ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จิรายุ ย้ำสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัดคลี่คลายแล้ว

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวลือผ่านโซเชียลมีเดียอ้างว่า กองทัพบกประกาศเตือนประชาชนให้อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

จิรายุ ย้ำสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัดคลี่คลายแล้ว

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับเพจกองทัพภาคที่ 2 แล้วและยืนยันว่า กองทัพบกไม่เคยมีการออกประกาศใด ๆ ที่สั่งให้ประชาชน evacuated ออกจากพื้นที่ สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนตลอดแนว 7 จังหวัดยังเป็นไปตามปกติ มีเพียงการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

เป็นเรื่องความมั่นคง ขอประชาชนช่วยตรวจสอบข่าวก่อนแชร์

โฆษกฯ ย้ำว่า ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ห้ามเชื่อหรือแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่ได้ตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับ สถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัด อย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าความปลอดภัยของพลเมืองในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานการปะทะหรือความรุนแรงในพื้นที่แต่อย่างใด

  • สถานการณ์ชายแดนอยู่ในภาวะปกติ
  • ไม่มีการอพยพบังคับ
  • ข่าวลือไม่เป็นความจริง
  • ติดตามข่าวจากช่องทางทางการเท่านั้น

การแพร่กระจายข่าวสารมีความสำคัญอย่างมากในยุคดิจิทัล เพราะข้อมูลที่ถูกส่งต่อมากกว่า 90% ของประชาชนจะเชื่อถือว่าเป็นความจริง ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในการช่วยลดความตึงเครียดบิดเบือนข้อมูลในสังคม

เชื่อว่าความจริงควรมาเป็นอันดับหนึ่ง และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนก็ต้องการแต่ความสงบสุข เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ทำงานเพื่อรักษาความมั่นคงไว้ตลอดมา

หากคุณเห็นข่าวใดที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบกับเว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือหน่วยงานของรัฐก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ที่มา – ‘จิรายุ’ ย้ำ สถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัดคลี่คลายแล้ว เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

“ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงดำเนินต่อ ทำให้ประชาชนจำนวนมากแสดงความห่วงใยและต้องการบริจาคให้แก่ทหารแนวหน้า อย่างไรก็ตาม “โจรออนไลน์” ก็ไม่พลาดโอกาสในการฉวยช่องโหว่ โดยเปิดเพจปลอม อ้างตัวเป็นองค์กรหรือมูลนิธิเพื่อขอรับเงินและสิ่งของบริจาค ซึ่งหากเราไม่ระวังอาจตกเป็นเหยื่อได้

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้เฝ้าระวังและตรวจสอบกรณีการเปิดเพจปลอมเพื่อขอรับบริจาคอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ต่างๆ ในการปิดบัญชีหรือเพจที่หลอกลวงประชาชนไว้แล้วหลายราย

“ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 กระทรวงดีอีได้ประสานงานกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, X และ TikTok ผ่านคำสั่งศาลหรือไม่ เพื่อดำเนินการปิดกั้นเนื้อหาและเพจปลอมที่มีลักษณะหลอกลวงจำนวน 12,646 รายการ ที่ไม่มีคำสั่งศาลได้ถึง 37,919 รายการ

หน่วยงานร่วมมือเฝ้าระวังและแจ้งเตือน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการร่วมมือระหว่างหลากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย และศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือที่เรียกกันว่า “ศูนย์ AOC 1444” ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบและดำเนินการกับกลุ่มผู้กระทำผิดที่ใช้ช่องทางดิจิทัลในการฉ้อโกง

ประชาชนที่พบการกระทำผิด เช่น เพจปลอมรับบริจาค หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ชวนบริจาคแบบน่าสงสัย สามารถรายงานได้ทันทีที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมหรือศูนย์ AOC เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

ในการป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง นายเวทางค์ ย้ำอีกว่า หากคุณต้องการบริจาคให้แก่ทหารชายแดน ควร ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนโอนเงิน โดยเฉพาะเมื่อบัญชีรับบริจาคเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางที่ดีและปลอดภัยที่สุดคือบริจาคผ่านหน่วยงานรัฐหรือองค์กรที่ได้รับการรับรองแล้ว

