ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สุดาวรรณ มอบรางวัลแก่ 4 ผู้ประกอบการจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานโดดเด่น

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการจาก อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานโดดเด่น ซึ่งลดลงมาจากการรับคำปรึกษา การพัฒนาเทคโนโลยี และการส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ

บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับการยอมรับจาก อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานโดดเด่น ทางด้านเทคโนโลยีแม่พิมพ์เครื่องจักรให้เหมาะสมกับการผลิตข้าวในประเทศไทย ทั้งนี้บริษัทมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์อันยาวนานในการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ก่อนจะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น UTD RF มาใช้ในการกำจัดแมลงและไข่แมลงในเมล็ดข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมเพื่อรองเท้ามาราธอน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างยังมีผู้ประกอบการอีกหนึ่งรายที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยในระดับนานาชาติกับผลิตภัณฑ์รองเท้าวิ่งแบบเปิดส้นหรือแตะ สูตรเฉพาะ VING เป็นรุ่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับจากคลังข้อมูลการวิจัยจาก อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานโดดเด่น โดยเน้นน้ำหนักเบาหลัก90 กรัมต่อข้าง พร้อมการใช้งานแผ่น CARBON FIBER ที่เพิ่มแรงปฏิกิริยาในการวิ่งอย่างฉับไว

องค์กรวิจัยด้านสุขภาพ

พวกเรากำลังพูดถึงบริษัทอย่าง ไซเอนซ์ อินโนเวทีฟ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเปลี่ยนความพยายามทางชีววิทยาให้กลายเป็นเทคโนโลยีเก็บรักษาเซลล์ (Stem Cell Biobank) ด้วยภาชนะและกระบวนการตรวจสอบตามมาตรฐาน ISO สองหัวโจมตีในทั้งด้านคุณภาพและการตรวจสอบความปลอดภัย

ผลิตภัณฑ์ยางจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภาคใต้ก็มีตัวอย่างเพื่อแรงบันดาลใจเช่นเดียวกัน กับบริษัท จีฟินน์ รับเบอร์เทค จำกัด ที่สนับสนุนด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ด้วยโปรโมชั่นตั้งแต่ertosieslam ในรุ่น Greensery ไปจนถึงสูตรใน Herby Paw และ Gindy ยาอมแก้เมารถ สอดคล้องกับการถ่ายทอดวิชาและแรงผลักดันจาก อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานโดดเด่น ได้อย่างชัดเจน

รัฐมนตรีสุดาวรรณย้ำว่าอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับประเทศ และการยกย่องผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาในระบบเหล่านี้ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐถือว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงฯ เองอีกด้วย

หากคุณมีไอเดียธุรกิจทางด้าน STEM หรือนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ก็อย่าลังเลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค อย่ารอช้า เริ่มเชื่อมโยงความฝันของคุณกับความมั่นคงทางการเงินวันนี้!

ที่มา – “สุดาวรรณ” มอบรางวัล 4 ผู้ประกอบการจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีผลงานโดดเด่น

ใช่แหละ! ชาวเน็ตแห่โฟกัส “โบว์-เบญจวรรณ” ซบไหล่หนุ่มบนเครื่องบิน

ช่วงนี้กระแสความรักของ โบว์ เบญจวรรณ กลายเป็นหัวข้อพูดคุยที่หลายคนจับตาดู โดยเฉพาะเมื่อเธอเริ่มมีภาพหวานกับหนุ่มหล่อที่หลายคนจับตามองว่าเป็นใคร ล่าสุดเธอยังได้โพสต์ภาพขณะกำลังซบไหล่ชายหนุ่มบนเครื่องบิน สร้างกระแสแห่คอมเมนต์แซวอย่างหนักมาก

ใช่แหละ! ชาวเน็ตแห่โฟกัส “โบว์-เบญจวรรณ” โพสต์ภาพซบไหล่หนุ่มบนเครื่องบิน

สาว โบว์ เบญจวรรณ ได้เดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศ และไม่พลาดที่จะอัปเดตชีวิตผ่านอินสตาแกรม ทำเอาแฟนคลับแห่ติดตามจำนวนมาก ทั้งความแฮปปี้ และความหวานที่จับตามองกันต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาพที่เธอซบไหล่หนุ่มที่นั่งข้างๆ กันบนเครื่องบิน แม้จะไม่ได้เผยหน้าชัด แต่จากบริบทสื่อสารชัดว่าเป็นหนุ่มสุดหล่อแน่นอน

