ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นักวิจัยชี้ความแตกต่างเหลือเชื่อระหว่างการกินอาหารแปรรูปขั้นสูงกับอาหารธรรมชาติ

นักวิจัยชี้ความแตกต่างเหลือเชื่อระหว่างการกินอาหารแปรรูปขั้นสูงกับอาหารธรรมชาติ

ในปัจจุบัน อาหารแปรรูปขั้นสูง (ultraprocessed foods) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการรับประทาน แต่อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาหารธรรมชาติยังคงเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลของ อาหารแปรรูปขั้นสูง กับอาหารธรรมชาติโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 55 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งกลุ่มทดลองกินอาหารทั้งสองประเภทคนละ 8 สัปดาห์ พร้อมพักช่วงกลางระยะ 4 สัปดาห์ ก่อนที่จะสลับกลุ่มอาหารกันเพื่อให้ผลการเปรียบเทียบมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ความแตกต่างของผลลัพธ์ทางสุขภาพ

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า คนที่รับประทาน อาหารแปรรูปขั้นสูง มีแนวโน้มที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ความดันโลหิตไม่คงที่ และเผาผลาญไขมันได้น้อยลง ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่กินอาหารธรรมชาติกลับมีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในระยะเวลาไม่นาน

ความน่าประหลาดใจคือ ถึงแม้อาหารทั้งสองประเภทจะให้ความพึงพอใจในรสชาติเท่าเทียมกันตามการให้ข้อมูลของผู้เข้าร่วมการทดลอง แต่กลุ่มที่ได้รับอาหารธรรมชาติสามารถควบคุมความอยากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดน้ำหนักและการมีสุขภาพที่ดี

ทำไมอาหารแปรรูปขั้นสูงจึงแย่กว่าอาหารธรรมชาติ?

เมนูที่ใช้ในงานวิจัยนี้ มีการคัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะเมนูอาหารแปรรูปขั้นสูง ที่ดูเหมือนจะ “ดีต่อสุขภาพ” เช่น กราโนลาบาร์ ซี่โครงบาร์บีคิวสำเร็จรูป และเครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหาร แต่ก็ยังคงมีผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งรวมถึงอาการท้องผูก เสียดท้อง กรดไหลย้อน และรู้สึกอ่อนเพลีย

อาหารธรรมชาติ เช่น ข้าวโอ๊ตผสมผลไม้อบ ปลาแซลมอนกับผักสด มันฝรั่ง และอาหารที่ผ่านการปรุงจากของสด มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ควบคุมน้ำหนักได้ง่าย และไม่ทำให้รู้สึกหิวบ่อยเหมือนกับอาหารแปรรูป

แม้ว่าในปัจจุบันตลาดอาหารแปรรูปขั้นสูงจะเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยมูลค่าที่ประเมินไว้สูงถึง 856,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทิศทางของธุรกิจควรหันมาพัฒนาอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกและความปลอดภัยในการบริโภค

ในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก คนที่มีรายได้น้อยจำเป็นต้องเลือกอาหารแปรรูปขั้นสูงเนื่องจากความคุ้มค่าและง่ายในการเตรียม หากต้องการให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้นอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

  • อาหารแปรรูปขั้นสูงอาจดูเหมือนสุขภาพดีแต่มีสารเติมแต่งมากเกินไป
  • ธรรมชาติคือคำตอบ เป็นแนวทางสำหรับการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน
  • เข้าใจอาหารที่คุณกิน – ไม่ใช่แค่ว่า “อร่อยหรือสะดวก” ก็พอแล้ว

หากคุณกำลังคิดจะเริ่มดูแลสุขภาพ ลองเปลี่ยนจากการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง หันมารับประทานอาหารธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปน้อย แค่เริ่มเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับร่างกายในระยะยาวได้

ที่มา – นักวิจัยชี้ความแตกต่างเหลือเชื่อระหว่างการกินอาหารแปรรูปขั้นสูงกับอาหารธรรมชาติ

หลวงพ่ออลงกตชี้แจงปมบริจาค-ที่ดินวัด ยันพร้อมแถลงข้อเท็จจริงทั้งหมด

หลวงพ่ออลงกตประชุมเคลียร์ปมเงินบริจาค–ที่ดินวัด

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่รู้จักกันดีในนาม หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ร่วมกับคณะผู้เกี่ยวข้อง จัดประชุมเพื่อเคลียร์ปัญหาเกี่ยวกับข้อสงสัยของประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารจัดการเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ รวมถึงประเด็นความไม่แน่ใจเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของวัดโดยบุคคลภายนอก

ไม่รู้สึกกังวล ขอชี้แจงผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

ภายหลังการประชุม หลวงพ่ออลงกตไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่สื่อมวลชน โดยในช่วงบ่าย นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรของวัด เปิดเผยว่า คณะกรรมการวัดได้ร่วมกันมีมติและประสานทีมกฎหมาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมระบุว่าจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และตรงไปตรงมา

สำหรับประเด็นที่มีข่าวว่า นายสมพร ถือครองที่ดินของวัดกว่า 2,000 ไร่นั้น เขาได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่น และยืนยันว่าไม่มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้จากการตรวจสอบที่สำนักงานที่ดิน และหากมีข้อกล่าวหาใดๆ ที่ส่งผลเสีย ทีมกฎหมายจะดำเนินการต่อไป

