ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘โฟม’ ภรรยา ‘เจมส์ จิรายุ’ แจ้งข่าวดีบนเครื่องบิน

ความตื่นเต้นของวงการบันเทิงกลับมาอีกครั้ง เมื่อ “เจมส์ จิรายุ” พระเอกหนุ่มหน้าหวาน ออกมาเปิดใจให้แฟนคลับทราบว่าภรรยาของเขา คือ “โฟม-เบญจมาศ” ได้ตั้งครรภ์ลูกคนแรกแล้ว ซึ่งข่าวดีนี้ทำเอาเพื่อนฝูงในแวดวงบันเทิงและแฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความยินดีกันยกใหญ่

‘โฟม’ ภรรยา ‘เจมส์ จิรายุ’ แจ้งข่าวดีบนเครื่องบิน

ล่าสุด เจ้าตัวเองก็ได้ออกมาเล่าเรื่องราวช่วงเวลาที่เธอตั้งใจจะเซอร์ไพร้ส์สามีด้วยการบอกข่าวดีบนเครื่องบิน โดยเธออัดคลิปวิดีโอเก็บภาพจังหวะที่กำลังจะเผยความลับกับ เจมส์ จิรายุ บนเครื่องบิน โดยในคลิปสามารถเห็นอารมณ์หลากหลายของ โฟม ทั้งความลังเล รู้สึกผิด และตื่นเต้นซึ่งทำเอา เจมส์ ถึงกับช็อกจนไม่รู้จะทำตัวอย่างไร

ความประทับใจบนเครื่องบิน

โฟม เล่าให้ฟังว่า ตั้งใจจะบอกข่าวดีกับสามีหลังจากเดินทางไปถึงออสเตรเลียแล้ว แต่ด้วยอาการแพ้ท้องและคำแนะนำจากคุณหมอที่ให้แจ้งสามีเพื่อความปลอดภัย จึงตัดสินใจเซอร์ไพร้ส์ เจมส์ จิรายุ บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเพราะมีทั้งความประทับใจและความสุขเบอร์แรงจนทำเอาพอได้ยินผลตรวจทันที เจมส์ ถึงกับยิ้มกว้างและกอดภรรยากลางอากาศ

เรื่องราวที่ได้ยิ่งทำให้แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและอวยพรครอบครัวเล็กๆ ใหม่ของ เจมส์ และ โฟม กันอย่างล้นหลาม หลายคนบอกว่าเลิฟคู่นี้ตั้งแต่สมัยแย้มและยังดีใจที่ได้เห็นความรักของทั้งสองเติบโตมากขนาดนี้

  • ความประทับใจบนเครื่องบิน
  • เส้นทางความรักของเจมส์และโฟม
  • คำอวยพรจากแฟนคลับ

ไม่ใช่แค่ความรักที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็นความหวังใหม่ของครอบครัวเล็กๆ คนนี้อีกด้วย บอกเลยว่าจะคอยติดตามและให้กำลังใจคุณแม่ลูกอ่อนให้สุขภาพแข็งแรงและเติบโตอย่างมีความสุขตลอดไป

ที่มา – ‘โฟม’ ภรรยา ‘เจมส์ จิรายุ’ ปล่อยคลิปเซอร์ไพร้ส์แจ้งข่าวดีบนเครื่องบิน ทำว่าที่คุณพ่อช็อกจนเก็บอาการไม่อยู่

สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง จุดเช็กอินใหม่ ‘ปลาทู-กลอง’

หากคุณกำลังมองหาจุดเช็กอินใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ไทยแท้ ต้องห้ามพลาด “สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง” สถานที่ใหม่ล่าสุดที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัดสมุทรสงครามอย่างไม่เป็นทางการ สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยวัสดุเหล็กแข็งแรง พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของท้องถิ่นอย่าง “ปลาทู” และ “กลอง” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนประกอบหลักของสะพาน ทำให้สะพานนี้มีความโดดเด่นและกลายเป็นไอคอนสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนพื้นที่

สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง จุดเช็กอินใหม่ ‘ปลาทู-กลอง’

สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใช้เป็นสะพานทางเดินธรรมดาเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดชมวิวที่ให้มุมมองของธรรมชาติทั้งสองฝั่งของคลอง ที่ผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภาพสวยงามของแม่น้ำ แสงยามเช้า และสีทองของพระอาทิตย์ตกดินที่พรางตัวอยู่เหนือสายน้ำอย่างน่าหลงใหล

เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสะพานแห่งนี้

สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลองถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งในด้านโครงสร้างและรายละเอียด บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของชุมชนแม่กลอง โดยเฉพาะการออกแบบเสาสะพานให้เป็นรูป “ปลาทู” ตัวกลมตาโต และ “กลอง” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศโดยรอบสะพานก็ยังคงความเป็นบ้านเป็นเมืองของวิถีชุมชน นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้เดินเล่น เซฟภาพถ่าย รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการซื้อของฝากต่าง ๆ ที่วางขายโดยพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้าน ตั้งแต่ผลไม้ทะเล ขนมพื้นบ้าน ไปจนถึงของที่ระลึกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

  • ชมวิวสองฝั่งคลองที่สวยงาม
  • เช็กอินพร้อมภาพสะพานปลาทู-กลอง
  • เดินทางสะดวก อยู่ใจกลางเมืองสมุทรสงคราม
  • ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ

ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้เข้าชม สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลองได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลายคนชื่นชมในความเรียบง่าย บรรยากาศผ่อนคลาย และการรักษาเอกลักษณ์ของภูมิถิ่นอย่างแท้จริง สะพานนี้จึงไม่เพียงแต่เชื่อมทางเดิน แต่ยังเชื่อมความรักของคนในท้องถิ่นกับผู้มาเยือนได้อย่างมหัศจรรย์

หากคุณวางแผนเดินทางไปเที่ยวภาคใต้ตอนบนหรือจังหวัดใกล้เคียง อย่าลืมเวียนเวียนมาสักการะและเก็บภาพความประทับใจที่ “สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง” เวลาเปิดให้เข้าชม: วันจันทร์–ศุกร์ 08.30–17.00 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ 08.00–18.00 น.

สถานที่เช็กอินที่ให้ทั้งความทรงจำ และความหมายทางวัฒนธรรม “สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง” คือคำตอบสำหรับใครที่ตามหาความเป็นไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – แลนด์มาร์คใหม่ สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง จุดเช็กอินใหม่ ‘ปลาทู-กลอง’ หนึ่งเดียวในไทย!

สหรัฐประณามยุโรปเรื่องสิทธิมนุษยชน ในรายงานประจำปี

รายงานสิทธิมนุษยชนประจำปีล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้เน้นย้ำถึงประเด็นที่น่ากังวลหลายประการเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เอง

สหรัฐประณามยุโรปเรื่องสิทธิมนุษยชน ในรายงานประจำปีฉบับย่อ

รายงานฉบับนี้ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปีนี้มีการปรับแปลงอย่างมาก โดยมีการตัดเนื้อหาบางส่วนออก และเพิ่มโฟกัสไปที่ประเทศที่ได้รับความสนใจเฉพาะจากผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

.Country ที่ถูกกล่าวถึงโดยเฉพาะ ได้แก่ จีน ซึ่งถูกอ้างว่ายังคงมีการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชนเผ่าอุยกูร์ รวมถึงประเทศบราซิลและแอฟริกาใต้ที่ถูกมองว่ามีประเด็นต้องติดตามในระดับสากล

พฤติกรรมต่อพันธมิตร

น่าสังเกตอย่างไรก็ตามว่า ในรายงานฉบับนี้มีการตั้งข้อสังเกตต่อพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งถูกระบุว่า “สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเริ่มเลวร้ายลง” โดยเฉพาะจากการจำกัดถ้อยคำสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นบทวิจารณ์ที่สื่อถึงมุมมองทางการเมืองอย่างชัดเจน

  • รายงานฉบับย่อ ให้ความสำคัญกับการข่มเหงกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนา
  • ยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้
  • มีแนวทางวิจารณ์ต่อประเทศในสัมพันธมิตรเดิมอย่างชัดเจน

นางแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวในรายงานว่า รายงานฉบับก่อนหน้ามีอคติทางการเมืองและเนื้อหารายละเอียด “บางครั้งยิ่งน้อยก็ยิ่งดี” จึงทำให้ในครั้งนี้เนื้อหาได้รับการบีบให้กระชับ และตรงประเด็น

