ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เกาหลีใต้-เวียดนาม ดันการค้า ทะลุ 4.8 ล้านล้านบาท

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังเบ่งบาน! เกาหลีใต้และเวียดนามประกาศกระชับความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าให้สูงถึง 4.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 นับเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ว่า ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ให้เกียรติต้อนรับ พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเดินทางเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก พล.ต.อ.โต เลิม เป็นอาคันตุกะต่างชาติท่านแรกที่ได้เยือนกรุงโซลอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และยังเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีที่ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้เดินทางเยือนเกาหลีใต้

เกาหลีใต้-เวียดนาม กระชับร่วมมือการค้า เพิ่มมูลค่าให้ได้ 4.8 ล้านล้านบาทในปี 2573

แถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่า ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างเวียดนามและเกาหลีใต้ ทั้งสองประเทศต่างเห็นพ้องกันถึงความสำคัญของการกระตุ้นความร่วมมือทางการค้าระดับทวิภาคี โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.84 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573

เป้าหมายอันท้าทายนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน และเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดเอเชีย

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายสาขา ได้แก่ พลังงานนิวเคลียร์, พลังงานสะอาด, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ทรัพย์สินทางปัญญา, การศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เวียดนาม คู่ค้ารายใหญ่อันดับสามของเกาหลีใต้

ปัจจุบัน เวียดนามถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับสามของเกาหลีใต้ และเป็นที่ตั้งของบริษัทเกาหลีใต้มากกว่า 10,000 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวียดนามในฐานะตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับเกาหลีใต้ ในปี 2567 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงถึง 86,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท

การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้นในทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เทคโนโลยี, พลังงาน และการผลิต

การที่ เกาหลีใต้-เวียดนาม จับมือกันแน่นแฟ้นขึ้นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย การเพิ่มมูลค่าการค้าให้ได้ 4.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่อาจเป็นโอกาสในการศึกษาตลาดและแสวงหาความร่วมมือทางธุรกิจกับทั้งเกาหลีใต้และเวียดนาม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้

โดยสรุปแล้ว การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าของ เกาหลีใต้-เวียดนาม เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าในระดับภูมิภาคได้

ที่มา – “เกาหลีใต้-เวียดนาม” กระชับร่วมมือการค้า เพิ่มมูลค่าให้ได้ 4.8 ล้านล้านบาทในปี 2573

แม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21 แจงดราม่า



จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแม่ของพนักงานร้านสะดวกซื้อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จรวด BM-21 ถล่มปั๊มน้ำมันใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ล่าสุด แม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21 ได้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นเงินเยียวยาที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

น.ส.วิภาวี แก้วสมบัติ อายุ 40 ปี แม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21 ได้ชี้แจงเกี่ยวกับเงินเยียวยาที่ได้รับ โดยระบุว่าได้รับเงินเยียวยาจากบริษัทของลูกสาวจำนวน 600,000 บาท และได้แบ่งให้กับพ่อของน้องคนละครึ่งจำนวน 300,000 บาท ส่วนประเด็นเงิน 1 ล้านบาทนั้น น่าจะเป็นเงินเยียวยาจากรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้พ่อของน้องมีความกังวลว่าเธอจะนำเงินดังกล่าวแล้วหลบหนีไป ซึ่งไม่เป็นความจริง

น.ส.วิภาวี ยืนยันว่าเธอได้รับป้ายเงินล้านจากกระทรวงยุติธรรมจริง ซึ่งเป็นยอดเงินเยียวยาจากรัฐบาล และเงินจำนวน 7 ล้านบาทที่เหลือยังไม่ทราบว่าจะได้รับเมื่อใด โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทำข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่ว่าจะแบ่งเงินเยียวยา โดยแม่ 70% และพ่อ 30% ซึ่งในวันนั้นไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนั้นก็มีกระแสข่าวว่าพ่อของน้องได้ให้สัมภาษณ์ว่าเธอได้รับเงินแล้วไม่สามารถติดต่อได้และหลบหนีไปกับลูกสาว ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะพ่อของน้องไม่ได้โทรศัพท์มาหาเธอ และเธอยืนยันว่าพร้อมจะรับสายหากมีการติดต่อมา ส่วนเงินเยียวยาหนึ่งล้านบาทนั้น เธอได้สอบถามเจ้าหน้าที่แล้วว่าจะมีการโอนเงินในวันที่ 13 สิงหาคม และหากได้รับเงินแล้วจะโอนให้พ่อของน้องทันที

แม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21 แจงดราม่า

ส่วนประเด็นที่ว่าเธอไม่เคยดูแลน้อง แต่มีสิทธิขาดเรื่องเงินนั้น น.ส.วิภาวีกล่าวว่าเธอไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะสงสารลูก และหวังว่าลูกจะเข้าใจว่าเธอเป็นอย่างไร

ความจริงจากปาก แม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นจากความสูญเสีย และตามมาด้วยประเด็นเรื่องเงินเยียวยาที่ละเอียดอ่อน การออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงของแม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21 ในครั้งนี้ น่าจะช่วยให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากยิ่งขึ้น หวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถเจรจาและตกลงกันได้ด้วยดี

การจัดการกับเงินเยียวยาหลังจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งได้ การมีสติและความเข้าใจกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – แม่สาวสะดวกซื้อ เหยื่อจรวด BM-21 แจงดราม่าปมพ่อโวยเบี้ยวแบ่งเงินเยียวยา


ศึกสภาสูงดับฝัน “สว.อิสระ” จริงหรือ?

