ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไทยจ่อฟ้องศาลอาญาฯ เอาผิด ‘กัมพูชา’

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีรายงานว่า ไทยจ่อฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิด ‘กัมพูชา’ จากกรณีการก่ออาชญากรรมสงคราม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยถึงกรณีที่กำลังพลเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนบริเวณรอยต่อ ช่องโดนเอาว์-กฤษณา (บริเวณภูมะเขือ) อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2568 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 นายนั้น รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกัมพูชา ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาไม่ถึง 1 เดือนจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ล่าสุด เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ซึ่งลงวันที่ 9 ส.ค.2568 ร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว แต่ตรวจพบหลักฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ ฝ่ายไทยขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

นายจิรายุ กล่าวว่า นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และ ณ นครนิวยอร์ก ได้พบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาฯ และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาฯ และองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา อีกทั้ง ตนขอย้ำว่าไทยประกาศไม่ยอมรับในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือ ศาลโลก มาตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน แต่ไทยจะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เอาผิดกัมพูชา เป็นผู้ก่ออาชญากรรมสงคราม มีการทำร้ายพลเรือนอย่างชัดเจน

ไทยจ่อฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิด ‘กัมพูชา’

ทำไมไทยถึงจ่อฟ้องศาลอาญาฯ เอาผิดกัมพูชา?

เหตุผลหลักที่ไทยจ่อฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิด ‘กัมพูชา’ คือการที่กัมพูชาถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ได้ตกลงกันว่าจะทำการเก็บกู้แล้ว การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นการทำร้ายพลเรือน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การฟ้องร้องอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ความน่าเชื่อถือ: กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งสองประเทศในเวทีโลก
  • ความยุติธรรม: หากศาลตัดสินว่ากัมพูชามีความผิดจริง จะเป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมสงคราม

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและประชาชนของตนเอง

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนและความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ไทยจ่อฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิด ‘กัมพูชา’ ก่ออาชญากรรมสงคราม

สว.อิสระ ลุย! ล่าชื่อสอย 136 สว. สัปดาห์นี้

นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กลุ่มอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อ สว. 1 ใน 10 หรือไม่น้อยกว่า 20 รายชื่อ ทดแทนรายชื่อที่อ้างว่าถูกปลอมรายเซ็นและถอนตัวออกไป เพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้ สว.ที่ต้องคดีฮั้วเลือกจำนวน 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ว่า จากนี้จะมีการประชุมกันเรื่องนี้อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ หรือช่วงหลังวันที่ 13-14 ส.ค. ซึ่งยืนยันว่าในความเป็นจริงกลุ่มอิสระมีตั้ง 60 คน พี่น้องประชาชนก็ถามไถ่เข้ามาถึงคนที่ลงชื่อเพราะชื่อหลุดออกไปหมดแล้ว คนที่ร่วมลงชื่อก็เป็นฮีโร่ไป คนที่ไม่ลงก็มีคนทวงถามว่าทำไมจึงไม่ลงชื่อ อย่างกรณี สว.พันธุ์ใหม่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้มาร่วมประมาณ 6-7 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย

เมื่อถามว่าจนถึงวันนี้มีรายชื่อเข้ามาทดแทนคนที่ถอนตัวออกไปแล้วหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ใครจะถอนก็ถอนไป แต่ว่าครั้งต่อไปเวลาลงชื่อจะลงต่อหน้าประชาชนให้เห็นเลยว่าเขามาลงชื่อจริง โดยยืนยันจะว่าจะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้ ตนพูดมากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวจะเดือดร้อนกันไปหมด อย่างไรก็ตามอยากให้กลุ่มเสียงข้างมากสบายใจมากกว่าว่าถ้าหากมีการตรวจสอบคนไหนที่ไม่ผิดก็ได้พ้นจากคำครหาหรือคำป้ายสีไป เป็นการได้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว.ด้วย

“คนที่ยังไม่ถอนชื่อ ก็ยังอยู่กันครบ ซึ่งทุกคนถือว่าเป็นผู้กล้าแล้ว คนเราถ้าเป็นผู้กล้าแล้วคุณจะถอนตัวให้เป็นผู้ขาดเขลาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว เพราะถ้าถอนตัวไปฝั่งโน้นเขาก็เล่นเราอยู่ดี วันนี้มันก็ไม่มีทางเลือก ลุยไฟก็ต้องลุยไฟกัน ถือว่าเดินหน้าลุยไฟ ถ้าเราคิดว่าทำถูกต้อง ประชาชนและสื่อมวลชนจะเป็นพยานว่าเราทำถูกต้อง ถ้าทำไม่ถูกคนก็ด่าเราเละเทะทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว มันชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว ก็ทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ข้อกังวลเสีย ไม่ใช่ไปจับผิด อ.นันทนา นันทวโรภาส ไปโยงมอบปริญญาสมเด็จฮุนเซ็น ตอนนั้นฮุนเซ็นเขาก็ยังไม่ได้เป็นคนแบบนี้ ผมว่าเจตนาของเราเป็นเจตนาบริสุทธิ์อยากให้ทุกอย่างมันถูกต้อง ไม่ได้มีเจตนาซ่อนเร้น อยากให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ถ้าปล่อยผ่านไปประชาธิปไตยก็จะถูกบ่อนทำลาย และเกิดความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ สว. ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน อย่างน้อยก็ให้กำลังใจพวกเรา ๆ ตอนนี้กำลังขวัญหนีดีฝ่อ จะไปสภายังไม่กล้าไปเลย เพราะกลัวโดนทำร้าย ” นายวุฒิพงศ์ กล่าว.