  • ตรวจสอบชื่อบัญชีว่าเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็นทางการ
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัว
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของหน่วยงานทหารหรือรัฐ
  • อย่าเชื่อข้อความชวนบริจาคที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน

ในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น หากเราไม่รอบคอบในการรับบริจาค “ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน เพราะไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังเป็นเรื่องของความไว้วางใจและความช่วยเหลือที่สุจริตของเราอีกด้วย

ที่มา – “ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน

แบงก์แรก! กรุงเทพลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% 14 ส.ค.นี้

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นธนาคารรายแรกของประเทศที่ประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ภายใต้การบริหารนโยบายของนายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อกับธนาคารแห่งนี้

ธนาคารกรุงเทพได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องทั้งในประเภท M Rate หรือ Minimum Loan Rate (MLR), Minimum Overdraft Rate (MOR) และ Minimum Retail Rate (MRR) ลงอัตราละ 0.25% โดยปัจจุบัน MLR มีอัตราดอกเบี้ยที่ 6.50% ต่อปี, MOR อยู่ที่ 6.75% ต่อปี และ MRR อยู่ที่ 6.65% ต่อปี

แบงก์แรก! กรุงเทพลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% 14 ส.ค.นี้

ข่าวการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้เป็นการตามแนวโน้มของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การบริโภค และลดภาระหนี้ของทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

ผลกระทบเชิงบวกจากนโยบายลดดอกเบี้ยของกุ้งใหญ่

การลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารกรุงเทพช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระที่น้อยลง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพทางการเงินของแต่ละบุคคลและกิจการ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจเผชิญหน้ากับความท้าทายจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และปัญหาการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาค

ทั้งนี้ยังส่งผลให้ผู้บริโภคกลับมีกำลังในการใช้จ่ายมากขึ้น และช่วยให้ภาคการค้าขายฟื้นตัวโดยอ้อมอีกด้วย

ใครบ้างที่ได้รับผลจากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้?

  • ลูกค้ารายใหญ่ที่กู้เงินแบบมีระยะเวลา (MLR)
  • ลูกค้าที่ใช้บริการเบิกเกินบัญชี (MOR)
  • ลูกค้าทั่วไปหรือกลุ่มผู้บริโภครายย่อย (MRR)

สรุปได้ว่า การประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารกรุงเทพเป็นโอกาสดีที่หลายฝ่ายได้รับประโยชน์โดยตรงและทางอ้อม การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีโอกาสปรับตัวและเติบโตได้แม้อยู่ภายใต้กระทบจากปัจจัยภายนอกที่ยากลำบาก หากคุณมีแผนจะขอสินเชื่อในอนาคต การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ที่มา – แบงก์แรก! ธนาคารกรุงเทพ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผล 14 ส.ค.นี้

‘ภคมน’ ชี้รัฐล้มเหลวการสื่อสารวิกฤตไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยเน้นย้ำว่า การสื่อสารของรัฐบาลในช่วงวิกฤตไทย-กัมพูชานั้นล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรีที่ใช้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของรัฐฯ 2 หน่วยงานหลัก คือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์

‘ภคมน’ ชี้รัฐล้มเหลวการสื่อสารวิกฤตไทย-กัมพูชา

น.ส.ภคมน ระบุว่า ช่วงที่เกิดเหตุปะทะกับกัมพูชา รัฐบาลไม่สามารถควบคุมการสื่อสารอย่างมีเอกภาพได้ ส่งผลให้ประชาชนต้อง “เช็คข่าวกันเอง” ทั้งข่าวจริงและข่าวปลอมปนเปื้อนกันไปหมด เปิดช่องให้ใครก็ตามที่ต้องการปั่นสถานการณ์โดยใช้ยอดวิวข่าวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์

ทีมสื่อสารรัฐบาลต้องมีเสียงเดียว

น.ส.ภคมน เน้นว่า ในการสื่อสารภาวะวิกฤตนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมี “เสียงเดียว” ที่เป็นทางการ เพราะหากปล่อยให้แต่ละหน่วยงานออกมาสัมภาษณ์แข่งกันเอง จะทำให้สังคมสับสน เชื่อถือข้อมูลยาก และก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล

การสื่อสารในช่วงวิกฤตควรสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่พยายามปกปิดหรือเบลอสถานการณ์ อีกทั้งยังต้องยอมรับความเป็นจริงว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่ และสื่อสารออกมาอย่างตรงไปตรงมา เพราะการไม่กลัวว่าประชาชนจะตกใจคือหน้าที่สำคัญของทีมสื่อสาร

  • รัฐบาลต้องสื่อสารในบริบทวิกฤต
  • ไม่ควรถอยหนีจากความจริง
  • สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและนานาชาติ

น.ส.ภคมน ยังวิจารณ์ว่า แม้รัฐบาลจะมีโครงการฝึกอบรมด้านการสื่อสาร เช่น “Next Gen PR” ที่ใช้งบประมาณกว่า 400,000 บาท แต่ผลลัพธ์ไม่เห็นชัดเจนเมื่อถึงเวลาใช้งานจริง ทั้งที่มีงบประมาณประจำปี และมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่ทีมสื่อสารของรัฐกลับทำงานไม่ได้ผล

งบประมาณกับความจำเป็นเชิงรุก

นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างโครงการ “LINE OFFICIAL ไทยคู่ฟ้า” ที่ใช้งบปีละเกือบ 5 ล้านบาท ว่ามีความจำเป็นจริงหรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้วข้อมูลที่เผยแพร่สามารถทำผ่านช่องทางอื่นได้เหมือนกัน เช่น ไลน์หมู่บ้านหรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงินแผ่นดินมหาศาล

“แม้เป็นเงินไม่มากเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ แต่ผลการดำเนินงานสะท้อนว่าไม่ได้ขาดการอบรม แต่ขาดศักยภาพและจุดยืนในการสื่อสาร” น.ส.ภคมน กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.ภคมน เสนอให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์จากกรมประชาสัมพันธ์อีก 10% พร้อมทั้งยืนยันว่าควรหยุดโครงการที่ไม่สร้างคุณค่า และให้โอกาสบุคลากรดี ๆ ที่มีอยู่ในระบบได้แสดงศักยภาพ เพื่อพลิกโฉมวิธีการสื่อสารของรัฐบาลอย่างแท้จริง

การสื่อสารของรัฐบาลในภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงเรื่องของการใช้งบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นและการนำความจริงให้ประชาชนได้อย่างชัดเจน

ให้ประชาชนเป็นเผ่าพี่ เราจะไม่ตกขบวนจากโลกที่หมุนเร็ว ถ้าภาครัฐรู้จักการสื่อสารอย่างมีบท

ที่มา – ‘ภคมน’ ชี้รัฐล้มเหลวการสื่อสารวิกฤตไทย-กัมพูชา

ช็อก! ปอ AF ยอมรับงานบันเทิงขาดมือ เปิดร้านอาหารให้พ่อ

ช่วงนี้วงการบันเทิงกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ นักแสดง นักร้อง และบุคลากรในแวดวงต่างต้องปรับตัว เพราะงานเริ่ม “ขาดมือ” ไม่เหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะ “ปอ อรรณพ” นักร้องเอฟวีไอที่เคยมีผลงานละครและเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง ในรอบ 15 ปีของการทำงานก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

ล่าสุดเขาได้เปิดใจในรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” ช่อง 23 ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมบันเทิงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ งานเพลงลดน้อยลง ไม่มีการจ้างร้องเพลงแบบค่ำคืนหนึ่งแน่นๆ อย่างเมื่ออดีต ปอเล่าอย่างตรงไปตรงว่า เคยมีงานล้นเหลือจนต้องปฏิเสธ แต่ตอนนี้ต้อง “รอให้เขาเลือก” แทน

ช็อก! ปอ AF ยอมรับงานบันเทิงขาดมือ

“เมื่อก่อนเราเป็นคนเลือก ลูกค้ามารุมติดต่อ เราก็ต้องเลือกว่าจะรับงานไหน แต่ตอนนี้กลับกัน เราต้องรอนานๆ ถึงจะได้งานใหม่ๆ เข้ามา รู้สึกได้ถึงวิกฤติของวงการจริงๆ”

แม้จะเจอความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ปอเล่าด้วยท่าทีสงบว่าไม่เครียดกับสถานการณ์ เพราะรู้ว่าความเครียดช่วยอะไรไม่ได้เลย กลับกันเขายังมองวิกฤติเป็นโอกาส และหา “ทางใหม่” ของตัวเอง

