ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โฆษก ตร.แจงปมของบ 2.3 หมื่นล้าน ยันตัดงบบ้านพักระดับสูง 91 ล้านแล้ว

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีประเด็นข่าวเกี่ยวกับงบประมาณของตำรวจที่มีวงเงินกว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งถูกนำเสนอว่ามีการนำไปใช้ก่อสร้างอาคารและบ้านพักข้าราชการตำรวจระดับสูง 7 หลัง

โฆษก ตร.แจงปมของบ 2.3 หมื่นล้าน

โฆษก ตร. เผยว่า ข่าวที่ออกมาเป็นการนำเสนอที่มีข้อมูลผิดเพี้ยน ทำให้ประชาชนอาจจะเข้าใจผิดในเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจอย่างเต็มที่

ตัดงบบ้านพักระดับสูง 91 ล้านแล้ว

ในการจัดทำคำขอของบประมาณปี 2569 นั้น มีการเสนอคำขอจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งระดับสถานีตำรวจ กองบังคับการ และกองบัญชาการ ทั้งสิ้น 1,726 รายการ รวมวงเงินประมาณ 23,164 ล้านบาท โดยรายการดังกล่าวประกอบด้วยครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง แต่หลังจากผ่านการพิจารณาจากสำนักงบประมาณและกรรมาธิการรัฐสภา ได้ปรับลดรายการต่างๆ และคงเหลือเพียง 649 รายการ รวมวงเงินประมาณ 15,597 ล้านบาท

ในส่วนของงบประมาณที่เสนอขอตัดนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของการเข้าใจผิดในสังคม จึงได้ตัดงบประมาณในการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการระดับสูง ซึ่งมีวงเงินกว่า 91 ล้านบาท ออกจากรายการ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต่อราชการและประชาชนแทน

สรุปสถานการณ์งบประมาณของ ตร.

ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังขาดแคลนที่พักอาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ สำหรับกำลังพลกว่า 40,000 นาย จากทั้งหมด 200,000 กว่าคน นอกจากนี้ เครื่องมือและครุภัณฑ์ก็ยังไม่เพียงพอตามมาตรฐานที่หน่วยงานต่างๆ ต้องการ ทุกหน่วยจึงเสนอคำขอของบประมาณตามความจำเป็น และผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการอย่างเข้มงวด

  • งบประมาณทั้งหมดเสนอขอ: 23,164 ล้านบาท
  • จำนวนรายการทั้งหมด: 1,726 รายการ
  • ปรับลดเหลือ: 649 รายการ
  • งบประมาณหลังปรับลด: 15,597 ล้านบาท
  • งบบ้านพักระดับสูงที่ตัดออก: 91 ล้านบาท

โฆษก ตร. กล่าวว่า ข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์ออกไปอาจมีส่วนที่เข้าใจผิด แต่เป้าหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องประชาชน และยังยืนยันว่าการใช้งบประมาณนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการและชาติ

เมื่อบ้านพัก 91 ล้านบาทถูกตัดออกไป แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบขององค์กร เพราะแม้จะเป็นงบประมาณที่เสนอขอครั้งแรก แต่หากเกิดความไม่เข้าใจ ผบ.ตร.ก็พร้อมตัดออกเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนทั่วไป

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารอื่นๆ เกี่ยวกับงบประมาณของรัฐ อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ข่าวสารหรือเว็บที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลข่าวสารที่สำคัญสำหรับสังคมไทย

ที่มา – โฆษก ตร.แจงปมของบ 2.3 หมื่นล้าน ยันตัดงบบ้านพักระดับสูง 91 ล้านแล้ว

TOA กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 36.7% จ่ายปันผล 0.36 บาท

ในรายงานผลประกอบการล่าสุดของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ระบุว่า ไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัททำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 36.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 5,423 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 652 ล้านบาท

TOA กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 36.7% จ่ายปันผล 0.36 บาท

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ TOA กำไรไตรมาส 2 เติบโตอย่างโดดเด่น มาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การจัดการซัพพลายเชนให้ดีขึ้น รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ลดลงและค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศจะเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากตลาดอสังหาริมทรัพย์และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่แน่นอน แต่ TOA สามารถรักษาผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ โดยเฉพาะจากตลาดต่างประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผลประกอบการครึ่งปีแรก

ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 10,890 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 1,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีความมั่นใจในการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในรอบครึ่งปีแรก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติเห็นชอบการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.36 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 698 ล้านบาท โดยจ่ายจากกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 20% สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการคืนกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์ยั่งยืนและการเติบโตในอนาคต

TOA ได้กำหนดกลยุทธ์เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และปรับตัวอย่างยืดหยุ่นในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยเน้นการกระจายความเสี่ยง การขยายผลิตภัณฑ์นอกเหนือจากสีทาอาคาร และการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หัวหน้าฝ่ายบริหารกล่าวว่า บริษัทมองว่า “ความยั่งยืน” จะเป็นแรงผลักดันสำคัญของตลาดในอนาคต และเป็นปัจจัยหลักที่สอดคล้องกับพันธกิจ GREEN MISSION ที่ TOA ได้เริ่มดำเนินการกับ 7 กลยุทธ์หลักเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ในอนาคต (Net Zero) ภายใต้หลัก ESG (Environmental, Social, Governance)

นอกจากนี้ TOA ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นการใช้สินค้ารักษ์โลก โดยปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการรับรอง “ฉลากลดโลกร้อน” แล้วมากถึง 133 ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในปีนี้มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองใหม่อีก 91 รายการ

ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีความมุ่งมั่นทั้งในเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน และการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ นักลงทุนจึงมั่นใจว่า TOA จะสามารถรักษาความแข็งแกร่งด้านการเงินและเติบโตในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง

หากคุณกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การเลือกลงทุนในบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ ESG และมีผลประกอบการมั่นคงอย่าง TOA ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในระยะยาว

ที่มา – “TOA” กำไรไตรมาส 2 พุ่งแรงกว่า 36.7% จ่ายปันผลครึ่งปีแรก 0.36 บาทต่อหุ้น

กิฟฟารีนเปิดตัว ‘เอไอโค้ช’ เสริมทัพนักขาย

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น กิฟฟารีน ส่งพลังใหม่ด้วยการเปิดตัว “Giffarine AI Coach” เพื่อช่วยให้นักธุรกิจกิฟฟารีนสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเอาชนะการแข่งขันในธุรกิจขายตรงได้อย่างแข็งแกร่ง

กิฟฟารีนเปิดตัว ‘เอไอโค้ช’ เสริมทัพนักขาย

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ กิฟฟารีนเปิดตัว ‘เอไอโค้ช’ เพื่อเป็นโค้ชส่วนตัวให้นักขาย โดยมีหน้าที่ช่วยวิเคราะห์วิดีโอ (VDO) และสร้างสคริปต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอธุรกิจและสินค้า โดยที่นักขายสามารถทำงานได้แม่นยำ รวดเร็ว และเข้ากับกลยุทธ์การขายของตนเอง

ระบบนี้มีการใช้งานครั้งแรกในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 และเป็นโซลูชันจาก Microsoft ที่มีเทคโนโลยีคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ทันสมัย มาช่วยพัฒนาการทำงานของนักธุรกิจแบบ Personalize Coaching ส่งให้เกิดความมั่นใจ และลดเวลาในการฝึกตัวเองอย่างมาก

เทคโนโลยีรองรับการเติบโตของธุรกิจ

การลงทุนในเทคโนโลยี AI ครั้งนี้มีมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งแรกในวงการธุรกิจขายตรง มีเป้าหมายลดปัญหาการดิสรัปชั่น และยกระดับฐานลูกค้าและนักธุรกิจให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกิฟฟารีนมีลูกค้าRegistered รวมกว่า 8.7 ล้านคน และนักธุรกิจกว่า 870,000 คน

  • การใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพในการไลฟ์สด
  • AI Agent ที่ทำงานอัตโนมัติสะดวกและง่ายต่อการเข้าถึง
  • Customize Personal Coachingที่ตรงกับลักษณะการขายแต่ละบุคคล

“ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใช้ AI ในการตัดสินใจมากขึ้น กิฟฟารีนจึงต่อยอดจาก Pain Point ไปสู่ Solution ที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของลูกค้า และช่วยให้นักธุรกิจเพิ่มยอดขายได้อย่างแท้จริง” พญ.นลินี กล่าว