ชาวเน็ตแห่แซว “ใช่แหละแบงค์”

ภาพดังกล่าวถูกแชร์อย่างล้นหลามในโลกโซเชียล โดยมีกลุ่มคนที่ยอมรับว่าภาพนี้ “ใช่แหละแบงค์” เพราะเห็นกายสัดส่วนและแนวทรงที่เข้ากับลักษณะของ “แบงค์” อดีตสามีของ นิหน่า นักแสดงสาวดัง ทำให้หลายคนลุ้นไม่น้อยว่าทั้งสองจะเคยเป่ากันอีกครั้งหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นอาณาจักรว่า

  • “ถ่ายด้วยมือใครคะ ใช่แบงค์รึเปล่าาาา?”
  • “เห็นพุทธิกิริยาก็รู้เลยว่ามีความสุขจริงๆ”
  • “ไม่ว่าใครก็ขอให้เธอมีความสุขนะ”
  • “น่ารักกกก จากกระแสดราม่าสู่ความหวานгадจริง”

ความจริงแล้ว ทั้ง โบว์ และ แบงค์ ไม่เคยปิดโอกาสทางความรักกันเลย แต่ก็ยังไม่มีภาพชัดเจนว่าทั้งคู่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหรือไม่ งานนี้แฟนๆ ต้องติดตามลุ้นกันต่อไป

ใครยังไม่ได้ตามไปชมภาพความหวานแบบเต็มมืด ต้องตามไปดูในอินสตาแกรมของโบว์เลย เพราะภาพแบบนี้มาเต็มๆ แล้วนะ

ทั้งรัก ทั้งแซว ทั้งเป็น话题 คนดัง! ขอให้ความรักครั้งนี้ “มั่นคง” และ “มีความสุข” จริงๆ

ที่มา – ใช่แหละ! ชาวเน็ตแห่โฟกัส “โบว์-เบญจวรรณ” โพสต์ภาพซบไหล่หนุ่มบนเครื่องบินทำหลายคนแซวหนักมาก

สกสค. รับคืนเงินจาก ปปง. ครั้งที่ 3 กว่า 61 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และนางสาวชัชพร พินทุวัฒนะ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมคณะ ได้เดินทางมายังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เพื่อรับมอบเงินคืนจากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการชดใช้ค่าเสียหายในคดีที่เกิดขึ้นจากการลงทุนซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเอกชนที่นำไปสู่ความเสียหายแก่สำนักงาน สกสค.

สกสค. รับคืนเงินจาก ปปง. ครั้งที่ 3 เป็นจำนวน 61 ล้านบาท

ในครั้งนี้ ถือเป็นการรับเงินชดใช้คืนเป็นครั้งที่ 3 โดยมีจำนวนเงินรวมกว่า 61,070,000 บาท ซึ่งถูกส่งมอบโดยนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. และนายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ในฐานะผู้แทนตามคำสั่งของเลขาธิการ ปปง.

การติดตามบังคับคดีอย่างต่อเนื่อง

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามการบังคับคดีและการเรียกคืนทรัพย์สินของจำเลยมาโดยตลอด นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จนสามารถสร้างความโปร่งใสและคืนความเชื่อมั่นให้แก่สถาบัน สกสค. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การรับเงินคืนจากสำนักงาน ปปง. ในครั้งนี้ เป็นผลจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีดังกล่าว และศาลได้มีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายคืนอย่างเป็นทางการ

  • ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 จำนวน 73,730,260.19 บาท
  • ครั้งที่สอง จำนวน 2,104,447.50 บาท
  • ครั้งที่สาม จำนวน 61,070,000 บาท

รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 136,904,707.69 บาท ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สำคัญจากการทำงานของทั้งสองหน่วยงานที่มีความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ

การรับเงินคืนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบยุติธรรม แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพย์สินของประชาชนอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ ย่อมส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการของรัฐ และสร้างแรงบันดาลใจให้หน่วยงานอื่นๆ ได้ดำเนินการคล้ายเคียงกัน ต่อไป

