ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

การลงทุนของจีนหนุนเป้าหมาย “ไทย” เป็นศูนย์กลางส่งออกระดับโลก

การลงทุนของจีนในประเทศไทยกำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ “ไทย” ก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางส่งออกสินค้าระดับโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลไทยได้เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศผู้ผลิตเชิงพาณิชย์ดั้งเดิม สู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อยกระดับการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

การลงทุนของจีนหนุนเป้าหมาย “ไทย” เป็นศูนย์กลางส่งออกระดับโลก

หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของความร่วมมือนี้คือในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบริษัทจีนชั้นนำ เช่น BYD, Changan, GAC Aion และ Great Wall Motor อัดเงินลงทุนสร้างโรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดการส่งออกในภูมิภาค โดยมุ่งผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อีวีไทย: เติบโตก้าวกระโดดจากความร่วมมือกับจีน

การลงทุนของจีนไม่ได้จำกัดเพียงการผลิต แต่ยังช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่แบตเตอรี่ อุปกรณ์ชาร์จ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่า มีโครงการลงทุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 21 โครงการ พร้อมกำลังการผลิตรวม 386,000 คันต่อปี มูลค่าการลงทุนสูงถึง 137,000 ล้านบาท

ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดผลิตยานยนต์ไฟฟ้านั่งส่วนบุคคลในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนของปีนี้อยู่ที่ 23,798 คัน เพิ่มขึ้นถึง 380% เมื่อเทียบรายปี คิดเป็น 3.28% ของยอดการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ นับเป็นสัญญาณชัดเจนของการเติบโตที่ทรงพลังของตลาด EV โดยเฉพาะจากการสนับสนุนของนักลงทุนจากจีน

โครงการพัฒนา “ไทย” สู่ศูนย์กลางส่งออกต้องเปิดกว้างรับนวัตกรรม

นอกจากภาคยานยนต์แล้ว นักลงทุนจีนยังให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมดิจิทัล เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และพลังงานสีเขียว (BCG) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างไทยและจีนจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถผลักดันเทคโนโลยีระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณจุฬา ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า “ไทยมีศักยภาพจะกลายเป็นศูนย์กลางการแปรเปลี่ยนเทคโนโลยีจากการวิจัยไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ระดับโลก โดยพึ่งพาความช่วยเหลือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มีขนาดมหึมาของจีน”

ในอนาคต ไทยตั้งเป้าขยายความร่วมมือด้านการขนส่งอันยั่งยืน ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท รวมถึงรถไฟที่ใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน และพัฒนา “ท่าเรือสีเขียว” ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีต้นกำเนิดจากจีน

ด้วยความก้าวหน้าและเป้าหมายที่ชัดเจน ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางส่งออกเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะเมื่อได้เปิดโอกาสให้การลงทุนของจีนเข้ามาหนุนแรงในทุกยุทธศาสตร์ของประเทศ

ที่มา – การลงทุนของจีนหนุนเป้าหมาย “ไทย” เป็นศูนย์กลางส่งออกระดับโลก

‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณท้องสนามหลวง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางอภิญญา เวชยชัย ภริยา ได้เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี

‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568

ในการนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้เดินทางมายังพิธีอย่างเป็นทางการ ร่วมกับคณะองคมนตรีและภริยา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญและคู่สมรส พร้อมทั้งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หน่วยราชการในพระองค์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและภริยา หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้แทนภาคเอกชน ร่วมพิธีถวายความเคารพและบุญกุศลอย่างเป็นทางการ

พิธีถวายพระราชกุศลตามประเพณี

เมื่อถึงพิธีสถาน สมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ได้ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์เพื่อทำพิธีตาม仪轨 ซึ่งนายภูมิธรรมและภริยาได้ร่วมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมถวายธูปเทียนหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้อาราธนาศีลให้กับพระสงฆ์ทั้ง 10 รูป และให้ร่วมสวดพระพุทธมนต์เพื่อสร้างความสงบสุขในจิตใจของประชาชน

ต่อจากนั้น ได้มีการถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์ทั้ง 10 รูป โดยมี ‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล อย่างเป็นทางการ พระสงฆ์ทั้ง 10 รูปได้อนุโมทนาบุญให้กับผู้ร่วมพิธี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้กรวดน้ำรับพรจากพระสงฆ์ สัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม เพื่อถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์ พร้อมกราบลาพระรัตนตรัยตามวิสัย