ประชุมแก้ไขข้อกังขลาเรื่องการบริจาคและที่ดินวัด

ในการประชุม หลวงพ่ออลงกต พร้อมคณะได้พูดถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยที่สามารถฟื้นตัวจนทำงานได้แล้ว แต่บางรายไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งเบื้องต้นระบุว่าระบบของวัดนั้นให้โอกาสผู้ป่วย หากแข็งแรงพอและยังไม่มีที่ไป สามารถทำงานเป็น รปภ. ได้ มีที่พักฟรีพร้อมค่าตอบแทนรายวันเพื่อเป็น ‘น้ำใจ’ เน้นความเป็นธรรมและไม่ได้ถือเป็นแรงงานตามกฎหมาย

หลวงพ่ออลงกต จะยังคงทำงานในทุกๆ วันต่อไป และเพียงแต่งดกิจนิมนต์ภายนอกวัดในช่วงนี้ เพื่อหันมาพัฒนาวัดและพื้นที่ชุมชนให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ยอดบริจาคลดลง เผชิญค่าใช้จ่ายกว่า 3 ล้านบาทต่อเดือน

นายสมพรยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันจำนวนเงินบริจาคลดลงจนมีความกังวลว่าจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนที่สูงถึง 3 ล้านบาทหรือไม่ แต่ยืนยันว่าที่ดินของวัดไม่มีทางจะถูกขายได้อยู่แล้ว เพราะถือเป็นสมบัติของชุมชนและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หากมีความพยายามเล่นงานในเชิงเส้นทางการเงิน

ส่วนทางด้านของนายบรรเจต เทพพำนัก หรือ “เลขาฯปู” ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาที่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงทำลายทรัพย์สินของผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในปี 2564 โดยเจาะจงว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งกับการบริหารเงินของวัด หรือคดียาเสพติด และจะดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองโดยทีมกฎหมาย

การเคลียร์ปมของ หลวงพ่ออลงกต และคณะกรรมการถือเป็นความพยายามเพื่อสร้างความโปร่งใสและมอบความมั่นใจในแนวทางการทำงานของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูชีวิตให้กับผู้ป่วยเอดส์ รวมทั้งช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวชุมชนท้องถิ่นและความรับผิดชอบทางสังคม

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจการทำงานของศาลาอุทิศชีวิตเพื่อผู้ป่วยและต้องการขอรับข้อมูลให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น เรารอคอยการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากวัดเพื่อให้คุณได้เรียนรู้ทุกเรื่องราวที่ถูกต้องจริงตามข้อเท็จจริงที่ชัดเจน!

ที่มา – หลวงพ่ออลงกตประชุมเคลียร์ปมเงินบริจาค–ที่ดินวัด คณะกรรมการเตรียมแถลงชี้แจงทุกข้อกล่าวหา

ออยล์ จุฑามาศ แซ่บเป๊ะทุกอณูรูขุม กับแฟชั่นชุดว่ายน้ำสุดร้อนแรง

ใครจะเชื่อว่าสาวน้อยนักแสดงและนางงามรองอันดับ 3 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2020 อย่าง ออยล์ จุฑามาศ จะสลัดลุคเรียบร้อยมาอวดหุ่นสุดปังในชุดว่ายน้ำจนแฟนคลับต้องร้องซี๊ด! ล่าสุดเธอปล่อยภาพลงอินสตาแกรมที่ทำให้ชาวเน็ตพากันลืมกระพริบตา ด้วยแฟชั่นชุดบิกินีสีสันสดใส ท่าโพสสุดเซ็กซี่ ทั้งเล่นน้ำทะเลและนั่งขี่ม้าริมชายหาด งานนี้บอกเลยว่าความเซ็กซี่มาเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่รูปร่างที่เป๊ะ แต่ทุกลายเส้น ทุกท่าทางล้วนคัดมาแล้วว่า ออยล์ จุฑามาศ แซ่บเป๊ะทุกอณูรูขุม จริงๆ

ออยล์ จุฑามาศ แซ่บเป๊ะทุกอณูรูขุม กับลุคใหม่ที่ทุกคนต้องตะลึง

ภาพชุดนี้ของเธอนั้นถ่ายทำที่หาดทรายขาวแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยถ่ายทอดทั้งความเป็นธรรมชาติและความเซ็กซี่แบบไม่ตะแบง ไม่เว่อร์ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความน่ารักสดใสกับความเปรี้ยวจัดจ้านได้อย่างลงตัว หลายคนที่เห็นภาพต่างคอมเมนต์ว่า “ดูแพงแต่ไม่เกินจริง” แถมยังชื่นชมในรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มสุดๆ ของเธอที่ไม่ว่าจะขึ้นรูปมุมไหนก็สวยปังทุกองศา

ทำไมถึงต้องบอกว่า ออยล์ จุฑามาศ แซ่บเป๊ะทุกอณูรูขุม ขนาดนี้?

