ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สลด! เด็กหญิงวัย 14 ฟ้องย่า ครูลวนลาม น้าโดนยิงดับ



สลด! เด็กหญิงวัย 14 ฟ้องย่า ครูลวนลาม น้าโดนยิงดับ

จากกรณีสะเทือนขวัญที่เพชรบูรณ์ เมื่อครูประจำชั้นใช้อาวุธปืนยิงน้าของเด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิตคาบ้านพัก รายละเอียดของคดีสุดสลดนี้เป็นอย่างไร มาติดตามกัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม เมื่อครูประจำชั้นของเด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี ใช้อาวุธปืนพกขนาด .38 มม. ยิงนายทวีศักดิ์ พลหลาย อายุ 43 ปี เสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 193 หมู่ 4 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ รายงานระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ ครูได้ไปรับเด็กนักเรียนหญิงจากบ้านเพื่อนเพื่อมาส่งที่บ้าน ระหว่างนั้น ผู้ตาย ซึ่งเป็นน้าของเด็กหญิง พร้อมด้วยพ่อของเด็กและเพื่อน กำลังนั่งดื่มสุรากันอยู่ ครูจึงได้ร่วมวงด้วย

เรื่องราวเริ่มบานปลายเมื่อเด็กหญิงได้เล่าให้ย่าฟังว่า ถูกครูลวนลามขณะนั่งรถกลับบ้าน ทำให้ย่าเกิดความไม่พอใจอย่างมาก และได้เข้าไปต่อว่าครูอย่างรุนแรง นายทวีศักดิ์ ซึ่งเป็นน้าของเด็กหญิง เมื่อทราบเรื่อง ก็เกิดความโมโหและได้ชกต่อยครูหลายครั้ง ครูจึงเดินออกไปจากวง และใช้อาวุธปืนยิงใส่นายทวีศักดิ์ จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

ภายหลังก่อเหตุ ครูได้ขับรถเข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองเพชรบูรณ์ แต่เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่เบ้าตาซ้าย และมีเลือดออกปากและจมูก ครูจึงขอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดเวรยามเฝ้าดูแลครูตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหลบหนี

พ.ต.อ.สมบัติ บุญปาน ผกก.สภ.เมืองเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหายังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และคาดว่าจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 1-2 วัน ทางตำรวจยืนยันว่าจะคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และได้ทำเรื่องฝากขังต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ แม้ว่าผู้ต้องหายังอยู่ระหว่างการรักษาตัวก็ตาม

ด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิต ได้นำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้าน และได้ประกอบพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณจากจุดเกิดเหตุ ตามความเชื่อของท้องถิ่น นอกจากนี้ ครอบครัวเตรียมที่จะพา ด.ญ.เอ และเพื่อน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับครูในข้อหาอนาจารเพิ่มเติมอีกด้วย

นายชัยวัฒน์ ขวัญเกตุ บิดาของ ด.ญ.เอ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ครูได้นำเหล้ามาร่วมดื่มกับตนและผู้ตายเป็นเวลาราวครึ่งชั่วโมง จากนั้นผู้ตายได้ลงมือทำร้ายครู เนื่องจากโกรธที่หลานสาวเล่าว่าถูกลวนลาม จนนำไปสู่การใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต

ผลกระทบต่อเด็กหญิงวัย 14 จากเหตุการณ์

เหตุการณ์ เด็กหญิงวัย 14 ฟ้องย่า ครูลวนลาม น้าโดนยิงดับ นี้ ส่งผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กหญิงอย่างมาก

ขณะเดียวกัน นายไท พานนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ระบุว่า ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการโรงเรียนแล้ว และจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสาธารณสุข เพื่อดูแลเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เด็กหญิงวัย 14 ฟ้องย่า ครูลวนลาม น้าโดนยิงดับ โดยเร่งด่วน

คดี เด็กหญิงวัย 14 ฟ้องย่า ครูลวนลาม น้าโดนยิงดับ นี้ ยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการดูแลปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยต่างๆ รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม และความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

ที่มา – เด็กหญิงวัย14ฟ้องย่าครูหนุ่มลวนลามน้ายัวะพุ่งเข้าต่อย กลับถูกยิงดับสลดคาบ้าน


AOC 1441 เตือนภัย! แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง

น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 4 – 10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย

คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 3,314,816 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นจึงโอนเงินเพื่อเริ่มเทรดหุ้น ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินไปเทรดหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องโอนเงินชำระค่าภาษีก่อน แต่เมื่อโอนไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,380,485 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณารับซื้อเสื้อผ้ามือสองผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้รับการเชิญเข้ากลุ่ม Openchat และชักชวนให้ร่วมลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน ช่วงแรกได้รับเงินจริง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 3,513,706 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท AIS แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อวีดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากไม่ทำตามจะมีความผิดขั้นร้ายแรง มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการมิจฉาชีพ และคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินไปตรวจสอบ หากพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะโอนเงินคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจนหมด จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 4 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 1,349,383 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาบริษัทรับจัดหาที่พักในต่างประเทศผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และได้รับแจ้งว่าในการทำสัญญาจะต้องชำระค่ามัดจำพร้อมค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงโทรศัพท์หาเจ้าของบ้านทราบว่าไม่เคยได้รับการติดต่อจากบริษัทดังกล่าว ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