ในตอนท้ายของพิธี นายภูมิธรรมได้นำคณะร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 194 รูป เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลอย่างสมเกียรติ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะแม่แห่งชาติ โดย ‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตร ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สร้างความสามัคคีและภูมิใจให้แก่คนไทย

ภาพบรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเรียบง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพต่อศีลธรรมและความเชื่อที่คนไทยรักษาไว้มาอย่างยาวนาน

สรุป

การจัดพิธีถวายพระราชกุศลในปีนี้มีความหมายเป็นพิเศษ โดย ‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตร เพื่อรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงดำรงตนเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตา ความเสียสละ และความรักชาติ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการรวมใจคนทั่วประเทศ

หากคุณมีโอกาส ในการปีหน้าลองเข้าร่วมพิธีถวายพระราชกุศลเช่นนี้ เพราะจะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’นำครม.ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568

จีนตั้งเป้าสำเร็จเทคโนโลยีอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ปี 2570

การพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ในอนาคต มี “อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์” หรือที่เรียกกันว่า บีซีไอ (BCI) ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีศักยภาพมหาศาล ทำให้สามารถเชื่อมต่อสมองของมนุษย์กับระบบดิจิทัลได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ที่ออกมาประกาศแผนพัฒนาอย่างจริงจัง

อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์คืออะไร

อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ หรือ เทคโนโลยีบีซีไอ (Brain-Computer Interface: BCI) เป็นระบบที่ช่วยให้สมองมนุษย์สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอก เช่น คอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ ได้โดยไม่ต้องใช้การเคลื่อนไหวของร่างกาย การสื่อสารนี้เกิดขึ้นผ่านการแปลสัญญาณประสาทในสมองออกมาในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล ซึ่งถือว่าเป็นการบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยา เทคโนโลยีสารสนเทศ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง

จีนมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมบีซีไออย่างเต็มรูปแบบ

ตามเอกสารแนวทางที่เผยแพร่โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ จีนได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าภายในปี 2570 จะสามารถบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยี อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ ให้ก้าวหน้าครบวงจร ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบนิเวศอุตสาหกรรม

แนวทางนี้ยังระบุว่า ภายในปี 2573 จีนตั้งเป้าจะสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมบีซีไอที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมถึงมีนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยหวังจะสร้างวิสาหกิจระดับโลกจากเทคโนโลยีนี้ 2-3 ราย

การประยุกต์ใช้ในภาคต่าง ๆ

จีนวางแผนที่จะนำเทคโนโลยี อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ ไปใช้งานในหลากหลายภาคส่วนภายในปี 2570 โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพ การผลิตอุตสาหกรรม และการบริโภค เช่น อุปกรณ์สวมใส่ (wearable) หรือหุ่นยนต์ในการรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการ

  • ด้านสุขภาพ: ช่วยให้ผู้ป่วยที่สูญเสียการเคลื่อนไหวสามารถควบคุมอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือสื่อสารได้
  • อุตสาหกรรมการผลิต: เพิ่มประสิทธิภาพในสายการผลิตอัจฉริยะ โดยคนงานสามารถควบคุมเครื่องจักรด้วยความคิด
  • ด้านบริโภค: เปิดโอกาสให้ตลาดเทคโนโลยีผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เช่น เกมที่ใช้การควบคุมด้วยสมอง

ความท้าทายในการพัฒนา

ทั้งนี้ กองทุนวิจัยจีนยังระบุอีกว่า การพัฒนาอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ยังมีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเทคโนโลยี เช่น ความแม่นยำของการแปลสัญญาณสมอง รวมถึงกังวลด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในสมอง

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของงานวิจัยทางด้านชิปเซต ฮาร์ดแวร์ และอัลกอริทึมการเรียนรู้ของระบบ (AI) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเร่งผลักดันให้อุตสาหกรรมอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ของจีนก้าวสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน

จากแนวโน้มนี้ หลายคนคาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีบีซีไอจะเปลี่ยนแปลงวงการเทคโนโลยีและการดูแลสุขภาพไปโดยสิ้นเชิง เพราะจะเปิดโอกาสให้มนุษย์เชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลในรูปแบบที่เราไม่เคยจินตนาการได้มาก่อน

ที่มา – จีนตั้งเป้าบรรลุความก้าวหน้า “อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์” ภายในปี 2570