ถ้าให้พูดถึงจุดเด่นของภาพชุดนี้ ต้องยกให้ ความสมดุลในการโพสท่า ที่ไม่เน้นหวือหวา แต่สะท้อนความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเธอเลือกใช้โทนสีของชุดให้เข้ากับบรรยากาศริมทะเล สร้างความรู้สึกสบายตาแต่แฝงด้วยความเซ็กซี่แบบเนียนๆ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่หลายคนบอกว่า “ออยล์ทำได้ดีเกินคาด”

นอกจากนี้ เรายังมี 3 สิ่งที่ทำให้ลุคนี้กลายเป็นที่พูดถึงในพริบตา:

  • ความกล้าแสดงออกโดยไม่เสียความเป็นตัวเอง – แม้จะเซ็กซี่แต่ยังดูน่ารักสดใสตามสไตล์ตัวเธอ
  • การจัดองค์ประกอบภาพแบบมืออาชีพ – แสง สี ท่าทาง ถ่ายทอดความรู้สึกได้ครบ
  • หุ่นที่ผ่านการฟิตหามาด้วยความตั้งใจ – ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่วินัยในการดูแลสุขภาพน่าชื่นชม

หลายคนถามกันว่า “ทำไมต้องเพิ่งมาเห็นลุคแซ่บขนาดนี้?” คำตอบคือ ออยล์ จุฑามาศ แซ่บเป๊ะทุกอณูรูขุม แต่เธอเลือกที่จะปล่อยออกมาในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่การตามกระแส แต่เป็นการสร้างความประทับใจแบบตั้งใจ เป็นตัวเอง และให้เกียรติตัวผู้ชมอย่างแท้จริง

สำหรับใครที่อยากตามเทรนด์ความเซ็กซี่แบบไม่เกินเบอร์ ลองเริ่มจากดูแลหุ่นกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกโพสท่าให้เป็นธรรมชาติ และเลือกชุดที่เสริมบุคลิกภาพ ไม่จำเป็นต้องเซ็กซี่เกินตัว แค่รู้จักตัวเองก็สวยได้ไม่แพ้ออยล์!

ที่มา – “ออยล์-จุฑามาศ” ทำตะลึงสลัดเสื้อผ้าโชว์ความเซ็กซี่ หัวจรดเท้าแซ่บเป๊ะทุกอณูรูขุม!

ศึกซิ่งซูเปอร์คาร์ดวลเดือด สนามเซปัง เซอร์กิต

สวัสดีเพื่อนๆ นักซิ่งทุกคน! วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกความมันส์แบบไม่ยั้งกับ ศึกซิ่งซูเปอร์คาร์ดวลเดือด สนามเซปัง เซอร์กิต ที่เพิ่งจบไปอย่างคับคั่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคม งานนี้ค่ายรถและนักแข่งระดับท็อปแห่กันมาประชันความเร็วบนสนามระดับโลกที่ประเทศมาเลเซีย บอกเลยว่าแต่ละคันแรงไม่แพ้ใคร แถมการตัดสินก็เกิดการพลิกผันจนแฟนๆ ต้องนั่งไม่ติด!

ศึกซิ่งซูเปอร์คาร์ดวลเดือด สนามเซปัง เซอร์กิต

ระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด ได้จัดขบวนทัพซูเปอร์คาร์ระดับโลกมาดวลความเร็วในรายการ TSS The Super Series By B-Quik สนามที่ 3 (เรซที่ 5 และ 6) ที่เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย งานนี้เรียกว่าดีกรีความมันส์พุ่งถึงขีดสุด เพราะแต่ละทีมต่างเตรียมรถและสตั๊นท์การขับขี่มาไม่ให้ใครยอมใคร

เรซที่ 5: ศึกซูเปอร์คาร์ปะทะเดือด!

ในรุ่นใหญ่ TSS Supercar GT3 วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ และเลาริน ไฮน์ริช จากทีม AAS Motorsport By EBM คว้าแชมป์ไปครองด้วยการไล่บี้คู่แข่งแบบชิดติด ขณะที่รุ่น TSS Supercar GTM สราวุธ เสรีธรณกุล และอะฟิค ยาซิด ทีม PSC MOTORSPORT ทำผลงานสุดปัง ซิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ส่วนรุ่น TSS Supercar GT4 ทีมเจ้าถิ่น WING HIN MOTORSPORTS ก็ปล่อยของแรง นาควิบ อัซลัน กับ มิทเชล เชีย มิน จี ผงาดแชมป์แบบสุดยิ่งใหญ่!

เรซที่ 6: ดวลเดือดคู่ชิงดำ!

มาถึงเรซที่ 6 ความดุเดือดยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อ อดิศักดิ์ ตั้งพูลเจริญ และ อาคัช แนนดี้ จาก B-Quik Absolute Racing ทำผลงานสุดอลังการคว้าแชมป์รุ่น GT3 ไปครอง ส่วนรุ่น GTM เป็นทางด้าน ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ จาก Toyota Gazoo Racing Thailand ที่ฟอร์มดีไม่แผ่ว ส่วนรุ่น GT4 ทีม WING HIN MOTORSPORTS ก็กลับมาทวงบัลลังก์ เนื่องจาก นาควิบ อัซลัน และ มิทเชล เชีย มิน จี ทำผลงานสม่ำเสมอจนกวาดแชมป์ได้ทั้ง 2 เรซ บอกเลยว่างานนี้แฟนพันธุ์แท้ต้องชื่นใจ!

ความน่าสนใจคือการปรับกลยุทธ์การขับขี่ของแต่ละทีม โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายที่มักเกิดการแซงแบบตัวต่อตัว ทำให้การแข่งขันมีรสชาติที่ทุกคนคาดไม่ถึง หลายครั้งที่ผู้ชมถึงกับลุกขึ้นเชียร์เมื่อนักแข่งปะทะกันแบบชิดโค้ง!

