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งรวมถึงการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการความท้าทายระดับภูมิภาค

  • แลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง
  • สนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
  • การจัดการความเสี่ยงในพื้นที่ขัดแย้ง
  • การพัฒนางานระดับท้องถิ่น

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกในการหารือคือ สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้รับการสนับสนุนอย่างสร้างสรรค์จากจีนโดยผ่านการปรึกษาภายในอาเซียน ทั้งสองฝ่ายมีมุมมองตรงกันในการยึดถือข้อตกลงหยุดยิงและผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

การหารือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการ สานต่อความร่วมมือ ระหว่างไทยและจีนในหลายมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้การพัฒนาทั้งสองประเทศไปในทิศทางเดียวกันอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การ_restoration_ของความสัมพันธ์ไทย-จีน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ที่ไม่เพียงแต่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการค้า แต่ยังเน้นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาค

หาก泰国และจีนคงแนวทางเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือเช่นนี้ต่อไป เรามีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับการพัฒนาของประเทศได้อย่างมีรากฐานและรวดเร็ว

ที่มา – ‘ไทย-จีน’ กระชับมิตร สานต่อความร่วมมือส่งเสริมการพัฒนา

วุ้นเส้นต้นสน แตกไลน์ซอส-เครื่องปรุง ดันอาหารไทยโตเวทีโลก

“วุ้นเส้นต้นสน” แบรนด์วุ้นเส้นคุณภาพระดับพรีเมียมที่มีอายุการผลิตยาวนานกว่า 64 ปี ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความทุ่มเทในเรื่องนวัตกรรมและคุณภาพ ทำให้วุ้นเส้นต้นสนสามารถยึดใจผู้บริโภคได้ยาวนานนับสิบปี และกลายเป็นตัวแทนอาหารไทยที่ก้าวออกสู่เวทีโลกได้อย่างน่าประทับใจ

วุ้นเส้นต้นสน แตกไลน์ซอส-เครื่องปรุง ดันอาหารไทยโตเวทีโลก

นางพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการบริษัท สิทธินันท์ จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของวุ้นเส้นต้นสนนั้นเกิดจากความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการผลิต โดยผลิตจากถั่วเขียวชั้นเลิศ 100% ซึ่งทำให้วุ้นเส้นมีความเหนียวนุ่ม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนำไปปรุงเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายทั้งแบบไทยๆ และนานาชาติ ทำให้เป็นที่ยอมรับของทั้งครัวเรือนและร้านอาหารทั่วประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น วุ้นเส้นต้นสนยังตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกด้วยคุณสมบัติพิเศษ เช่น เป็นแป้งจากถั่วเขียว ไม่ผ่านการฟอกสี และมีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ ทั้งกลุ่มผู้สูงวัย คนโรคเบาหวาน และคนรักการกินเพื่อสุขภาพ

สร้างชื่อเสียงระดับโลก

ด้วยความโดดเด่นนี้ ทำให้วุ้นเส้นต้นสนได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยปัจจุบันได้ขยายตลาดไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพยานถึงคุณภาพและมาตรฐานสากลของผลิตภัณฑ์

เพื่อต่อยอดความสำเร็จ บริษัทได้ขยับขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ ด้วยการเปิดตัวกลุ่มซอสและเครื่องปรุงอย่าง “น้ำจิ้มสุกี้” และ “ซอสผัดไทย” ที่ตอบโจทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการผลักดันอาหารไทยให้เติบโตในเวทีโลก พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก

สำหรับอนาคตข้างหน้า วุ้นเส้นต้นสนมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นผู้นำในตลาดวุ้นเส้นระดับโลก และยังมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชผลของประเทศ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถของเกษตรไทย พร้อมทั้งขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างคุณค่าและนวัตกรรมด้านอาหาร

หากคุณยังไม่เคยลอง วุ้นเส้นต้นสน ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและอร่อยในแบบไทยๆ ลองนำมาทำเป็นเมนูต่าง ๆ เช่น ผัดไทย ราดหน้า หรือวุ้นเส้นต้มยำกุ้ง จะช่วยเติมพลังชีวิตในแต่ละวันของคุณได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘วุ้นเส้นต้นสน’ แตกไลน์ขายกลุ่มซอส-เครื่องปรุงดันอาหารไทยโตเวทีโลก

ทส.ประกาศขยายพื้นที่อุทยานฯ 26 แห่ง เพิ่มมาตรการคุ้มครองนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ภายใต้การมอบหมายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีนโยบายเพิ่มพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเพิ่มมาตรการคุ้มครองนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ

ทส.ประกาศขยายพื้นที่อุทยานฯ 26 แห่ง เพิ่มมาตรการคุ้มครองนักท่องเที่ยว

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในการเพิ่ม-ขยายพื้นที่อุทยานแห่งชาติจำนวน 26 แห่ง รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 475,658.25 ไร่ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.15 ของพื้นที่ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติใหม่เพิ่ม 2 แห่ง พื้นที่ 125,416 ไร่ และพื้นที่วนอุทยาน 1 แห่ง ขนาด 1,114 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดเป็น 602,188 ไร่

แนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การประกาศทส.ขยายพื้นที่อุทยานฯ 26 แห่งและเพิ่มมาตรการคุ้มครองนักท่องเที่ยว นี้ ไม่เพียงแต่เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จะมั่นใจในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

แผนการในระยะถัดไป คือการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยระบุชัดเจนว่าไม่กระทบต่อสิทธิที่ดินของประชาชนท้องถิ่น ซึ่งกระบวนการมีการฟังความคิดเห็นจากท้องถิ่น ชุมชนที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

  • เพิ่มพื้นที่อุทยานฯ จำนวน 26 แห่ง
  • ขยายเนื้อที่เพิ่มเติม 475,658.25 ไร่
  • กำหนดพื้นที่อุทยานฯ และวนอุทยานฯ ใหม่
  • เน้นความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • รักษาสิทธิของชุมชนท้องถิ่น

มาตรการที่นำเสนอนี้มุ่งเน้นให้การจัดการอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยมีมาตราฐานสากล โดยเฉพาะในเรื่องการดูแล คุ้มครอง และการเยียวยานักท่องเที่ยวหากเกิดเหตุไม่ประสงค์ประสงค์ในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ในอนาคต ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถมั่นใจได้มากขึ้นว่า ทส.ประกาศขยายพื้นที่อุทยานฯ 26 แห่ง พร้อมเพิ่มมาตรการคุ้มครองนักท่องเที่ยว จะทำให้อุทยานแห่งชาติของไทยเป็นสถานที่พักพิงของธรรมชาติและจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย

หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารและกฎระเบียบภายในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของคุณและครอบครัวด้วยนะคะ

ที่มา – ทส.ประกาศขยายพื้นที่อุทยานฯ 26 แห่ง เพิ่มมาตรการคุ้มครองนักท่องเที่ยว

ศาลสูงสุดเกาหลีใต้ยืนยัน ‘เบบี้ ชาร์ค’ ไม่ลอกเพลงอเมริกัน

เพลง เบบี้ ชาร์ค กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่หลายคนคุ้นเคย โดยมียอดวิวบนยูทูบมากกว่า 16,000 ล้านครั้ง ซึ่งมากกว่าเพลงระดับโลกอื่น ๆ อย่าง “Despacito” และ “Wheels on the Bus” เกือบสองเท่า แม้จะเป็นเนื้อเพลงง่าย ๆ สำหรับเด็ก แต่กลับก่อให้เกิดข้อโต้แย้งด้านลิขสิทธิ์อย่างเข้มข้นในวงการเพลงเกาหลีใต้

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อปี 2019 เมื่อ “จอห์นนี โอนลี” หรือโจนาธาน ไรธ์ นักประพันธ์เพลงชาวอเมริกันจากนิวยอร์ก ยื่นฟ้องบริษัท สมาร์ท สตัดดี (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเดอะ พิงก์ ฟรอก) ในข้อหาลอกเลียนเพลงของเขาที่แต่งขึ้นเมื่อปี 2011 และเรียกร้องค่าเสียหายถึง 30 ล้านวอน หรือประมาณ 700,000 บาท

เบบี้ ชาร์ค ลอกเลียนเพลงหรือไม่?

จากคดีความที่เกิดขึ้นนั้น บริษัทเดอะ พิงก์ ฟรอก ยืนยันว่าเพลง เบบี้ ชาร์ค ไม่ใช่เพลงที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ถูกดัดแปลงมาจากเพลงเด็กแบบดั้งเดิมของอเมริกาเหนือซึ่งถือเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่เข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์

ศาลชั้นต้นของเกาหลีใต้ได้พิพากษายกฟ้องโจนาธาน ไรธ์ ในปี 2021 เนื่องจากไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า เบบี้ ชาร์ค มีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างแท้จริง และในปี 2023 ศาลอุทธรณ์ก็ได้ยืนยันคำตัดสินเดิมอีกครั้ง

ศาลฎีกาแจกแจงความชัดเจนของคดี

แม้โจนาธานจะไม่ยอมแพ้และยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้ได้ออกมติยืนยันคำตัดสินของศาลชั้นต้นแล้ว ระบุอย่างชัดเจนว่า เบบี้ ชาร์ค ไม่ได้มีการลอกเลียนเพลงใด ๆ โดยผิดกฎหมาย และเป็นการดัดแปลงจากเพลงป๊อปสำหรับเด็กที่มีอยู่ก่อน

ทั้งนี้ บริษัทเดอะ พิงก์ ฟรอก ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและเผยแพร่วิดีโอ เบบี้ ชาร์ค ออกแถลงการณ์ภายหลังคำตัดสินว่า “เราขอบคุณศาลที่ได้ยืนยันสิทธิทางปัญญาของศิลปิน และการยอมรับว่าเพลงนี้มีที่มาจากเพลงดั้งเดิมของสาธารณชน”