ที่มา – สกสค. รับคืนเงินและทรัพย์สินจาก ปปง. ครั้งที่ 3 กว่า 61 ล้าน

‘เซ็ปเป้’ แก้ปัญหาสต็อกยุโรป กำไร Q2 248 ล้านบาท

ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยสามารถคว่ำกำไรสุทธิได้ถึง 248 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีกำไรสุทธิ 224 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายรวม 1,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.5% QoQ

‘เซ็ปเป้’ แก้ปัญหาสต็อกยุโรปได้แล้ว

ความสำเร็จนี้มาจากการแก้ปัญหาด้านสต็อกสินค้าที่สะสมในยุโรป ตะวันออกกลาง และอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 1,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ตลาดในประเทศเติบโตต่อเนื่อง

ในส่วนของ เซ็ปเป้ ในประเทศ บริษัทมีรายได้จากการขาย 443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% QoQ โดยผลตอบรับที่ดีจากการทำตลาดแบรนด์ B’lue และ Preaw Coffee ทำให้ยอดขายในช่องทางดั้งเดิมยังคงเติบโตอย่างมั่นคง

ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการบริหารความเสี่ยงและการวางกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ โดยแม้จะมีปัจจัยภายนอกที่สร้างความไม่แน่นอน เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ผลกระทบกับ เซ็ปเป้ ยังอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีสัดส่วนน้อยกว่า 5%

  • กำไร Q2: 248 ล้านบาท
  • รายได้ทั้งหมด: 1,548 ล้านบาท
  • รายได้จากต่างประเทศ: 1,105 ล้านบาท
  • การเติบโตของตลาดในประเทศ: 12% QoQ

นอกเหนือจากการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์แล้ว การเปิดตัวแคมเปญทั่วโลกของ Mogu Mogu ชื่อ “Life’s too Short, You Gotta Chew” ยังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ผ่าน TikTok ที่มียอดชมแบบออร์แกนิกเกิน 3 ล้านครั้งภายใน 3 วัน และยังขยายผลไปยังตลาดฟิลิปปินส์ผ่านแคมเปญ “You Gotta Earn” อีกด้วย

ด้วยเป้าหมายระยะยาวในการเติบโตให้เป็น Global Brand เซ็ปเป้ เดินหน้าออกสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเน้นกลยุทธ์การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความภักดีต่อแบรนด์ให้ยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง พร้อมเดินหน้าขยายช่องทาง Online และ E-Commerce ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

น่าสนใจที่ ‘เซ็ปเป้’ สามารถเคลียร์ปุ๊บ กำไรบานพุ่มปั๊บ! ใครสนใจอยากเห็นแนวโน้มการเติบโตของบริษัทต่อ ต้องตามให้ดีๆ ต่อไป

ที่มา – ‘เซ็ปเป้’เคลียร์ปัญหาสต็อกยุโรปได้ กวาดกำไร Q2ได้ 248 ล้านบาท

อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 หลังรัฐบาลขึ้นภาษีธุรกิจ

รายงานล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักร (ONS) เปิดเผยให้เห็นว่า อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 โดยอยู่ที่ 4.7% สำหรับช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 และไม่แตกต่างจากช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา

อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4

การที่อัตราการว่างงานในสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระดับสูง ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตต่าง ๆ ความซบเซาในตลาดแรงงานส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายการขึ้นภาษีธุรกิจของรัฐบาลพรรคแรงงานเมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มเลือกลดต้นทุนด้วยการชะลอการจ้างงาน หรือลดจำนวนพนักงานลง

ผลกระทบจากภาษีธุรกิจต่อตลาดแรงงาน

นางลิซ แมคคีโอน ผู้อำนวยการฝ่ายสถิติเศรษฐกิจของ ONS เปิดเผยว่า จำนวนพนักงานในบัญชีเงินเดือนลดลงเป็นเวลา 10 เดือนจากช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคธุรกิจบริการและค้าปลีก ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร ถือเป็น สัญญาณชัดเจนว่า อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 เริ่มส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ การเติบโตของค่าจ้างที่ไม่รวมโบนัสก็ยังคงทรงตัว แรงกดดันทางราคายังคงอยู่ และตำแหน่งงานว่างลดลงไปอีก 44,000 ตำแหน่งในช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม เหลือเพียง 718,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2564