รัฐบาลมีงบเพียงพอเยียวยาเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่ท้องสนามหลวง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดหลังจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะมีกระแสข่าวมากมายเกี่ยวกับการอภิปรายงบประมาณปี 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ท่านกลับปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้

ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอ สำหรับการเยียวยาประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือแนวทางการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รัฐบาลมีงบเพียงพอเยียวยาผู้รับผลกระทบเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

“ตอนนี้เรากำลังพูดเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ การดำเนินการจะต้องมีความตรงไปตรงมา และผ่านขั้นตอนที่ครบถ้วนตามกฎหมาย” นายจุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมพร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีงบประมาณค้ำประกันในเรื่องนี้อย่างเหมาะสม

งบกระตุ้นอาจไม่จำเป็นต้องใช้

เมื่อถูกถามว่า วงเงินที่เหลือจากรายการงบกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถนำมาใช้ในส่วนนี้ได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ยืนยันว่า ทำได้แน่นอน แต่อาจจะไม่จำเป็น เพราะรัฐมีกลไกและแหล่งเงินที่พร้อมใช้งาน อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งจะมีการนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 ส.ค. นี้ ทว่าคำยืนยันว่าจะมีการเยียวยาครอบคลุมทั่วประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ปะทะชายแดน ทางกระทรวงยังไม่ออกความเห็นอย่างเป็นทางการ

  • รัฐบาลเตรียมเยียวยาด่วนทันที
  • วงเงินงบประมาณมีเพียงพอ
  • ขั้นตอนต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • อาจไม่ใช้งบกระตุ้น แต่มีแหล่งอื่นทดแทน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและการตอบโจทย์ของภาครัฐ เราเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลมีความพร้อมทั้งในด้านทรัพยากรและการบริหารจัดการ เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามความโปร่งใสและการแจ้งให้ผู้ได้รับผลกระทบทราบอย่างทันท่วงที ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ขอให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมเอกสารการร้องขออย่างครบถ้วนเพื่อรับสิทธิประโยชน์เร็วที่สุด

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ปัดตอบปมอภิปรายงบฯ69 จุลพันธ์ ยัน รัฐบาลมีงบเพียงพอเยียวยาผู้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ฝ่ายค้านกัมพูชา ปล่อยภาพการ์ตูนล้อเลียน สะท้อนบทบาทผู้นำฮุน เซน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สังคมโลกออนไลน์กัมพูชามีการกล่าวถึงเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสใหญ่ โดย “สม รังสี” ผู้นำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์ภาพการ์ตูนล้อเลียนผ่านแฟนเพจ Sam Rainsy ซึ่งเป็นภาพที่แสดงถึงการล้อเลียนและวิจารณ์ผู้นำทางการเมืองอย่าง “ฮุน เซน” อย่างหนักหน่วง

ในภาพการ์ตูนนั้น ปรากฏชายคนหนึ่งสวมชุดนอนนั่งอยู่บนเตียง ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายกับ “ฮุน เซน” ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา โดยรอบตัวของเขาคือการ์ตูนลักษณะเป็น “ผีทหาร” สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชาและถือธงชาติของประเทศ สร้างความน่าสะพรึงกลัวในแบบล้อเลียน

ฝ่ายค้านกัมพูชา ปล่อยภาพการ์ตูนล้อเลียน

ข้อความที่แนบมาพร้อมภาพการ์ตูนระบุว่า “ฮุนเซนคืนชีวิตทหาร” ซึ่งต้องบอกว่าเป็นข้อความที่มีทั้งความขมขื่น ทั้งวิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้นำในสายตาประชาชนในเวลาที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงแหลมทิศ

การ์ตูนการเมืองล้อเลียนนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำ ตลอดจนการจัดการระบบราชการของรัฐกัมพูชาในหลายประเด็น

เค้าโครงเหตุการณ์ที่ส่งผลให้มีภาพล้อเลียนปรากฎขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านกัมพูชานี้ยังมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนหน้าที่สะเทือนจิตใจของประชาชน เหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาเสียชีวิตจำนวนหนึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ในบริเวณใกล้ชายแดน ทำให้เกิดความกังวลในหลายแง่มุม

ทางด้านกระทรวงสาธารณสุขของไทยอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้รับรายงานสถานการณ์ดังกล่าว และเผยว่า ศพทหารที่ถูกทิ้งไว้บริเวณพรมแดนอาจส่งกำลังแรงต่อด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของเชื้อโรคที่มากับน้ำ หรือผลกระทบที่มีต่อจิตใจของทหารไทยและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