ผลประกอบการของกิฟฟารีนในรอบ 29 ปีที่ผ่านมา มียอดขายรวม 110,758 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโต 1-2% โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่ยังมีโอกาสพัฒนาต่อเนื่อง แม้ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนกัมพูจาระหว่างเดือนกรกฎาคมจะทำให้ยอดขายชะลอลงเล็กน้อย

ภาพรวมธุรกิจขายตรงปีนี้ยังสู้ได้

สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปี 2568 ถือว่าไม่เติบโตมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าตลาดที่ 56,400 ล้านบาท อย่างไรก็ตามธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง สินค้าจำเป็น และฐานลูกค้าประจำ ยังสามารถเติบโตต่อไปได้

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคระวังงบประมาณมากขึ้น จึงส่งผลให้บางธุรกิจ尤其是สินค้าฟุ่มเฟือย ประสบกับภาวะยอดขายลดลง แต่สินค้าพื้นฐานยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กิฟฟารีนเปิดตัว ‘เอไอโค้ช’ นี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ ที่เทคโนโลยีไม่ได้มาแทน manus แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ manus มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือผู้สนใจเพิ่มรายได้ เริ่มทดลองใช้ระบบ AI Coach ของกิฟฟารีน แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างในการขายอย่างแท้จริง!

ที่มา – ‘กิฟฟารีน’ ส่ง ‘เอไอโค้ช’ช่วยนักขายทำงานเก่งขึ้น

ชัด! ‘บิ๊กเต่า’ เปิดเส้นทาง ‘อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์’ จ่อขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบังคับการกลาง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการควบคุมตัว อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินวัดไปให้สีกาคนสนิท โดยระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

บิ๊กเต่าเผยการติดตามคดี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า คดีนี้ได้รับร้องเรียนจากศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จึงส่งให้กองบก.ปคม. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งพบว่ามีการโอนเงินจากหลวงพ่อหลายเส้นทาง รวมถึงมีลูกน้องหลวงพ่อที่เป็นพระเลขาที่มีการโอนเงินจำนวนมากเข้าสู่บัญชีสีกา โดยเฉพาะเส้นทางที่มีความชัดเจนหนึ่งเส้นทาง ซึ่งรวมเป็นเงินราว 405,000 บาท

ในระหว่างการสอบสวน ตรวจพบว่าเส้นทางการเงินมีจำนวนหลายล้านบาท แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความผิดชัดเจน ซึ่งคดีนี้ยังมีการขยายผลเชื่อมโยงกับโครงการพุทธอุทยาน และยังตรวจสอบถึงความเกี่ยวข้องของ[…]

ผู้ต้องหาขอเข้ามอบตัว

น่าสังเกตว่า นายสฤษฏิ์ หรือ อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ ได้เข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ทำให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนน.ส.ภูธินี อีกหนึ่งผู้ต้องหา ถูกควบคุมตัวได้ที่บ้านพักในจังหวัดปทุมธานี โดยเจ้าหน้าที่ก็ระบุว่าขณะนี้ทั้ง 2 คนอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยว่ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลใด ๆ จากผู้ต้องหา

  • การตรวจสอบเส้นทางเงินพุทธบริษัทหลายเส้นทาง
  • มียอดรวมเป็นล้านบาทในการโอนผ่านบัญชี
  • ตอนนี้กำลังสอบสวนผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังพบว่าการโอนเงินไม่ได้หยุดเพียงบุคคลเดียว แม้แต่พระลูกวัดในพื้นที่ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย โดยมีเงินจำนวนมากไหลเข้ามาสม่ำเสมอ ทั้งนี้ อยู่ที่เจตนาของแต่ละฝ่าย หากพบหลักฐานครบถ้วน ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อถามถึงการประกันตัว พล.ต.ต.จรูญฯ ระบุว่าเนื่องจากผู้ต้องหาได้รับตัวเข้ามาด้วยตนเอง จึงเป็นไปได้ว่าจะไม่มีการคัดค้านการประกันตัว แต่สุดท้ายต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน

ดูเหมือนว่าคดีนี้จะแกะต่อยากกว่าที่คาด เพราะมีความเกี่ยวข้องกับระบบงานของวัดและตัวละครหลายด้าน การติดตามคดีในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบทางกฎหมาย และจริยธรรมอันซับซ้อนของสังคม โดยเฉพาะวงศาสนา