วิเคราะห์สาเหตุจากนักเศรษฐศาสตร์

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า นโยบายการเก็บภาษีธุรกิจใหม่เป็นผลพวงของการเผชิญหน้ากับปัญหาการคลังที่บอบช้ำหลังวิกฤตหลายครั้ง ทั้งการระบาดของโควิด-19 และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน อย่างไรก็ตาม ในเดือนเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ประกาศการเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% จากประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนของธุรกิจสหราชอาณาจักรด้วย

  • ลดแรงจูงใจในการจ้างงาน เพราะต้นทุนแรงงานเพิ่มสูงขึ้น
  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจชะลอการขยายตัว
  • แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงและกระทบรายได้บริษัท

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น จะเห็นได้ว่า อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเฉพาะด้าน แต่เป็นผลสะท้อนของปัญหาระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและสอดคล้องกับสถานการณ์โลก

บทสรุปและข้อคิดเห็น

หากมองในระยะยาว การที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของการลงทุนในแรงงาน การสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และการลดต้นทุนภาครัฐเพื่อช่วยฟื้นฟูตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม

ที่มา – อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 หลังรัฐบาลขึ้นภาษีธุรกิจ

ตร.ขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนา ตรวจสอบวัดทั่วไทย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพุทธศาสนาและตรวจสอบวัดทั่วไทยอย่างครอบคลุม โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทราศุ ที่ปรึกษาคณะทำงาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ตร.ขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนา ตรวจสอบวัดทั่วไทย

ในการประชุมครั้งนี้ พล.ต.อ.ไกรบุญ กล่าวชี้แจงว่า การดำเนินการในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับแนวทางการทำงานร่วมกันระดับปฏิบัติการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจภูธรภาค 1-9 และสถานีตำรวจทั่วประเทศ โดยจะบูรณาการการทำงานกับกองทัพภาคที่ 1-4 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างครอบคลุมและประสานข้อมูลกับ กอ.รมน. ในแต่ละจังหวัด

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งมีบุคลากรจำกัดในหลายพื้นที่ จะร่วมมือกับตำรวจเพื่อวางแผนลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวัดและพระภิกษุ รวมถึงการบริหารจัดการภายในวัด โดยได้ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่การสืบสวนหรือแสวงหาข้อมูลส่วนตัวของพระ เนื่องจากเป็นการสร้างฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความโปร่งใสในพระพุทธศาสนา

การเก็บข้อมูลอย่างมีระบบและเคารพศรัทธา

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเก็บข้อมูลจะดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการประสานล่วงหน้าก่อนส่งเจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูลจากวัด โดยจะจำกัดเฉพาะข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารวัดเท่านั้น ไม่รวมถึงบัญชีการเงินส่วนตัว และข้อมูลที่ได้จะถูกเก็บเป็นความลับเพื่อป้องกันการโจมตีหรือเผยแพร่โดยไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เน้นการพัฒนาระบบบัญชีการเงินวัดให้ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสวงหาผลประโยชน์ที่ผิดวัตถุประสงค์

ในการดำเนินโครงการนี้ พบว่ามีจำนวนร้องเรียนเกี่ยวกับวัดทั่วประเทศ 382 เรื่อง ซึ่งมีการคัดกรองและส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้วจำนวน 255 เรื่อง ส่วนอีก 108 เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุ

ในกรณีที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับหมอดูชื่อดังที่เกี่ยวข้องกับวัดแห่งหนึ่ง พล.ต.อ.ไกรบุญ ได้ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ และจะต้องได้ข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการต่อ สำหรับการรับบริจาคในนามนิติบุคคลหรือมูลนิธิของวัดต่างๆ ตำรวจมีแนวทางตรวจสอบที่ชัดเจนแล้ว และจะดำเนินการตามหลัก นอบน้อม เคารพพระธรรมวินัย และคำนึงถึงศรัทธาของประชาชน โดยทุกขั้นตอน

ด้วยการขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนาและการตรวจสอบวัดทั่วไทยอย่างรอบด้าน ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการวัดต่าง ๆ จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อพระพุทธศาสนาในระยะยาว รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดพฤติกรรมที่ผิดวินัยและการแสวงหาผลประโยชน์ในพระสงฆ์