สำหรับแฟนๆ ที่คิดถึงความมันส์ เราขอเชิญทุกคนติดตามชมการแข่งขันย้อนหลังได้ที่ www.thailandsuperseries.net และเพจ Thailand Super Series พร้อมทั้งเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสนามต่อไปในวันที่ 19-21 กันยายน 2568 ที่จะมีรุ่นการแข่งขันมากมายรวมถึง TSS Supercar GT3, TSS Supercar GTM, TSS Supercar GT4, และ TSS Supercar GTC รวมถึงรายการ Thailand Super Touring งานนี้รับรองว่ามันส์ขั้นกว่าเดิมแน่นอน!

ถ้าพูดถึง ศึกซิ่งซูเปอร์คาร์ดวลเดือด สนามเซปัง เซอร์กิต ครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นการแข่งขันที่สื่อถึงศักยภาพของนักแข่งไทยและการสนับสนุนจากทีมงานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นการันตีว่ามอเตอร์สปอร์ตไทยกำลังก้าวสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง อย่าลืมเตรียมกำลังใจเชียร์ทีมโปรดเพราะความมันส์ยังไม่จบเพียงเท่านี้!

ที่มา – ศึกซิ่งซูเปอร์คาร์ดวลเดือด สนามเซปัง เซอร์กิต

ผบช.ภ.1 สั่งกวาดล้างอาชญากรรมทุกมิติใน 9 จว. เน้น ‘ยาเสพติด-ค้ากาม-ข้ามชาติ’

ผบช.ภ.1 สั่งเข้ม! กวาดล้างอาชญากรรมทุกมิติใน 9 จังหวัด

ตามคำสั่งของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้มีการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 ดำเนินการกวาดล้างอาชญากรรมในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่กำลังเป็นปัญหาหลักภายในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ถือว่าเป็นมาตรการเข้มข้นที่สุด เพื่อคืนความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กลับมาสู่สังคมไทยอย่างแท้จริง โดยมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงทุกส่วน รวมถึงการบูรณาการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมสถานการณ์แบบเรียลไทม์

การทำงานเชิงรุกเพื่อกวาดล้างทุกมิติ

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการของตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า การสั่งการกวาดล้างครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหมายเพียงแค่จับกุมเท่านั้น แต่ต้องการปิดช่องทางดำเนินการผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด และชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการ ย าเสพติด ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แบบครบวงจรมากยิ่งขึ้น

  • เปิดปฏิบัติการบุกค้นสถานบริการผิดกฎหมาย
  • ติดตามผู้กระทำผิดด้วยระบบอัจฉริยะแบบ real-time
  • üstüเปิดสายด่วน 191 ตลอด 24 ชม. เพื่อรับแจ้งเบาะแสจากประชาชน

ประชาชนมีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการกวาดล้างทุกมิติ

ผบช.ภ.1 สั่งกวาดล้างทุกมิติใน 9 จังหวัด 這樣 จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมมือแจ้งเบาะแสกิจกรรมผิดกฎหมายผ่านสายด่วนหรือติดต่อสถานีตำรวจใกล้บ้านโดยตรง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าทุกข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ และมีระบบติดตามผลทันที

ไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวยลับ สถานบริการมืด หรือแม้กระทั่งขบวนการยาเสพติดในซอย ขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะบุกทันทีที่มีข้อมูลชัดเจน! นี่คือมาตรการที่แสดงถึงความตั้งใจจริงของ ผบช.ภ.1 ในการคุ้มครองความปลอดภัยของพสกนิกรภายใต้พื้นที่รับผิดชอบ

มุ่งสู่การคืนความมั่นใจทั่วประเทศ

การดำเนินการกวาดล้างแบบจัดหนักจัดเต็มทั้ง 9 จังหวัดนี้ ไม่เพียงแต่จะสกัดอาชญากรรมในพื้นที่ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของตำรวจไทยในการใช้เทคโนโลยีร่วมกับการทำงานเชิงรุก การเน้นติดตาม ยาเสพติด และการปราบปรามการ ค้ากาม จะช่วยให้สังคมกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากกว่าเดิม

หากมีเบาะแสหรือพบพฤติกรรมผิดสังเกต ประชาชนสามารถโทรสายด่วน 191 ได้ทุกวันทุกเวลา มั่นใจได้ว่าทุกการแจ้งจะได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง มีเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติการตลอดเวลา ตามมาตรการ ‘กวาดล้างทุกมิติ’ ที่ ผบช.ภ.1 สั่งกวาดล้างทุกมิติใน 9 จว.

เรารอคอยวันที่ผู้คนจะรู้สึกปลอดภัย ไม่ว่าจะเดินเล่นในซอย หรือออกไปใช้ชีวิตกลางคืน โดยไม่ต้องหวาดกลัวอาชญากรรม การร่วมมือร่วมใจทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่และความร่วมมือของประชาชน คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้

หากคุณพบเห็นสิ่งผิดปกติ โปรดรีบแจ้ง! เพราะการรับมือเร็ว คือหนทางหยุดอาชญากรรมก่อนลุกลาม

ที่มา – ผบช.ภ.1 สั่งกวาดล้างทุกมิติใน 9 จว. เน้นเป้าหมาย ‘ยา-ค้ากาม-อาชญากรรมข้ามชาติ’