หากคุณอยากรู้ว่าจะมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีนี้อีกมากน้อยเพียงใด ควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะทุกรายละเอียดอาจนำไปสู่ความชัดเจนในระบบวัดในอนาคต

ที่มา – ชัด! ‘บิ๊กเต่า’ เปิดเส้นทาง ‘อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์’ จ่อขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง

ต้นข้าว สุปรียา แฮปปี้วันเกิดปีนี้พรเป็นจริง

วงการเพลงลูกทุ่งสายใหม่กำลังมาแรงสุดๆ สำหรับ “ต้นข้าว สุปรียา” เจ้าของฉายา “นางฟ้าตัวน้อย” ที่ไม่ว่าใครเห็นแล้วต้องหลงรัก ด้วยความน่ารัก น้ำเสียงหวาน และความสามารถอันโดดเด่นในรายการ “ดวลเพลงชิงทุน” ที่คว้าชัยชนะมาแล้วถึง 68 สมัย ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเธอได้อย่างชัดเจน

ต้นข้าว สุปรียา แฮปปี้วันเกิดปีนี้พรเป็นจริง

เมื่อเร็วๆ นี้ วันคล้ายวันเกิดปี 2025 ของ ต้นข้าว สุปรียา หนุ่มสาวแฟนคลับจากทั่วประเทศต่างแห่กันมาอวยพรและมอบของขวัญให้เธออย่างล้นหลาม โดยเฉพาะattenions ที่แฟนเพลงจัดหนักยกเค้กเงินสดมาเป็นของขวัญ บานเย็นจนต้นข้าวต้องโพสต์ขอบคุณผ่านโซเชียลมีเดียด้วยความซาบซึ้ง

พรปีก่อนกลายเป็นจริง

ในโพสต์ของเธอ เป็นการขอบคุณทุกกำลังใจที่พ่อๆ แม่ๆ แฟนคลับให้มาก่อเกตุมาลัยเงินล้นคอ พร้อมระบุข้อความว่า “#สุขสันต์วันเกิดนะต้นข้าวปีก่อนหนูเคยขอพรให้ชีวิตดียิ่งๆ ขึ้นไป ไปไหนใครก็รัก เงินทองไหลมาเทมาไม่มีตก โด่งดังเหมือนดั่งพลุระเบิด… ว๊าปปป!” ต้นข้าวไม่คิดไม่ฝันเลยว่าในวันเกิดปีนี้ พ่อๆ แม่ๆ FC แฟนเพลงจะทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นจริง

นอกจากนี้ยังได้ขอบคุณน้องๆ นักร้องที่มาร่วมงาน ตลอดจนทีมงานเบื้องหลังที่สนับสนุนเธออย่างต่อเนื่อง โดยเธอสัญญาไว้ว่าจะนำ “น้ำใจ” ที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในเรื่องของการศึกษา ตลอดจนความก้าวหน้าในวงการบันเทิง

  • อายุ: 13 ปี (เกิด 13 สิงหาคม 2555)
  • จำนวนครั้งชนะในรายการดวลเพลงชิงทุน: 68 ครั้ง
  • ความฝันที่เป็นจริงในวันเกิดปีนี้

จากการเผยแพร่โพสต์ดังกล่าวได้นำไปเป็นกระแสตอบรับจากเหล่าแฟนคลับเป็นจำนวนมาก หลายคนเข้ามาร่วมแสดงความยินดีในรูปแบบของคอมเมนต์ที่แสดงถึงความรักและความห่วงใย

ทั้งคำว่า “ต้นข้าวเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่น่ารัก มีจิตใจที่งามดี” รวมไปถึง “น่ารักที่สุด สุดยอด” เป็นคำชมที่ไม่ตกอยู่เบื้องหลัง และยังมีแฟนคลับที่ทำบุญถวายและร่วมอวยพรในเช้าวันเกิดอย่างจัดเต็ม

ต้นข้าว สุปรียา กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความรักและความสนับสนุนจากพ่อๆ แม่ๆ แฟนเพลงอย่างแท้จริง โดยเธอไม่เพียงแค่เป็นนักร้องเด็กที่มีฝันสูง แต่ยังเป็นต้นแบบของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ที่มีความสามารถ บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