หากคุณเป็นผู้ที่รักในพระพุทธศาสนา การสนับสนุนและติดตามการดำเนินการนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศาสนาและให้เกียรติแก่พระที่ใช้ชีวิตเพื่อการปฏิบัติอย่างแท้จริง

ที่มา – ตร.ขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนา ตรวจสอบวัดทั่วไทย ยึดหลัก ‘นอบน้อม-เคารพศรัทธา’

บุ๋ม ปนัดดา ส่งกำลังใจสนับสนุนสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรและนางงามชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” โดยเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนเตรียมยุบ “ศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” หรือ “ศบ.ทก.” ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อแสดงท่าทีเชิงบวกต่อกัมพูชา และส่งสัญญาณว่าประเทศไทยต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติทางทูต

สื่อสารผ่านข้อความในโพสต์ “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้แจงว่า “ข้อสรุปที่บุ๋มรับทราบมานั้น คือ รัฐบาลตั้งใจจะยุบศบ.ทก. ภายในสัปดาห์นี้อย่างเร่งด่วน เพื่อแสดงความจริงใจต่อชาวกัมพูชา ว่าประเทศไทยมีเจตนาดีในการแก้ปัญหา และการคงอยู่ของศูนย์นี้ก็เหมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นว่าเราไม่มีความตั้งใจที่จะสงบศึก”

บุ๋ม ปนัดดา ส่งกำลังใจสนับสนุนสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม “ตัวบุ๋มเองก็คิดว่าสันติภาพคือทางออกที่สำคัญที่สุด เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน ไม่มีใครสบายใจที่จะอยู่ในพื้นที่ตึงเครียด ก็ได้แต่คาดหวังว่าครั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถเจรจา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและป้องกันอธิปไตยผ่านการทูตอย่างที่ลั่นวาจาไว้ อย่าทำคนไทยผิดหวังนะคะ”

สันติภาพเป็นความหวังของประชาชน

การสนับสนุนจาก บุ๋ม ปนัดดา สะท้อนถึงความหวังของประชาชนที่ต้องการสันติภาพในพื้นที่ชายแดน พร้อมส่งสัญญาณว่าความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานั้น ควรเดินหน้าผ่านการเจรจาและการทูตอย่างเท่าเทียมกัน

  • แสดงเจตนาดีในการแก้ปัญหา
  • ใช้กระบวนการทูตอย่างสุภาพและมีประสิทธิภาพ
  • รักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ
  • ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในความสงบสุข

ประเด็นนี้สื่อถึงการพัฒนาเชิงนโยบายที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพูดถึงทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งการยุบศบ.ทก. อาจถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก หากดำเนินการร่วมกับกระบวนการต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการเจรจา การเคารพกฎหมาย และความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์

บุ๋ม ปนัดดา ได้เขียนข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอย่างกระตือรือร้นว่า “ให้โอกาสการทูตและการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อสันติภาพ เพราะคนในพื้นที่เขามองไปไกลกว่าความกังวลเกี่ยวกับการจู่โจม การดูถูก หรือแม้แต่การละเลยของเขา”

ความต้องการสันติภาพของประชาชนจึงเป็นแรงผลักสำคัญ ที่จะช่วยสร้างการเคลื่อนไหวเชิงบวกของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเสียงสนับสนุนจากสังคมและบุคคลสำคัญอย่าง “บุ๋ม ปนัดดา” ที่ไม่ได้พูดในฐานะบุคคล แต่พูดในฐานะที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพื้นที่ที่เคยบาดเจ็บมาแล้ว

ในที่สุด ไม่ว่าบทสรุปของสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ความหวังของคนไทยคือให้เกิดการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาอย่างเท่าเทียม การใช้สันติวิธีเพื่อแก้ปัญหา และที่สำคัญคือไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

ร่วมกันส่งเสียงเสถียรเพื่อสันติภาพ เพราะการเมืองที่ดีนั้น เริ่มต้นจากการเข้าใจและเคารพความต้องการของประชาชน

ที่มา – ‘บุ๋ม ปนัดดา’ส่งกำลังใจสนับสนุนสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้อย่าทำคนไทยผิดหวัง

เปิดโปงความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนในถุงเท้า!!