มีความพยายามล่ารายชื่อ สว.อีกครั้ง ในนาม “กลุ่ม สว.อิสระ” โดยคำร้องริเริ่มมาตั้งแต่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา จนมาถึงวันที่ 6 ส.ค.ได้ยื่นรายชื่อ 21 สว.ต่อ “ประธานหมง” มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดใน 2 เรื่อง คือ 1. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของ 136 สว. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113

2. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว. ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับโหวตเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย เพราะหากทำตามกระบวนการของ กกต. อาจใช้เวลาถึง 8 เดือน หรือเสร็จสิ้นในช่วงเดือนมี.ค. 2569

งานนี้มีสมาชิกกลุ่ม สว.พันธุ์ไหม่ร่วมลงชื่อเพียงคนเดียวคือ “นันทนา” ขณะที่คนอื่นๆ ในทีมบางส่วนให้เหตุผลว่ามีความเห็นต่างในบางประเด็นจึงไม่ร่วมลงชื่อด้วย โดย“นันทนา”ชี้ว่าหากยังปล่อยให้กระบวนการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งดำเนินต่อไป สว.สีน้ำเงินเสียงข้างมากจะสามารถเลือก กกต. เข้าไปเพิ่มได้อีก 4 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มไปอีก 1 คน ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะตั้งคณะกรรมการอิสระมาพิจารณาคดีของตัวเอง

อย่างไรก็ตามหลังยื่นคำร้องในช่วงกลางวันของวันที่ 6 ส.ค. พอตกเย็น “ธณัชญ์พงศ์ วงศ์มูลาลี” หนึ่งใน สว.ที่ร่วมลงชื่อกับกลุ่ม สว.อิสระ อ้างว่าถูกปลอมลายเซ็นจึงลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางโพ ไว้เป็นหลักฐาน ตามด้วย “เดชา นุตาลัย” สว. ได้มีบันทึกถึงสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ว่าลายเซ็นในคำร้องไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเอง ส่วน “..หญิง ธณตศกร บุราคม” สว. อ้างว่าเข้าใจสาระสำคัญในคำร้องคลาดเคลื่อน จึงขอถอนรายชื่อออก

จากนั้นช่วงดึกวันที่ 7 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาระบุว่า ได้ทำหนังสือถึง “หมอเปรม” ใจความว่า ประธานวุฒิสภา ไม่สามารถส่งเรืองไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากรายชื่อ สว. ไม่ครบ 1 ใน 10 อีกทั้งยังพบว่ามีการลงรายมือชื่อไม่สอดคล้องกับลายเซ็นที่ สว.เคยให้ไว้กับสำนักงานเลขาฯ ถึงจำนวน 5 รายชื่อ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป เรียกว่าเป็นการ ดับฟัน สว.เสียงข้างน้อยภายในเวลาชั่วข้ามคืน

ไม่เท่านั้นในส่วนของ “นันทนา”ยังถูกขุดคุ้ยอดีตนำปมความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชามาโยงเข้ากับสถานการณ์ทางการเมือง โดยโซเชียลมีการเผยแพร่ภาพ “นันทนา”สมัยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บินไปมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตฯ ให้ “สมเด็จฮุนเซน” ถึงกัมพูชา ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นการดิสเครดิต เพราะได้ลาออกจากตำแหน่งในมหาวิทยาลัยแล้ววันนี้จึงมีสถานะเป็นเพียงคนนอก และเห็นด้วยหากทางมหาวิทยาลัยจะถอนใบปริญญาดังกล่าว

ฟาก “วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ” ในหนึ่ง สว.กลุ่มอิสระ บอกว่าศึกครั้งนี้ยังไม่จบ แม้จะมี สว.ถอนชื่อออก แต่ยังเดินหน้าล่ารายชื่อใหม่ได้ โดยจะเริ่มกระบวนการในวันที่ 13 ส.ค.หลังวันหยุดยาวนี้ เชื่อว่า สว.อิสระที่มีเกือบ 60 คนจะมาร่วมลงชื่อเพื่อทำให้ทุกอย่างถูกต้องและตอบคำถามกับสังคมได้

สุดท้ายแล้วกลุ่ม สว.เสียงข้างน้อยทั้ง “กลุ่มอิสระ” และ “กลุ่มพันธุ์ใหม่” จะทันเหลี่ยมการเมืองของ “ขั้วสีน้ำเงิน” ที่มี “ครูใหญ่” ร่ายมนต์อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ต้องคอยติดตาม.