ผลงานในวงการเพลงลูกทุ่งของเธอถือว่าเดินหน้าแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังเยาว์วัย แต่ิการรับรู้และการปรับตัวของต้นข้าวแทบจะเหนือระดับ

หากคุณยังไม่ได้ชมคลิปการแสดงของต้นข้าว สุปรียา รีบไปตามหากันได้เลย เพราะเธอคือหนึ่งในดาวรุ่งที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – ‘ต้นข้าว สุปรียา’ สุดแฮปปี้ วันเกิดปีนี้พรเป็นจริง แฟนเพลงจัดหนักยกเค้กเงินสดมอบเป็นของขวัญ!

พศจ.ลพบุรีตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ พบ 8 บัญชี เงิน 16 ล้าน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี (พศจ.ลพบุรี) ได้เดินทางไปตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดพระบาทน้ำพุ ภายหลังได้รับการชี้แจงจากทางวัด พบว่าวัดพระบาทน้ำพุมีบัญชีธนาคารในชื่อวัดรวมทั้งสิ้น 8 บัญชี โดยยอดเงินรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 15-16 ล้านบาท

พศจ.ลพบุรีตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ

จากการตรวจสอบนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรีได้ให้คำแนะนำแนวทางในการรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายให้เป็นไปตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อให้วัดดำเนินการตามข้อกำหนดอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบเรื่องการถือครองที่ดินของวัด ซึ่งทางวัดได้ชี้แจงว่าปัจจุบันวัดพระบาทน้ำพุมีเนื้อที่รวม 6 ไร่ และได้นำพื้นที่ดังกล่าวให้เทศบาลเมืองเขาสามยอด เช่าอยู่

คณะสงฆ์ตั้งกรรมการตรวจสอบ

ด้านพระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ได้มีมติให้พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เป็นประธานคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านการเงิน การบริหารงานของวัด รวมไปถึงความเกี่ยวข้องกับนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักในชื่อ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ มีกำหนดรายงานผลภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้

  • จำนวนบัญชีทั้งหมด 8 บัญชี
  • ยอดเงินรวมประมาณ 15 – 16 ล้านบาท
  • ที่ดินทั้งหมด 6 ไร่ ให้เทศบาลเช่าอยู่
  • การดำเนินการตรวจสอบภายในวันที่ 15 ส.ค.

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรียังได้มอบหมายให้พศจ.ลพบุรีเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีฝ่ายปกครองเข้าร่วมตรวจสอบมูลนิธิที่อยู่นอกเหนืออำนาจของสำนักงานพระพุทธศาสนา

จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังพบว่า มูลนิธิที่ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชดำริของหลวงพ่ออลงกต ติกฺขปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ หากมีการยุติการดำเนินงาน ทรัพย์สินของมูลนิธินั้นจะถูกโอนคืนให้วัดพระบาทน้ำพุทั้งหมด

กรณีของวัดพระบาทน้ำพุนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความเชื่อ แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนในวงการศาสนา

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารอื่น ๆ เกี่ยวกับการบริหารวัดและการตรวจสอบทางศาสนกิจ ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘พศจ.ลพบุรี’ ตรวจสอบ ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ พบมี 8 บัญชี ยอดเงินรวม 16 ล้านบาท

เลขเด็ด! เจ้าของร้านอะลูมิเนียม แก้บน ‘ปู่ฤๅษีพรหมเมศ’ ไม่พลาดส่องอ่างน้ำมนต์

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่อาศรมฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมายังบริเวณดังกล่าว เพื่อจะกราบไหว้ขอพรและแก้บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีคนให้ความศรัทธาอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อปู่ฤๅษีพรหมเมศ ที่ถือเป็นบุคคลสำคัญทางด้านจิตวิญญาณของชาวไทย

เจ้าของร้านอะลูมิเนียมแก้บนปู่ฤๅษีพรหมเมศประสบความสำเร็จ

หนึ่งในผู้ที่เดินทางมากราบไหว้ในวันนี้ คือนางสาวกันย์สินิ เศรษฐธัญกิจ เจ้าของร้านอะลูมิเนียมจากจังหวัดปทุมธานี ซึ่งนำน้ำดื่มจำนวน 100 แพ็กมาเป็นเครื่องแก้บนหลังจากได้มายื่นคำอธิษฐานเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม การเดินทางมาส่องอ่างน้ำมนต์ในครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้พรแก่เธอได้รับ