รู้หรือไม่ว่า เท้าของเราเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์กว่า 1,000 ชนิด! และเมื่อเราสวม ถุงเท้า เข้าไปในรองเท้าที่อับชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว นั่นเท่ากับว่าเรากำลังสร้าง “อพาร์ตเมนต์ชั้นดี” ให้กับแบคทีเรียและเชื้อราได้เติบโต แพร่พันธุ์อย่างมีความสุข!

ถุงเท้า ไม่ได้แค่ดูดซับเหงื่อจากเท้าของเราเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับเชื้อโรคจากทุกที่ๆ เราเดินไป! ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้าน พรมปูพื้น พื้นที่ทำงาน ห้องเรียน ทุกสิ่งที่เราเหยียบย่ำจะถูกรวบรวมมาอยู่ในถุงเท้าทั้งหมด

เปิดโปงความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนในถุงเท้า!!

สาเหตุของกลิ่นเท้าที่เราไม่ชอบใจนั้น ไม่ได้เกิดจากเหงื่อโดยตรง แต่เกิดจาก กรดไขมัน และสารประกอบกำมะถัน ที่เกิดขึ้นเมื่อจุลินทรีย์สลายเหงื่อและเซลล์ผิวหนังตาย และที่อันตรายยิ่งกว่านั้นคือ ถุงเท้า ยังเป็นพาหะชั้นดีที่นำไปสู่โรคเชื้อราอย่าง “โรคน้ำกัดเท้า” ที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายและคนในครอบครัวได้!

วิธีซักถุงเท้าให้สะอาดอย่างแท้จริง!

การซักถุงเท้าด้วยอุณหภูมิน้ำปกติที่เราทำกันอยู่ทุกวัน (30-40°C) นั้น ไม่เพียงพอที่จะกำจัดแบคทีเรียและเชื้อราได้! และสำหรับคนที่เคยเป็นโรคน้ำกัดเท้า การนำถุงเท้าคู่เดิมกลับมาใส่ซ้ำแม้จะซักแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำได้อยู่ดี!

นี่คือวิธีซักถุงเท้าที่ถูกสุขอนามัยและมีประสิทธิภาพ:

  • กลับด้านถุงเท้าออกก่อนซัก: เพื่อให้ด้านที่มีจุลินทรีย์อยู่มากที่สุดได้สัมผัสกับผงซักฟอกโดยตรง
  • ซักด้วยน้ำร้อน: ใช้น้ำอุณหภูมิ 60°C ขึ้นไป เพื่อฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราให้หมดจด
  • เลือกใช้ถุงเท้าผ้าฝ้าย: เพราะทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าถุงเท้าสังเคราะห์
  • ใช้ผงซักฟอกที่มีเอนไซม์: เพื่อช่วยสลายคราบเหงื่อและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว
  • ตากแดดให้แห้งสนิท: ความร้อนจากแสงแดดจะช่วยกำจัดจุลินทรีย์ที่หลงเหลืออยู่ได้อีกทางหนึ่ง

การดูแลถุงเท้าให้สะอาดอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแค่ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคอันตรายได้ด้วย ดังนั้นอย่ามองข้ามถุงเท้าเล็กๆ คู่นี้ เพราะมันมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของคุณมากกว่าที่คิด!

ที่มา – เปิดโปงความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนในถุงเท้า!!

เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน

ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้รับรายงานผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมี เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน

นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บัญชีและบริหารความเสี่ยง เปิดเผยว่า แม้ว่าภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากการแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม แต่ในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายนได้เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ช่วยผลักดันยอดขายและการใช้บริการในศูนย์การค้าของบริษัททั่วประเทศ

จากผลประกอบการในช่วงเซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 11,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 10% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและทิศทางการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

การจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดในรอบประวัติการณ์

หนึ่งในจุดเด่นของผลประกอบการงวดนี้คือการประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในผลประกอบการที่ดี และยังมีแผนซื้อคืนหุ้นวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2569