แม้จะมีการระบุจากผู้เชี่ยวชาญว่าอันตรายด้านโรคระบาดต่ำ คล้ายกับสถานการณ์สึนามิที่ผ่านพ้นมาก่อน ซึ่งแม้คนเสียชีวิตจำนวนมาก แต่เมื่อเกิน 48 ชั่วโมง ความเสี่ยงก็ลดลงไป แต่ในสายตาของ “สม รังสี” และฝ่ายค้าน ก็ถือเป็นน้ำขุ่นในกระชัง

นอกจากประเด็นด้านสาธารณสุข การ์ตูนล้อเลียนนี้ยังสะท้อนวิกฤตภาพลักษณ์ของผู้นำ และความไม่เชื่อมั่นของประชาชน ที่มองว่ารัฐบาลกัมพูชายังมีหลายจุดบกพร่องในการบริหารประเทศ

  • อ่อนไหวต่อภาพลักษณ์ของผู้นำ
  • สะท้อนการเมืองกับความวิตกกังวลของประชาชน
  • การ์ตูนเป็นสื่อสะท้อนความคิดเห็นของสังคม
  • แสดงถึงวิกฤตความน่าเชื่อถือของฝ่ายบริหาร

จากสถานการณ์ดังกล่าว เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ศิลปะด้านการเมืองอย่างการ์ตูน หรือบทกลอน มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออก ทางความคิดเห็น ในกรณีนี้ “ฝ่ายค้านกัมพูชา” ใช้สื่อดิจิทัลเป็นช่องทางในการแสดงจุดยืนอย่างน่าสนใจ

การกระทำครั้งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงบทบาทสำคัญของผู้นำในเรื่อง “การสร้างความเชื่อมั่น” ต่อประชาชน หากผู้นำมีภาพลักษณ์หรือการกระทำที่เบาะแวกต่อหน้าที่รับผิดชอบ ก็มักจะเป็นจุดตั้งต้นของความวิกฤตในพื้นที่การเมืองได้เสมอ

ในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถตอบโจทย์ในบางประเด็นได้อย่างไร้ที่ติ การเมืองแล้วควรสร้างความไว้วางใจสูงสุดจากประชาชนเสมอ ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด

ภาพการ์ตูนนี้คือบทวิพากษ์วิจารณ์ และบทถาม “บทบาทผู้นำ” ผ่านมุมมองของผู้นำฝ่ายค้านที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้เร็ว ๆ นี้ ที่นี่ เพื่อไม่ให้พลาดประเด็นดี ๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยและต่างประเทศ

ที่มา – ‘ฝ่ายค้านกัมพูชา’ ปล่อยภาพการ์ตูนล้อเลียน ผีทหารรายล้อม ‘ฮุน เซน’ สะท้อนบทบาทผู้นำ

ทหารแนวหน้าถึงแม่ในวันแม่แห่งชาติ สื่อจิตอาสา

ในวันแม่แห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ชาวไทยทั่วประเทศต่างร่วมกันแสดงความเคารพ จงรักภักดี และความรักนับถือต่อแม่สถาบัน ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกด้วยความเสียสละ สำหรับ ทหารแนวหน้าถึงแม่ในวันแม่แห่งชาติ นี้ ถือเป็นการถ่ายทอดมุมมองจากหัวใจของเหล่าทหารผู้มีหน้าที่ลาดตระเวนปกป้องชายแดน ซึ่งความห่วงใยและความนึกถึงคุณแม่สื่อออกมาผ่านคลิปและข้อความ感人ที่เผยแพร่โดย ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2

ทหารแนวหน้าถึงแม่ในวันแม่แห่งชาติ

พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ขอขอบคุณ คุณแม่น้องๆทหารทุกนาย ที่เสียสละ อนุญาตให้บุตรชายของท่าน ไปทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน และเพื่อคนไทยทุกคน ขอให้คุณแม่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไป

สะท้อนความรักและความเสียสละ

ที่เหล่าทหารแนวหน้าบอกถึงแม่ในวันแม่แห่งชาตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจของลูกชายที่ต้องห่างจากพ่อแม่ ไปยืนหน้าที่เสี่ยงภัยอันตรายเพื่อปกป้องแผ่นดิน โดยพวกเขาเลือกเส้นทางนี้พร้อมความเข้าใจและความจงรักภักดีต่อบ้านเกิดประเทศไทย คำพูด悃คุ้น รักแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง และรู้สึกภูมิใจในการเลือกเส้นทางใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น