เลขเด็ดส่องอ่างน้ำมนต์จากหยดน้ำตาเทียน

ความนิยมในการส่องอ่างน้ำมนต์ เพื่อหวังรับโชคเสริมดวง เป็นสิ่งที่หลายคนรอคอยในทุกเช้า ซึ่งในวันนี้ตัวเลขที่ปรากฏจากหยดน้ำตาเทียนสีแดงที่เกิดขึ้นบนอ่างน้ำมนต์หน้าองค์แห่งพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศ มีการปรากฏของตัวเลข 708, 21 และ 6 ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลต่อความเชื่อของผู้ที่มากราบไหว้เป็นอย่างมาก หลายคนมองว่าตัวเลขนี้คือเลขเด็ดที่อาจนำไปใช้เสี่ยงโชคจากความศรัทธา

  • ตัวเลข 708 ก่อให้เกิดความหวังเป็นมงคลเพราะเชื่อกันว่ามีพลังแห่งการคุ้มครอง
  • เลข 21 สื่อถึงความรอบคอบในการทำงานและการเงิน
  • ส่วนเลข 6 หมายถึงความร่ำรวยและเกียรติยศตามความเชื่อของดินแดน

นักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธาที่เดินทางมายัง ปู่ฤๅษีพรหมเมศ ต่างก็มีความเชื่อมั่นว่า องค์ท่านสามารถประทานพรและลดทุกข์ไขว้เข่นของชีวิตให้จางหายไป และที่เด็ดขาดคือการส่องอ่างน้ำมนต์ เพื่อเสาะหาเลขเด็ดหรือคำทำนายการเสี่ยงโชคในอนาคต

หากคุณกำลังตามหาร้านที่เหมาะกับการขอพรธุรกิจหรือหาก้าวขึ้นแท่นของความมั่งคั่งในชีวิต ปู่ฤๅษีพรหมเมศ ไม่ใช่แค่สถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นจุดหมายแห่งเลขเด็ดและเลขมงคล ส่งผลให้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหน่มามองหาโชคเสริมดวงกันอย่างคึกคัก คุณจะพลาดโอกาสแบบนี้ได้อย่างไร?

ที่มา – เลขเด็ด! เจ้าของร้านอะลูมิเนียม แก้บน ‘ปู่ฤๅษีพรหมเมศ’ ไม่พลาดส่องอ่างน้ำมนต์

ส่ออ่วม! ‘บิ๊กเต่า’ สั่งสอบเส้นทางเงิน ‘จอนนี่มือปราบ’

กรณีที่พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปาตแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รักษาราชการแทนรองเลขาฯ ป.ป.ท. ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นหลายจุดใน อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี สืบเนื่องจากขบวนการเจ้าหน้าที่รัฐและนายทุนท้องถิ่นถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อก่อสร้างรีสอร์ทที่เขตนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย

จากการปฏิบัติการนี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหา ได้แก่ นายยุทธพล ศรีสมพงษ์ และน.ส.จิราพร สีบุระ ภรรยาของเขา พร้อมอีก 3 รายตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 3 ซึ่งเป็นคดีความที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับบุคคลภายนอกในการใช้ที่ดินสาธารณะผิดวัตถุประสงค์

ส่ออ่วม! ‘บิ๊กเต่า’ สั่งสอบเส้นทางเงิน ‘จอนนี่มือปราบ’

ภายหลังการจับกุมนี้ พล.ต.ท.จรูญเกียรติ ได้ออกมาเปิดเผยว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามแผนการสืบสวนที่ชัดเจน และไม่ใช่การโจมตีเฉพาะบุคคล แม้ว่าหนึ่งในผู้ถูกจับกุม “จอนนี่มือปราบ” จะมีความสัมพันธ์บุคคลใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตาม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนตรวจสอบเส้นทางเงินและแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการสร้างรีสอร์ท รวมถึงมีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตรวจสอบ詳細

สอบความเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

แหล่งข่าวภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางเงินนั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทุจริตที่ดินเท่านั้น แต่เริ่มมีการจับตาในเรื่องของการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกจับกุมของน้องชายของ จอนนี่มือปราบ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทำให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนมีความกังวลว่าอาจมีความเชื่อมโยงทางธุรกิจหรือการสนับสนุนด้านการเงินระหว่างกัน