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นของอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า การตัดเนื้อหาออกจำนวนมากในครั้งนี้ถือว่าน่าตกใจ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องกลุ่มเพศทางเลือกในยูกันดา หรือรายงานที่ระบุว่าในเอลซัลวาดอร์ไม่มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิที่น่าเชื่อถือ และอัตราอาชญากรรมอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

คำถามจึงเกิดขึ้นว่ารายงานนี้ยังคงมีความเป็นกลางหรือไม่ และจะสร้างแรงกดดันต่อประเทศที่ถูกกล่าวข้อหาอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ความยุติธรรมและการเมืองดูจะเดินเคียงกันหนาแน่นในรายงานฉบับนี้

การตัดสินจากผู้นำโลกจึงควรเป็นไปด้วยความรอบคอบมากกว่าเดิมเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการชี้นิ้วที่เพิ่มความขัดแย้ง

ที่มา – สหรัฐประณามยุโรปเรื่องสิทธิมนุษยชน ในรายงานประจำปีฉบับย่อ

ชวนฯ เสนอเพิ่มงบเยียวยาเหยื่อไฟใต้ จุลพันธ์ยืนยันจะหารือ ครม.

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระที่ 2-3 โดยมี “ชวน หลีกภัย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายถึงประเด็นเรื่องงบประมาณสำรองฉุกเฉินที่ใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยเสนอว่าควรเพิ่มงบประมาณเยียวยาเหยื่อไฟใต้ให้เท่าเทียมกับพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม

ชวน หลีกภัย เสนอเพิ่มงบเยียวยาเหยื่อไฟใต้

ภายหลังจากที่ правительณาธิบดีได้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเยียวยาทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกับกัมพูชา ซึ่งผู้เสียชีวิตจากฝ่ายทหารได้รับเงินเยียวยา 10 ล้านบาท และผู้เสียชีวิตทั่วไป 8 ล้านบาท รวมถึงผู้บาดเจ็บได้รับเงินตามอัตราที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม “ชวน” มองว่าการเยียวยาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้กลับได้รับการจัดสรรในอัตราที่ต่ำกว่า แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเหตุการณ์ความไม่สงบมานาน ผู้คนได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือแม้กระทั่งสูญเสียชีวิต ในลักษณะที่ไม่ต่างจากการปะทะทางทหารกับกัมพูชา เหตุนี้จึงปลุกเร้าให้เกิดความน้อยใจและการเลือกปฏิบัติในหมู่ประชาชน

จุลพันธ์ ยืนยันตรวจสอบเพิ่มเติม

ต่อประเด็นนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงว่าในขณะนี้รัฐบาลได้มีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือจากกรณีความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นจำนวนกว่า 300 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบกลางรายการ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น” ซึ่งก่อให้เกิดการหารือกับคณะรัฐมนตรีว่าจะขยายวงเงินหรือการเยียวยาให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประสบเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่

แม้ในขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแผนดังกล่าวจะดำเนินการจริง แต่นายจุลพันธ์ยืนยันว่าจะนำประเด็นการเยียวยาเหยื่อไฟใต้เพิ่มเติมไปหารือกับที่ประชุม ครม. เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย

  • การเยียวยาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ควรมีมาตรฐานเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ
  • คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการควรถูกช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม
  • ควรมีการพัฒนากลไกการเยียวยาที่ชัดเจนสำหรับกรณีความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

จากการอภิปรายของสมาชิกสภาฯ หลายคน แสดงให้เห็นถึงความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของงบประมาณฉุกเฉิน โดย “ชวน หลีกภัย” เป็นหนึ่งในเสียงที่จับประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เยียวยาความขัดแย้งในพื้นที่บางแห่ง แต่ต้องยืดหลักยุติธรรมครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาเดียวกัน

หากแผนการย้ายงบประมาณเพื่อเพิ่มการเยียวยาแก่เหยื่อไฟใต้ถูกนำมาดำเนินการจริง จะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปบนกระดานความยุติธรรม บ่งบอกถึงความใส่ใจของรัฐที่ไม่เลือกปฏิบัติ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่แห่งความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการความสงบสุข

ที่มา – ‘ชวน’ของบเยียวยาเหยื่อไฟใต้เพิ่ม ‘จุลพันธ์’เล็งนำหารือ ครม.

ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ส่องปัญหารถติด ร shocked รถ ‘หจก.ขาใหญ่’ โผล่รับเหมา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณสี่แยกไฟแดง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาล จังหวัดกาฬสินธุ์ (กธจ.) พร้อมด้วย นายชาญยุทธ โคตะนนท์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ และ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย กธจ.ฯ ร่วมคณะฯ ชุดใหญ่ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนที่เกี่ยวข้องกับ ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมยกระดับความปลอดภัยบริเวณทางแยกขนาดใหญ่ โดยปรับปรุงโครงสร้างทางของแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ทางหลวงหมายเลข 12 ตอนห้วยสีดา-ลำพาน ตอน 2

ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ถูกประชาชนร้องเรียนปัญหารถติด

โครงการดังกล่าวมี บริษัทกิจการร่วมค้า ซีพี เป็นผู้รับจ้าง โดยมีวงเงินงบประมาณ 49,933,800 บาท เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ธรรมาภิบาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหารถติดที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน เนื่องจากการก่อสร้างในพื้นที่สี่แยกที่คึกคัก เนื่องเป็นเส้นทางหลักเชื่อมระหว่าง 4 จังหวัด

พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ามี строительство ทั้งหมด 4 ทางแยกพร้อมกันที่ขอนแก่น มหาสารคาม เมืองกาฬสินธุ์ และโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งแม้จะมีการจัดทำทางเลี่ยงไว้แต่ก็ไม่สามารถคลี่คลายปัญหารถติดได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน อาจต้องจอดยาว 20-30 นาที

ราวกับฝันร้าย! รถ ‘หจก.ขาใหญ่’ ที่ถูกเวียนชื่อโผล่ในการก่อสร้าง

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนถึงกับ shocked และมึนงงคือ พบว่ารถบรรทุกน้ำของ หจก.ขาใหญ่ ซึ่ง ถูกเวียนชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน จากรายการโครงการ 7 ข่ิวโคตร 2 โครงการ วิ่งเข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทกิจการร่วมค้า ซีพี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายที่มีข้อบังคับชัดเจน พล.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า การที่หจก.ที่ถูกประกาศเป็นผู้ทิ้งงาน สามารถร่วมงานกับหน่วยงานของรัฐได้นั้น เปรียบเสมือนเย้ยหยามต่อกระบวนการตรวจสอบและดูแลของกธจ. และหน่วยงานอื่นๆ ที่ติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านนายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล รองประธานกธจ.กาฬสินธุ์ ยืนยันว่าการพบรถของหจก.ดังกล่าวเป็นเรื่องที่สร้างความงุนงงอย่างมาก ทั้งที่คำสั่งของกรมโยธาฯ ได้ประกาศมาอย่างเป็นทางการว่าห้ามรับงานกับหน่วยงานราชการใดๆ แล้ว แต่กลับปรากฏว่าเขายังสามารถจัดหาวัสดุและดำเนินการเข้าร่วมในโครงการนี้ได้พร้อมหน้า

คำอธิบายจากหน่วยงานและผู้รับเหมา

ที่น่าสนใจ นายนุชา ทิพย์อุทัย ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้อธิบายว่า สาเหตุที่ยังไม่เปิดใช้งานถนนบางบริเวณที่เทคอนกรีตเสร็จแล้วนั้น เป็นไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแข็งแรงและคงทน โดยต้องผ่านการเทสต์ต่างๆ เมื่อผ่านเวลา 7, 14 หรือ 28 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน

ขณะเดียวกัน คนงานของบริษัทกิจการร่วมค้า วีพี ให้ความเห็นว่า หจก.ดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับกรมทางหลวง แต่เป็นผู้รับเหมาช่วงเฉพาะบางส่วนของงาน ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในบัญชีเวียนชื่อมาแล้ว ก็อาจมีในฐานะผู้ร่วมข้อตกลงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ กระบวนการตัดสินใจของกรมทางหลวง และบริษัทที่ได้ตกลงร่วมงานกับหจก.นี้น่าจะต้องมีการชี้แจงอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ

ในที่สุด การตรวจสอบนี้ยังตอกย้ำความกังวลใจของ ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ต่อความโปร่งใสของผลงานภาครัฐ ความน่าเชื่อถือของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน และพลังในการพิทักษ์เงินภาษีของประชาชนอย่างเข้มแข็ง

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ร่วมติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ตรวจสอบข้อมูล และสนับสนุนให้การดำเนินงานของรัฐมีความโปร่งใส เป็นธรรม และอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกาที่เที่ยงตรง

ที่มา – ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ส่องปัญหารถติด ช็อกรถ ‘หจก.ขาใหญ่’ ถูกเวียนชื่อโผล่รับเหมา

โฆษกศบ.ทก.ยืนยันยุติบทบาทศูนย์บริหารฯ ให้กลไกหลักดำเนินการแทน

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงข่าวการเตรียมยุติบทบาทของศูนย์ฯ หลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าสถานการณ์มีแนวโน้มว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมได้

โฆษกศบ.ทก.ยืนยันยุติบทบาทศูนย์ฯ สัปดาห์นี้จริง

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่ายอมรับว่าในช่วงนี้สถานการณ์ชายแดนอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ และมีหน่วยงานหลักที่สามารถดำเนินการได้เองแล้ว

หน่วยงานหลักพร้อมรับบทแทนศบ.ทก.

หน่วยงานที่เป็นกลไกหลัก เช่น กระทรวงมหาดไทย และ กองทัพต่างๆ มีความพร้อมในการบริหารจัดการสถานการณ์และดำเนินการในภารกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ในช่วงวันที่ 14 ส.ค.จะยังมีการประชุมของศบ.ทก.อยู่ แต่ถัดมาคือการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. ซึ่งอาจมีการพิจารณาเรื่องการยุติบทบาทศูนย์ฯ ไว้ในวาระการประชุมด้วย

  • สถานการณ์ชายแดนควบคุมได้
  • หน่วยราชการมีบทบาทชัดเจน
  • กลไกหลักพร้อมรับผิดชอบแทน

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวอีกด้วยว่าการที่ ศบ.ทก.จะยุติบทบาทไม่ใช่การยุบองค์กรอย่างเด็ดขาด แต่หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาอีกในอนาคต ศูนย์ฯ ก็สามารถกลับมาดำเนินการได้อีก

นอกจากนี้ การสื่อสารในระดับนานาชาติ เช่น การติดต่อกับ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาก็เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องความมั่นคงของไทยและกัมพูชานั้นอยู่ในบทของการพูดคุย เจรจาอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ปัจจุบันอยู่ในวงควบคุม

สถานการณ์ในบริเวณชายแดนตอนนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น จีบีซี และ อาร์บีซี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดการความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาก็พร้อมดำเนินกิจกรรม

“การดำเนินการผ่านการเจรจา พูดคุยกัน จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน” พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ หลังจากที่ ศบ.ทก. เริ่มมีบทบาทในช่วงสถานการณ์รุนแรง เป็นองค์กร专门为แก้ไขปัญหาในช่วงเร่งด่วน และนับว่าประสบความสำเร็จในส่วนหนึ่งของการบริหารสถานการณ์ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ศบ.ทก.จะยุติบทบาทในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีระบบ

ติดตามข่าวสารอัปเดตสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับรู้ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ‘โฆษกศบ.ทก.’ รับเตรียมยุติบทบาท ‘ศบ.ทก.’ สัปดาห์นี้ ให้กลไกหลักดำเนินการแทน

หมอบีเผยเหตุเงินบริจาคยังไม่เข้าบัญชีหลวงพ่ออลงกต

ล่าสุด ในรายการ โหนกระแส ที่มีหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้มีการชวนพูดคุยกรณีที่ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ถูกจับตามองด้านความโปร่งใสของการรับบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทำไมเงินบริจาคจำนวนมากถึงไม่ถูกโอนเข้าบัญชีของ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยตรง

หมอบีเผยเหตุเงินบริจาคยังไม่เข้าบัญชีหลวงพ่ออลงกต

หมอบี อธิบายถึงเหตุผลที่เงินบริจาคไม่ถูกโอนเข้าบัญชีของหลวงพ่ออลงกตว่า เนื่องจาก “ความคล่องตัวในการทำงานและความสะดวกในการดำเนินการ” เพราะในช่วงแรกเป็นการช่วยกันแบบไม่เป็นทางการ “เหมือนเพื่อนชวนกันไปทำ” ทำให้การเงินเป็นเรื่องเล็กๆ ที่จัดการผ่านตนเอง แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา การดำเนินงานด้วยระบบที่ไม่เป็นทางการเริ่มไม่เพียงพอ