  • “ผมเลือกที่จะมาที่นี่เพราะว่า ผมเป็นทหาร ไปอยากจะบอกคนข้างหลังว่าไม่ต้องเป็นห่วง ทุกคนที่นี่คือนักสู้”
  • “ผมยืนอยู่แนวหน้า เพื่อให้แม่อยู่แนวหลังอย่างสบายใจ ผมเฝ้ารอวันที่จะกลับไปหาแม่เร็วๆ”
  • “ผมอยากบอกแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง ลูกชายแม่คือนักสู้ จะกลับบ้านไปพร้อมกับความภาคภูมิใจ”

เป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์และความรักที่ฝังลึก โดยมีสิ่งที่หิ้วติดตัวไว้คือผ้าถุงที่อยู่หน้าอก เป็นของ ปู่ ย่า พ่อแม่ ติดตัวไว้ เพราะพวกเขาไม่มีพระ เครื่องรางของขลัง แต่เชื่อว่า ความรักจากคุณแม่คือ “พระที่ดีที่สุด”

ในมุมของพ่อแม่

ความเข้าใจจากพ่อแม่ก็เช่นเดียวกัน แม้ก่อนหน้านี้อาจห้ามกันมาก เพราะกลัวความเสี่ยง แต่เมื่อกำลังใจของลูกชายนำไปสู่เส้นทางแห่งคุณค่าและการเป็นทหารที่มีจิตอาสา พ่อแม่ต่างเข้าใจและให้กำลังใจอย่างลึกซึ้งหนุนหลังให้ลูกชายสามารถทำหน้าที่ตามที่ตั้งใจไว้ หากแต่กังวลในมุมของสุขภาพ ต้องขอให้เขาดูแลตัวเองและอยู่อย่างปลอดภัย

ภาพสะท้อนของจิตอาสาทหาร

จากข้อความเหล่านี้ วันแม่แห่งชาติปีนี้ไม่ใช่เพียงการกราบไหว้แม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความเข้มแข็งในใจของพี่น้องทหารที่ต้องทำหน้าที่อยู่ไกลจากบ้าน ธรรมดาแต่แท้จริง พวกเขาคือฮีโร่แห่งแผ่นดิน เหล่าทหารแนวหน้าถึงแม่ในวันแม่แห่งชาติ จึงไม่ได้ผุดเพียงในวันเดียวของปี แต่เป็นความรักที่ค่อยไล่ความห่างเหินของระยะทางและเวลามาสัมผัสหัวใจทุกคน

หากใครมีโอกาสได้ฟังหรืออ่านข้อความชวนให้น้ำตาไหลเหล่านี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของ “ลูกพ่อแม่” ที่เต็มไปด้วยความรัก ความเสียสละ และจิตอาสาในการใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น

Let’s take a moment to honor not just our mothers but also our brave soldiers who serve with unwavering dedication. Their words to their mothers on Mother’s Day reflect the core values of our society—love, sacrifice, and service.

ที่มา – ‘กองทัพภาค 2’เผยแพร่คลิปทหารจากแนวหน้าเขียนถึงแม่ ในวันแม่แห่งชาติ

โปลิศบางพลี ปราบเด็กแว้น คืนถนนให้ประชาชน

เมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์โดดเด่นเกิดขึ้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากที่มีรายงานว่า เด็กแว้น กลุ่มหนึ่งมักมีพฤติกรรมซิ่งจยย.บนถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิทุกคืน ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก

โดย โปลิศบางพลี ได้ออกหน่วยเฉพาะกิจภายใต้ยุทธการ “ปิดคอคลองส่งน้ำ ปราบเด็กแว้น คืนถนนให้ประชาชน” นี้ โดยมี พ.ต.ท.เถลิงเกรียติ มณีอินทร์ รองผกก.ป สภ.บางพลี และ พ.ต.ท. ภาวัต รัตนาภรณ์ รองผกก.สส.สภ.บางพลี เป็นผู้นำหน้าในการปฏิบัติการจับกุม ด้วยการส่ง ตำรวจนอกเครื่องแบบ ปลอมตัวเป็นเด็กแว้นเพื่อเก็บภาพหลักฐาน และวางกำลังปิดล้อมในพื้นที่ จนสามารถจับกุมได้ทั้งหมด 29 คน