การสืบสวนในช่วงนี้จึงมีการตั้งเป้าเพื่อหว่านเบาะแสทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบัญชีธนาคาร รายการโอน-รับเงิน และข้อมูลธุรกิจที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยหลายราย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าการดำเนินคดีครั้งนี้มีความซับซ้อนและอาจเป็นเพียงยอดปืนของระบบที่มีเครือข่ายซ่อนเร้นมากกว่า

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เน้นย้ำว่าการปฏิบัติทั้งหมดเป็นการตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จะมีความสัมพันธ์ผูกพันแบบครอบครัวกับผู้ถูกจับกุม แต่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่คือการรักษาความยุติธรรม และจะไม่มีการเลือกปฎิบัติ การสืบสวนครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจทานระบบภายในว่ามีรอยต่อและรอยรั่วทางใดที่อาจเป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีฝ่าฝืนกฎหมายได้

จอนนี่ มือปราบ ต้องไปชี้แจงต่อศาลตามขั้นตอนยุติธรรมอย่างเต็มรูปแบบ จากการเปิดเผยข้อมูลและการสืบสวนเชิงลึก อาจเป็นจุดเปลี่ยนในการมองการทุจริตและการใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับท้องถิ่น ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาพลักษณ์ของสถาบันราชการอย่างมาก

การสืบสวนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘คนตัวน้อย’ แต่อาจเปิดช่องให้เผยเครือข่ายใหญ่ที่มีผลต่อความโปร่งใสของระบบราชการไทยทั้งประเทศ

ที่มา – ส่ออ่วม! ‘บิ๊กเต่า’ สั่งสอบเส้นทางเงิน ‘จอนนี่มือปราบ’ เอี่ยวเว็บพนันน้องชายหรือไม่

‘ปลัดมหาดไทย’ เซ็นโยกย้าย 22 นายอำเภอฯ ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2967/2568 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เรื่องการย้ายข้าราชการประเภทอำนวยการระดับสูง จำนวน 22 ราย เพื่อประโยชน์ของราชการและความเหมาะสม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

การย้ายข้าราชการในครั้งนี้ส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการบริหารงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

‘ปลัดมหาดไทย’ เซ็นโยกย้าย 22 นายอำเภอ-ผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศ

ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวได้ระบุรายชื่อผู้ที่ได้รับการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งเป็นจำนวนหลายราย จากตำแหน่งนายอำเภอและผู้บริหารระดับสูง สังกัดกรมการปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารงานภาครัฐและมีประสบการณ์ยาวนานในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ

รายชื่อผู้บริหารที่ได้รับการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อผู้ที่ได้รับการโยกย้ายในครั้งนี้มีความน่าสนใจและสะท้อนถึงความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทยในการปรับโฉมกำลังพลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น

  • นายณัชฐเดช มุลาลี นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน
  • นายพีระ การุญ นายอำเภอเมืองนครนายก เป็นผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ
  • นายสุพ์ภิญโญ พัวศรีพันธุ์ นายอำเภอสันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารการปกครองท้องที่
  • น.ส.วรรณี วุฒิฤทธากุล นายอำเภอเมืองนนทบุรี เป็นผู้อำนวยการกองวิชาการและแผนงาน
  • น.ส.ธัญลักษณ์ เรืองยิ่งมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ เป็นผู้อำนวยการกองการสื่อสาร
  • น.ส.ปณิดา พันธุ์โชติ ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน เป็นผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง
  • และนายวรุตม์ วิศิษฏ์ศิลป์ นายอำเภอสารภี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองเชียงใหม่

ปฏิสัมพันธ์ของผู้บริหารเหล่านี้ที่ได้รับโยกย้ายไปยังหน้าที่ใหม่ คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำงานในพื้นที่ใหม่ๆ และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน

การโยกย้ายครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางของรัฐบาลในการบริหารข้าราชการอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในการปฏิบัติงานเฉพาะหน้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การกระทำของ ‘ปลัดมหาดไทย’ ในการเซ็นรับรองคำสั่งโยกย้ายนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการวาง也好โครงสร้างบุคลากรอย่างแม่นยำ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในระดับจังหวัดต่างๆ