พระพยอม เตือนอย่าไว้ใจคน ปล่อยให้มาเปิดบัญชีรับเงินแทนวัด

พระพยอม เตือนอย่าไว้ใจคน ปล่อยให้มาเปิดบัญชีรับเงินแทนวัด

จากกรณีที่กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมช่วงหลัง เกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคของวัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการที่มูลนิธิถือครองที่ดินกว่า 2,000 ไร่ ด้วยโฉนดที่ขึ้นชื่อของอดีตไวยาวัจกร และข้อมูลเพิ่มเติมจาก นายเสกสันต์ หรือที่เรียกกันว่า หมอบี ที่ออกมาเปิดเผยถึงการรับบริจาคโดยตรงไม่ผ่านทางวัด แต่ไปยังเจ้าอาวาสส่วนตัว

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัด รวมถึงความไว้วางใจจากประชาชนที่อาจถูกบ่อนทำลาย โดยเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สื่อมวลชนได้เดินทางไปสัมภาษณ์ พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ถึงกรณีที่เกิดขึ้น และมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนและทำให้เกิดเสื่อมศรัทธา

จงระวังผู้มาขอช่วยเหลือวัดอย่างบริสุทธิ์ใจ

พระพยอมได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า “พระพยอม เตือนอย่าไว้ใจคน ที่ปล่อยให้บุคคลภายนอกมาเปิดบัญชีรับเงินบริจาคแทนวัดเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย เพราะการที่บัญชีขึ้นชื่อของวัด แสดงถึงความเชื่อมั่นของคนทั่วไปในองค์กรพระพุทธศาสนาโดยตรง หากปล่อยให้บุคคลทั่วไปเปิดบัญชีแทน ย่อมมีความเสี่ยงที่เงินอาจจะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือกระทั่งเป็นประเด็นรั่วไหลในระบบบริหารจัดการของวัด

นอกจากนี้พระพยอมยังได้เน้นย้ำว่า สิ่งนี้อาจไม่ใช่การทำลายของพระศาสนา แต่เป็นความเสื่อมเสียที่เกิดขึ้นในกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อวัดหรือชื่อเจ้าอาวาสบริจาค สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำคือ การตรวจสอบให้ไล่เลียงว่าเรื่องที่เป็นข่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่ามีเจตนาที่ไม่โปร่งใส ในหลักของความยุติธรรมก็ต้องจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของวัดไว้”

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน” เป็นคำเตือนจาก พระพยอม ที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทยขณะนี้ ซึ่งแม้ในช่วงแรกบุคคลที่มาช่วยจัดหาเงินให้วัดจะดูมีความสมถะและใจบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อจำนวนเงินเพิ่มมากขึ้น บางครั้งก็อาจทำให้แนวคิดเปลี่ยนไป เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าเพื่อศาสนา

เขาได้เสนอแนวคิดว่าการทำหน้าที่โดยความบริสุทธิ์ใจนั้นควรมีตลอดระยะการปฏิบัติงาน ไม่ใช่แค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น การดำเนินการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันความเสื่อมเสียเช่นนี้ในอนาคต

บทเรียนสำคัญสำหรับวัดอื่นๆ

พระพยอมยังได้ให้คำแนะนำแก่วัดอื่นๆ ว่า “ควรวางหลักในเรื่องของการรับบริจาคให้ชัดเจน ที่สำคัญคือ อย่าให้ผู้ใดเปิดบัญชีแทนวัด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยส่วนตัวหรือบุคคลภายในทางวัด หากยังคงไว้วางใจคนแบบนี้ก็อาจนำความเสียหายมาให้ทางวัดในอนาคต”

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าหากกรณีที่เกิดขึ้นได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วนและชัดเจน ทุกประเด็นก็จะสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้ ซึ่ง พระพยอม มั่นใจว่าภายใน 7 วัน จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ก็จะรู้ว่าเรื่องนี้คลุมเครือจริงหรือว่าเป็นเพียงการเข้าใจผิด

สิ่งสำคัญคือให้ศาลตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และทำความเข้าใจให้ชัดเรื่องการรับเงินบริจาคที่อาจเกิดจากประชาชนที่ไม่ได้มีเจตนาจะบริจาคให้ใครเป็นการส่วนตัว แต่ต้องการปวารณาให้วัดเพื่อประโยชน์ทางศาสนาโดยตรง

ดังนั้น ทั้งหน่วยงานวัด พุทธศาสนิกชน และประชาชนทั่วไป ควรติดตามการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และใช้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญในการป้องกันไม่ให้ไว้ใจคนง่ายๆ ที่อาจแสวงหาผลประโยชน์ได้ ทุกการบริจาคควรวางอยู่บนพื้นฐานแห่งความโปร่งใส จิตญาณุตา และความซื่อตรงต่อพุทธศาสนา

ขอให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างดี หากยังคลุมเครือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้佛法 (พระธรรม) กลับมาสู่ความบริสุทธิ์ สะอาด และออกไปจากราชการที่มัวหมอง เพื่อให้วัดยังคงเป็นศูนย์กลางของศรัทธาที่แท้จริงของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ที่มา – ‘พระพยอม’ เตือนอย่าไว้ใจคน! ปล่อยให้มาเปิดบัญชีรับเงินแทนวัด