โปลิศบางพลี ปราบเด็กแว้น คืนถนนให้ประชาชน

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ พบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ถูกจับกุมมีการซิ่งจยย.โดยไม่มีป้ายทะเบียน พร้อมอุปกรณ์แต่งติดรถจนเกิดเสียงดังสนั่นตลอดเส้นทาง แม้จะมีการจับกุมบ้างในอดีต แต่ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จที่สุด เพราะสามารถควบคุมทั้ง “ผู้ขับ” และ “กองเชียร์” ได้ทั้งหมดพร้อมกัน

กลุ่มเสี่ยงและข้อหา

เบื้องต้นคนที่มีพฤติกรรมขับขี่ชัดเจนจะถูกแจ้งข้อหาว่า “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น” รวมถึง “ขับรถโดยประมาทหวาดเสียว” และจะต้องเสี่ยงต่อการถูกริบรถจยย์ตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มที่มาร่วมเชียร์หรือส่งเสริมการซิ่งก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน

  • จับกุมเด็กแว้นจำนวน 29 คน
  • ยึดรถจยย์แต่งทั้งหมด 29 คัน
  • เจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างปฏิบัติการ
  • มีการแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจร และ พ.ร.บ.อาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.เถลิงเกรียติ ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงาน หลังถูกเด็กซิ่งพุ่งชนจนมีแผลฟกช้ำที่ต้นขาข้างขวา แต่โชคดีที่ไม่ร้ายแรง และยังปฏิบัติงานต่อจน该案可以结束

การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการกับปัญหาความรุนแรงบนท้องถนน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ลักลั่น พฤติกรรมไม่มีกฎเกณฑ์ และไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น การมีส่วนร่วมของชุมชนในรายงานปัญหาก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์นี้ได้เกิดเสียงสะท้อนจากชุมชนว่า “รักษาความปลอดภัยได้จริง” แต่ก็ยังมีเสียงว่าควรให้โอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ได้กลับมาเรียนรู้อย่างมีระบบผ่านกิจกรรมทางสังคมมากกว่าการดำเนินคดีอย่างเดียว

หากคุณเป็นพ่อแม่หรืออยู่ในชุมชนที่พบเห็นปัญหาลักษณะนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เชื่อถือได้ว่าหน่วยงานยินดีรับฟังความคิดเห็นเพื่อคนในพื้นที่ปลอดภัย

ที่มา – ‘โปลิศบางพลี’ เปิดยุทธการปิดคลองส่งน้ำ ปราบ ‘เด็กแว้น’ คืนถนนให้ประชาชน

จตุพร จับตาสถานการณ์เปิดเสรีหมู เจรจาเปิดตลาดสหรัฐฯยังไม่จบ

กรณีที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเตรียมเข้าพบรัฐบาล เนื่องจากมีข่าวว่าไทยอาจเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูให้กับสหรัฐฯ ได้รับความสนใจจากวงการเกษตรเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงว่าการเจรจาเปิดตลาดเนื้อหมูกับสหรัฐฯยังไม่สิ้นสุด และยังมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องพูดคุยต่อไป

จตุพร จับตาสถานการณ์เปิดเสรีหมู

รมว.พาณิชย์กล่าวว่า ในเบื้องต้น ไทยตกลงที่จะนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯในปริมาณน้อยมาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยจำนวนแน่นอนได้ การเจรจาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้า ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลสามารถควบคุมผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศได้

“รัฐบาลเข้าใจเกษตรกรและผู้ประกอบการดีกว่า การนำเข้าอาจทำให้ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ยืนยันว่า รัฐบาลมีจุดยืนของเรา ที่ไม่ต้องการให้เกษตรกร ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง” รมว.พาณิชย์กล่าวเสริม

ปัญหาเรื่องสารแรกโตพามีน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้การเปิดตลาดมีความซับซ้อน คือ กฎหมายของไทยที่ห้ามใช้สารแรกโตพามีน ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดง ในการเลี้ยงหมู และห้ามให้มีการขายเนื้อหมูที่มีสารดังกล่าวตกค้างในท้องตลาด อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯใช้สารนี้ในการผลิตเนื้อหมู และเรียกร้องให้ไทยยอมรับตามมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานโคเด็กซ์

แม้ในปี 2562 ไทยและสหรัฐฯจะตกลงที่จะทบทวนความเสี่ยงของการกำหนดเอ็มอาร์แอล (MRL) สำหรับแรกโตพามีน แต่การดำเนินการจริงยังไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี GSP ของไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563