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปภายในภาครัฐอย่างแท้จริง โดยการใช้บุคลากรที่เหมาะสม ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ที่มา – ‘ปลัดมหาดไทย’ เซ็นโยกย้าย 22 นายอำเภอ-ผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศ

กำไรซีพีเอฟครึ่งปีแรกดีกว่าคาด เพิ่มขึ้น 134%

กำไรซีพีเอฟในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 แสดงผลงานที่โดดเด่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีกำไรสุทธิรวมที่ 18,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 134% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการที่ดีขึ้นนี้เกิดจากกิจการต่างประเทศของบริษัทที่มียอดขายสูงถึง 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง尤其นี้ในหลายประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ซึ่งเป็นผลดีจากกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

กำไรซีพีเอฟจากกลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศ

คณะกรรมการบริษัทฯ นำโดยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้อธิบายว่าช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 บริษัทมียอดขายทั้งหมดต่ำกว่า 291,770 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่ดำเนินในต่างประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 62% ของยอดขาย ขณะที่การส่งออกและตลาดในประเทศไทยคิดเป็น 5% และ 33% ตามลำดับ

กำไรซีพีเอฟเพิ่มสูงขึ้นมาจากการปรับปรุงระบบป้องกันโรคระบาดในปศุสัตว์ และการบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เต้าน่องกว่าเดิม ไม่เพียงแต่นี้ ราคากากถั่วเหลืองที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ส่งผลให้ลดลงค่าใช้จ่ายในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

ประเมินผลครึ่งปีหลัง คาดการณ์ผลประกอบการดีต่อเนื่อง

ซีพีเอฟเป็นองค์กรที่มีการลงทุนในต่างประเทศในอีก 16 ประเทศ ตลอดจนส่งออกสินค้าอาหารไปมากกว่า 50 ประเทศ ทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้นจากการเติบโตของตลาดต่างประเทศ แม้ว่าจะมีผลกระทบที่เกิดจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น แต่ก็ยังสามารถรักษายอดขายไว้ได้เรียบเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 6% เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว

  • มีโรงงานประกอบการในประเทศที่จำหน่ายในประเทศ
  • เปิดโอกาสขยายโรงงานทางอุตสาหกรรมอาหารในตลาดต่างประเทศ
  • ยกระดับการค้าขายและการตั้งโรงงานในท้องถิ่น

“เรารอคอยโอกาสในการเพิ่มตลาดในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะสินค้ากุ้งของเรา มีเพียง 0.1% ของยอดขายเท่านั้นที่เข้าออกสู่สหรัฐฯ ดังนั้นเรามองไปข้างหน้าในรูปแบบของ localization หรือ ยึดหลักการจำหน่ายในแต่ละประเทศ” นายประสิทธิ์กล่าวเสริม

จ่ายปันผลหุ้นละ 1 บาทในวันที่ 12 กันยายนนี้

สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และความขยันของกำไรซีพีเอฟในครึ่งปีนี้ ฯ ก็ไม่ลืมผู้ถือหุ้น เพราะได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จำนวน 1.00 บาทต่อหุ้น โดยวันที่กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิ์ได้รับเงินปันผลคือวันที่ 1 กันยายน และจ่ายจริงในวันที่ 12 กันยายนนี้

ภาพรวมของกำไรซีพีเอฟในครึ่งปีแรกดูมั่นคงและเติบโตอย่างมั่นใจ การวางแผนธุรกิจที่ยาวไกล การพัฒนาและควบคุมรูปแบบการผลิตในหลายประเทศ รวมไปถึงการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นปัจจัยที่จะสร้างผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องในอีกครึ่งปีข้างหน้า

หากคุณเป็นนักลงทุนงบทดลองแล้ว ซีพีเอฟน่าสนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีพื้นฐานอย่างเข้มแข็งและビジัยที่ชัดเจน ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จากซีพีเอฟได้อย่างต่อเนื่องที่นี่

ที่มา – กำไรซีพีเอฟครึ่งปีแรกดีกว่าคาด เพิ่มขึ้น 134% มั่นใจครึ่งหลังดีต่อเนื่อง กิจการในต่างประเทศหนุนเติบโต