เริ่มมีระบบจัดการบริจาคอย่างเป็นทางการ

เขาบอกว่า การทำงานมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยระบุว่า “ตอนที่เราซื้อเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมาก การดำเนินการทุกอย่างมีการรับมอบ เอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้นั่งเฉยๆ” โดยมูลค่าของสิ่งที่รับบริจาคและจัดซื้อเพื่อแจกจ่ายนั้นสามารถนับเป็นล้านบาท

  • เริ่มจากแนวคิดเล็กๆ ในวงเพื่อนฝูง
  • พัฒนาเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและจัดการได้
  • มีการรับ-ส่งเอกสารอย่างชัดเจนในช่วงโควิด

หมอบียังกล่าวถึงความปรารถนาที่จะให้หน่วยงานดำเนินการในแนวทางองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือมูลนิธิ ซึ่งเป็นแรงผลักดันภายหลังจากการทำงานที่ทันต่อเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตและมีผู้ติดตามจำนวนมาก

ในส่วนของหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาส แม้จะไม่ได้เป็นผู้รับเงินบริจาคโดยตรง แต่ก็มีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการกำกับดูแล และใช้ทรัพยากรที่ได้รับมาในการบำรุงวัด การจัดกิจกรรมทางศาสนา และกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยสถานการณ์ที่มีต่อไปนี้ ทั้งความเชื่อมั่น ความสงสัย และความต้องการความชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้ ผู้รับ หรือสาธารณะชน ที่ต้องการเห็นการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเข้าถึงได้

เมื่อมองจากการพูดคุยในครั้งนี้ หลายคนอาจเริ่มมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า เหตุผลเบื้องหลังการดำเนินงานในลักษณะที่ถูกตั้งคำถาม มิใช่เพื่อคว่ำบาตร แต่เป็นเพียงจังหวะของการเริ่มต้นการทำงานที่มีความรวดเร็วและคล่องตัว ซึ่งหากพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อาจกลายเป็นจุดแข็งในระบบงานการกุศลต่อไป

ที่มา – ‘หมอบี’ ตอบชัดเหตุใดเงินบริจาค จึงไม่ถูกโอนเข้าบัญชี ‘หลวงพ่ออลงกต’ โดยตรง

เวียดนามอุทธรณ์นักตบ U21 หลังถูก FIVB ตัดสิทธิ์ตรวจโครโมโซมไม่ผ่าน

เมื่อเร็วๆ นี้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้ออกคำสั่งตัดสิทธิ์นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเวียดนาม 1 ราย จากการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจโครโมโซมซึ่งเป็นขั้นตอนยืนยันคุณสมบัติทางเพศ ตามระเบียบข้อบังคับของ FIVB

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้แมตช์ที่นักกีฬารายนี้ได้ลงเล่นถูกปรับแพ้ทันที และไม่สามารถแข่งต่อได้อีก ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมการวินัยของ FIVB ได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการระดับสูงขึ้นเพื่อพิจารณาว่าจะมีบทลงโทษเพิ่มเติมใด ซึ่งอาจเกินขอบเขตของการแข่งขันครั้งนี้ และให้โอกาส เวียดนามอุทธรณ์ ผ่านทางสหพันธ์วอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV) ในการยื่นคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร

เวียดนามอุทธรณ์เพื่อปกป้องนักกีฬา

ความเคลื่อนไหวล่าสุด สมาคมวอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV) เตรียมยื่นคำอุทธรณ์อย่างเป็นทางการต่อ FIVB โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าทีมไม่ได้ละเมิดกฎระเบียบใด ๆ ของการแข่งขัน และได้ดำเนินการลงทะเบียนผู้เล่นตามขั้นตอนที่ FIVB เรียกร้องอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ VFV ยังกำหนดจัดการประชุมด่วนภายในสมาคมเพื่อหารือและวางแผนแนวทางการอุทธรณ์ โดยระบุว่ามีภาพถ่ายและเอกสารจากวัยเด็กของนักกีฬาที่ถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ และไม่มีเจตนาใด ๆ ในการฝ่าฝืนกฎระเบียบ