กรณีความขัดแย้งของคดีลิขสิทธิ์นี้น่าสนใจ เพราะแม้ว่า “เบบี้ ชาร์ค” จะกลายเป็นปรากฏการณ์โลก แต่การตีความลิขสิทธิ์ในงานที่มีต้นแบบในฐานะทรัพย์สินสาธารณะกลับแสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่ชัดเจน

คดีนี้จึงถือเป็นเคสสะท้อนถึงการพัฒนาทางดนตรีที่ใช้เสียงและจังหวะแบบดั้งเดิม แต่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโลกยุคใหม่อย่างเหมาะสม โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และยังส่งผลต่อหลากหลายศิลปินในอุตสาหกรรมความบันเทิงอีกด้วย

หากคุณเคยพูดคำว่า “Doo doo doo doo doo” แล้วนึกถึง เบบี้ ชาร์ค ก็คงไม่แปลกที่ทุกคนต้องยอมรับว่า ความสำเร็จนี้畚ื้องหลังมาจากแนวคิดที่สร้างสรรค์ และการเคารพขอบเขตของศิลปะสาธารณะด้วยเช่นกัน

ที่มา – ศาลสูงสุดเกาหลีใต้ชี้ชัด ‘เบบี้ ชาร์ค’ ไม่ได้ลอกเลียนผลงานนักแต่งเพลงอเมริกัน

เอาจริง! บก.จร.กวาดล้างแก๊งแว้นวิภาวดี ส่งศาลขัง-ปรับ-ริบรถ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ เชื้อเดช รอง ผบก.จร. และ พ.ต.อ.พารินท จันทร์เลิศ ผู้กำกับกองตรวจ 2 บก.จร. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่รวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์แบบรุมเร้าบนถนน วิภาวดีรังสิต โดยเฉพาะในพื้นที่ทางพิเศษ จนกระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 36 ราย แบ่งเป็นผู้ใหญ่อายุ 20 ปีขึ้นไป 9 ราย และเยาวชนอีก 27 ราย พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ 28 คัน

เอาจริง! บก.จร.กวาดล้างแก๊งแว้นวิภาวดี ส่งศาลขัง-ปรับ-ริบรถ

จากกรณีที่กลุ่มคนรุ่นใหม่วัยรุ่นและผู้ใหญ่รวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์แบบสว่านในพื้นที่ถนน วิภาวดีรังสิต อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการรวมกลุ่มบริเวณสถานีเติมน้ำมัน แล้วขี่รถออกจากจุดนั้นผ่านหลายเส้นทางสำคัญ เช่น 5 แยกลาดพร้าว หน้าวัดเสมียนนารี แยกหลักสี่ และหน้าตลาดใหม่ดอนเมือง ก่อนจะกลับรถสะพานธูปะเตมีย์ และเข้าสู่ถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าอีกครั้ง รวมไปถึงบริเวณหน้าท่าอากาศยานดอนเมือง

พฤติกรรมอันตรายแค่ไหนที่ทำให้ตำรวจต้องเข้าดำเนินการ?

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เวลา 01.56 น. จากการขับขี่ด้วยความเร็วสูงแบบไม่ปลอดภัยของกลุ่มวัยรุ่นบนถนน วิภาวดีรังสิต จนเป็นปัญหาต่อผู้ใช้ถนนทั่วไป เจ้าหน้าที่จึงเริ่มสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐานในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พร้อมของกลาง 13 คัน และดำเนินคดีได้ทั้งผู้ใหญ่ 3 ราย และเยาวชน 16 ราย

หลังจากได้รับคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี แก้เป็นกักขัง 2 เดือน พร้อมปรับ 10,000 บาท และริบรถจักรยานยนต์ ทำให้เจ้าหน้าที่มีแรงกระตุ้นในการขยายผลการจับกุมในช่วงต่อมา โดยเฉพาะเมื่อพบเหตุอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเหล่านี้ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม

กรณีดังกล่าวผลักดันให้มีการจับกุมเพิ่มเติมอีกถึง 3 ราย ซึ่งศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือนโดยไม่รอลงอาญา รวมการดำเนินคดีทั้งสิ้น 36 ราย และยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการขับขี่อย่างผิดกฎหมายจำนวน 28 คัน

  • ดำเนินคดี “ร่วมกันขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย”
  • ดำเนินคดี “ร่วมกันพยายามแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต”
  • ส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
  • ลงโทษทั้งจำคุก ปรับเงิน และริบรถจักรยานยนต์

การป้องกันปัญหาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและตัวผู้ปกครองเอง ดังนั้นหากคุณเห็นวัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน วิภาวดีรังสิต อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสร่วมกันรักษาความปลอดภัยให้กับทุกครอบครัวครับ

ที่มา – เอาจริง! บก.จร.กวาดล้างแก๊งแว้นวิภาวดี ส่งศาลขังคุก-ปรับ-ริบรถ ทุกราย