ในส่วนของการขยายธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทได้วางแผนการเปิดตัวเมกะโปรเจกต์สำคัญอย่าง “เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งจะเปิดในไตรมาส 3 และ “เซ็นทรัลกระบี่” ที่จะเปิดในไตรมาส 4 เพื่อขยายศักยภาพไปยังจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้แนวคิด “The Ecosystem for All” ซึ่งเน้นความยั่งยืนโดยเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน สะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในด้านการบริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือการพัฒนาโครงการเพื่ออนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทยังคว้าใจผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดว่าแม้จะเผชิญกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก เซ็นทรัลพัฒนายังคงเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าที่สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความเข้มแข็งในระยะยาว และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นนักลงทุนที่มองหาโอกาสในหุ้นคุณภาพ เซ็นทรัลพัฒนาถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามองในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ที่มา – เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน

‘ช้างศึก’ เปิดเจอ ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ‘อบจ.กาญจน์’ ลั่นจัดงานไม่ทำให้ขายหน้าแน่

การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ที่จังหวัดกาญจนบุรีได้จัดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีผู้มีเกียรติหลายคนร่วมแถลงข่าว เช่น “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และ นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

‘ช้างศึก’ เปิดเจอ ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ‘อบจ.กาญจน์’ ลั่นจัดงานไม่ทำให้ขายหน้าแน่

ในรายการการแข่งขันนี้ มีทีมระดับโลกเข้าร่วมถึง 4 ทีม ได้แก่ อิรัก (อันดับ 58 ของโลก) ซึ่งเคยคว้าแชมป์มาแล้ว 49 ครั้ง ทีมชาติไทย (อันดับ 102 ของโลก) แชมป์สมัยล่าสุด และต้องเจอกับ ‘ฟิจิ’ อันดับ 150 ของโลก ในรอบแรก แข่งกันในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 และจะมีการแข่งขันรอบสุดท้ายในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568 แบบน็อกเอาต์

เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

ซึ่งทางคณะกรรมการจัดงานโดยเฉพาะที่ อบจ.กาญจนบุรี ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะด้านสนาม เส้นทางคมนาคมไปยังสนาม ระบบจำหน่ายบัตรเข้าชม รวมไปถึงมาตรการความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทาง โดยมีเส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร ซึ่งสามารถวิ่งฟรีระหว่างวันที่ 1-10 กันยายน พ.ศ. 2568 เพื่อสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมชมการแข่งขัน

นายอธิสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ทุกภาคส่วนร่วมกันยกระดับการจัดงานให้มีมาตรฐานด้านต่าง ๆ อย่างครบวงจร ส่วน นพ.ประวัติ กล่าวเสริมว่า อบจ.กาญจนบุรี ลงทุนปรับปรุงสนามกลีบบัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามมาตรฐาน และมั่นใจว่า ‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทยจะสามารถป้องกันแชมป์ได้อีกครั้ง โดยการแข่งขันครั้งนี้มีเงินรางวัลสำหรับแชมป์ถึง 2 ล้านบาท และรองแชมป์ 1 ล้านบาท

การจำหน่ายบัตรเข้าชม

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมชมการแข่งขันสามารถสั่งซื้อบัตรได้ผ่านแอปพลิเคชัน The Concert ในช่วงวันที่ 24–26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 หรือหากต้องการซื้อแบบออนไซต์สามารถไปซื้อได้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.00 – 15.00 น.

  • บัตรราคา 200-300 บาท
  • จำนวนที่นั่งประมาณ 12,000 – 14,000 ที่นั่ง
  • สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-3451-2477 ถึง 8 ต่อ 3107 หรือเพจ Facebook

คู่การแข่งขันรอบแรกในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ทีมชาติไทย หรือ ‘ช้างศึก’ จะพบกับทีม ฟิจิ ในรอบเปิดฉากเมื่อเวลา 20.00 น. ส่วนคู่อื่นอิรัก จะพบกับ ฮ่องกง เวลา 16.00 น. และในวันที่ 7 จะเป็นการแข่งขันเพื่อชิงอันดับ 3 และชิงแชมป์

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานในการแข่งขันหรือบรรยากาศในการสนับสนุนจากแฟนบอลทั่วประเทศ การแข่งขัน Football Kings Cup ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทีมชาติไทยในการพิสูจน์ความสามารถ และความพร้อมทั้งในด้านทีมงาน นักเตะ และการจัดงานอย่างเป็นระบบจากทางจังหวัดกาญจนบุรี

ที่มา – ‘ช้างศึก’ เปิดเจอ ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ‘อบจ.กาญจน์’ ลั่นจัดงานไม่ทำให้ขายหน้าแน่