เปลี่ยนความว่างงาน เป็นเป้าหมายใหม่ในชีวิต

ด้วยความอยากให้คุณพ่อที่เกษียณแล้วได้ทำสิ่งที่รัก “ปอ” จึงตัดสินใจเปิดร้านอาหาร เสิร์ฟความฝันให้ท่าน ซึ่งจริงๆ แล้วคุณพ่อมีฝีมือด้านทำอาหารมายาวนาน “พ่ออยู่ในครัวไกล่เกลี่ยพริกแกงตลอด เราเติบโตมากับงานอดิเรกของพ่อ ทำให้รู้ว่าอาหารคือความสุขของเขา”

การ “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” ของปอเป็นแรงบันดาลใจให้คนในวงการบันเทิงและคนรุ่นใหม่หลายคน ว่าในช่วงเวลาที่ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก เราควรหันกลับมามองโอกาสใหม่ๆ รอบตัว

  • ไม่เครียดกับการหายไปของ “ความรุ่งเรือง”
  • เพิ่มความมั่นคงด้วยงานเสริมที่เหมาะสม
  • สานฝันคนในครอบครัวเป็นแรงผลักดัน

หัวใจสำคัญของคนทำงานในวงการบันเทิงอย่าง “ปอ AF” คือการพลิกสถานการณ์ให้เป็นโอกาส แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างกล้าหาญ เพราะบางครั้งงานหลักที่เคยสร้างรายได้ให้กับเราอาจเปลี่ยนหรือลดน้อยลง แต่งานเสริมหรือการพัฒนาทางเลือกใหม่ กลับสามารถพาเราไปได้ไกลกว่าเดิม

ถ้าคุณกำลังเจอวิกฤติในชีวิตแบบเดียวกับ “ปอ อรรณพ” อย่าลืมว่าการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมก็ได้

ที่มา – ช็อก! “ปอ AF” ยอมรับตรงๆงานบันเทิงขาดมือ ขอสานฝันให้พ่อเปิดร้านอาหาร ชดเชยงานวงการ!

ยูโอบี เปิดตัว Ultimate Privileges สิทธิประโยชน์รอบด้าน กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลัง

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เสริมศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าด้วยการเปิดตัว Ultimate Privileges สิทธิประโยชน์บัตรเครดิตพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

นางสาวสุพรทิพย์ พงศาชำนาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบัตรเครดิต ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ลูกค้าปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ที่ใช้จริงได้ทันที และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง ดังนั้น ธนาคารจึงออกแบบสิทธิประโยชน์ที่เน้นความยืดหยุ่น ใช้งานง่าย และส่งเสริมคุณค่าในทุกมิติ

ยูโอบี เปิดตัว Ultimate Privileges สิทธิประโยชน์รอบด้าน กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลัง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาจากวิจัยเชิงลึก ASEAN Consumer Sentiment Study 2024 ที่ธนาคารยูโอบีร่วมมือกับ Boston Consulting Group ซึ่งเปิดเผยว่าผู้บริโภคชาวไทยกว่า 40% มีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในหมวด “ประสบการณ์” เช่น การเดินทาง การรับประทานอาหาร และกิจกรรมบันเทิง แม้ในขณะเดียวกันจะมีความระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายจากการฟื้นตัวแบบชะลอของเศรษฐกิจ

สิทธิประโยชน์สำคัญใน 4 ด้าน “Ultimate Privileges”

เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ธนาคารยูโอบีจึงพัฒนาบริการใหม่ในบริบทของ Ultimate Privileges ที่ครอบคลุมมิติการใช้ชีวิตสำคัญ ดังนี้:

  • Ultimate Dining: ประสบการณ์การรับประทานอาหารรูปแบบพิเศษจากพันธมิตรกว่า 4,000 ร้านอาหาร เฉพาะทางกับ Michelin Guide ที่เป็นพันธมิตรเพียงรายเดียวของยูโอบีในประเทศไทย
  • Ultimate Experience: ความบันเทิงระดับโลก เช่น การเป็นคนแรกในการจองตั๋วผ่าน UOB LIVE สิทธิพิเศษแสดงดนตรีทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมทั้งโอกาสพิเศษร่วมกับ Disney Cruise Line
  • Ultimate Travel: สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมการเดินทางทั้งต้นทางและปลายทาง เช่น ส่วนลดตั๋วเครื่องบินและที่พัก บริการรถรับส่งสนามบิน อาหารและเครื่องดื่มฟรีที่สนามบิน และข้อเสนอสำหรับการใช้จ่ายในต่างประเทศ
  • Ultimate Shopping: ดีลช้อปปิ้งกว่า 1,000 ดีลทั่วโลก ข้อเสนอพิเศษจากแพลตฟอร์มออนไลน์ และการสะสมคะแนนแบบยืดหยุ่นตามหมวดหมู่การใช้จ่าย

ภายใต้แคมเปญ “UOB Point Parade” ที่เริ่มขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ลูกค้าสามารถแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากราคาเต็ม และยังสามารถแลกคะแนนเป็นของรางวัลพิเศษได้ เช่น มื้ออาหารจากมิชลิน สินค้าแบรนด์เนม หรือตั๋วเดินทางไปเที่ยวทั่วโลกผ่านแอป UOB TMRW

ธนาคารยูโอบีมีเป้าหมายว่า ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีผู้ใช้แคมเปญเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% พร้อมการใช้คะแนนสะสมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ Ultimate Privileges ในการดึงดูดลูกค้าและเพิ่มคุณภาพของการบริการในทุกลายการใช้จ่าย

หากคุณเป็นผู้ที่มองหาบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ในทุกมิติชีวิต ตั้งแต่การรับประทานอาหาร สัมผัสประสบการณ์บันเทิง การเดินทางท่องเที่ยว และการช้อปปิ้ง ทั้งในและต่างประเทศ Ultimate Privileges จากยูโอบีน่าจะเป็นคำตอบที่คุณควรพิจารณาในครึ่งปีหลังนี้

ที่มา – ยูโอบี เปิดตัว Ultimate Privileges สิทธิประโยชน์รอบด้าน กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลัง

ยุโรปแซงหน้าสหรัฐด้านความช่วยเหลือทหารให้ยูเครน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินต่อเนื่องอย่างรุนแรง ล่าสุดรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า ประเทศใน ยุโรป รวมถึง สหราชอาณาจักร ได้เดินหน้าจัดสรรงบประมาณ ความช่วยเหลือทางทหาร ให้กับ ยูเครน มากจนสามารถแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ยุโรปแซงหน้าสหรัฐในการส่งเสริมด้านทหาร

ข้อมูลจากสถาบันคีล ระบุว่า ความช่วยเหลือทางทหาร ของ ยุโรป ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ถึงปลายเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่ารวมสูงถึง 80,500 ล้านยูโร (ประมาณ 3 ล้านล้านบาทไทย) เป็นจำนวนที่มากกว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดสรรเพียง 64,600 ล้านยูโร (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาทไทย).

ยุโรปเร่งผลิตอาวุธผ่านอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ข้อมูลนี้ยังเปิดเผยว่า อาวุธและยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่ให้ไปยังยูเครนไม่ได้มาจากการส่งออกจากคลังอาวุธเท่านั้น แต่เกิดจากการผลิตใหม่ผ่านอุตสาหกรรมการป้องกันของยุโรปโดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างยิ่งใหญ่ของ ยุโรป ในการกลายเป็นผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงหลักของ ยูเครน มากไปกว่าสหรัฐอเมริกา.

ตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมามีการจัดซื้อจัดจ้างผ่านสัญญาจำนวนมาก มูลค่ารวมเป็นจำนวน 4,600 ล้านยูโร หรือคิดเป็น 44% ของความช่วยเหลือโดยรวมในสองเดือนดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เป็นการลงนามกับบริษัทในกลุ่มประเทศยุโรปที่อยู่ในอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าสหรัฐจะมีการอนุมัติการส่งออกอาวุธขนาดใหญ่ไปยังยูเครนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รวมอยู่ในฐานะความช่วยเหลือทางทหารภายใต้นิยามของสถาบันคีลเนื่องจาก ยูเครน ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของ ยุโรป ในการกลายเป็นผู้นำในการสนับสนุน ยูเครน ด้านทหารนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของผู้นำโลกในยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามของพวกเขาในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคในยุโรป

เมื่อมองไปข้างหน้า สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตคือ ความช่วยเหลือนี้อาจยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป จนกระทั่งสถานการณ์ในรัสเซียและยูเครนกลับสู่เสถียรภาพ

หากคุณต้องการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อสันติภาพโลก ลองกดติดตามบทความของเราเพื่อรับข่าวสารทันสมัยได้เลย

ที่มา – ยุโรปเดินหน้าเพิ่มความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครน มากจนแซงหน้าสหรัฐ

มส.มีมติให้ชะลอ ‘เก็บข้อมูลวัด’ มอบ ‘สำนักพุทธฯ’ ทำคู่มือปฏิบัติงาน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 20/2568 ซึ่งภายหลังการประชุม มีการแถลงผลสำคัญเกี่ยวกับการ เก็บข้อมูลวัด ทั่วประเทศที่กำลังถูกดำเนินการโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา

การประชุมมีมติให้ชะลอ ‘เก็บข้อมูลวัด’ ชั่วคราว

ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม พร้อมด้วย รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้แถลงว่า แม้การ เก็บข้อมูลวัด จะมีเจตนาที่ดีในการจัดทำฐานข้อมูลของวัดทั่วประเทศ แต่พบว่าการทำจริงในบางพื้นที่มีข้อกังวล เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่โดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแม้แต่ให้พระกำลังฉันหยุดฉันเพื่อกรอกข้อมูล รวมถึงถ่ายภาพพร้อมบัตรประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แนวทางใหม่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม

ในการประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 13 ส.ค. เหล่าผู้บริหารระดับสูงมีมติปรับแนวทาง โดยเน้นขออนุเคราะห์ข้อมูลจากวัดอย่างนอบน้อม เป็นการร่วมมือกันอย่างไม่บังคับ และย้ำว่าต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์อย่างเคร่งครัด

เก็บข้อมูลวัด ต้องมีการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวของพระ หรือข้อมูลทางการเงินของวัด เช่น เลขบัญชีธนาคาร ซึ่งจะต้องมีระบบป้องกันที่เหมาะสมเพื่อกันภัยจากการรั่วไหลของข้อมูล

มอบสำนักพุทธฯ ทำคู่มือปฏิบัติงานอย่างเร่งด่วน

มหาเถรสมาคมมีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นผู้นำในการจัดทำคู่มือการดำเนินการ เก็บข้อมูลวัด ทั่ว 77 จังหวัด อย่างครอบคลุม และจะเร่งให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดข้อข้องใจในกระบวนการ

ในระหว่างการจัดทำคู่มือนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาจะประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการความมั่นคง เพื่อขอให้ชะลอการดำเนินการเก็บข้อมูลไว้ก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แนวทางสำหรับพุทธบริษัทและคณะกรรมการจังหวัด

รศ.ชัชพล กล่าวเสริมว่า มส.ได้รับทราบและเห็นชอบกับพระคติธรรมจากสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเน้นหลักการในการส่งมอบข้อมูลวัดอย่างเพื่อสาธารณะประโยชน์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลไปแล้วหลายพื้นที่ โดยมีความราบรื่น แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่ยังมีข้อบกพร่อง จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่ชัดเจนจากสำนักงานขึ้นมา

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้ในระดับจังหวัด เจ้าคณะต่างๆ และฝ่ายความมั่นคง ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความเป็นพระ และการเคารพในพระวินัยเป็นสำคัญ

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของมส. ต่อการคุ้มครองพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ และสร้างความเข้าใจร่วมกันในระบบที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติอย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน

หากคุณเป็นผู้ดูแลด้านศาสนา วัด หรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการเก็บข้อมูลวัด ควรติดตามข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจมีผลต่อหน่วยงานของคุณ

ที่มา – มส.มีมติให้ชะลอ ‘เก็บข้อมูลวัด’ มอบ ‘สำนักพุทธฯ’ ทำคู่มือปฏิบัติงาน

จอร์ชชี ดวงมณี เจาะรอบ 64 คน US Amateur 2025

ในโลกของกีฬา กอล์ฟ มีนักกีฬารุ่นใหม่หลายคนที่เริ่มเป็นที่รู้จักในเวทีระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “จอร์ชชี ดวงมณี” นักกอล์ฟดาวรุ่งไทยที่โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ โดยพุ่งทะลุเข้าสู่รอบ 64 คนของทัวร์นาเมนต์กอล์ฟชื่อดังระดับโลกอย่าง “ยูเอส อเมเจอร์ 2025” ได้สำเร็จ ณ สนาม ดิ โอลิมปิก คลับ ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