การรวมพลังของทีมเวียดนาม

สหพันธ์ VFV เผยว่า ทีมโดยรวมมีทัศนคติที่เป็นบวก และเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของนักกีฬาอย่างเต็มที่ ตนได้ประสานงานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และกฎหมายเพื่อยื่นอุทธรณ์อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น VFV มองว่าการตัดสิทธิ์ครั้งนี้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการกีฬาในเวียดนาม และยิ่งมีผลต่อจิตใจของนักกีฬารุ่นใหม่ จึงกำหนดยืนกรานสู้คดีเพื่อฟื้นฟูความยุติธรรม รวมถึงปกป้องชื่อเสียงของทีมชาติและความภาคภูมิใจของแฟนบอล

  • ดำเนินการตามกฎ FIVB อย่างครบถ้วน
  • มีข้อมูลทางการแพทย์สนับสนุนความบริสุทธิ์
  • คงความสามัคคีของทีมชาติเวียดนาม

แม้การตัดสินครั้งนี้จะสร้างความปั่นป่วนให้กับวงการวอลเลย์บอลโลก แต่ก็เป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับจริยธรรมและมาตรฐานทางกีฬา ที่ทุกฝ่ายควรตระหนักและออกแบบระบบที่ยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เวียดนามเตรียมอุทธรณ์ หลังนักตบ U21 ถูก FIVB ตัดสิทธิ์เหตุไม่ผ่านการตรวจโครโมโซม

น้องเกล ลูกสาว แม่ชมพู่ อารยา ไปโรงเรียนวันแรก ชาวเน็ตแห่ชม

ความน่ารักและความฉลาดของน้องเกล แอบิเกล ลูกสาวของแม่ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต สร้างความฮือฮาให้กับบรรดาแฟนคลับทั่วประเทศ เพราะไม่ว่าจะเวลาใด ๆ ก็ตาม น้องเกลก็มีความน่ารักอยู่เสมอ ทั้งที่บ้านหรือข้างนอก ล่าสุดก็ถึงคราวที่น้องเกลต้องเข้าสู่บทใหม่ชีวิต เมื่อไปโรงเรียนวันแรก ทำเอาแฟนคลับต่างลุ้นและตื่นเต้นตามกันเป็นจำนวนมาก

น้องเกล ไปโรงเรียนวันแรก สร้างความตื่นเต้นให้ทั้งประเทศ

ล่าสุดอินสตาแกรมของครัวยายหนิง หรือคุณยายของแม่ชมพู่ ได้อัปโหลดรูปภาพพร้อมคลิปวิดีโอที่น้องเกลเตรียมตัวไปโรงเรียนในวันแรก ถามว่าใครคือคนที่ตื่นเต้นที่สุด คำตอบก็คือทั้งคุณยายและคุณแม่ โดยคุณยายหนิงเขียนแคปชั่นว่า “ยายว่ามีคนตื่นเต้นค่ะ เกลจะไปโรงเรียนแล้ว” ส่งผลให้ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์บอกว่า “น้องเกลขึ้นโรงเรียนแล้ว ทั้งประเทศตื่นเต้นรัวๆ”

น้องเกลตื่นเต้นกับการเรียนรู้แบบใหม่

จากคลิปและภาพที่เผยออกมา จะเห็นได้ว่าน้องเกลดูมั่นใจและพร้อมรับกับการไปโรงเรียนอย่างมาก แม้จะเป็นวันแรก แต่เธอกลับแสดงออกอย่างน่ารักและคาดเดาได้ว่าเด็กที่ฉลาดและขี้เล่นแบบนี้ จะกลายเป็น “หัวหน้าแก๊ง” ในห้องได้อย่างแน่นอน คนที่ได้เห็นภาพและคลิปต่างเอ่ยปากชื่นชมความน่ารักน่าชังของน้องเกลอย่างล้นหลาม

  • เฟรชชี่สุดในวัยเด็ก
  • หน้าตาตื่นเต้นจริง ๆ
  • น้องเกลไปโรงเรียนแล้ว สุดยอดเลยยัยหนูน้อย
  • ขี้เล่นๆแต่น่ารักสุดๆ
  • ฉลาดและขี้คิดตั้งแต่อายุยังน้อย