ศึกสภาสูงดับฝัน “สว.อิสระ”?

การพยายามยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญของกลุ่ม สว.อิสระ ดูเหมือนจะเจอกับอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่ปัญหาเรื่องจำนวนรายชื่อที่ไม่ครบ ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมแปลงลายเซ็น ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ศึกสภาสูงดับฝัน “สว.อิสระ” ครั้งนี้จะจบลงอย่างไร

อนาคตของกลุ่ม สว.อิสระ

ถึงแม้ว่าความพยายามครั้งแรกจะไม่สำเร็จ แต่กลุ่ม สว.อิสระ ยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าต่อ โดยมีแผนที่จะรวบรวมรายชื่อใหม่อีกครั้งหลังวันหยุดยาว แต่ความท้าทายคือ พวกเขาจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้สำเร็จหรือไม่ และจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่ขวางหน้าอยู่ได้หรือไม่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในวุฒิสภา และความยากลำบากในการผลักดันประเด็นต่างๆ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ การต่อสู้ของกลุ่ม สว.อิสระ ยังคงเป็นที่จับตา และจะเป็นบททดสอบสำคัญของระบบรัฐสภาไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือ กลุ่ม สว.อิสระ จะสามารถปรับกลยุทธ์และหาแนวร่วมเพิ่มเติมได้อย่างไร เพื่อให้การผลักดันประเด็นต่างๆ ประสบความสำเร็จ

ท้ายที่สุดแล้ว ศึกสภาสูงดับฝัน “สว.อิสระ” จะลงเอยอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของ สว. เป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ศึกสภาสูงดับฝัน “สว.อิสระ”?

ภท. วอนสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี แก้น้ำท่วม-แล้ง

น.ส.ผกามาศ เจริญพันธ์ สส.สุรินทร์ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้หารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพิงน้ำจากลำน้ำชีเป็นหลัก แต่ยังขาดการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

ปัญหาหลักคือ ลำน้ำชี ซึ่งเป็นสายน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมนับหมื่นไร่ในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ยังขาดการกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ น้ำส่วนใหญ่ไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำมูลโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ และส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

ภท. วอนกรมชลฯสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี แก้น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก

ดังนั้น สส.ผกามาศ จึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยการขอให้กรมชลประทานสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างเขื่อนยาง หรือประตูระบายน้ำในลำน้ำชี โดยกั้นเป็นช่วงๆ ในระยะที่เหมาะสม เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค และช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.กะโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งกรมชลประทานได้ทำการสำรวจเบื้องต้นแล้ว

โครงการนี้หากได้รับการสนับสนุน คาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อนุรักษ์สภาพลำน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่โดยรอบประมาณ 6,000 ไร่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเกษตร และความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

ทำไมต้องสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี?

การสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากได้อย่างไร? คำตอบคือ เขื่อนยางจะทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำในฤดูฝน ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและบ้านเรือน นอกจากนี้ น้ำที่กักเก็บไว้ยังสามารถนำมาใช้ในฤดูแล้ง เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศในลำน้ำ

นอกจากเรื่องของน้ำแล้ว สส.ผกามาศ ยังได้หยิบยกปัญหาการขาดแคลนศูนย์ฟอกไตในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคไตและครอบครัว เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง ขาดรายได้จากการลาหยุดงาน และยังเพิ่มความแออัดให้กับโรงพยาบาลแม่ข่าย

ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนการเพิ่มจำนวนศูนย์ฟอกไต โดยกระจายไปยังแต่ละอำเภอ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย โดยเฉพาะในอำเภอขนาดเล็ก ซึ่งจังหวัดสุรินทร์มีบุคลากรที่มีความพร้อม เช่น อ.สนม อ.บัวเชษฐ์ และ อ.นารายณ์ เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ สส.ผกามาศ เจริญพันธ์ ได้หยิบยกขึ้นมาหารือในสภาผู้แทนราษฎร คือ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซากในจังหวัดสุรินทร์ โดยการขอให้กรมชลประทานสนับสนุนงบประมาณในการสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

การสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะน้ำคือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และการมีระบบบริหารจัดการน้ำที่ดี จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาโครงการนี้อย่างจริงจัง และให้การสนับสนุนเพื่อให้เขื่อนยางกั้นลำชี เกิดขึ้นได้จริง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวสุรินทร์และบุรีรัมย์

ที่มา – ‘ภท.’วอนกรมชลฯสร้างเขื่อนยางกั้นลำชี แก้น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก

มรดกเลือด! 70 ปี บันดาลโทสะ ยิงพ่อลูกดับ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 ส.ค. ร.ต.อ.ธนณัฐฏ์ อินธรประเสริฐ รอง สว.สอบสวน สภ.เมือง จ.นครปฐม ได้รับแจ้งมีคนถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย เหตุเกิดในบ้านเลขที่ 28/4 หมู่ 5 ถนนไผ่เตยใต้ ต.ห้วยจระเข้ อ.เมืองนครปฐม

หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ปลูกอยู่ในเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ในบริเวณบ้านมีห้องเช่าเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เชือกกั้นห้ามผู้เกี่ยวข้องเข้าในที่เกิดเหตุ ภายในบ้านพบศพนายสมศักดิ์ วรรนะสิรินธร์ อายุ 70 ปี สวมเสื้อสีดำกางเกงขาสั้นสีเทา สภาพศพนอนจมกองเลือดกลางบ้าน มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ขมับขวา 1 นัด ใกล้กันพบอาวุธปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามผู้พบเห็นเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนหน้านี้ ผู้ตายได้มีปากเสียงกับญาติอยู่บ้านติดกัน ผู้ตายได้ใช้อาวุธปืนจ่อยิงคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ 2 คน ญาติได้แจ้งมูลนิธิช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลนครปฐม 1 คน เสียชีวิตในเวลาต่อมา และอีก 1 คน นำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ และก็เสียชีวิตในเวลาต่อกัน ทราบต่อมาผู้เสียชีวิตรายแรกชื่อ นายสมชาย สุจินดากิจ อายุ 63 ปี รายที่ 2 ทราบชื่อ นายทรงยศ สุจินดากิจ อายุ 20 ปี ทั้ง 2 รายเป็นพ่อลูกกัน

พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก. เปิดเผยว่า สาเหตุมาจากปัญหามรดกที่ต่างฝ่ายต่างไม่พอใจ ทั้งผู้ก่อเหตุและพ่อลูก มีปัญหากันมานานกว่า 10 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้านพยาบาลไกล่เกลี่ยก็ตกลงกันไม่ได้ ให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปเจรจากันที่อำเภอก็ไม่ไป ให้ไปพึ่งศาลก็ไม่ตกลง บางช่วงก็มีปากเสียงกันรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยให้ยุติ แต่พอไม่นานก็มีปัญหากันอีก ล่าสุดก่อนเกิดเหตุ พ่อลูกนั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน เกิดมีปากเสียงกับผู้ก่อเหตุ ผู้ก่อเหตุเดินเข้าไปเอาปืนจากในบ้าน ออกมายิงใส่พ่อลูก ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านตัวเอง และใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวตายหนีความผิด

เบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บรายละเอียดทั้งหมด และให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมทำบันทึกอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนศพผู้เสียชีวิต ต้องรอแพทย์ชันสูตอีกครั้ง ก่อนมอบญาติรับไปดำเนินการตามประเพณี

มรดกเลือด! 70 ปี บันดาลโทสะ ยิงพ่อลูกดับ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่นครปฐม แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งเรื่องมรดกที่สะสมมานานหลายปี จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตถึง 3 ราย พฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ ตอกย้ำถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย และความสำคัญของการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

รายละเอียดเหตุการณ์ มรดกเลือด! 70 ปี บันดาลโทสะ ยิงพ่อลูกดับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการทะเลาะวิวาทระหว่างนายสมศักดิ์ วรรนะสิรินธร์ อายุ 70 ปี กับนายสมชาย สุจินดากิจ อายุ 63 ปี และนายทรงยศ สุจินดากิจ อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นพ่อลูกกัน สาเหตุของการทะเลาะมาจากความขัดแย้งเรื่องมรดกที่สะสมมานานกว่า 10 ปี แม้ว่าจะมีคนพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ยหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

ในวันเกิดเหตุ ขณะที่พ่อลูกกำลังนั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน นายสมศักดิ์ได้เดินเข้าไปหยิบปืนจากในบ้าน และกราดยิงใส่ทั้งสองคนจนเสียชีวิต ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านและยิงตัวตายตาม สาเหตุที่แท้จริงของการตัดสินใจก่อเหตุของนายสมศักดิ์ยังคงต้องรอการสอบสวนอย่างละเอียดต่อไป แต่จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ความขัดแย้งเรื่องมรดกเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้

ความขัดแย้งเรื่องมรดก: ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

ความขัดแย้งเรื่องมรดกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมไทย และมักนำไปสู่ความรุนแรงและการแตกแยกในครอบครัว การจัดการมรดกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

  • การทำพินัยกรรม: การทำพินัยกรรมเป็นวิธีที่ช่วยให้การจัดการมรดกเป็นไปตามความต้องการของผู้เสียชีวิต และลดโอกาสในการเกิดข้อพิพาท
  • การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีช่วยให้การจัดการมรดกเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
  • การพูดคุยและทำความเข้าใจ: การพูดคุยและทำความเข้าใจระหว่างสมาชิกในครอบครัว ช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจร่วมกันในการจัดการมรดก