มาตรการรับมือการนำเข้าเนื้อหมู

รัฐบาลยืนยันว่าหากจะเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จะต้องมีการปรับแก้กฎหมายทั้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าที่นำเข้ามาได้อย่างเข้มงวด

  • กำหนดมาตรฐาน MRL สำหรับสารแรกโตพามีน
  • ตรวจสอบคุณภาพสินค้าทุกขั้นตอนก่อนวางขาย
  • มีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยังระบุว่า มาตรการของไทยในเรื่องสุขอนามัยสัตว์และพืชเป็นอุปสรรคทางการค้า ซึ่งหากประเทศไทยสามารถประนีประนอมและเปิดตลาดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยลดแรงกดดันจากการเจรจาทางการค้าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจเปิดตลาดเนื้อหมูอย่างเต็มตัว และยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและทบทวนผลประโยชน์ทั้งในและต่างประเทศ

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ จตุพร จับตาสถานการณ์เปิดเสรีหมู จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่เกษตรกรและผู้ประกอบการควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ในระยะยาว

หากคุณเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมู หรือเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุกร การติดตามข่าวสารและนโยบายอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณเตรียมแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – จตุพร จับตาสถานการณ์เปิดเสรีหมู ชี้เจรจาเปิดตลาดกับสหรัฐฯยังไม่จบ มีรายละเอียดต้องคุยอีกมาก

ไม่รอด! แก๊งยาซิ่งรถแหกด่านจนมุม ตร.เจอไอซ์ 110 โล

เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดเชียงรายได้จับกุมแก๊งค้ายาเสพติดที่ใช้รถยนต์ซิ่งหนีด่านตรวจอย่างหวุดหวิด แต่สุดท้ายก็หลุดมือไปไม่พ้นเพราะถูกเจ้าหน้าที่ตามล่าจนมุม และตรวจยึดยาไอซ์ได้ถึง 110 กิโลกรัม เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ไม่รอด! แก๊งยาซิ่งรถแหกด่านจนมุม ตร.เจอไอซ์ 110 โล

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อำเภองเมืองเชียงราย นำโดย พล.ต.ต.มานพ เสานากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.อ.โสภน ม่วงเฟื่อง ผกก.สภ.เมืองเชียงราย และ พ.ต.ท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารี รอง ผกก.ป. ได้ร่วมมือกันจัดตั้งจุดตรวจในแคมเปญ “No drugs No dealers” เพื่อป้องกันการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ริมถนนศรีเวียง ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย

ช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นรถยนต์โตโยต้า อแวนซ่า สีดำ ทะเบียน ฎอ 4624 กทม. ขับมาจอดก่อนถึงจุดตรวจอย่างน่าสงสัย จึงเข้าไปตรวจสอบ แต่ทันใดนั้น คนขับได้เร่งเครื่องหลบหนีทันที เจ้าหน้าที่จึงเร่งออกตามติดเพื่อดำเนินการจับกุม

หลบหนีชนจนรถพลิก ตร.เข้าตรวจสอบเจอไอซ์เต็มคัน

เมื่อตามไปถึงบริเวณทางโค้งใกล้จุดก่อสร้างทางรถไฟ รถของผู้ต้องสงสัยได้เกิดอุบัติเหตุจนเสียหลักวิ่งเข้าป่าข้างทาง และคนขับได้ใช้ความมืดหลบหนีไปได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมปล่อยวาง จึงเข้าตรวจสอบภายในรถยนต์

ภายในรถเจ้าหน้าที่พบถุงกระสอบที่แอบซ่อนไว้ถึง 4 กระสอบ ซึ่งเมื่อนำมาชั่งน้ำหนัก ปรากฎว่าเป็นยาไอซ์ น้ำหนักรวมถึง 110 กิโลกรัม ส่งให้ผู้ต้องสงสัยกลายเป็นข่าวใหญ่ และมีเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวเพิ่มเติมทันที

  • รถยนต์โตโยต้า อแวนซ่า ใช้หลบหนีออกจากด่านตรวจ
  • หลังจากเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในรถ
  • พบถุงไอซ์ซ่อนอยู่ในรถยนต์สีดำทั้งหมด 4 กระสอบ
  • ตรวจสอบน้ำหนักรวมได้ถึง 110 กิโลกรัม ของยาเสพติดอันตราย