แน่นอนว่า การไปโรงเรียนวันแรก ของน้องเกล กลายเป็นเหตุการณ์ระดับประเทศไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพาส่วนตัวของครอบครัวหรือแฟนคลับออนไลน์ ต่างฉีกฉวยรีบแชร์สารทุกภาพของน้องที่ออกมา ทำให้ชัดเจนว่า น้องเกล แอบิเกล ไม่ใช่แค่นางแบบจิ๋วที่มีหน้าตาเพียงอย่างเดียว แต่เธอยังมีบุคลิกและไหวพริบดีมาก ๆ

การเติบโตของน้องเกลในทุกๆ วัน ถือเป็นความสำเร็จของ แม่ชมพู่ ที่สามารถเลี้ยงลูกให้มีความมั่นใจในตัวเอง และรักการเรียนรู้มาก ๆ

หลังจาก ไปโรงเรียนวันแรก แบบนี้แล้ว น้องเกลยังต้องเจอกับเพื่อนใหม่และกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรวมถึงแฟนคลับต่างก็รอชมความน่ารัก ความฉลาด และความเป็นตัวของตัวเองของเธอในวันข้างหน้า ถ้าคุณเป็นแฟนคลับน้องเกล ขอให้ติดตามข่าวสารและภาพอัปเดตของน้องอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดวินาทีชื่นชมความน่ารักของเธอนะคะ

ที่มา – “น้องเกล” ลูกสาว “แม่ชมพู่ อารยา” ไปโรงเรียนวันแรก “ยายหนิง” ถามใครตื่นเต้นบ้าง งานนี้ชาวเน็ตชัดทั้งประเทศ!

ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวัน อพยพแล้ว 5,500 คน

ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวันเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายระบบขนส่งถูกระงับ และมีการอพยพประชาชนกว่า 5,500 คน เพื่อความปลอดภัย ตามรายงานจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวัน เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา

ระบุว่า ไต้ฝุ่น “โพดุล” ซึ่งมีความเร็วลมกระโชกแรงถึง 191 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ขึ้นฝั่งแล้วที่เขตไถตง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน เมื่อเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 12.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวัน อพยพแล้ว 5,500 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวันคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่น “โพดุล” จะพาดผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของไต้หวันตลอดทั้งวันพุธที่ 13 ส.ค. ซึ่งรวมถึงภาคกลางและภาคใต้ของเกาะ ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังจากได้รับผลกระทบจากพายุและลมมรสุมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ปริมาณน้ำฝนสูง

นอกจากนี้ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์ว่า เขตเกาสงและผิงตงจะประสบกับปริมาณน้ำฝนสะสมระหว่าง 400-600 มิลลิเมตร ตั้งแต่วันอังคารที่ 12 ส.ค. จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำฝนสูงมาก

เนื่องจากความรุนแรงของไต้ฝุ่น “โพดุล” หน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยได้อพยพประชาชนล่วงหน้ากว่า 5,500 คน จากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความเสียหายและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อีกทั้งยังมีการระงับบริการขนส่งสาธารณะในหลายพื้นที่ โดยมีเที่ยวบินระหว่างประเทศถูกยกเลิกแล้วกว่า 250 เส้นทาง และบริการรถไฟความเร็วสูงก็ถูกยกเลิกเส้นทางส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ

ประชาชนในพื้นที่ตกอยู่ในภาวะตื่นตัวอย่างมาก เพราะทั้งฝนตกหนัก ลมแรง และความไม่แน่นอนจากเส้นทางการเคลื่อนที่ของ ไต้ฝุ่น “โพดุล” ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก

เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของผลกระทบที่เกิดจากพายุในฤดูไต้ฝุ่น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไต้หวันยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

ประโยชน์ที่ได้จากการเตรียมพร้อม

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมและการแจ้งเตือนล่วงหน้านั้นสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการอพยพหรือการยกเลิกการเดินทาง ล้วนเป็นการลดความเสี่ยงและช่วยชีวิตได้จริง

หากคุณมีแผนเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีผลกระทบจาก ไต้ฝุ่น “โพดุล” กรุณาตรวจสอบสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของพายุอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวัน อพยพแล้ว 5,500 คน ระงับขนส่งสาธารณะ