บทเรียนจากเหตุการณ์ มรดกเลือด! 70 ปี บันดาลโทสะ ยิงพ่อลูกดับ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียที่ไม่อาจหวนกลับคืนมา การจัดการความขัดแย้งอย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการพูดคุยและทำความเข้าใจกันในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการมรดกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนและจัดการมรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสในการเกิดปัญหาความขัดแย้ง

เหตุการณ์ มรดกเลือด! 70 ปี บันดาลโทสะ ยิงพ่อลูกดับ เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และการร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปราศจากความรุนแรง จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – มรดกเลือด! 70 ปีบันดาลโทสะ ยิงพ่อลูกดับ 2 ศพ ก่อนกลับบ้านยิงตัวตายหนีความผิด

สมเด็จธงชัย นำคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวายฯ

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 11 ส.ค. ที่ลานองค์พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือ “สมเด็จธงชัย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธาน นำคณะสงฆ์ในเขตหนกลาง 6 ภาค 23 จังหวัด รวม 2,670 รูป เจริญพระพุทธทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. 2568 โดยมีนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายนิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการ พุทธศาสนิกชน ร่วมงาน ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร และเครื่องไทยธรรม มาในพิธีดังกล่าวด้วย

โดยในระหว่างการเจริญพระพุทธมนต์ พระเถราจารย์ในคณะสงฆ์หนกลางได้นั่งปรกอธิษฐานจิตตลอดพิธี เสร็จแล้ว สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี นำเจริญจิตตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นอันเสร็จพิธี

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวถวายพระพร ว่า ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเนื่องในอภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาของ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ วันที่ 12 ส.ค.2568 ได้เวียนมาบรรรจบอีกคำรบหนึ่ง ซึ่งในปีนี้ทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา อาตมภาพในนามคณะสงฆ์หนกลาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมทั้งพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในมณฑลพิธีนี้ ต่างชื่นชมโสมนัส ในพระบุญญาธิการ มีสมานฉันท์พร้อมเพรียงกันจัด พิธีเจริญพระพุทธมนต์ นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคล แด่ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้พรงพระคุณอันประสริฐ

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวต่อไปว่า วันที่ 12 ส.ค. ของทุกปี คือ วันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่มีความหมาย และมีความสำคัญยิ่ง ต่อประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อที่จะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่ทรงเป็นพระแม่แห่งชาติ และเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันสุดจะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ ในพระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติ เสียสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อทำหน้าที่สมเด็จแม่แห่งชาติ ตลอดระยะเวลาที่ทรงเป็นคู่พระบารมีในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงตรากตรำพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ทรงส่งเสริมอาชีพและด้านการศึกษา แก่เด็กและเยาวชนไทยในถิ่นทุรกันดาร การสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชน ทรงสนับสนุนให้พสกนิกรมีรายได้เพิ่มจากอาชีพเสริม โดยจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับคนไทย พร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยให้คงอยู่สืบไป ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริอันทรงคุณค่า ทรงห่วงใยในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติโดยมีการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมปลูกป่าขึ้นใหม่ และทรงเผยแพร่เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ ในเรื่องความมีคุณธรรม ทรงมีพระราชศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย มีพระราชหฤทัยน้อมไปในทางเพิ่มพูนพระราชกุศลบารมี อันเป็นปฏิปทาจริยาแห่งอุบาสิกา น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาเอื้ออาทรต่อราษฎรทุกหมู่เหล่า ได้นำพาความผาสุกร่มเย็นไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นที่ประจักษ์ประทับใจและได้รับการเทิดทูนไว้เหนือเศียรเกล้าของปวงชนชาวไทยทั้งมวล

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวอีกว่า ในนามคณะสงฆ์หนกลาง พศ. พร้อมทั้งพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ขอถวายพระพรชัย ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย พระราชกุศลธรรมจริยา และพระบารมีแห่งพระสยามเทวาธิราช ตลอดจนพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดดลบันดาลอภิบาลและประทานพร ให้สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย สรรพสิริสวัสดิ์พิพิพัฒนมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงหมายอันใด ขอจงสัมฤทธิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนาสถิตเป็นมิ่งขวัญหลักชัย ของพสกนิกรชาวไทย ตราบกาลนาน เทอญฯ ขอถวายพระพร

สมเด็จธงชัย นำคณะสงฆ์ 2,670 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ได้มีพิธีอันเป็นมงคลยิ่ง โดย สมเด็จธงชัย นำคณะสงฆ์ 2,670 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ความสำคัญของพิธีเจริญพระพุทธมนต์

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

  • เป็นการถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา
  • แสดงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
  • เป็นการรวมพลังจิตภาวนาของคณะสงฆ์และพสกนิกร

นับเป็นภาพที่ประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์

สมเด็จธงชัย นำคณะสงฆ์ 2,670 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ

การจัดพิธี สมเด็จธงชัย นำคณะสงฆ์ 2,670 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นการรวมพลังแห่งศรัทธา และความจงรักภักดี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคนในชาติ และเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย

ที่มา – ‘สมเด็จธงชัย’​ นำคณะสงฆ์ 2,670 รูป เจริญพระพุทธมนต์ถวาย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’​

ชาวเน็ตจีน ‘เจนซี’ หลงรัก ‘อักษรลับสตรี’ 400 ปีก่อน

กระแสที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ของจีนขณะนี้คือ ความนิยมใน “อักษรลับสตรี” หรือ “นหวี่ชู” (女书 – Nüshu) จากรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี “นหวี่ชู” ซึ่งแปลว่า “อักษรของผู้หญิง” ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 400 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่สตรีถูกจำกัดโอกาสทางการศึกษา พวกเธอจึงคิดค้นระบบการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อสื่อสารกันอย่างลับๆ ผ่านตัวอักษร บทเพลง และงานเย็บปักถักร้อย

อักษรลับสตรีนี้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนในเมืองเจียงหยงที่ห่างไกล และปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้หญิงชาวจีน โดยมองว่าเป็น “สัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง” และการแสดงออกถึงมรดกทางวัฒนธรรม

ลักษณะเด่นของนหวี่ชูคือ ความอ่อนช้อยและโค้งมน ซึ่งแตกต่างจากตัวอักษรจีนมาตรฐานที่มีลักษณะเหลี่ยมมากกว่า ตัวอักษรนหวี่ชูมีรูปร่างเรียว คล้ายใบหลิวที่พลิ้วไหวตามสายลม

บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังของจีนอย่างเสี่ยวหงชู (Xiaohongshu) แฮชแท็ก #นหวี่ชู มียอดวิวสูงถึง 73.5 ล้านครั้ง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นภาพรอยสัก งานศิลปะสมัยใหม่ที่ผสมผสานอักษรลับสตรี รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ ที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์

ชาวเน็ตจีน ‘เจนซี’ กำลังตกหลุมรัก ‘อักษรลับ’ ของสตรีเมื่อ 400 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้นหวี่ชูอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนนอกพื้นที่ เนื่องจากตัวอักษรนี้ใช้ภาษาถิ่นเจียงหยงในการออกเสียง แต่ถึงกระนั้น คุณค่าและความหมายของภาษาที่ผู้หญิงสร้างขึ้นก็ได้รับการยกย่องอย่างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนศิลปะที่มองเห็นความงามและความเป็นเอกลักษณ์ของอักษรลับสตรี

เหอ เยว่จวน ครูสอนนหวี่ชู ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 12 “ผู้สืบทอด” ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน เธอมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะเกี่ยวกับนหวี่ชูให้กับนักเรียนและผู้ที่สนใจ เธอกล่าวว่านหวี่ชูได้รับการชื่นชมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนศิลปะจำนวนมากที่มองเห็นคุณค่าในเชิงสุนทรียะและประวัติศาสตร์

การอนุรักษ์และสืบสานอักษรลับสตรี

นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมและเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมนหวี่ชู ตัวอย่างเช่น นักเรียนนหวี่ชูราวร้อยคนมารวมตัวกันในโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อเข้าร่วมเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมของอักษรลับสตรี

เถา ยู่ซี นักศึกษาแอนิเมชันวัย 23 ปี เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวและกล่าวว่า เขากำลังศึกษาอักษรลับสตรีเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง เขามองว่าตัวอักษรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

การที่คนรุ่นใหม่หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับอักษรลับสตรี แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สะท้อนถึงประสบการณ์และความคิดของพวกเธอ

น่าสนใจว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากข้อจำกัดในอดีต กลับกลายมาเป็นแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่เราจะสามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องราวของ “นหวี่ชู” หรือ อักษรลับสตรี?

ที่มา – ชาวเน็ตจีน ‘เจนซี’ กำลังตกหลุมรัก ‘อักษรลับ’ ของสตรีเมื่อ 400 ปีก่อน

‘ปอนด์ พลวิชญ์’ เอ็นไขว้หน้าฉีก! ผ่าตัดด่วน

ทำเอาแฟนคลับใจหายไปตามๆ กัน เมื่อต้นสังกัดได้ออกมาโพสต์แจ้งข่าวอาการบาดเจ็บของนักแสดงหนุ่มหล่อ “ปอนด์-พลวิชญ์” ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน หลังได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายผิดท่า จนเอ็นไขว้หน้าและหมอนรองกระดูกฉีกขาด อาการบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ ต้องพักงานเพื่อรักษาตัว

โดยทางต้นสังกัดได้เผยข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า “ประกาศแจ้งเรื่องการบาดเจ็บและการรักษาของคุณ “ปอนด์ พลวิชญ์” จากการเข้ารับการตรวจโดยละเอียดในการพบแพทย์ครั้งล่าสุด ปอนด์ พลวิชญ์ ได้รับการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธี MRI และพบว่า มีอาการ เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด ร่วมกับหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาดในลักษณะ Trasverse ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนเพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที”

“ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถฟื้นฟูร่างกายเบื้องต้นได้ทันก่อนกำหนดการเดินทางไปร่วมงานต่างประเทศที่วางไว้ล่วงหน้า โดยปอนด์มีกำหนดเข้ารับการผ่าตัดในช่วงบ่ายของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และจะพักฟื้นร่างกายภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่สุดก่อนการเดินทาง ทีมแพทย์ได้ขอความกรุณา “งดเยี่ยม” เพื่อให้ผู้ป่วยได้พักรักษาตัวอย่างเต็มที่”

“อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้นหลังการผ่าตัด ปอนด์จำเป็นต้องใช้รถเข็น (Wheelchair) เพื่อการเคลื่อนไหว และต่อเนื่องด้วยการใช้ไม้พยุง (Crutches) เป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 2 เดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อการปรับรูปแบบการทำงานและกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเวลาหลังจากนี้ ซึ่งจะมีการอัปเดต และแจ้งให้ทราบเป็นระยะ ทางทีมงานและปอนด์ขอขอบคุณทุกความรัก ความห่วงใย และกำลังใจที่ทุกท่านมอบให้อย่างเสมอมา เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลการรักษาและฟื้นฟูให้ปอนด์กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ และสามารถพบปะกับทุกคนได้อย่างเต็มร้อยในเร็วๆ นี้”

ก่อนที่ต่อมา ปอนด์จะออกมาทวีตผ่าน X ว่า “ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้เหมือนกัน”

ด้านแฟนๆ หลังทราบข่าวต่างเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจและขอให้หนุ่มปอนด์หายทันงานแฟนมีตติ้งกันอย่างมากมาย

ขอบคุณภาพจาก : pondponlawit

อาการบาดเจ็บของ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ ครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับคนที่รักการออกกำลังกาย ว่าการวอร์มอัพที่ถูกต้องและการมีผู้เชี่ยวชาญดูแลเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ การออกกำลังกายควรเป็นไปอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

‘ปอนด์ พลวิชญ์’ ออกกำลังกายผิดท่า เอ็นไขว้หน้า-หมอนรองกระดูกฉีกขาด เตรียมเข้ารับการผ่าตัดด่วน

กำลังใจล้นหลาม! แฟนคลับส่งกำลังใจให้ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ หายไวๆ

หลังจากข่าวการบาดเจ็บของ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ เผยแพร่ออกไป แฟนคลับจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งอินสตาแกรมและ X (Twitter) หลายคนหวังว่าหนุ่มปอนด์จะหายป่วยทันงานแฟนมีตติ้งที่กำลังจะมาถึง

การบาดเจ็บที่เอ็นไขว้หน้าและหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด เป็นอาการที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและใช้เวลาในการพักฟื้นพอสมควร การผ่าตัดและการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ กลับมาแข็งแรงและสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ

เราขอเป็นกำลังใจให้ ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ หายป่วยไวๆ และกลับมาสร้างผลงานให้แฟนๆ ได้ชมกันอีกครั้ง การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ อย่ามองข้ามการวอร์มอัพและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – ‘ปอนด์ พลวิชญ์’ ออกกำลังกายผิดท่า เอ็นไขว้หน้า-หมอนรองกระดูกฉีกขาด เตรียมเข้ารับการผ่าตัดด่วน

ข้องใจ ‘DSI – ภูมิธรรม’ เงียบคดี รมว.อว.?

กำลังเป็นที่จับตามองกันเลยทีเดียวกับประเด็นที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในประเด็นการบุกรุกที่สาธารณะ และการฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเงียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง DSI และนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

นายศุภชัยได้ตั้งคำถามถึง DSI ว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 3 (15) หรือไม่ ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า DSI ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในประเด็นนี้หรือไม่ อย่างไร และเหตุใดถึงยังไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ยังได้ถามไปยังนายภูมิธรรม เวชชยชัย ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ว่าได้มีการสั่งการเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไร และเหตุใดถึงยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้เช่นกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทั้ง DSI และประธานคณะกรรมการคดีพิเศษกำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

“หรือทั้งดีเอสไอและประธานคณะกรรมการคดีพิเศษละเว้นปฏิบัติหน้าที่เจาะ 3 สำนวน DSI สอบคดีขุดบ่อรุกที่สาธารณะอุบลฯ รอแจ้งข้อกล่าวหา “รมต.อว.” คนในครอบครัว” นายศุภชัย กล่าว

ข้องใจ ‘DSI – ภูมิธรรม’ เงียบคดีบริษัท ‘รมว. อว.’ รุกที่สาธารณะ -ฟอกเงิน ตั้งใจละเว้น?