เจ้าหน้าที่ EOD ศรีสะเกษทำลายวัตถุระเบิดตกค้าง สกัดภัยชายแดน

การทำลายวัตถุระเบิดตกค้างของเจ้าหน้าที่ EOD ศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ชุด EOD จาก ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมมือกับทีม EOD ตชด.22 และชุดปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติของกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อทำการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ชายแดน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ลูก หลังชาวบ้านที่กลับมาจากศูนย์อพยพ ได้แจ้งเบาะแสว่ามีหลุมต้องสงสัย ซึ่งอาจเป็นลูกปืนใหญ่ที่ยังไม่ระเบิด และถูกยิงข้ามมาจากฝั่งกัมพูชา

การค้นพบที่บ้านหนองเม็กน้อย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้พบวัตถุระเบิดตกค้างอีก 1 ลูกในพื้นที่กลางทุ่งนาของบ้านหนองเม็กน้อย และสามารถทำการทำลายได้อย่างสำเร็จและปลอดภัย ต่อมาได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่บ้านโนนดู่ หมู่ที่ 4 ซึ่งมีการรายงานจากชุด ชรบ. ว่าพบหลุมลักษณะคล้ายวัตถุระเบิด หรือ ลูกปืนใหญ่ตกเป็นจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 30 หลุม

แต่จากการตรวจสอบ ของเจ้าหน้าที่ชุด EOD ไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำขังจำนวนมาก จึงได้มีการปักธงแดงเพื่อเตือนภัยและห้ามประชาชนเข้าใกล้จนกว่าการตรวจสอบจะสิ้นสุด

การตรวจสอบในชุมชนใกล้โรงเรียนบ้านจานเลียว

นอกจากนี้ยังมีการรายงานพบหลุมต้องสงสัยอีก 1 จุด ใกล้โรงเรียนบ้านจานเลียว ตำบลเมือง อำเภอ กันทรลักษ์ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ EOD ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด กลับไม่พบวัตถุระเบิดแต่อย่างใด สิ่งนี้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกโล่งใจและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสงบสุขมากยิ่งขึ้น

การเสียสละของเจ้าหน้าที่ EOD ศรีสะเกษ ในการทำงานในพื้นที่เสี่ยงมากขนาดนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณพบหลุมหรือวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ใด ๆ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

การระงับและทำลายระเบิดในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นการป้องกันภัยที่อยู่ในหน้าเดิมของเจ้าหน้าที่ EOD ซึ่งประชาชนควรตระหนักถึงความสำคัญ และร่วมมือในการรายงานข้อมูลทุกครั้งที่พบความผิดปกติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที

เป็นความร่วมมืออันน่าชื่นชมของทีม EOD ศรีสะเกษ และหน่วยงานความมั่นคงทุกฝ่าย ในการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างหลายเดือน โดยไม่ลังเลเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน ถือว่าเป็นการทำงานที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ประเทศชาติอย่างแท้จริง หากคุณอยู่ในพื้นที่ชายแดนหรือใกล้เคียง และพบสิ่งผิดปกติใด ๆ กรุณาดำเนินการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอันอาจเกิดได้

ขอขอบคุณทีม EOD ทุกคน ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้องชีวิตของพี่น้องประชาชนถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูง ขอทีม EOD ทุกท่านมีความปลอดภัยตลอดการทำงานในทุกภารกิจ

ที่มา – เจ้าหน้าที่ EOD ศรีสะเกษทำลายวัตถุระเบิดตกค้าง 2 ลูกในพื้นที่ชายแดน สกัดภัยชาวบ้าน

ลุยคุ้ยลึกปมหมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ เส้นเงิน-ที่ดิน-รถหรู คืนทรัพย์ไม่รอดคดี

ลุยคุ้ยลึกปมหมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ ‘เส้นเงิน-ที่ดิน-รถหรู’ ลั่นคืนทรัพย์ไม่รอดคดี

เพื่อนๆ รู้หรือยังว่ากระแสการสอบสวนคดี ลุยคุ้ยลึกปมหมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ ‘เส้นเงิน-ที่ดิน-รถหรู’ ลั่นคืนทรัพย์ไม่รอดคดี กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมอยู่ตอนนี้! พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งเก็บหลักฐานทุกด้าน โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับหมอบี และวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ที่มีคนบริจาคเงินทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นประเด็นร้อนเพราะเกี่ยวข้องกับ เงินทำบุญ ที่พี่น้องประชาชนร่วมกันบริจาคคนละเล็กละน้อย ทั้ง 1 บาท 10 บาท หรือ 100 บาท ซึ่งต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของวัดเท่านั้น แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลเชิงลึกว่าอาจมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทั้งการซื้อที่ดิน 2,000 ไร่ ที่มีชื่อบุคคลใกล้ชิดเจ้าอาวาส และการจัดซื้อรถยนต์หรูที่ไม่ตรงกับชื่อวัด

ปมเส้นเงิน-ที่ดิน-รถหรู ที่ต้องค้นให้ลึก

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีพฤติการณ์ส่อเค้าว่าเข้าข่าย ฉ้อโกงประชาชน และอาจเพิ่มเติมด้วยความผิดเกี่ยวกับม.157 หากพบว่ามีการใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยพ.ต.อ.เอนก ยืนยันว่า “ทุกบ้าน รถ หรือที่ดิน แม้จะมีการโยกย้ายทรัพย์สิน ก็ยังคง留下了ร่องรอยให้ตรวจสอบได้แน่นอน”