และคดีที่ 5 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,021,973 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และโอนสายไปยังผู้ที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าจะต้องโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อประเมินทรัพย์สิน หากพบว่าไม่มีความผิดจะดำเนินการโอนเงินคืนให้ทั้งหมด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปจนหมดบัญชี จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 12,580,363 บาท

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 2,002,778 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,095 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 821,090 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,269 บัญชี

3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 261,287 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.82 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 184,336 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.45 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 126,629 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.42 (4) หลอกลวงลงทุน 111,019 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.52 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 58,314 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.11 (และคดีอื่นๆ 79,505 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.68)

“จากเคสตัวอย่างมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยมีทั้งการอ้างเป็น เจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ และการสื่อสารแห่งประเทศไทย แจ้งมีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และโอนสายไปยังผู้ที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ต้องโอนเงินตรวจสอบบัญชี ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเงินไปจนหมดบัญชี พบเสียหายกว่า 5.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเคสหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น พบความเสียหายกว่า 3.3 ล้านบาท เคสหลอกลวงหารายได้พิเศษ และเคสหลอกลวงซื้อขายสินค้า โดยรวมแล้วมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาท”  น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว

ทั้งนี้ขอย้ำว่า การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันไม่ควรสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดลิงก์ต่างๆ ที่ยังไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปฯดูดเงิน และข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ

AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” อ้างเป็น “จนท.ค่ายมือถือ” ลวงโอนเงินเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

AOC 1441: สรุปเคสหลอกลวงที่ต้องระวัง

จากรายงานของ AOC 1441 พบว่า มิจฉาชีพมักใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลายและน่ากลัวยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ หรือการสร้างเรื่องราวที่ทำให้เหยื่อตกใจกลัวจนขาดสติ และยอมโอนเงินให้ในที่สุด ดังนั้น การระมัดระวังตัวและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่ติดต่อมาทางโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดีย
  • ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือหน่วยงานที่อ้างถึงให้แน่ชัด
  • อย่าโอนเงินให้ใครที่ไม่รู้จักหรือไม่น่าไว้วางใจ
  • หากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักถึงกลโกงเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับแจ้งและแก้ไขปัญหา แต่การที่เราทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแส ก็จะช่วยให้สังคมของเราปลอดภัยจากมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากท่านสงสัยว่าจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ อย่าลังเลที่จะติดต่อ AOC 1441 เพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันที

ที่มา – “AOC 1441”  เตือนภัย “โจรออนไลน์” อ้างเป็น “จนท.ค่ายมือถือ” ลวงโอนเงินเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

‘ชาดา’ ส่งทีมเยี่ยมครูสาว ม.5 ทำร้าย พร้อมช่วยเต็มที่

จากกรณีนักเรียนชายชั้น ม.5 โรงเรียนเอกเชนแห่งหนึ่ง ใน จ.อุทัยธานี ทำร้ายครูสาวกลางห้องเรียน ด้วยการชกต่อย แทงเข่า และกระโดดถีบ เหตุเพราะไม่พอใจคะแนนสอบกลางภาค ส่งผลให้ดวงตาฟกช้ำ ศีรษะด้านซ้ายบวม ซี่โครงอักเสบ และได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.หนองฉาง แล้ว นั้น

ม.5 เดือดผลสอบไม่ได้เต็ม ‘ต่อย-ถีบ’ ไม่ยั้งใส่ครูสาวกลางห้องเรียน

ล่าสุด ช่วงบ่ายวันนี้ (11 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เขต 2 รองหัวหน้าพรรคพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีกำหนดการที่จะเข้าเยี่ยมครูสาวด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากยังติดภารกิจที่อื่น ไม่สามารถลงพื้นที่เยี่ยมเยียมครูสาวดังกล่าวได้ จึงได้ส่ง นายจิณณาวัฒน์ โคมบัว ผู้เชี่ยวชาญ​ประจำตัว นายชาดา ไทย​เศรษฐ์ สส.จังหวัด​อุทัยธานี​ เขต 2 เป็นตัวแทน และฝ่ายกฏหมาย ลงพื้นที่แทน เพื่อเยี่ยมเยียมให้กำลังใจ และสอบถามอาการ พร้อมได้ฝากให้กำลังใจให้ต่อสู้กับอุปสรรคดังกล่าวให้ได้ เพื่อให้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว ส่วนฝ่ายกฏหมายที่ลงพื้นที่ไปด้วย ได้เข้าสอบถามเรื่องราวพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่อไป.