สว.อิสระ ยันเดินหน้าลุยไฟล่าชื่อยื่นสอย 136 สว.ต่อภายในสัปดาห์นี้

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ เมื่อ สว.อิสระ ออกมายืนยันว่าจะเดินหน้าล่าชื่อยื่นสอย 136 สว. ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมฮั้วเลือก สว. ภายในสัปดาห์นี้ แม้จะมีการถอนตัวของ สว. บางส่วน แต่กลุ่มอิสระก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการต่อไป โดยนายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

ความคืบหน้าล่าสุดในการล่าชื่อ สว.

นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า จะมีการประชุมกันอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงการรวบรวมรายชื่อ สว. ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด แม้จะมี สว. บางส่วนถอนตัวออกไป แต่ก็ยังมี สว. อีกหลายท่านที่พร้อมจะร่วมลงชื่อสนับสนุนการดำเนินการครั้งนี้ โดยจะมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงข้อเท็จจริง

การดำเนินการของ สว.อิสระ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจของ สว. ด้วยกันเอง และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเมืองที่โปร่งใส และปราศจากการทุจริต

การที่ สว.อิสระ ยืนยันที่จะเดินหน้าล่าชื่อยื่นสอย 136 สว. ภายในสัปดาห์นี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองไทยในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในวุฒิสภา และความต้องการที่จะปฏิรูปการเมืองไทยให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของกลุ่ม สว.อิสระ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – ‘สว.อิสระ’ ยันเดินหน้าลุยไฟล่าชื่อยื่นสอย 136 สว.ต่อภายในสัปดาห์นี้

เปิดงาน Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์

จังหวัดเพชรบุรีเปิดงานสุดยิ่งใหญ่ “Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์” งานที่รวบรวมศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง พร้อมโชว์ผลผลิตและนวัตกรรมทางการเกษตรที่น่าสนใจมากมาย นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประชาสัมพันธ์ผลงาน Young Smart Farmer จังหวัดเพชรบุรี” ภายใต้ชื่องาน “Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์” โดยมีนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรบุรี

นางวันเพ็ญกล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดเพชรบุรีที่มีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางเกษตรกรรม หากเกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำความรู้ด้านนวัตกรรมมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลงตัว จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้ชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจทำให้งาน “Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์” สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกรรุ่นใหม่จากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งนำผลิตภัณฑ์เด่นจากพื้นที่มานำเสนอ พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขายและการสาธิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งงาน

Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของ Young Smart Farmer จังหวัดเพชรบุรีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สร้างช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น และกระตุ้นให้เกษตรกรรายอื่นๆ สนใจเข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer มากยิ่งขึ้น งาน “Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–12 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรบุรี เปิดโอกาสให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจได้เข้ามาเลือกชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดเพชรบุรีอย่างใกล้ชิด

ทำไมต้องมางาน Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์?

  • พบกับผลิตภัณฑ์สดใหม่ คุณภาพเยี่ยมจากเกษตรกรรุ่นใหม่
  • สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน
  • เรียนรู้เทคนิคและนวัตกรรมทางการเกษตร
  • ร่วมกิจกรรมสนุกๆ และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย
  • เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรรมของจังหวัดเพชรบุรี

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาภาคเกษตรกรรมของจังหวัดเพชรบุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน “Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์” จึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องเกษตรกรรมและต้องการสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย

ที่มา – เปิดงาน “Young (ยัง) มีดี เพชรบุรีมีโชว์” โชว์ศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่

สายรักโลกต้องรู้!! ทำไมติดตั้ง พื้นลามิเนต ถึงยั่งยืน

ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พฤติกรรมในการ เลือกใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ พื้นลามิเนต ที่เคยเป็นเพียงตัวเลือกด้านดีไซน์และราคา วันนี้กลับถูกยกระดับให้เป็นวัสดุที่ สายรักโลก ให้ความสนใจ เพราะ พื้นลามิเนต คุณภาพสูงหลายแบรนด์ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Sustainable Design ทั้งด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต อายุการใช้งาน และความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานในระยะยาว

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า ทำไม พื้นลามิเนต จึงเป็นตัวเลือกที่ “ยั่งยืน” และดีกว่าในหลายแง่มุม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการอยู่อาศัย พร้อมแนะนำแบรนด์คุณภาพระดับโลกอย่าง Kronoswiss by VK Floor ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและความใส่ใจต่อโลกใบนี้อย่างแท้จริง