นอกจากนี้ กรณีที่มีการซื้อรถให้วัดแต่กลับนำรถไปใช้ส่วนตัว พ.ต.อ.เอนก ชี้ชัดว่า “เป็นเพียงข้ออ้างที่เลื่อนลอย” เพราะหากซื้อให้วัด ชื่อทรัพย์สินต้องเป็นชื่อวัดเท่านั้น หากเป็นชื่อบุคคลอื่น อาจเข้าข่ายเจตนาไม่สุจริตได้! ส่วนผู้ถือครองทรัพย์สินแทนวัด หากยังนิ่งเฉยไม่คืนทรัพย์ อาจถูกฟ้องร่วมในข้อหา ฟอกเงิน ได้ด้วย

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562
  • ที่ดิน 2,000 ไร่ ที่มีชื่อบุคคลใกล้ชิด
  • รถยนต์หรูที่ไม่ตรงตามชื่อวัด
  • การออกใบอนุโมทนาบัตรไม่ตรงโครงการบริจาค

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ผู้เกี่ยวข้องจะนำทรัพย์สินคืนวัด แต่ความผิดก็ ไม่ได้หายไป เนื่องจาก “ความผิดนั้นสำเร็จไปแล้ว” ตามคำกล่าวของพ.ต.อ.เอนก ที่ทิ้งท้ายด้วยประโยคเด็ดว่า “เงินบุญมันแรง หากบางคนที่ยังไม่สำนึก และกอดทรัพย์สินอยู่ ความเดือดร้อนก็อาจจะมาเยือนได้”

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามเรื่องนี้ ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราอยากให้เงินบริจาคของเราไปช่วยพัฒนาสังคมจริงๆ หรือไม่” การตรวจสอบคดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตำรวจ แต่คือการรักษา ศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อวัดและองค์กรทางศาสนา อย่าให้เงินบุญกลายเป็นบาปโดยไม่รู้ตัว!

ที่มา – ลุยคุ้ยลึกปมหมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ ‘เส้นเงิน-ที่ดิน-รถหรู’ ลั่นคืนทรัพย์ไม่รอดคดี

เริ่มแล้ว! บรรยากาศเก็บตัว 77 สาวงาม ‘MUT2025’ สุดอบอุ่น หรูหรา สง่างาม

เริ่มแล้ว! บรรยากาศเก็บตัว 77 สาวงาม ‘MUT2025’ สุดอบอุ่น หรูหรา สง่างาม ที่จังหวัดภูเก็ต สร้างความประทับใจให้แฟนนางงามทั้วประเทศตั้งแต่ก้าวแรกที่เหล่าสาวงามเดินทางถึงสนามบิน โดยคุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานผู้จัดงาน พร้อมทีมงาน Miss Grand International ได้เตรียมความพร้อมอย่างดีเยี่ยม ทั้งการต้อนรับจากแขกผู้มีเกียรติ แฟนคลับ และสื่อมวลชนที่มารอให้กำลังใจอย่างคับคั่ง

เริ่มแล้ว! บรรยากาศเก็บตัว 77 สาวงาม ‘MUT2025’ สุดอบอุ่น หรูหรา สง่างาม

ภายในงาน White Pearl Welcome Party ที่โรงแรม Kora Beach Resort Phuket สาวงามทั้ง 77 คน ปรากฏตัวในชุดเดรสสีขาวสว่างตา พร้อมเมคอัพโทนธรรมชาติที่เน้นความเรียบหรู สะท้อนคอนเซปต์ ‘ความงามที่เกิดจากภายใน’ ที่ทางผู้จัดเน้นย้ำมาโดยตลอด ไฮไลต์ค่ำคืนนี้คือแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรสุดอลังการจากแบรนด์ Kanyanat Gems and Silk ที่ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านลายเส้นผ้าไหมไทยแท้ประดับเพชรดีไซน์ร่วมสมัย

คุณณาธิป กาญจน์ยศ ดีไซน์เนอร์ชื่อดังเผยถึงแรงบันดาลใจว่า “เครื่องเพชรชุดนี้สร้างสรรค์จากตำนานพระแม่โพสพ โดยเลือกใช้ทับทิมสีแดงเลือดหมูและทับทิมหลวงเพื่อสื่อถึงความสมบูรณ์พูนสุขของแผ่นดินไทย” ซึ่ง 22 สาวงามที่ได้รับเลือกให้เดินแบบในค่ำคืนนี้ แสดงศักยภาพการเดินแบบอย่างมืออาชีพ จนกรรมการต้องใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมงในการตัดสิน

เริ่มแล้ว! บรรยากาศเก็บตัว 77 สาวงาม ‘MUT2025’ สุดอบอุ่น หรูหรา สง่างาม

การคัดเลือกสาวงามแต่ละจังหวัดได้สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน อย่าง มิสยูนิเวิร์สสตูล ที่นำผ้าตีนจกพื้นเมืองมาดัดแปลงเป็นชุดเดรสแขนพอง ส่วนผู้เข้าแข่งขันจากภาคใต้หลายจังหวัดเลือกใช้ลวดลายเรือหางยาวเป็นธีมในการแสดง ความน่าประทับใจยังคงต่อเนื่องเมื่อคุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ได้รับเซอร์ไพรส์วันเกิดจากสาวงามทั้งหมด พร้อมพร้อมดอกไม้และเค้กใหญ่ยักษ์รูปมงกุฎ สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

สำหรับกิจกรรมในช่วงสัปดาห์นี้ สาวงามจะต้องร่วมทำภารกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Beauty for a Purpose’ อย่างการปลูกป่าชายเลนที่หาดไม้ขาว และเวิร์กช็อปการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อให้แฟนๆ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์