‘ชาดา’ ส่งทีมเยี่ยมครูสาว ม.5 ทำร้าย ลั่นพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ด้านกฎหมาย

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่นักเรียนชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายครูสาวอย่างรุนแรง ทำให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส. อุทัยธานี เร่งส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจคุณครูผู้เสียหาย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตกใจให้กับสังคม แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกในระบบการศึกษาและสังคมไทย เราจำเป็นต้องหันมาพิจารณาและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เร่งช่วยเหลือ ครูสาว ม.5 ทำร้าย

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลือคุณครูอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านกฎหมายและการเยียวยาจิตใจ การกระทำของนักเรียนชายดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่รุนแรงและไม่สามารถยอมรับได้ และจำเป็นต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนคนอื่นๆ

ทีมงานของนายชาดา ที่ลงพื้นที่ ได้แก่ นายจิณณาวัฒน์ โคมบัว ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว และทีมกฎหมาย ซึ่งได้เข้าพบคุณครู เพื่อสอบถามอาการ ให้กำลังใจ และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อย่างครบวงจร

เหตุการณ์ ‘ชาดา’ ส่งทีมเยี่ยมครูสาว ม.5 ทำร้าย ลั่นพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ด้านกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่บุคลากรครู ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ การที่ครูต้องเผชิญกับความรุนแรงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สังคมต้องร่วมกันประณามและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

การที่นายชาดา และทีมงาน ลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง การให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจคุณครูผู้เสียหาย เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการเยียวยาจิตใจแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าสังคมจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ถูกกระทำ และจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ทำหน้าที่ด้วยความเสียสละ

เหตุการณ์ ‘ชาดา’ ส่งทีมเยี่ยมครูสาว ม.5 ทำร้าย ลั่นพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ด้านกฎหมาย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน แต่ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเยาวชน และการดูแลเอาใจใส่บุคลากรครูอย่างจริงจัง

ดังนั้น การดำเนินการในเรื่องนี้ จะต้องไม่หยุดอยู่แค่การลงโทษผู้กระทำผิด แต่จะต้องมีการทบทวนและปรับปรุงระบบการศึกษา การสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน การส่งเสริมการใช้ความรุนแรงในสังคม และการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมให้กับเยาวชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ‘ชาดา’ ส่งทีมเยี่ยมครูสาว ม.5 ทำร้าย ลั่นพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ด้านกฎหมาย เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

การเข้ามาช่วยเหลือของคุณชาดาและทีมงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้แทนที่ใส่ใจและพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ การที่ ส.ส. ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักการเมืองคนอื่นๆ

ที่มา – ‘ชาดา’ ส่งทีมเยี่ยมครูสาว ม.5 ทำร้าย ลั่นพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ด้านกฎหมาย

‘โรคอารมณ์ระเบิด’ ต้องรักษา? หมอสุรัตน์ชี้!

จากกรณีนักเรียนชาย ม.5 โรงเรียนดังใน จ.อุทัยธานี ไม่พอใจผลคะแนนสอบ ทำไมไม่ได้เต็ม ก่อนสาวหมัดรัวต่อย-ตีเข่า ไม่หนำใจโดดถีบใส่ครูสาวกลางห้องเรียน ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช” แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” อธิบายถึงกรณีข่าวนักเรียนทำร้ายอาจารย์ว่า พฤติกรรมเช่นนี้อาจเกิดจากความโกรธปกติ หรืออาจเป็นสัญญาณของ ภาวะควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ ซึ่งอยู่ในกลุ่มความผิดปกติในการควบคุมแรงกระตุ้น โดยผู้ป่วยจะมีการระเบิดอารมณ์รุนแรงแบบฉับพลัน เหตุจูงใจเล็กน้อยแต่ตอบสนองเกินเหตุ

เจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ข่าวเด็กทุบอาจารย์ รัวหมัดนี่อีกแล้ว หัวร้อน หรือภาวะจิตใจไม่ปกติ โรคอารมณ์ระเบิด คือ เป็นข่าวอย่างบ่อย โมโหรวดเร็ว เฉียบพลันแบบไม่มีเหตุจูงใจที่เหมาะสม พออารมณ์สงบมาเสียใจ พูดดี เอาจริง เจอทั้ง ครู นักเรียน สามีภรรยา ด่าทอ โวยวาย เตะซ้อม ต้องรอจนสงบก็กลับมาปกติ เจอที่ไหนหลีกให้ไกล ตัวอาจารย์เองก็เจอคนไข้วิ่งไล่ด่าพยาบาล เหตุแค่เลยคิว”

อีกทั้ง “ไม่รู้กรณีนี้โกรธธรรมดา หรือเป็นโรค Intermittent Explosive Disorder (IED) หรือ ภาวะควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้จนระเบิดรุนแรงกันแน่ เราอาจเรียก “โรคอารมณ์ระเบิด” ก็ได้ เพราะ IED อยู่ในหมวด Impulse-Control Disorders หรือ ความผิดปกติในการควบคุมแรงกระตุ้น ซึ่งหมายถึงอาการที่บุคคลไม่สามารถยับยั้งแรงกระตุ้น ให้ทำพฤติกรรมรุนแรงหรือทำลายได้ แม้รู้ว่าจะเกิดผลเสียตามมา”