1. พื้นลามิเนต คืออะไร

พื้นลามิเนต คือ วัสดุปูพื้นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้งในด้านความสวยงามและความคุ้มค่า โดยมีจุดเด่นในการเลียนแบบลายไม้ธรรมชาติอย่างสมจริง ด้วยการพิมพ์ลวดลายลงบนกระดาษคุณภาพสูง แล้วเคลือบทับด้วยชั้นป้องกันรอยขีดข่วนที่แข็งแรง จากนั้นนำมาประกบกับแกนกลางที่ทำจากแผ่นไม้ HDF (High Density Fiberboard) ซึ่งมีความหนาแน่นสูง แข็งแรง ทนแรงกด และช่วยลดการบิดงอของวัสดุ พื้นลามิเนตจึงเป็นวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสใกล้เคียงไม้จริง แต่มีความทนทานต่อการใช้งานประจำวันมากกว่า ทั้งยังไม่ต้องดูแลยุ่งยากเหมือนไม้จริง

หนึ่งในจุดแข็งของ พื้นลามิเนตคือ การติดตั้งที่สะดวกรวดเร็วด้วยระบบ Click Lock หรือที่เรียกกันว่า “ปูพื้นลอย” (Floating Floor) ซึ่งไม่ต้องใช้กาวหรือตอกตะปู ทำให้ไม่เกิดกลิ่นฉุนระหว่างติดตั้ง และสามารถปูทับพื้นเดิมได้ทันที จึงเหมาะกับงานรีโนเวทและบ้านที่ยังอยู่ระหว่างพักอาศัย พื้นลามิเนตยังมีความหลากหลายในด้านลวดลาย สีสัน และคุณสมบัติเฉพาะ เช่น รุ่นกันน้ำ กันรอย ป้องกันแบคทีเรีย หรือดูดซับเสียง จึงตอบโจทย์ได้ทั้งในบ้านพักอาศัย สำนักงาน ร้านค้า ไปจนถึงโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

ในปัจจุบัน พื้นลามิเนต คุณภาพสูงหลายแบรนด์ยังได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดรักษ์โลก โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากเศษไม้ที่เหลือใช้ หรือไม้จากป่าปลูกที่ได้รับการรับรอง จึงช่วยลดการตัดไม้จากธรรมชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พื้นลามิเนต จึงไม่ใช่แค่ “วัสดุทางเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “วัสดุหลัก” สำหรับผู้ที่ต้องการบ้านสวย คุ้มค่า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

2. ทำไม พื้นลามิเนต ถึงเป็นหนึ่งในวัสดุที่รักษ์โลก

2.1 ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ :
แกนไม้ HDF/MDF ผลิตจากเศษไม้คุณภาพต่ำหรือเหลือใช้จากโรงเลื่อย ซึ่งช่วยลดการตัดไม้จากป่าโดยตรง

2.2 Carbon storage สูงกว่า carbon footprint :
Life cycle assessment ชี้ว่า คาร์บอนที่เก็บอยู่ในแกนไม้ลามิเนตนั้นมากกว่าคาร์บอนที่ปล่อยในกระบวนการผลิต ทำให้พื้นลามิเนต มีสถานะเป็น “climate positive” material

2.3 อายุการใช้งานยาวนาน ลดทิ้งซ้ำ :
พื้นลามิเนต คุณภาพสูงมีอายุใช้งานตั้งแต่ 10–25 ปีหรือมากกว่า ทนขีดข่วนและแรงใช้งานสูง

2.4 สุขภาพดี Indoor Air Quality ดีกว่า
วัสดุหลักใช้ melamine formaldehyde ซึ่งปล่อย formaldehyde น้อยกว่า urea-formaldehyde และผลิตภัณฑ์บางรุ่นได้ GreenGuardGold หรือ FloorScore Certification ลด VOC ได้มาก

2.5 รีไซเคิลได้ และมีการคืนกลับ
พื้นลามิเนตหลายแบรนด์และสมาคมให้คืนผลิตภัณฑ์เก่าเพื่อนำกลับรีไซเคิล ลดขยะไปสู่หลุมฝังกลบ

3.ไม้จากป่าปลูก สำคัญอย่างไร เกี่ยวกับพื้นลามิเนตอย่างไร

ไม้จากป่าปลูกมีความสำคัญอย่างมากต่อ พื้นลามิเนต ที่ยั่งยืน เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่หมุนเวียนได้และไม่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าไม้ธรรมชาติโดยตรง เมื่อผลิตภัณฑ์ใช้แกนกลางจาก HDF/MDF ที่ผลิตจากไม้เหลือใช้และเศษไม้จากโรงเลื่อยในป่าเชิงพาณิชย์ การใช้ทรัพยากรจะมีประสิทธิภาพสูงสุด และลดความต้องการไม้เส้นคุณภาพสูง นอกจากนี้ การจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน เช่น ป่าที่ได้รับการรับรอง FSC หรือ PEFC ยังช่วยให้แน่ใจว่าไม้ทุกต้นที่ถูกตัดมีการปลูกกลับแทนที่อย่างมีระบบ ในระหว่างการเติบโตต้นไม้จะกักเก็บคาร์บอนจากบรรยากาศไว้ และเมื่อนำมาแปรรูปเป็น พื้นลามิเนต คาร์บอนนั้นยังคงถูกกักเก็บอยู่ในผลิตภัณฑ์ เพิ่มการจัดสรรทรัพยากรไม้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การใช้ลายไม้ที่สแกนจากไม้หายากแทนการตัดไม้จริงอย่างตรงไปตรงมา ยังช่วยรักษาความหลากหลายของทรัพยากร ปลอดภัยต่อระบบนิเวศ และเสริมมุมมองด้านความสวยงามแบบ high-definition โดยไม่สูญเสียสิ่งที่ควรค่าแก่การคุ้มครอง