จอร์ชชี ดวงมณี เจาะรอบ 64 คน US Amateur 2025

จอร์ชชี ดวงมณี เจ้าของตำแหน่งอันดับ 54 ของโลกในระดับสมัครเล่น เริ่มต้นในการแข่งขันด้วยสกอร์ 3 โอเวอร์พาร์ 73 ในวันแรก ซึ่งถือว่าพอใช้ได้ แต่ในวันที่สองเขากลายเป็นเจ้าของอารมณ์รุกอย่างเต็มตัว ทำสกอร์ได้น่าทึ่งถึง 1 อันเดอร์พาร์ 69 ทำให้สกอร์รวมสองวันหยอดลงเหลือเพียงแค่ 2 โอเวอร์พาร์ 142 ซึ่งสามารถยืนหนึ่งในกลุ่มผู้เล่นชั้นนำของทัวร์นาเมนต์นี้

การผ่านเข้าสู่รอบ 64 คนของจอร์ชชีถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญทั้งตัวเขาเองและวงการกอล์ฟไทย เพราะเขาได้ร่วมเดินหน้าไปกับอีกหนึ่งนักกอล์ฟไทยอย่าง พงศภัค เหล่าภักดี ที่มีสกอร์เท่ากันคือ 2 โอเวอร์พาร์ 142 เข้ารอบไปด้วยกัน ขณะที่ รัชชานนท์ ฉันทนา นักกอล์ฟรุ่นพี่จากทีมชาติไทย ทำสกอร์รวม 10 โอเวอร์พาร์ 150 และไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้

การแข่งขันรอบสุดท้ายของ “ยูเอส อเมเจอร์”

สำหรับรอบสุดท้ายของการแข่งขันซึ่งเหลือผู้เล่นเพียง 64 คน จะจัดการแข่งขันในรูปแบบ match play ซึ่งจอร์ชชี ดวงมณี จะได้พบกับ คลาร์ก ฟาน กัลเลน นักกอล์ฟระดับอเมริกัน ในรอบแรกเวลา 11.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่วน พงศภัค เหล่าภักดี ฝ่ายของไทยจะไปพบกับ รินทาโร่ นากาโนะ จากแดนปลาดิบในเวลา 10.40 น. การแข่งขันนัดนี้จะเป็นการตัดสินว่าใครจะได้ลุยต่อไปเพื่อชิงชัยในทัวร์นาเมนต์ที่ถือว่าเป็นหนึ่งใน菁ิ้ cravings ของนักกอล์ฟทั่วโลก

จอร์ชชี ดวงมณี เป็นบุตรชายของ ธนกร ดวงมณี หรือที่เรารู้จักกันในนามจอร์จ ดวงมณี ซีเนียร์ อดีตนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย และเป็นน้องชายของจอร์จ ดวงมณี จูเนียร์ ที่กำลังทำชื่อเสียงในวงการพีจีเอ ทัวร์ ก่อนจะคว้าตั๋วเข้าไปลุย “US Open 2025” เพียงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเท่านั้น ครอบครัวดวงมณีจึงถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในวงการกีฬา

  • จอร์ชชี ดวงมณี มือ 54 ของโลกในระดับสมัครเล่น
  • ทำสกอร์รวม 2 โอเวอร์พาร์ 142 รอบสองวันแรก
  • ผ่านเข้าสู่รอบ 64 คนของยูเอส อเมเจอร์ 2025
  • ฝ่ายตรงข้ามคือ Clark Van Galen จากสหรัฐอเมริกา

การที่จอร์ชชีก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศไทยในเวทีโลกถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งต่อเยาวชนไทยที่สนใจในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในอนาคต หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือเยาวชนที่มีเป้าหมายอยากเติบโตในเส้นทางนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE AGENCY COLLEGE RECRUIT หรืออีเมล [email protected] พร้อมทั้งติดต่อทางโทรศัพท์และ WhatsApp ที่ +1 703 855 9499