ประเด็นนี้สร้างความสนใจและตั้งคำถามในวงกว้างถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง การที่ DSI และนายภูมิธรรมยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนต่อกรณีนี้ ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชน

ความสำคัญของความโปร่งใสในคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง

คดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองมักเป็นที่สนใจของประชาชน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะและความเชื่อมั่นในระบบการเมืองการปกครอง ดังนั้น ความโปร่งใสและความรวดเร็วในการดำเนินคดีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

  • การเปิดเผยข้อมูล: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
  • การดำเนินงานอย่างรวดเร็ว: การดำเนินคดีควรเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าที่อาจนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัยและข้อครหา
  • ความเป็นกลาง: การดำเนินคดีต้องเป็นไปอย่างเป็นกลาง โดยปราศจากอคติหรือความลำเอียงใดๆ

กรณีข้องใจ ‘DSI – ภูมิธรรม’ เงียบคดีบริษัท ‘รมว. อว.’ รุกที่สาธารณะ -ฟอกเงิน ตั้งใจละเว้น? นี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานภาครัฐว่าจะสามารถดำเนินงานได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่นายศุภชัยออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของคดี ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

การที่คดีนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะช่วยเหลือหรือปกป้องผู้ที่มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในวงกว้างได้

ดังนั้น DSI และนายภูมิธรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความกระจ่างแก่สาธารณชน และสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่ละเว้นผู้ใด

ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ควรมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความโปร่งใสและความยุติธรรมเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่เข้มแข็ง การที่คดีนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เป็นสิ่งที่น่ากังวล และควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบยุติธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับหลักนิติธรรมในสังคมไทย หากคดีข้องใจ ‘DSI – ภูมิธรรม’ เงียบคดีบริษัท ‘รมว. อว.’ รุกที่สาธารณะ -ฟอกเงิน ตั้งใจละเว้น? นี้ไม่ได้รับความกระจ่าง ประชาชนจะหมดศรัทธาต่อความยุติธรรมได้อย่างไร?

ที่มา – ข้องใจ ‘DSI – ภูมิธรรม’ เงียบคดีบริษัท ‘รมว. อว.’ รุกที่สาธารณะ -ฟอกเงิน ตั้งใจละเว้น?

เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่ ถูกรถชน ถาม “หนูต้องไปวัดไหม”

ข่าวเศร้าสะเทือนใจจากศรีสะเกษ! เด็กชายวัย 6 ขวบ กำพร้าแม่ หนีภัยสงครามกลับบ้านเกิด กลับต้องมาประสบอุบัติเหตุถูกรถชนอาการสาหัส คำถามแรกที่หนูน้อยเอ่ยออกมาหลังรอดชีวิตคือ “หนูต้องไปวัดไหม” สร้างความหดหู่ให้กับผู้ที่ได้ยินเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ บริเวณใกล้หมู่บ้านในพื้นที่ตำบลบึงมะลู จังหวัดศรีสะเกษ ผู้เห็นเหตุการณ์และทีมกู้ภัยกตัญญูนาแกที่ผ่านมา ได้เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น และรีบนำส่งโรงพยาบาลกันทรลักษ์อย่างเร่งด่วน

ผู้บาดเจ็บคือ นายสุรี อินธิมาศ อายุ 62 ปี และ เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่ หรือ ด.ช.เอ (นามสมมติ) หลานชาย ซึ่งทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางปภิญญา อินธิมาศ ภรรยาของนายสุรี ถึงกับเป็นลมล้มพับเมื่อเห็นสภาพสามีและหลานชายที่ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ภาพนั้นสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม่ของ เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่ เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา และ ด.ช.เอ เองก็เพิ่งเดินทางกลับจากการหนีภัยสงครามในต่างแดน

เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่ หนีภัยสงครามกลับบ้าน ถูกรถชนเจ็บสาหัส ถามพลเมืองดี “หนูต้องไปวัดไหม”

สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือคำพูดของ ด.ช.เอ ที่ยังอยู่ในอาการตกใจ เด็กน้อยถามผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาว่า “หนูต้องไปวัดไหม” เพราะคิดว่าตัวเองเสียชีวิตแล้วเหมือนกับแม่ และจะต้องนำร่างไปประกอบพิธีที่วัด สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนที่ได้ยินเป็นอย่างมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายจักรินทร์ เทพวงศ์ คนขับรถบรรทุกพ่วง ให้การว่า ขณะขับรถบรรทุกหินมาถึงจุดเกิดเหตุ ล้อหลังซ้ายของรถหลุดและพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของนายสุรีและหลานชายอย่างจัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เรื่องราวที่สะเทือนใจของ เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่

เรื่องราวของ เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่ รายนี้ เป็นอุทาหรณ์สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความยากลำบากที่เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญ ทั้งการสูญเสียคนที่รัก การพลัดพรากจากบ้านเกิด และการต้องมาเผชิญกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด.ช.เอ และคุณตา จะหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง ขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวอินธิมาศ และขอให้เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกท่านใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การขับขี่อย่างปลอดภัยและมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราเองและผู้อื่น

ที่มา – เด็กชาย 6 ขวบ กำพร้าแม่ หนีภัยสงครามกลับบ้าน ถูกรถชนเจ็บสาหัส ถามพลเมืองดี “หนูต้องไปวัดไหม”