4.ทำไมการใช้วัสดุไม้ถึงยั่งยืนกว่า วัสดุเช่นพลาสติก และหิน

5. พื้นลามิเนต Kronoswiss by Vk Floor พื้นไม้สำหรับคนรักษ์โลก

แบรนด์ Kronoswiss by Vk Floor คือทางเลือกชั้นนำสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้ง แบรนด์พื้นไม้รักษ์โลก คนที่ต้องการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องรักษ์โลก และ โครงการที่ต้องการแสดงออกถึงความรักษ์โลกเนื่องจาก Kronoswiss หรือ Swiss Krono ผลิตจากไม้ที่มาจาก ป่าไม้ที่ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน และเลือกใช้ไม้จากการควบคุมป่าอย่างมีคุณภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายธรรมชาติ ทั้งยังใช้กระบวนการผลิตที่มีระบบจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มานานตั้งแต่ปี 1999 ด้านสุขภาพภายในอาคาร Kronoswiss ได้รับการรับรอง GREENGUARD Gold และ FloorScore® ซึ่งยืนยันว่าปล่อยสาร VOC ต่ำ และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่ต้องการคุณภาพอากาศดี เช่น บ้าน โรงเรียน โรงแรม และออฟฟิศ

นอกจากนี้ Kronoswiss ยังออกแบบให้การติดตั้งง่ายด้วยระบบคลิกล็อกแบบ floating floor ที่ไม่ต้องใช้กาว ช่วยลดการใช้สารเคมีและลดของเสียขณะติดตั้ง อีกทั้งยังมีการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ และใช้หมึกพิมพ์ลายไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (low‑VOC inks) เพื่อรักษาสุขภาพผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม พร้อมการวางแผน circular economy ในกระบวนการผลิตเพื่อให้ขยะไม้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

VK Floor by Viwatchai Kamai  คือผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวัสดุปูพื้นคุณภาพพรีเมียมจากทั่วโลก ทั้ง พื้นไวนิล (Vinyl Floor), พื้นลามิเนต (Laminate Floor), กระเบื้องยางSPC, พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ และ พื้นไม้คอมพาวด์(Compound Wood) โดยคัดเลือกเฉพาะแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล ตลอดจนในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปีในวงการไม้ VK Floor มุ่งเน้นสินค้าที่ทั้งสวยงาม ปลอดภัยต่อสุขภาพ ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสพื้นไม้ที่หรูหรา ทนทาน และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น E1 และ FSC เพื่อให้ทุกการเดินบนพื้นไม้คือประสบการณ์ที่ดีที่สุด

สนใจ พื้นไม้ พื้นลามิเนต พื้นไม้ลามิเนต เกรดพรีเมี่ยม ติดต่อ

การเลือกพื้นลามิเนตเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านสวยงาม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพในระยะยาว ด้วยคุณสมบัติที่ยั่งยืน กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลก และความสวยงามที่เหนือกว่า พื้นลามิเนตจึงเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – สายรักโลกต้องรู้!! ทำไมติดตั้ง พื้นลามิเนต ถึงยั่งยืน

เครือข่ายงดเหล้าชมแม่ใจเด็ดเลิกน้ำเมาเพื่อลูก

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. – นายธีระ วัชรปราณี ผอ.เครือข่ายงดเหล้า เปิดเผยว่า เครือข่ายงดเหล้า และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำโครงการโพธิสัตว์น้อยลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า เป็นกิจกรรมในการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาในปีนี้ เป็นปีที่ 16 โดยความร่วมมือกับสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 1,750 แห่งทั่วประเทศ ดำเนินกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. ถึงวันออกพรรษา 7 ต.ค. 2568 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเข้าร่วม 1,238 แห่ง มีนักเรียนเขียนจดหมายโดยส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมเพราะเห็นว่าโครงการมีกิจกรรมที่น่าสนใจ สอดคล้องกับปัญหาของโรงเรียนโดยเฉพาะผู้ปกครองที่ดื่มสุราแล้วมีการใช้ความรุนแรงส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างชัดเจน บางโรงเรียนแจ้งว่าในชุมชนเต็มไปด้วยอบายมุขทำให้สังคมแย่มาก โครงการนี้น่าจะช่วยได้เป็นรูปธรรมโดยแก้ปัญหาที่ครอบครัวใช้ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก

น.ส.อภิศา มะหะมาน ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า โรงเรียนได้มีการนำคู่มือแบบง่าย ที่ทางโครงการออกแบบไว้ไปใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนตามแนวทาง Active Learning โดยมีจุดเด่นคือ นักเรียนรุ่นพี่ สอนนักเรียนรุ่นน้อง ทำกิจกรรม 10 อย่าง ที่ช่วยทำให้มีความรับผิดชอบและกล้าแสดงออก ได้แก่ พี่สอนน้องท่องความดี , พี่สอนน้องเรียนคณิตคิดค่าเหล้า , พี่สอนน้องเอาตับแช่เหล้า , พี่สอนน้องเขียนจดหมายสื่อรักขอพ่อแม่เลิกเหล้า , พี่สอนน้องสอนออมสินสื่อรักพิทักษ์ครอบครัว และพี่สอนน้องทำแปลงผักสื่อรัก เป็นต้น โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีจากต้นสังกัดที่มีคู่มือและสื่อการสอนมาพร้อม ทั้งนี้เมื่อปี 2567 ซึ่งมีผู้ปกครองร่วมงดเหล้า 14,590 คน ครูและผู้บริหารร่วมลดละเลิกกว่า 4,866 คน นักเรียนเข้าร่วม 25,811 คน ส่วนปีนี้คาดว่า จะมีการดำเนินงานที่เพิ่มมากขึ้น มีครอบครัวที่มีความสุขมีสติมากขึ้นพร้อมสู้กับภัยวิกฤตสังคมได้ดีมากขึ้น

โครงการโพธิสัตว์น้อยลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า ได้ออกแบบกระบวนการเป็นทั้งในเชิงป้องกัน (ลูก)หรือสร้างภูมิคุ้มกัน และแก้ไข (พ่อ แม่ผู้ปกครอง ครู) ควบคู่กันไป โดยใช้สัมพันธ์แห่งรักระหว่างครอบครัว รุ่นพี่ รุ่นน้องในโรงเรียน การสร้างภูมิคุ้มกันเด็กเยาวชน ที่ได้ผลคือการให้เด็กเยาวชนได้ลงมือปฏิบัติ และเรียนรู้จากการลงมือทำมากกว่าจะสั่งสอน ตามหลักจิตวิทยาเด็กเยาวชนในแต่ละช่วงวัยมีวิธีการสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่แตกต่างไป โดยสรุป คือ ในวัยเด็กประถมศึกษา เด็กจะสนใจในประเด็นง่ายๆ สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด และจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ทำให้การเรียนการสอนครู ผู้ปกครองมีบทบาทมาก รวมทั้ง ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีกับเด็ก คือ ต้องไม่พูดอย่างทำอย่าง”น.ส.อภิศา กล่าว.

เครือข่ายงดเหล้าชมแม่ใจเด็ดเลิกน้ำเมาเพื่อลูก

เรื่องราวความมุ่งมั่นของแม่ใจเด็ดที่เครือข่ายงดเหล้าชมแม่ใจเด็ดเลิกน้ำเมาเพื่อลูก นับเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักถึงผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อครอบครัวและเด็ก เยาวชน เครือข่ายงดเหล้าร่วมกับ สสส. และหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินโครงการ “โพธิสัตว์น้อยลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักและสนับสนุนให้ผู้ปกครองลด ละ เลิกการดื่มสุรา

โครงการโพธิสัตว์น้อย: จุดเริ่มต้นของครอบครัวที่เข้มแข็ง

โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งในครอบครัวผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความรัก ความเข้าใจ และการสื่อสารที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ลูกเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเชิญชวนให้พ่อแม่เลิกเหล้า กิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เช่น การเขียนจดหมาย การทำกิจกรรมร่วมกันในโรงเรียน และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนในชุมชน

ในปีนี้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,750 แห่งทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความสนใจของสถานศึกษาในการแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในครอบครัว โรงเรียนได้นำคู่มือและสื่อการสอนที่ทางโครงการจัดทำขึ้นไปใช้ในการเรียนการสอนตามแนวทาง Active Learning ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง กิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น “พี่สอนน้องท่องความดี” “พี่สอนน้องเรียนคณิตคิดค่าเหล้า” และ “พี่สอนน้องเขียนจดหมายสื่อรักขอพ่อแม่เลิกเหล้า” ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์

ผลสำเร็จของโครงการในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ปกครอง ครู นักเรียน และชุมชน เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ ในปี 2567 มีผู้ปกครองร่วมงดเหล้ากว่า 14,590 คน ครูและผู้บริหารร่วมลดละเลิกกว่า 4,866 คน และนักเรียนเข้าร่วมกว่า 25,811 คน โครงการเครือข่ายงดเหล้าชมแม่ใจเด็ดเลิกน้ำเมาเพื่อลูก จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดจากแอลกอฮอล์

เครือข่ายงดเหล้าชมแม่ใจเด็ดเลิกน้ำเมาเพื่อลูกไม่ใช่แค่คำชมเชย แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคมในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็ง การที่แม่คนหนึ่งตัดสินใจเลิกเหล้าเพื่อลูก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักและความเสียสละ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเลิกเหล้าเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว การพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชน และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนในชุมชน การที่เด็กได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ กล้าแสดงออก และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นได้

การสนับสนุนโครงการนี้จึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคม การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลด ละ เลิกการดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยให้ครอบครัวมีความสุข มีความเข้มแข็ง และสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีสติ การชื่นชมแม่ใจเด็ดที่เลิกเหล้าเพื่อลูก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ปลอดจากแอลกอฮอล์อย่างยั่งยืน มาร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคนกันเถอะ

ที่มา – เครือข่ายงดเหล้าชมแม่ใจเด็ดเลิกน้ำเมาเพื่อลูก

อินโดนีเซียจับมือเปรู ยกระดับหุ้นส่วนการค้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ว่าพล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับประธานาธิบดี ดีนา โบลูอาร์เต ผู้นำเปรู ที่กรุงจาการ์ตา

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศเป็นสักขีพยานร่วมกัน ในพิธีลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถขยายการเข้าถึงตลาดของกันและกัน และยกระดับกิจกรรมทางการค้าระดับทวิภาคี โดยผู้นำอินโดนีเซียยกย่องความรวดเร็วในการดำเนินการของทั้งสองประเทศ ซึ่งสามารถสรุปข้อตกลงได้ภายในระยะเวลาเพียง 14 เดือน เนื่องจากตามปกติแล้ว การเจรจาแบบนี้จะใช้เวลานานประมาณ 24 เดือน

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียและเปรูลงนามร่วมกันในการขยายขอบเขตความร่วมมืออื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันประเทศ การปราบปรามยาเสพติด ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ประมง และเหมืองแร่ แต่ไม่มีฝ่ายใดให้รายละเอียดเพิ่มเติม

อนึ่ง ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย ระบุว่า การส่งออกของอินโดนีเซียไปยังเปรูมีมูลค่า 329.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 10,649.50 ล้านบาท ) ขณะที่การส่งออกของเปรูไปยังอินโดนีเซียมีมูลค่า 149.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4,836.57 ล้านบาท ) เมื่อปี 2567.

การที่อินโดนีเซียจับมือเปรู ยกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางการค้า ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ การลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) จะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ ให้กับทั้งสองฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

อินโดนีเซียจับมือเปรู ยกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางการค้า

ความตกลง CEPA ครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคในทั้งสองประเทศ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย

สำหรับอินโดนีเซีย การที่อินโดนีเซียจับมือเปรู ยกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางการค้า จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และขยายฐานการส่งออกไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกา นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป สิ่งทอ และเครื่องจักร

นอกจากนี้ ความร่วมมือในด้านอื่น ๆ เช่น การป้องกันประเทศ การปราบปรามยาเสพติด และความมั่นคงทางอาหาร ก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับอินโดนีเซียอีกด้วย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเปรู

ในส่วนของเปรู การที่อินโดนีเซียจับมือเปรู ยกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางการค้า จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการลงทุนจากอินโดนีเซียในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เหมืองแร่ พลังงาน และประมง

ความร่วมมือในด้านอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ก็จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่อินโดนีเซียและเปรูร่วมมือกันครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

มองไปข้างหน้า การติดตามและประเมินผลของความตกลง CEPA อย่างต่อเนื่อง จะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าความตกลงนี้จะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทั้งสองประเทศ

กรมอุทยานฯ เตือน! อย่าบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกโรงเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยว อย่าบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’ อย่างเด็ดขาด! เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตหวงห้าม มีความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและความปลอดภัย เตรียมรับโทษหากฝ่าฝืน

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 แฟนเพจ “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้เผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานเข้าเจรจากับกลุ่มบุคคลที่ลักลอบเข้าไปในพื้นที่ ‘ดอยผาฮุ้ง’ พร้อมเน้นย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตธรรมชาติหวงห้ามตามมาตรฐานสากล IUCN ประเภท Ia ซึ่งการฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ทางเพจกรมอุทยานฯ ระบุข้อความว่า “เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นเส้นทางดอยผาฮุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบาง และถูกกำหนดให้เป็นเขตธรรมชาติหวงห้าม (Strict Nature Reserve zone) ตามหลักการของ IUCN ประเภท Ia”

ในการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลที่เข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำการที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น เจ้าหน้าที่จึงเข้าเจรจาตักเตือน ชี้แจงข้อกฎหมายและโทษของการกระทำดังกล่าว ก่อนขอให้บุคคลเหล่านั้นออกจากพื้นที่หวงห้ามทันที

‘ดอยผาฮุ้ง’ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยนางนอน มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก และมีระบบนิเวศที่เปราะบาง จึงเป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด ห้ามทำกิจกรรมทุกประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้คงอยู่ต่อไป

ทำไมถึงต้องเตือนเรื่อง ‘ดอยผาฮุ้ง’?

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ขอเตือนนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกคนว่า ‘ดอยผาฮุ้ง’ เป็นเขตธรรมชาติหวงห้ามเด็ดขาด และเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบาง การเข้าถึงพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดทางกฎหมายและอาจเกิดอันตรายต่อชีวิต

อันตรายจากการบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’

  • อันตรายจากสัตว์ป่า: ในพื้นที่อาจมีสัตว์ป่าที่อาจทำร้ายได้
  • พลัดหลง: สภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อนอาจทำให้หลงทางได้ง่าย
  • อันตรายจากสภาพอากาศ: สภาพอากาศบนเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
  • ผลกระทบทางกฎหมาย: การบุกรุกพื้นที่หวงห้ามมีโทษตามกฎหมาย

จึงขอความร่วมมือจากทุกท่านเคารพกฎระเบียบของอุทยานฯ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาติ หากต้องการเข้าไปในพื้นที่ โปรดติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง

การอนุรักษ์ ‘ดอยผาฮุ้ง’ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน การเคารพกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเป็นการแสดงความเคารพต่อธรรมชาติและเป็นการรักษาสมบัติอันล้ำค่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม

ที่มา – กรมอุทยานฯ เตือนอย่าบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’ เขตหวงห้าม เสี่ยงผิดกฎหมาย-อันตราย

ผู้นำฟิลิปปินส์แจง ปมตีความเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน

สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ล่าสุด ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน กลายเป็นที่สนใจ เมื่อประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ออกมาตอบโต้การตีความคำพูดของเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ในไต้หวันที่อาจเกิดขึ้น

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ผู้นำฟิลิปปินส์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเฟิร์ส โพสต์ ของอินเดีย ระหว่างเยือนกรุงนิวเดลี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าหากเกิดการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน “ฟิลิปปินส์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้” เนื่องจากเหตุผลด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และ “หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ” ฟิลิปปินส์จะต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง

หลังจากนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาตอบโต้เมื่อวันศุกร์ (8 ส.ค.) ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลมะนิลายึดมั่นต่อ “หลักการจีนเดียว” อย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยง “การเล่นกับไฟ” ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของจีน

ต่อมา มาร์กอสกล่าวระหว่างการแถลงเมื่อวันจันทร์ ว่าเหมือนมีการตีความคำพูดของเขาในประเด็นไต้หวัน “อย่างคลาดเคลื่อนโดยเจตนา” เพื่อวัตถุประสงค์ในการโฆษณาชวนเชื่อ ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวด้วยว่า “รู้สึกงุนงง” กับการถูกมองว่า “เล่นกับไฟ”

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงมะนิลา ไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

มาร์กอสระบุด้วยว่า ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในไต้หวันจะต้องอพยพหากเกิดความขัดแย้งด้านอาวุธขึ้น พร้อมยืนยันว่า ฟิลิปปินส์ “ต้องการหลีกเลี่ยง” การเผชิญหน้าและสงคราม ดังนั้น สิ่งที่เขาต้องการสื่อผ่านบทสัมภาษณ์กับสื่อของอินเดีย คือ “สงครามเรื่องไต้หวันคือการลากฟิลิปปินส์เข้าสู่ความขัดแย้งอย่างไม่เต็มใจ”.

ประเด็นเรื่อง ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในภูมิภาค และความละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน

ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน

การที่ผู้นำฟิลิปปินส์ออกมาตอบโต้และชี้แจงถึงความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของพลเมืองฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ในไต้หวันด้วย

ผลกระทบต่อภูมิภาคและบทบาทของฟิลิปปินส์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ต้องพิจารณาถึงบทบาทของฟิลิปปินส์ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และการวางตัวในสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ฟิลิปปินส์แสดงความชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค

ปัจจัยที่ต้องจับตามอง:

  • ท่าทีของจีนต่อการชี้แจงของผู้นำฟิลิปปินส์
  • การหารือและความร่วมมือระหว่างฟิลิปปินส์กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
  • สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันและการตอบสนองของสหรัฐอเมริกา

โดยสรุปแล้ว ประเด็น ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงในภูมิภาค และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก การที่ฟิลิปปินส์พยายามรักษาสมดุลและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่น่านำมาพิจารณาและอาจเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

การที่ผู้นำฟิลิปปินส์ออกมาแสดงความเห็นในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

ที่มา – ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน

IRPC เดินหน้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุน

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ IRPC เดินหน้าบริหารความเสี่ยงรอบด้าน โดยขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง และปรับพอร์ตการส่งออกให้มีความยืดหยุ่น รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้า เน้นการเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศ “Domestic First” พร้อมบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมความร่วมมือกับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ

บริษัทฯ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบริษัทฯ อาทิ ท่าเรือและที่ดิน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในระยะยาว โดยการยกระดับศักยภาพการแข่งขันในทุกมิติ ทั้งด้านนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม IRPC เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 จากหน่วยกลั่น Ultra Clean Fuel (UCF) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นการขานรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี IRPC เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนปิโตรเคมีด้วยเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ชนิดปราศจากสารทาเลต (Phthalate-Free) ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ ภายใต้แบรนด์ “POLIMAXX” สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องมือแพทย์ และสิ่งทอเพื่อสุขอนามัย นอกจากนี้ IRPC ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ UHMWPE (Ultra-High Molecular Weight Polyethylene) ที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และด้านการบริหารทรัพย์สิน IRPC ได้วางกลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่ดินและท่าเรือน้ำลึกให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว นายเทอดเกียรติ กล่าวต่อไปว่า IRPC ยังคงเดินหน้าสร้างรากฐานการเติบโต ควบคู่กับการบริหารกระแสเงินสด อย่างรอบคอบ และพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลาง ความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศ สงครามการค้าโลก ราคาพลังงานที่ผันผวน

โดยไตรมาส 2/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2568 : ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 56,802 ล้านบาท ลดลง 5,422 ล้านบาท หรือร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 10 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และ ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed: Market PTF) ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในกลุ่มโอเลฟินส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนราคาวัตถุดิบ ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นค่อนข้างคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 5,219 ล้านบาท หรือ 8.41 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 จากไตรมาส 1/2568 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 2/2568 มีความผันผวนจากปัจจัยหลายประการ โดยปัจจัยที่กดดันราคานั้น มีสาเหตุหลักมาจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศคู่ค้า และการปรับเพิ่มปริมาณการผลิตโดยสมัครใจของโอเปกและพันธมิตร แม้ว่ามีปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 2,503 ล้านบาท หรือ 4.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ บริษัทฯ บันทึกการกลับรายการ ปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NRV) 343 ล้านบาท หรือ 0.55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 141 ล้านบาท หรือ 0.23 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Loss รวม 2,019 ล้านบาท หรือ 3.25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 3,200 ล้านบาท หรือ 5.16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 จึงทำให้ บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 223 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ บันทึกต้นทุนทางการเงินสุทธิจำนวน 619 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน อีกทั้ง มีขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 250 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่มี ผลกำไร 170 ล้านบาท จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2,132 ล้านบาท มากกว่าไตรมาส 1/2568 ที่ร้อยละ 77

IRPC เดินหน้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุน

แนวโน้มสถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบและตลาดปิโตรเคมี ในไตรมาส 3/2568 สถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบ คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะมีปัจจัยสนับสนุนตามฤดูกาลจากการเดินทางในช่วงฤดูร้อนของประเทศแถบทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป รวมถึงการผลิตไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนของประเทศ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดน้ำมันดิบจะมีปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการทางด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงการปรับเพิ่มการผลิตของโอเปกพลัส ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะยังคงสร้างความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันดิบ

สถานการณ์ตลาดปิโตรเคมี ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบาย Reciprocal Tariffs ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าและการส่งออกสินค้า ปิโตรเคมีในหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและอาจจำกัดความต้องการซื้อ จากทั้งผู้ซื้อเม็ดและผู้ผลิตสินค้าปลายทาง ขณะเดียวกันด้านอุปทานยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากจีนอาจส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโดยรวมมีแนวโน้มอ่อนตัวลง อย่างไรก็ดี ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับลดลง หลังจากโอเปกพลัสประกาศเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนสิงหาคม ประกอบกับ ได้รับแรงสนับสนุนบางส่วนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูการผลิตของธุรกิจปิโตรเคมี

IRPC กับการยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนน้ำดื่ม IRPC ให้แก่ผู้ประสบเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ และกลุ่มปตท. ในการเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมและชุมชน ในยามวิกฤต

IRPC มุ่งมั่นที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าให้กับสังคมและประเทศชาติโดยรวม นี่คือความท้าทายที่ IRPC กำลังเผชิญหน้า และพร้อมที่จะก้าวข้ามไป

ที่มา – IRPC เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ – บริหารต้นทุน – เร่งจัดการทรัพย์สินท่าเรือที่ดิน ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

บ้านปู กับ บทบาทกรรมการบริษัทท่ามกลางความท้าทาย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ “Economic Game – The Board Capturing Trade Opportunities Amid Geopolitics for Sustainable Victory” ภายในงาน National Director Conference 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ การปรากฏตัวของบ้านปูในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์

นายสินนท์ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพลังงานว่าจากความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์แต่ละประเทศต่างมุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการพัฒนาพลังงานที่สอดรับกับเทรนด์ดูแลโลก พร้อมมองว่าธุรกิจพลังงานมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเป็นต้นทางของห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้แบ่งปันกลยุทธ์การพัฒนาผู้นำที่เข้มแข็งในแต่ละประเทศที่บ้านปูดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรอย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และพร้อมตัดสินใจได้ทันท่วงทีเพื่อสร้างโอกาสและลดผลกระทบจากความท้าทายต่างๆ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยยังรวมถึงความจำเป็นที่กรรมการบริษัทต้องเข้าใจถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการตัดสินใจที่เฉียบคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกรรมการบริษัทในยุคปัจจุบัน

บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์

ในเวทีเสวนานี้ นายสินนท์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูงในการกำหนดทิศทางขององค์กร โดย บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ นั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การที่กรรมการบริษัทมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสถานการณ์โลก จะช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้

ความท้าทายและโอกาสในโลกยุคปัจจุบัน

บริษัทต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บ้านปูในฐานะบริษัทพลังงานชั้นนำ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและสังคม การลงทุนในพลังงานสะอาดและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่บ้านปูให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างผู้นำที่มีความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การลงทุนในทรัพยากรบุคคลถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บ้านปูให้ความสำคัญ การทำงานร่วมกับผู้อื่นจะช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรและความรู้ที่หลากหลาย และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

การเสวนาครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กรได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาธุรกิจในยุคปัจจุบัน

โดยรวมแล้วการเสวนาในหัวข้อ บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ ที่บ้านปูได้ร่วมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว การปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการประสบความสำเร็จ

ที่มา – บ้านปู ร่วมเสวนา “บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์” ในเวที National Director Conference 2025