กำหนดการสำคัญ MUT2025

  • 12 ส.ค. 68 – รอบ Queen Of Thai Silk แสดงศิลปะการทอผ้าไทย
  • 13 ส.ค. 68 – รอบคัดเลือกชุดว่ายน้ำที่หาดป่าตอง
  • 14 ส.ค. 68 – ประกวดมิสยูนิเวิร์สขวัญใจภูเก็ต
  • 23 ส.ค. 68 – รอบตัดสินที่ MGI Hall พระราม 9

การแข่งขันปีนี้ไม่เพียงหาผู้แทนไทยไปเวที Miss Universe เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีให้สาวไทยได้แสดงศักยภาพด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง อย่าพลาดติดตามการแข่งขันทุกรอบผ่านช่องทาง Official ของ MUT2025 แล้วคุณจะพบว่าความงามที่แท้จริงคือความมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น!

ที่มา – เริ่มแล้ว! บรรยากาศเก็บตัว 77 สาวงาม ‘MUT2025’ สุดอบอุ่น หรูหรา สง่างาม

ครัวบ้านดิว: ธุรกิจใหม่ดิว อริสรา กับดราม่าความคุ้มค่า

ช่วงนี้คงไม่มีธุรกิจไหนถูกจับตามองเท่า ‘ครัวบ้านดิว’ ของ ‘ดิว-อริสรา ทองบริสุทธิ์’ ที่ผุดขึ้นมาเพื่อฝ่ามรสุมหนี้สินหลังต้องย้ายลูกไปใช้ชีวิตต่างประเทศ! ด้วยเมนูเดลิเวอรี่ชุดแรก ‘ต้มจืดหน่อไม้กระดูกหมู’ พร้อมน้ำพริกปลาร้าสูตรบ้านดิว ในราคา 599 บาท ที่สร้างความฮือฮาให้แฟนคลับแห่สั่งจนขายดี แต่แล้วกลับเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักว่ารสชาติไม่สมราคา งานนี้หลายคนสงสัยว่า ‘ครัวบ้านดิว’ จะรอดหรือไม่? มาดูรายละเอียดแบบเจาะลึก!

ครัวบ้านดิว: จุดเริ่มต้นจากชีวิตจริงที่ต้องสู้

หลังจากที่ ‘ดิว อริสรา’ ต้องเผชิญปัญหาหนี้สินมูลค่าหลายล้านบาทจนกลายเป็นข่าวดัง จนต้องขายของแบรนด์เนม เซ้งร้านทำเล็บ รวมถึงขายเบอร์มงคลเพื่อเคลียร์หนี้ ล่าสุดเธอก็ผุดธุรกิจใหม่ ‘ครัวบ้านดิว’ เพื่อเพิ่มช่องทางหารายได้ ด้วยความตั้งใจที่จะพิสูจน์ว่า ‘แม่เลี้ยงเดี่ยว’ ก็สู้ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

จุดอ่อนที่ทำให้ ครัวบ้านดิว ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ลูกค้าหลายคนหลังได้ชิม ครัวบ้านดิว มักตั้งคำถามว่า ‘599 บาท สมกับรสชาติจริงหรือ?’ โดยมีข้อคิดเห็นหลักๆ ดังนี้

  • ต้มจืดหน่อไม้กระดูกหมู: รสชาติจืดชืด ไม่ได้กลิ่นความหอมของกระดูกหมู
  • น้ำพริกปลาร้า: ไม่เผ็ด ไม่มีกลิ่นสมุนไพรคั่ว
  • ปลาสลิดทอด: น้ำมันเยิ้ม ไม่กรอบตามมาตรฐาน

ขณะที่บางคนชี้ว่า ‘ในราคานี้สามารถสั่งอาหารจากเชนดังได้ถึง 3 มื้อ’ แต่ก็มีลูกค้าส่วนหนึ่งที่สนับสนุนว่า ‘รสชาติถูกปาก ราคาอาจสูงนิดแต่ก็ซื้อเพื่อช่วยเหลือ’

บทเรียนสำคัญจากดราม่า ครัวบ้านดิว

แม้ธุรกิจนี้จะถูกตั้งคำถาม แต่ก็สอนให้เห็นว่า ‘ชื่อเสียงโดดเด่นไม่ใช่เครื่องยันความสำเร็จ’ เมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารที่คุ้มค่า! สำหรับผู้คิดเริ่มธุรกิจเดลิเวอรี่ ควรคำนวณต้นทุนอย่างละเอียด ทดลองชิมกับกลุ่มตัวอย่างจริง และออกแบบเมนูให้ตอบโจทย์ความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ดราม่าครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ ‘ครัวบ้านดิว’ หายไป แต่กลับเป็นบททดสอบว่าการเป็นคนดังกับการเป็นนักธุรกิจต้องใช้ทักษะคนละด้าน การที่ดิวยังยืนหยัดแม้เจอโจมตี คือสัญญาณว่าเธอพร้อมปรับปรุงและสู้ต่อไป เพื่อโอกาสใหม่ในการปลดหนี้และให้ชีวิตลูกดีขึ้น!

ที่มา – ‘ดิว อริสรา’ ผุดธุรกิจใหม่ ‘ครัวบ้านดิว’ แต่เจอดราม่า ราคาไม่สมกับรสชาติ?