ไม่ว่าจอร์ชชีจะไปได้ไกลเพียงใดในปีนี้ สิ่งที่เขาให้จดจำคือแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่พยายามลุยทุกสนามเพื่อฝันที่ยิ่งใหญ่

ที่มา – “จอร์ชชี ดวงมณี” โชว์ฟอร์มเจ๋ง ทะลุรอบ 64 คน ศึกกอล์ฟ “ยูเอส อเมเจอร์ 2025”

แจ้งจับ ‘ม้าทรง’ ศาลเจ้าดังภาคใต้ ลวงล่วงละเมิดเยาวชน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ สภ.เมืองปัตตานี น.ส.ณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง ประจำจ.ปัตตานี ได้นำครอบครัวผู้เสียหาย 13 คน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังได้รับการร้องเรียนจากแม่ของเยาวชนชายรายหนึ่ง ระบุว่าบุตรชายตกเป็นเหยื่อการกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศโดย “ม้าทรง” ของศาลเจ้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ปัตตานี

แจ้งจับ ‘ม้าทรง’ ศาลเจ้าดังภาคใต้ ลวงล่วงละเมิดเยาวชน

กรณี แจ้งจับ ‘ม้าทรง’ ศาลเจ้าดังภาคใต้ ลวงล่วงละเมิดเยาวชน เริ่มต้นจากการที่ผู้ปกครองเริ่มสังเกตพฤติกรรมผิดปกติของบุตรชาย จนกลายเป็นการเปิดโปงการล่อลวงที่อาจมีผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 30 คน โดย ม้าทรง ใช้สถานะทางศาสนาในการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวบ้านและเยาวชน โดยอาศัยโอกาสในช่วงที่มีการจัดงานประเพณี หามพระลุยไฟ ดึงดูดเยาวชนจำนวนมากด้วยบุคคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีบทบาทในพิธีกรรม

วิธีชักชวนล่อลวงเยาวชน

“ม้าทรง” ใช้วิธีเข้ามาพูดคุย ทำความรู้จัก และชักชวนให้ผู้เสียหายมานั่งสมาธิฝึกจิต อ้างว่าเป็นการเสริมบารมีและฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจ เมื่อสร้างความใกล้ชิดได้มากขึ้น ก็เริ่มพูดคุยผ่านโทรศัพท์ส่วนตัวและวิดีโอคอล ขอดูของลับ บางรายถูกชักชวนไปท่องเที่ยว หรือซื้อของขวัญที่ผู้เสียหายต้องการ เพื่อสร้างความผูกพัน ก่อนจะใช้จังหวะอยู่ตามลำพังในบริเวณศาลเจ้ากระทำการอนาจาร และมีเด็ก 2-3 คน ถูกล่วงละเมิดทางทวารหนัก เชื่อว่ายังมีเด็กอีกหลายคนที่ถูกล่วงละเมิด ผู้เสียหายอายุราว 12-15 ปี

  • ผู้เสียหายมากกว่า 30 คน ช่วงอายุ 12-15 ปี
  • ใช้สถานะ “ม้าทรง” เพื่อล่อลวงเยาวชน
  • ใช้กิจกรรมทางศาสนาเป็นช่องทางเข้าถึง
  • มีการชักชวนผ่านโทรศัพท์และวิดีโอคอล

ด้าน พ.ต.อ.เจฟรีย์ ไศลมานกุล ผกก.สภ.เมืองปัตตานี ระบุว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายและพยานแวดล้อม พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจะให้ความคุ้มครองพยานและผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้านส่วนเยียวยาทางจังหวัดได้เข้ามาดูเคสนี้แล้ว พร้อมดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

กรณี แจ้งจับ ‘ม้าทรง’ ศาลเจ้าดังภาคใต้ ลวงล่วงละเมิดเยาวชน นี้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการปกป้องเด็กและเยาวชนจากผู้ที่ใช้ตัวตนทางศาสนาในการก่อความผิด การร่วมมือของชุมชน เยาวชน และเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

หากคุณหรือผู้ใกล้ตัวพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่หรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากอันตราย

ที่มา – แห่แจ้งจับ ‘ม้าทรง’ ศาลเจ้าชื่อดังภาคใต้ ลวงล่วงละเมิดทวารหนักเยาวชน 30 คน