โรคอารมณ์ระเบิด IED นี่คือ ความผิดปกติทางจิตเวช ที่ทำให้คนหนึ่งตอบสนองด้วยความรุนแรงเกินเหตุ เช่น เพื่อนพูดแซวเพียงนิดเดียว แต่กลับตะโกนด่า ต่อย เตะ หรือทำลายข้าวของทันที เหตุการณ์มักเกิดโดยไม่ทันคิด ไม่ได้วางแผน และไม่สามารถหยุดได้แม้รู้ว่ากำลังทำร้ายผู้อื่น ต่างจากความโกรธปกติที่มักมีขั้นตอน คือ เริ่มไม่พอใจ คิดทบทวน ตัดสินใจว่าจะตอบโต้หรือไม่ และมักหยุดได้ก่อนถึงขั้นรุนแรง ความโกรธแบบ IED จะข้ามขั้นคิดไปเลย ร่างกายเหมือนถูกกดปุ่มระเบิดอารมณ์ ปฏิกิริยาโกรธจึงพุ่งขึ้นสูงสุดในเวลาไม่กี่วินาที”

นอกจากนี้ “หลังจากนั้นหลายคนที่มี IED กลับรู้สึกเสียใจ อับอาย หรือสำนึกผิด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดซ้ำ เพราะรากของปัญหาอยู่ที่ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองทำงานผิดปกติ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คิดว่า IED เป็นแค่ “นิสัยหัวร้อน” แต่ในความจริงมันไม่ใช่ เพราะ IED ต้องรักษา”

โรคอารมณ์ระเบิด

อาการที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคอารมณ์ระเบิด

โดยลักษณะที่สงสัย-อาการของโรคอารมณ์ระเบิด มีดังต่อไปนี้

  • มีการระเบิดอารมณ์รุนแรง เช่น ตะโกน ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคน/สัตว์
  • เหตุที่กระตุ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความรุนแรงของการตอบสนอง
  • เกิดแบบฉับพลัน ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า
  • เกิดซ้ำๆ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม
“หลังเหตุการณ์ผู้ป่วยอาจรู้สึกผิด เสียใจ หรืออับอาย สาเหตุ IED ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากการผสมผสานของหลายด้าน คือ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง โดยเฉพาะเซโรโทนิน (serotonin) ที่ต่ำ หรือความผิดปกติของสมองส่วน amygdala (ควบคุมอารมณ์กลัว/โกรธ) และ prefrontal cortex (ควบคุมการยับยั้งพฤติกรรม) อีกอันคือ ปัจจัยทางพันธุกรรม พฤติกรรมก้าวร้าวอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางส่วน คือ อันนี้จริง เพราะเคยเห็นคนเป็นโรคอารมณ์ระเบิดทั้งครอบครัว คือ โวยวาย ทั้ง รพ. แถมตามครอบครัวมาโวยวายอีก พวกนี้พบจิตแพทย์ครับ อันตรายทั้งต่อตัวเองและสังคม”

หากคุณสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดอาจมีอาการของ โรคอารมณ์ระเบิด อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต การวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘หมอสุรัตน์’ชี้พฤติกรรมรุนแรง อาจไม่ใช่แค่หัวร้อน แต่เป็น ‘โรคอารมณ์ระเบิด’ต้องรักษา

อุบลฯ สร้าง “ทางต่างระดับคำน้ำแซบ” เสร็จปี 71

เตรียมพบกับโครงการใหญ่ที่จะยกระดับการเดินทางและขนส่งสินค้าในจังหวัดอุบลราชธานี! กรมทางหลวง (ทล.) เตรียมลงนามสัญญากับ บริษัท พระนครศรีอยุธยาพาณิชย์และอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ชนะการประมูลโครงการก่อสร้าง “ทางต่างระดับคำน้ำแซบ” จุดตัดทางหลวงหมายเลข 226 ตัดทางหลวงหมายเลข 231 (แยกคำน้ำแซบ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยงบประมาณ 1,034,674,400 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ถึง 15,325,600 บาท

หลังจากลงนามสัญญาแล้ว จะมีการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการ รวมถึงมาตรการจัดการจราจร คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จเปิดให้บริการประมาณปี 2571 โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างทั้งหมด 1,080 วัน นับตั้งแต่วันลงนามสัญญา

ทางต่างระดับคำน้ำแซบ

รูปแบบของโครงการ “ทางต่างระดับคำน้ำแซบ” ประกอบด้วย:

  • ทางลอดคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 4 ช่องจราจร (2 ช่องจราจรต่อทิศทาง) ตามแนวทางหลวงหมายเลข 231 ลอดใต้ทางหลวงหมายเลข 226
  • สะพานคอนกรีตอัดแรงเสริมเหล็ก 2 ช่องจราจรวิ่งสวนเลนตามแนวทางหลวงหมายเลข 226
  • งานถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและงานถนนแอสฟัลต์คอนกรีต
  • ระบบระบายน้ำพร้อมบ่อพัก
  • งานติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง
  • งานอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย

นอกจากนี้ บริเวณทางแยกในระดับพื้นดินจะถูกควบคุมด้วยระบบสัญญาณไฟจราจร โดยจะมีการจัดการจราจรให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด และควบคุมการเลี้ยวขวาด้วยสัญญาณไฟจราจรในแต่ละด้าน

ทำไมต้องมี “ทางต่างระดับคำน้ำแซบ”?

โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่หนาแน่นบริเวณแยกคำน้ำแซบ ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญของเส้นทางหลักสองสาย การก่อสร้าง “ทางต่างระดับคำน้ำแซบ” จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเดินทางและขนส่งสินค้า รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานีและภูมิภาคใกล้เคียง การเดินทางที่รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของพื้นที่

ลองจินตนาการถึงการเดินทางที่คล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลากับการรอสัญญาณไฟจราจร หรือเผชิญกับปัญหารถติดสะสม โครงการนี้จะช่วยให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเช่น “ทางต่างระดับคำน้ำแซบ” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

โครงการนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวอุบลราชธานีและผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรบริเวณดังกล่าว การเดินทางและการขนส่งสินค้าจะสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างแน่นอน

ที่มา – สร้าง”ทางต่างระดับคำน้ำแซบ” อุบลฯ 1,034 ล้านเสร็จปี71 เพิ่มศักยภาพการเดินทาง-ขนส่งสินค้า

ส่งตรวจแล้ว! เส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ตร.เตรียมนัดสอบ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก. สน.หัวหมาก เปิดเผยความคืบหน้าคดี นายผลิตโชค อายนบุตร หรือ “เป๊ก” อายุ 40 ปี ศิลปินนักร้องชื่อดัง ถูกนายชุติเทพ (คู่กรณี) อายุ 21 ปี อาชีพไรเดอร์ ใช้อาวุธมีดฟันเข้าที่คางได้รับบาดเจ็บ ภายในปั๊มน้ำมัน ซอยรามคำแหง 76 เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อกลางดึกวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา จากเหตุทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะ

พ.ต.อ.นเรนทร์ เปิดเผยว่า โดยเมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างเส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’ เพื่อตรวจหาสารเสพติด ตามอำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และได้ส่งตรวจที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลตรวจ พร้อมประสานนัดหมายให้เจ้าตัวเข้าให้ปากคำอย่างเป็นทางการ หลังออกจากโรงพยาบาลและพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านแล้ว

สำหรับขั้นตอนการตรวจเส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’ นั้น พ.ต.อ.นเรนทร์ ระบุว่า โดยหลักจะตัดเส้นผมตั้งแต่โคนผม ความยาว 1 เซนติเมตร สามารถตรวจหาสารเสพติดย้อนหลังได้ประมาณ 1 เดือน และตรวจต่อเนื่องได้สูงสุดราว 3 เดือน ผมของ “เป๊ก” มีความยาวเกิน 3 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่จึงตัดตามขั้นตอนเพื่อส่งตรวจ ซึ่งเจ้าตัวให้ความร่วมมือโดยไม่มีการขัดขืน

ส่วนการสอบปากคำคู่กรณี นายชุติเทพ พนักงานสอบสวนอาจพิจารณาเชิญมาพร้อมกัน หากเวลาสะดวกตรงกัน แต่สามารถแยกสอบได้เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีการนัดหมายทั้งสองฝ่ายในเร็วๆ นี้.

ส่งตรวจแล้ว! เส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ตร.เตรียมนัดสอบพร้อมคู่กรณี

คดีความของนักร้องดัง “เป๊ก ผลิตโชค” ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ปั๊มน้ำมัน จนกระทั่งล่าสุดตำรวจได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างเส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’ เพื่อนำไปตรวจหาสารเสพติดตามกระบวนการทางกฎหมาย เรื่องนี้สร้างความสงสัยให้กับหลายคนว่าทำไมต้องมีการตรวจเส้นผม และการตรวจเส้นผมสามารถบอกอะไรได้บ้าง

ทำไมต้องตรวจเส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’?

การตรวจเส้นผมเป็นการตรวจหาสารเสพติดที่มีความแม่นยำสูง เนื่องจากสารเสพติดจะสะสมอยู่ในเส้นผมเป็นระยะเวลานาน ทำให้สามารถตรวจย้อนหลังได้หลายเดือน ซึ่งแตกต่างจากการตรวจปัสสาวะหรือเลือดที่จะตรวจพบสารเสพติดได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่า การตรวจเส้นผมจึงเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบประวัติการใช้สารเสพติดของผู้ถูกตรวจ

ขั้นตอนการตรวจเส้นผมเป็นอย่างไร?

ตามที่ พ.ต.อ.นเรนทร์ ได้กล่าวไว้ ขั้นตอนการตรวจเส้นผมคือการตัดเส้นผมจากโคนผมให้มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งจะสามารถตรวจหาสารเสพติดย้อนหลังได้ประมาณ 1 เดือน และหากเส้นผมมีความยาวเกิน 3 เซนติเมตร ก็จะสามารถตรวจย้อนหลังได้สูงสุดถึง 3 เดือน การตรวจเส้นผมจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ข้อมูลที่ชัดเจนและแม่นยำเพื่อประกอบการพิจารณาคดี

ผลกระทบต่อรูปคดี

ผลการตรวจเส้นผมของเป๊ก ผลิตโชค จะมีผลต่อรูปคดีอย่างแน่นอน หากพบสารเสพติดในเส้นผม อาจส่งผลให้เป๊ก ผลิตโชค ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเพิ่มเติม แต่หากไม่พบสารเสพติด ก็จะเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของเขา อย่างไรก็ตาม การตรวจเส้นผมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี เช่น พยานหลักฐาน และคำให้การของคู่กรณี

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีสติและระงับอารมณ์ในที่สาธารณะ การทะเลาะวิวาทไม่เพียงแต่จะนำไปสู่การบาดเจ็บทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ที่มา – ส่งตรวจแล้ว! เส้นผม ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ตร.เตรียมนัดสอบพร้อมคู่กรณี

ONE เปิดใบคะแนน “สมิงดำ vs ซ่อนรัก” สยบดราม่า!

ONE สยบดรามาแฟนมวยทั่วประเทศ ด้วยการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดใบคะแนนคู่มวยเดือดระหว่าง “สมิงดำ เอ็นเอฟ.ลูกสวน” กำปั้นร่างแกร่งจากจันทบุรี ที่ระเบิดฟอร์มเอาชนะ “ซ่อนรัก แฟร์เท็กซ์” จอมบู๊จากเมียนมา ไปได้แบบสุดมันด้วยคะแนนเอกฉันท์ ในคู่เอกของศึก ONE ลุมพินี 119 เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

เกมการชกระหว่าง “สมิงดำ” และ “ซ่อนรัก” ในไฟต์นี้เรียกได้ว่าออกมาสูสี เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างเปิดฉากแลกเดือดเดินออกอาวุธใส่กันแบบไม่มีหยุดตลอดทั้ง 3 ยก ก่อนสุดท้ายกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ซึ่งนั่งอยู่ติดขอบเวทีและเห็นจังหวะการออกอาวุธของนักกีฬามากที่สุด จะพร้อมใจกันลงคะแนนให้ “สมิงดำ” คว้าชัยไปด้วยคะแนนเอกฉันท์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรูปเกมที่เบียดกันทุกยก ทำให้หลังจบเกมจึงมีดรามาในหมู่แฟนมวยว่าเพราะเหตุใด “ซ่อนรัก” จึงไม่ได้รับชัยชนะในครั้งนี้ และเพื่อคลี่คลายข้อสงสัย ทาง ONE จึงได้เปิดเผยใบคะแนนจากกรรมการทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเผยให้เห็นว่ากรรมการทั้ง 3 ท่าน ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ให้ “สมิงดำ” เป็นฝ่ายชนะ โดยเฉพาะในยก 2 ที่ทั้ง 3 ท่านเห็นตรงกันว่า “สมิงดำ” ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

ONE เปิดใบคะแนนสยบดราม่าคู่มวยเดือด “สมิงดำ vs ซ่อนรัก”

โดยทาง ONE ยืนยันการให้คะแนนขององค์กรมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่อิงหน้าเสื่อ ไม่เชื่อการพนัน ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนนจะพิจารณาจากจำนวนและคุณภาพของอาวุธที่ออกเข้าเป้าเท่านั้น ไม่ใช่การประเมินจากทรงมวยแบบในอดีตอย่างที่แฟน ๆ คุ้นชิน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการให้คะแนนอย่างตรงไปตรงมาตามผลงานของนักกีฬาบนเวที จะช่วยยกระดับมวยไทยให้มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

สำหรับวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้ เตรียมมันกันต่อกับศึก ONE ลุมพินี 120 ที่คู่เอกนำรายการจะเป็นการเปิดศึกเพชรตัดเพชร ระหว่าง “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ” มวยแกร่งจากร้อยเอ็ด ดวลเดือด “ป้อมเพชร พานทองยิม” จอมบู๊จากบุรีรัมย์ ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.)

ขณะที่คู่เอกภาคอินเตอร์ “อวตาร พีเค.แสนชัย” มวยใจนักเลงจากสระบุรี จะพบกับ “บริซ เดลวัล” กำปั้นร่างใหญ่จากแอลจีเรีย ในกติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.)

แฟนกีฬาชาวไทยสามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง THAI TICKET MAJOR คู่แรกเริ่มเวลา 19.30 น. รับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เริ่ม 20.30 น. รวมทั้งติดตามข่าวสารอัปเดตของศึกนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com อินสตาแกรม ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH

ใบคะแนนคู่ สมิงดำ vs ซ่อนรัก

จากกรณีดราม่า ONE เปิดใบคะแนนสยบดราม่าคู่มวยเดือด “สมิงดำ vs ซ่อนรัก” เราได้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของ ONE Championship ในการยกระดับมาตรฐานกีฬามวยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล การเปิดเผยคะแนนอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชม

ทำไม ONE ถึงเปิดใบคะแนนคู่ “สมิงดำ vs ซ่อนรัก”?

เหตุผลหลักที่ ONE ตัดสินใจเปิดใบคะแนนคือ เพื่อตอบข้อสงสัยและคลายความกังวลของแฟนมวยที่อาจมีต่อผลการตัดสิน การเปิดเผยข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบขององค์กรต่อผู้ชม

การตัดสินใจของ ONE ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับกีฬามวยไทย การให้คะแนนที่เป็นธรรมและโปร่งใส จะช่วยส่งเสริมให้มวยไทยได้รับความนิยมและยอมรับในวงกว้างมากยิ่งขึ้น แฟนๆ มวยสามารถมั่นใจได้ว่าการแข่งขันทุกรายการของ ONE จะดำเนินการอย่างยุติธรรมและถูกต้องตามกฎกติกา

สิ่งที่เกิดขึ้นในศึก ONE เปิดใบคะแนนสยบดราม่าคู่มวยเดือด “สมิงดำ vs ซ่อนรัก” เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความโปร่งใสและความยุติธรรม คือหัวใจสำคัญของการกีฬาทุกประเภท

ที่มา – ONE เปิดใบคะแนนสยบดราม่าคู่มวยเดือด “สมิงดำ vs ซ่อนรัก”

เมียนมา: กองกำลังเมียนมาลั่น ไม่ให้จัดเลือกตั้ง

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียด เมื่อกองทัพอาระกัน (AA) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่ ออกมาประกาศชัดเจนว่า จะไม่อนุญาตให้รัฐบาลทหารเมียนมาจัดการ กองกำลังเมียนมาลั่น ไม่ให้รัฐบาลทหารจัดเลือกตั้ง ในพื้นที่ที่พวกเขาควบคุม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้งว่า AA ได้ประกาศว่า ใน 14 เขตจากทั้งหมด 17 เขตของรัฐ ยะไข่ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา จะไม่มีการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทหารเมียนมาเข้ามาจัดการเลือกตั้งทั่วไป ที่รัฐบาลทหารต้องการให้เกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

แถลงการณ์ของ AA วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารเมียนมาอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการจัดการเลือกตั้งโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ มีแต่จะสร้างความสับสนวุ่นวายให้แก่สังคมเท่านั้น และย้ำว่าชาวรัฐยะไข่ “ไม่ให้ความสำคัญ” หรือสนใจการ เลือกตั้ง ครั้งนี้

การประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแผนการของรัฐบาลทหารเมียนมาในการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลของตน ท่าทีของ AA แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลทหารเมียนมาต้องเผชิญในการควบคุมสถานการณ์และสร้างความปรองดองในประเทศ

กองกำลังเมียนมาลั่น ไม่ให้รัฐบาลทหารจัดเลือกตั้ง

ข้อมูลเบื้องต้นจากรัฐบาลทหารเมียนมาประเมินว่า รัฐยะไข่มีประชากรประมาณ 2.5 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศราว 51 ล้านคน การที่ AA ประกาศว่าจะ กองกำลังเมียนมาลั่น ไม่ให้รัฐบาลทหารจัดเลือกตั้ง ในพื้นที่ควบคุม จึงหมายความว่าประชาชนจำนวนมากจะไม่สามารถเข้าร่วมการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารจัดขึ้นได้

ผลกระทบต่อสถานการณ์ในเมียนมา

การประกาศของ AA ส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง: การที่พื้นที่จำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมการเลือกตั้งได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของการเลือกตั้งโดยรวม
  • ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น: การที่ AA ประกาศว่าจะไม่ให้ความร่วมมือกับการเลือกตั้ง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปะทะกันที่รุนแรงยิ่งขึ้นระหว่าง AA กับกองทัพเมียนมา
  • กระบวนการสันติภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: ท่าทีของ AA ทำให้กระบวนการสันติภาพในเมียนมามีความซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ในเมียนมายังคงมีความไม่แน่นอนสูง การ กองกำลังเมียนมาลั่น ไม่ให้รัฐบาลทหารจัดเลือกตั้ง ในพื้นที่ควบคุม แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกและความท้าทายที่รัฐบาลทหารเมียนมาต้องเผชิญ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาจำเป็นต้องอาศัยการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในประเทศ

ที่มา – กองกำลังเมียนมาลั่น ไม่ให้รัฐบาลทหารจัดเลือกตั้งในพื้นที่ยึดครอง

ชื่นมื่น! ‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันคล้ายวันเกิดพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ครบ 80 ปี ได้ทำบุญบำเพ็ญกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคล ที่บ้านพักปิยมิตร ย่านมีนบุรี โดยทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ แด่สมเด็จพระราชาคณะ และคณะสงฆ์ และอำนวยพร พล.อ.ประวิตร

ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น แม้วันนี้ จะเป็นการทำบุญส่วนตัว ซึ่งพล.อ.ประวิตรใส่แจ๊กเก็ตสีเขียว ทักทายบรรดา สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ สส. อดีตนายทหารระดับสูง นายตำรวจ ที่มาร่วมงานอย่างเป็นกันเอง อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตรมว.มหาดไทย พลเอกบุญสร้าง เนี่ยมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร อดีต รมว.กลาโหม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชาย และ อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.เรวัช กลิ่นอักษร อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสันติ พร้อมพัฒน์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง อดีตรมว.ศึกษาธิการ พรรคพลังประชารัฐ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายวันเฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกพรรค พปชร. นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

สำหรับการจัดงานในวันนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ให้แค่คนใกล้ชิดร่วมงาน และร่วมรัฐประทานอาหารที่บ้านพักเป็นการส่วนตัว.

บรรยากาศในงานวันคล้ายวันเกิด 80 ปีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ ‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมีบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการเข้าร่วมอวยพรอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายทหารระดับสูง, นายตำรวจ, รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ สส.

‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี ในปีนี้ จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่บ้านพัก โดยมีการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล และรับประทานอาหารร่วมกันกับคนใกล้ชิด ถือเป็นวันสำคัญที่ได้รวบรวมบุคคลที่เคารพและให้ความสำคัญมาร่วมแสดงความยินดี

‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับบุคคลในแวดวงต่างๆ ซึ่งต่างให้เกียรติและให้ความเคารพในฐานะผู้นำและผู้ใหญ่ที่มากด้วยประสบการณ์

ทำไม ‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี ถึงมีความสำคัญ?

การที่ ‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี ไม่ได้เป็นเพียงแค่วันคล้ายวันเกิด แต่ยังเป็นโอกาสให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพที่บุคคลต่างๆ มีต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอีกด้วย

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง การได้เห็นภาพบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองในงานวันเกิดของ ‘บิ๊กป้อม’ เบิร์ดเดย์ 80 ปี ครั้งนี้ อาจจะทำให้มีความรู้สึกที่ดีและมีความหวังในอนาคตมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน การตัดสินใจของผู้นำแต่ละคนย่อมมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ดังนั้นการติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ‘บิ๊กป้อม’เบิร์ดเดย์ครบ 80 ปี ‘ลุงป๊อก-อดีตบิ๊กทหาร-ตำรวจ- รองหัวหน้าพรรค-สส. พลังประชารัฐ’ โผล่อวยพรชื่นมื่น

ตะลุยโลกไดโนเสาร์ที่ Jurassic World: The Experience

เปิดประตูต้อนรับนักผจญภัยสู่โลกดึกดำบรรพ์อย่างเป็นทางการ Jurassic World: The Experience ณ เอเชียทีค กับสุดยอดประสบการณ์ที่ทุกคนรอคอย โอกาสครั้งแรกในการก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Jurassic World เผชิญหน้ากับไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริง

Jurassic World: The Experience ครอบคลุมพื้นที่ 6,000 ตารางเมตร ที่นำจักรวาลภาพยนตร์ระดับโลกมาสู่ชีวิตจริงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้เข้าชมจะได้ออกเดินทางสู่เกาะอิสลา นูบลาร์ ท่ามกลางไดโนเสาร์แอนิเมทรอนิกส์ และบรรยากาศเสมือนจริงราวกับอยู่ในฉากภาพยนตร์ Jurassic World ทุกโซนได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อพาผู้ชมย้อนกลับไปสัมผัสช่วงเวลาอันน่าจดจำ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ พร้อมผสานความตื่นเต้นเร้าใจเข้ากับความมหัศจรรย์เพื่อจุดประกายจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด

เปิดให้เข้าชมทุกวันสำหรับ Jurassic World: The Experience ตั้งแต่เวลา 11:00 น. ถึง 22:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 21:00 น.) สามารถซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ทางเว็บไซต์ www.jurassicworldexperience.com/th โดยราคาบัตรเข้าชมเริ่มต้นที่ 579 บาท สำหรับเด็กอายุ 3-10 ปี และ 769 บาท สำหรับผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 11 ปีขึ้นไป พร้อมสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่หน้างาน

เผชิญหน้าไดโนเสาร์ตัวเท่าของจริงที่ Jurassic World: The Experience

เตรียมตัวพบกับประสบการณ์สุดพิเศษที่ Jurassic World: The Experience ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสู่ยุคไดโนเสาร์อย่างใกล้ชิด! งานนี้ไม่ได้มีดีแค่การชมไดโนเสาร์ แต่ยังมีการผจญภัยและการเรียนรู้มากมายที่รอคุณอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนจะได้สัมผัสความตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งมีชีวิตที่เคยครองโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน

ภายในงาน คุณจะได้พบกับ:

  • ไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริง: สัมผัสประสบการณ์การเผชิญหน้ากับไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมจริง ด้วยเทคโนโลยีแอนิเมทรอนิกส์ที่ทันสมัย
  • การผจญภัยในโลก Jurassic: เดินทางผ่านฉากต่างๆ ที่จำลองมาจากภาพยนตร์ Jurassic World สัมผัสบรรยากาศและเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น
  • กิจกรรมและการเรียนรู้: เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์และโลกดึกดำบรรพ์ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด Jurassic World: The Experience

Jurassic World: The Experience ไม่ใช่แค่การจัดแสดงไดโนเสาร์ แต่เป็นประสบการณ์ที่ผสมผสานความบันเทิง การเรียนรู้ และความตื่นเต้นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Jurassic Park หรือ Jurassic World หรือแค่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร งานนี้ตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การได้เห็นไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงยังเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับเด็กๆ ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความสนใจในวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ หากคุณกำลังมองหากิจกรรมที่สร้างความสุขและคุ้มค่าให้กับครอบครัว Jurassic World: The Experience คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

อย่ารอช้า! รีบจองบัตรเข้าชม Jurassic World: The Experience วันนี้ แล้วเตรียมตัวไปผจญภัยในโลกไดโนเสาร์ที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำ

ที่มา – เผชิญหน้าไดโนเสาร์ตัวเท่าของจริงที่ Jurassic World: The Experience