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ชัดเจนว่าการสนับสนุนโครงการปราบปรามยาเสพติดของหน่วยงานรัฐมีประสิทธิภาพ อย่างโครงการ “No drugs No dealers” ที่เน้นการลาดตระเวนและตรวจค้นสุ่มในพื้นที่สำคัญ เพื่อหยุดยั้งการทำลายชีวิตเยาวชน

ความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการตามล่าอย่างไม่ยั้งหยุด จนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้นั้น ยืนยันว่า ไม่ว่าจะหลบหนีได้ไกลสักแค่ไหน เจ้าหน้าที่ยังคงรักษาพยานหลักฐานไว้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ไม่ต้องการยาเสพติด ควรสนับสนุนและร่วมมือเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นใหม่ โดยการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส หรือแม้แต่การไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ที่มา – ไม่รอด! แก๊งยาซิ่งรถแหกด่านจนมุม ตร.เจอไอซ์ 110 โล

ทรัมป์สั่งควบคุมตำรวจกรุงวอชิงตัน ส่งเจ้าหน้าที่ปราบอาชญากรรม

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศ ควบคุมตำรวจกรุงวอชิงตัน ภายใต้อำนาจตามกฎหมายจัดการการปกครองตนเองของเชตปกครองตนเองโคลัมเบีย ด้วยการใช้มาตรา 740 เพื่อลงนามในคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะช่วยให้สำนักงานตำรวจนครบาลต้องอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลาง

ทรัมป์สั่งควบคุมตำรวจกรุงวอชิงตัน

ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์ยังได้ลงนามในคำสั่งเพิ่มเติมที่กระตุ้นให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจำนวน 800 นายเข้าพื้นที่ กรุงวอชิงตัน โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เจตนาหลักของการดำเนินการครั้งนี้คือต้องการให้ปฏิบัติการเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 7 วัน นับตั้งแต่เริ่มมีการประกาศใช้คำสั่งในวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น

กฎหมายและอำนาจการควบคุม

ตามข้อมูลของรัฐบัญญัติจัดการการปกครองตนเองของเขตปกครองตนเองโคลัมเบีย ฉบับปี 2516 ระบุไว้ว่า ประธานาธิบดีจะมีอำนาจในการควบคุมหน่วยงานตำรวจของ กรุงวอชิงตัน ได้ 48 ชั่วโมงแรกภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น หากต้องการขยายเวลายาวนานกว่านี้ จะต้องแจ้งต่อนายกเทศมนตรีและสภาเทศบาลก่อน และหากมีความจำเป็นจะทำเกินกว่า 30 วันจะต้องนำมาสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่ออนุมัติให้กลายเป็นกฎหมายเสียก่อน

แม้.detail การใช้อำนาจโดยตรงจะถูกกฎหมายแล้ว แต่ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านและกลุ่มสื่อไม่ได้หยุดนิ่ง โดยเฉพาะจากนางมูเรียล โบว์เซอร์ นายกเทศมนตรีของ กรุงวอชิงตัน ซึ่งระบุว่ามัน “แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ที่ประธานาธิบดีจะทำแบบนี้ เพราะแม้สถิติอาชญากรรมหลังยุคโควิด-19 จะเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังมีการรายงานว่าคดีฆาตกรรมลดลง 32% ระหว่างปี 2566-2567 เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2562

หนึ่งประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทรัมป์ยกขึ้นมาพูดถึงคือเรื่องของกลุ่มคนไร้บ้านในเมืองหลวง เมื่อกล่าวว่า “เมืองหลวงคือกระจกสะท้อนภาพรวมของประเทศ หากเมืองหลวงสกปรก เท่ากับทั้งประเทศสกปรก และนานาชาติจะไม่เชื่อถือ” ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้มอบหมายให้มีการเตรียมสถานที่รองรับกลุ่มคนไร้บ้านเหล่านี้ แม้ยังไม่ได้ระบุว่าจะวางไว้ตรงใดก็ตาม

แม้ความเคลื่อนไหวทางสัญลักษณ์ของทรัมป์ดูมีเจตนาทางการเมือง แต่ก็ระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับ​ความปลอดภัยและความเป็นระเบียบในเขตกรุงหลวง ถือเป็นศึกใหญ่อีกครั้งระหว่างสองอำนาจฝ่ายบริหารระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทางการเมืองโลกได้เพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – ทรัมป์สั่งควบคุมตำรวจกรุงวอชิงตัน ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางปราบอาชญากรรม