ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สำนักพุทธฯ ชี้! ตำรวจชะลอเก็บข้อมูลวัด

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา มีมติให้รับทราบข้อมูลของวัดต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามฯ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศ. ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ได้มีการแจ้งแนวปฏิบัติไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่เก็บข้อมูลทุกวัด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว ผอ.พศ. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับรายงานถึงความไม่สบายใจและความกังวลของพระสังฆาธิการในหลายพื้นที่ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง ทำให้พระสังฆาธิการบางรูปพิจารณาที่จะลาออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในบางพื้นที่ได้รับทราบถึงข้อกังวลใจของพระสังฆาธิการ และได้มีการชะลอการดำเนินการดังกล่าว เพื่อปรับให้เกิดความเหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พศ. ยังได้ให้ พศจ. รายงานปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปรับแนวทางการเก็บข้อมูลให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว

นายอินทพร กล่าวว่า “เหตุที่พระสังฆาธิการไม่สบายใจ เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และลงรายละเอียดลึกมาก อีกทั้งเมื่อพระ ชาวบ้าน เห็นตำรวจเข้าวัดก็มักจะคิดว่าเกิดเรื่องไม่ดีกับวัดนั้น” เขายังเสริมอีกว่า ได้ให้ พศจ. สำรวจปัญหาแล้ว เพื่อหารือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปรับแนวทางสำรวจข้อมูลให้เกิดความเหมาะสมกับทุกฝ่าย

ทำไมตำรวจถึงชะลอการเก็บข้อมูลวัด?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจชะลอการเก็บข้อมูลวัด มาจากความกังวลของพระสังฆาธิการและประชาชนในพื้นที่ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวัด มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณของปัญหาหรือเหตุการณ์ไม่ดี ซึ่งสร้างความไม่สบายใจและความเข้าใจผิดได้ง่าย นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลที่ละเอียดเกินไปอาจสร้างความรู้สึกว่าเป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวของวัดและพระสงฆ์ได้

สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว เพื่อปรับปรุงแนวทางการทำงานให้มีความเหมาะสมและสร้างความเข้าใจที่ดีกับทุกฝ่าย การหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพระสังฆาธิการ จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนากระบวนการทำงานที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การปรับแนวทางการเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและพระสงฆ์ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจในกระบวนการทำงานได้

  • การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส
  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย
  • การปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เหมาะสม

เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความสำเร็จและความยั่งยืนในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพระสังฆาธิการ การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบที่เหมาะสมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปรับปรุงการทำงานให้มีความเหมาะสมและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและศาสนจักร การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือและพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น

การชะลอการเก็บข้อมูลวัดในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการทำงาน เพื่อให้การดำเนินการในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยโดยรวม

ที่มา – ‘สำนักพุทธฯ’ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว

เจี๊ยบ อมรัตน์ ชี้! โฆษกไม่ใช่ปลากัด ต้องมืออาชีพ

จากกรณีที่ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรและนางงามชื่อดัง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกของศูนย์เฉพาะกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน หลายคนต่างเข้ามาแสดงความยินดีและให้กำลังใจ แต่ก็มีบางกลุ่มที่แสดงความไม่เห็นด้วยและเข้ามาโจมตีอย่างรุนแรงนั้น ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์ข้อความสุดร้อนแรงลงแฟนเพจ “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล”

โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “หน้าที่โฆษกคงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโพสต์ยังระบุข้อความอีกว่า “ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา

ประเด็นที่ “เจี๊ยบ อมรัตน์” ได้กล่าวถึงเรื่อง หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ นั้นกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลายคนเห็นด้วยกับมุมมองที่ว่าการสื่อสารของโฆษกควรเน้นที่ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล มากกว่าการสร้างความขัดแย้งหรือความสะใจเพียงอย่างเดียว

เจี๊ยบ อมรัตน์ ชี้หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ!

ข้อความที่ “เจี๊ยบ อมรัตน์” โพสต์นั้น สรุปได้ว่าการทำหน้าที่โฆษกที่ดี ไม่ควรใช้การตอบโต้แบบเผ็ดร้อน หรือเน้นความสะใจ แต่ควรที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสื่อสารที่ดี ที่เน้นความถูกต้อง ชัดเจน และมีเหตุผล

ทำไมความเป็นมืออาชีพจึงสำคัญสำหรับโฆษก?

ความเป็นมืออาชีพของโฆษกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโฆษกเป็นตัวแทนขององค์กรหรือหน่วยงาน การสื่อสารของโฆษกจึงส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร หากโฆษกขาดความเป็นมืออาชีพ ใช้อารมณ์ หรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็จะส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว นอกจากนี้ หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ ยังรวมถึงการมีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การตอบคำถามที่ท้าทาย และการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรในทุกสถานการณ์

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความสุขุม รอบคอบ และความแม่นยำของข้อมูล การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการสร้างความขัดแย้งหรือความสะใจ หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ จริงๆ

  • ความสุขุมและรอบคอบในการสื่อสาร
  • ความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล
  • การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น
  • การรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

ความคิดเห็นของ “เจี๊ยบ อมรัตน์” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีความรับผิดชอบ และการคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติ การทำหน้าที่โฆษกจึงไม่ใช่เพียงแค่การแถลงข่าวหรือตอบคำถาม แต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การทำหน้าที่โฆษกที่ดีจึงต้องมีความเป็นมืออาชีพ มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – ‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ชี้หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ!

นครพนมจัดระเบียบสังคม พบนักท่องเที่ยวเสพยาบ้า!

นครพนมเดินหน้าจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มข้น! เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองจังหวัดนครพนม นำโดย พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม และ นายสมศักดิ์ บุญจันทร์ นายอำเภอเมืองนครพนม ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองนครพนม เมื่อคืนที่ผ่านมา ภายใต้ภารกิจหลักคือการ จัดระเบียบสังคมนครพนม และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจนครพนมตรวจค้นสถานบันเทิง

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงร้านดังกล่าว พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึง 300 คน กำลังใช้บริการอย่างสนุกสนาน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว สั่งให้หยุดการแสดงดนตรี และทำการปิดประตูทุกด้าน เพื่อทำการตรวจปัสสาวะของทั้งพนักงานและนักท่องเที่ยวทั้งหมดอย่างละเอียด ผลปรากฏว่าพบผู้ใช้บริการจำนวน 2 ราย คือ นายพีรพัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี และ นายนิทัศน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี มีสารเสพติด (ยาบ้า) ในร่างกาย

ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด

พ.ต.ท.พร้อมศักดิ์ รัตนดี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครพนม ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองรายยอมรับสารภาพว่าได้เสพยาบ้ามาจากบ้านก่อนที่จะเดินทางมาใช้บริการที่ร้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจพบการพกพาอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติม

ผู้ต้องหารับสารภาพ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” แก่ผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนที่จะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ผู้ต้องหาจะถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

นครพนมจัดระเบียบสังคม ตรวจผับร้านอาหาร พบนักท่องเที่ยวเสพยาบ้า

การปฏิบัติการ จัดระเบียบสังคมนครพนม ครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ต้องการสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

ผลกระทบจากการเสพยาบ้า และความสำคัญของการจัดระเบียบสังคมนครพนม

ยาบ้าเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรง มีผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เสพ การเสพยาบ้าอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม การทะเลาะวิวาท และปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น การ จัดระเบียบสังคมนครพนม และการปราบปรามยาเสพติด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

  • การจัดระเบียบสังคมช่วยลดปัญหาอาชญากรรม
  • การปราบปรามยาเสพติดช่วยลดจำนวนผู้เสพยาและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด
  • การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดช่วยให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการ จัดระเบียบสังคมนครพนม จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ โดยการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออาชญากรรมอื่นๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

ที่มา – นครพนมจัดระเบียบสังคม ตรวจผับร้านอาหาร พบนักท่องเที่ยวเสพยาบ้า

กสทช. แจง! เสาสัญญาณสุรินทร์ ลดสัญญาณกันแก๊งคอล

จากกรณีที่ กัน จอมพลัง ได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับเสาสัญญาณโทรศัพท์บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดทาง กสทช. ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการปรับลดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

แหล่งข่าวจาก กสทช. เปิดเผยว่า เสาสัญญาณที่เป็นประเด็นนั้นคือ สถานีฐานด่านพรหมแดนช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 3.5 กิโลเมตร และอยู่ในพื้นที่ศุลกากรช่องสะงำ โดยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายติดตั้งสถานีฐานในบริเวณนี้

การติดตั้งและใช้งานเสาสัญญาณดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของ กสทช. ที่กำหนดความสูงของเสาอากาศ (Antenna) ไม่เกิน 30 เมตรในรัศมีพื้นที่ชายแดน แม้ว่าเสาสัญญาณที่ตรวจสอบจะมีความสูงรวม 50 เมตร และติดตั้งอุปกรณ์ที่ความสูง 50 เมตร แต่ได้มีการปรับมุมเอียง (Tilt) ลง และใช้ระบบ Cell Radius Control เพื่อลดระยะครอบคลุมของสัญญาณให้เป็นไปตามข้อกำหนด

นอกจากนี้ ยังมีการร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ กสทช. อย่างต่อเนื่อง และในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความเสี่ยงด้านความมั่นคง กสทช. ได้สั่งให้ปลด Cell Radius เพื่อป้องกันการใช้งานสัญญาณในทางที่ผิดกฎหมาย

กสทช. ย้ำว่ามาตรการปรับลดสัญญาณในพื้นที่ชายแดนเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่ง กสทช. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติและร่วมตรวจสอบกับผู้ให้บริการอย่างเคร่งครัด จากการตรวจสอบกรณีนี้ พบว่าผู้ให้บริการได้ดำเนินการตามระเบียบครบถ้วน และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

กสทช. แจงกรณีเสาสัญญาณชายแดนสุรินทร์ ปรับลดสัญญาณตามมาตรการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงมาตรการนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมาลงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลายความสงสัยและสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินการของ กสทช. เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทำไมต้องปรับลดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดน?

เหตุผลหลักในการปรับลดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดนคือ การป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมักจะใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานในการปฏิบัติการหลอกลวงประชาชน การลดความครอบคลุมของสัญญาณจะทำให้การติดต่อสื่อสารของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปได้ยากขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

มาตรการปรับลดสัญญาณมีอะไรบ้าง?

  • การจำกัดความสูงของเสาอากาศ: กำหนดให้เสาอากาศในพื้นที่ชายแดนมีความสูงไม่เกิน 30 เมตร เพื่อลดระยะการแพร่กระจายของสัญญาณ
  • การปรับมุมเอียงของเสาอากาศ: ปรับมุมเอียงของเสาอากาศลง เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมพื้นที่น้อยลง
  • การใช้ระบบ Cell Radius Control: ควบคุมระยะครอบคลุมของสัญญาณให้เป็นไปตามที่กำหนด
  • การปลด Cell Radius: ในช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบหรือความเสี่ยงด้านความมั่นคง จะมีการสั่งให้ปลด Cell Radius เพื่อตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่นั้น

ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการปรับลดสัญญาณหรือไม่?

กสทช. ตระหนักดีว่าการปรับลดสัญญาณอาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานโทรศัพท์ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนบ้าง แต่ได้พยายามดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้กระทบต่อการใช้งานของประชาชนน้อยที่สุด โดยจะมีการปรับลดสัญญาณเฉพาะในพื้นที่ที่จำเป็น และมีการตรวจสอบและปรับปรุงการตั้งค่าสัญญาณอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ประชาชนยังคงสามารถใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กสทช. ยืนยันว่าจะดำเนินการกำกับดูแลและตรวจสอบการใช้คลื่นความถี่อย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ และจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการของ กสทช. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบต่อผู้ใช้งานบ้าง แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – “กสทช.”  แจงกรณีเสาสัญญาณชายแดนสุรินทร์ ปรับลดสัญญาณตามมาตรการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดเก่า! ไทยทำตามมติจีบีซี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ถึงท่าทีของกัมพูชาต่อกรณีทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน

สำนักงานกัมพูชาว่าด้วยการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือเหยื่อ (ซีเอ็มเอเอ) ได้ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากกระทรวงการต่างประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ระบุว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยกัมพูชายืนยันว่าตนเองเป็นภาคีที่เคร่งครัดของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกัมพูชาให้สัตยาบันเมื่อปี 2542

ซีเอ็มเอเอยังเน้นย้ำถึงความสำเร็จของกัมพูชาในด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้มากกว่า 1 ล้านลูก และวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากสงครามเกือบ 3 ล้านชิ้น ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก และฟื้นฟูพื้นที่ให้แก่ชุมชน

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการและโปร่งใสเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ดังนั้น หากยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน การแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณะจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานอาจบั่นทอนบรรยากาศความร่วมมือที่สร้างขึ้นภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง และยังอาจกระทบต่อความไว้วางใจซึ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาอย่างสร้างสรรค์

กัมพูชาแสดงความหวังว่า ประเทศไทยจะเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (จีบีซี) สมัยวิสามัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่สอง ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังทหารในปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม รวมถึงการลาดตระเวนเข้าไปใกล้จุดวางกำลังของอีกฝ่าย

กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิด “เป็นของเก่า” เรียกร้องไทยทำตามมติจีบีซี

ประเด็นสำคัญที่กัมพูชาย้ำคือ ทุ่นระเบิดที่พบเป็นของเก่า ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่เพิ่งวางใหม่ การออกมาตอบโต้ของกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล และยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ทำไมกัมพูชาถึงเน้นย้ำเรื่องทุ่นระเบิดเก่า?

การเน้นย้ำว่ากัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดเป็นของเก่า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หากยอมรับว่ามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ การที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยทำตามมติจีบีซี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาและการตอบโต้กันไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย อาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งไทยและกัมพูชาจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ชายแดนจะปลอดภัยสำหรับทุกคน

การที่กัมพูชายืนยันว่า กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดที่พบเป็นของเก่า และเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามมติจีบีซี เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี แต่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ล่าสุดนี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการสื่อสารอย่างเปิดเผยระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและการรักษาความสงบตามแนวชายแดน จำเป็นต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจและความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิด “เป็นของเก่า” เรียกร้องไทยทำตามมติจีบีซี

Calvin Harris ร่วมงาน Creamfields Asia 2025

เทศกาลดนตรี Electronics ระดับโลก “Creamfields Asia 2025” ชวนดีเจตัวท็อปแห่งวงการ ‘Calvin Harris’ (แคลวิน แฮร์ริส) นำทัพไลน์อัปแรก เตรียมพร้อมกับโชว์สุดยิ่งใหญ่ที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-10 เมืองทองธานี ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 13-14 ธันวาคมนี้ จัดโดยไลฟ์ เนชั่น เทโร ร่วมด้วย ยูทีเอ เวนเจอร์ และ ไลฟ์ เนชั่น อิเล็คโทรนิกส์ เอเชีย

เตรียมตัวให้พร้อม! เพราะ Calvin Harris จะมาเขย่าเวที Creamfields Asia 2025 อย่างแน่นอน! ใครที่เป็นแฟนเพลง EDM ห้ามพลาดเด็ดขาดกับสุดยอดดีเจระดับโลกที่จะมาสร้างความมันส์แบบจัดเต็ม

Calvin Harris ดีเจ นักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์เแถวหน้าผู้รันวงการเพลงอิเล็คโทรนิกส์มานานกว่า 20 ปี เจ้าของผลงานเพลงที่มียอดสตรีมรวมมากกว่า 3 หมื่นล้านวิว และพ่วงดีกรีไลน์อัปของเทศกาลดนตรี EDM อย่าง Creamfields ที่จัดขึ้นในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2552 เตรียมเสิร์ฟโชว์สุดมันส์ระดับตำนานพร้อมโชว์เพลงใหม่ “Free” และ “Miracle” จากอัลบั้ม “96 Months” นอกจากนี้ เตรียมพบกับกองทัพไลน์อัปที่จะมาครองพื้นที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์อีกกว่า 50 ศิลปิน บน 4 สเตจใหญ่ โปรดักชั่นอลังการที่จะทำให้แฟน ๆ ดื่มด่ำกับดนตรี Electronics และบรรยากาศสุดฟินที่คนรัก EDM ไม่ควรพลาด 13-14 ธันวาคม 2568 ที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-10 เมืองทองธานี หรือติดตามได้ทาง ไลฟ์เนชั่นเทโรเลยจ้า

Calvin Harris Creamfields Asia 2025

Calvin Harris ประกาศจอยไลน์อัปแรก Creamfields Asia 2025

Creamfields Asia เป็นเทศกาลดนตรี Electronic ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการได้ Calvin Harris มาร่วมงานในปี 2025 นี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดนตรี EDM ของเทศกาลนี้

ทำไมต้องไป Creamfields Asia 2025 ที่มี Calvin Harris?

  • พบกับ Calvin Harris ดีเจระดับโลก
  • ไลน์อัปศิลปิน EDM กว่า 50 ศิลปิน
  • 4 สเตจสุดอลังการ
  • โปรดักชั่น แสง สี เสียง จัดเต็ม
  • ประสบการณ์ดนตรี EDM ที่คุณจะไม่มีวันลืม

เทศกาล Creamfields Asia 2025 ที่กำลังจะมี Calvin Harris นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลดนตรี แต่มันคือประสบการณ์ทางดนตรีที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนานแสนนาน เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสความมันส์ระดับโลกไปด้วยกัน!

อย่ารอช้า! รีบจองบัตร Creamfields Asia 2025 แล้วเตรียมตัวไปสนุกกับ Calvin Harris และศิลปิน EDM อีกมากมายที่จะทำให้คุณเต้นไม่หยุดตลอดทั้งคืน!

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – “Calvin Harris” ประกาศจอยไลน์อัปแรก เทศกาลดนตรี Electronics ระดับโลก Creamfields Asia 2025

ซุปเปอร์เล็ก ช่วย “ธานท์ ซิน” อนาคตไกล

“ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9” เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) และผู้ท้าชิงอันดับ 5 ของแรงกิง ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) ชื่นชมความตั้งใจในการฝึกซ้อมของ “ธานท์ ซิน” นักสู้สายแข็ง วัย 20 ปี จากเมียนมา ซึ่งมาเก็บตัวที่ค่ายมวย “ซุปเปอร์เล็ก มวยไทยยิม” ของตน เพื่อเตรียมทำศึกพบกับ “กิ่งซางเล็ก ว.คำชำนาญ” ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) ในฐานะคู่รองศึก ONE ลุมพินี 120 วันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้ เริ่มคู่แรก 19.30 น.

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ซุปเปอร์เล็ก” ให้การต้อนรับ “ธานท์ ซิน” พร้อมทีมงานซึ่งมาเก็บตัวอยู่ที่ค่ายของตนอย่างอบอุ่น โดยเผยถึงการฝึกซ้อมให้กับลูกศิษย์เฉพาะกิจรายนี้ด้วย

“ธานท์ ซิน เลือกมาซ้อมที่นี่ เพราะเขามีความชื่นชอบในตัวผมและอยากมีโอกาสได้ฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิดด้วย เขาเป็นนักมวยที่แข็งแกร่ง แต่เพราะเขาอายุยังน้อยเลยยังขาดประสบการณ์อยู่ ผมได้แนะนำเทคนิคการชกให้ไปพอสมควร เมื่อเขาเลือกมาซ้อมกับผมแล้ว ก็อยากให้เขาได้วิชากลับไปมากที่สุดครับ”

ซุปเปอร์เล็ก ช่วย “ธานท์ ซิน” อนาคตไกล

ส่วนมุมมองต่อไฟต์ที่ “ธานท์ ซิน” จะปะทะฝีมือกับ “กิ่งซางเล็ก” นั้น “ซุปเปอร์เล็ก” มองว่าเป็นเกมการต่อสู้ที่สนุกดุเดือดแน่นอน พร้อมโปรยยาหอมว่า “ธานท์ ซิน” มีอนาคตที่สดใสรออยู่

“ผมมองว่าคู่นี้สู้กันไม่ครบยกแน่นอน เนื่องจากทั้ง ธานท์ ซิน และ กิ่งซางเล็ก ต่างมีอาวุธหนักทั้งคู่ น่าติดตามว่าใครจะพลาดให้ใครก่อน แม้ ธานท์ ซิน ดูเป็นรองทุกกระบวนท่า แต่ถ้า กิ่งซางเล็ก พลาด ก็มีสิทธิ์โดนเล่นงานได้เหมือนกัน ถือเป็นอีกหนึ่งคู่มวยที่น่าดูมาก ต้องติดตามชมครับ”

“ธานท์ ซิน เป็นนักสู้ที่มีความพยายามสูงมาก ผมอยากให้เขาประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ เขาต้องดูแลพี่ชายที่มีปัญหาด้านสายตา ซึ่งผมเชื่อว่าตรงนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญที่จะทำให้เขาพัฒนาฝีมือขึ้นได้อีกมากครับ” 

ส่วนทาง “ซุปเปอร์เล็ก” กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกายเตรียมสภาพความพร้อมก่อนขึ้นชกเช่นกัน โดยเตรียมข้ามฟ้าไปเผชิญหน้ากับ “ยูกิ โยซะ” ซุปเปอร์สตาร์นักสู้แดนซามูไร ภายใต้กติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต ในศึกยิ่งใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ONE 173 ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. 68 ณ สนาม อาริอาเกะ อารีนา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แฟนกีฬาชาวไทยเตรียมส่งแรงใจไปเชียร์กันได้เลย!  

สำหรับศึก ONE ลุมพินี 120 แฟนกีฬาชาวไทยสามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง THAI TICKET MAJOR คู่แรกเริ่มเวลา 19.30 น. รับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เริ่ม 20.30 น. ขณะที่ศึก ONE 173 จองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง ONEFC.com/one173/ รวมทั้งติดตามข่าวสารอัปเดตของทั้ง 2 ศึกนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com และอินสตาแกรม ONEChampTh  และ TikTok ONEChampTH

มองอนาคต “ธานท์ ซิน” กับซุปเปอร์เล็ก

การที่ซุปเปอร์เล็กให้ความช่วยเหลือธานท์ ซิน ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักกีฬารุ่นใหม่ การได้เรียนรู้จากแชมป์โลกย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ “ธานท์ ซิน” พัฒนาฝีมือและก้าวหน้าในเส้นทางนักมวยอาชีพได้อีกมาก การถ่ายทอดวิชาและความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้ จะช่วยยกระดับวงการมวยไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ที่มา – “ซุปเปอร์เล็ก” ช่วยถ่ายทอดวิชาให้ “ธานท์ ซิน” มั่นใจอนาคตก้าวไกล

ตุรกีร้อนสุด! กรกฎาคมทำสถิติในรอบ 55 ปี

ตุรกีเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนทำลายสถิติ อุณหภูมิในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสูงที่สุดในรอบ 55 ปีของประเทศ สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมตุรกีระบุบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศ 66 แห่ง จากทั้งหมด 220 แห่งของประเทศ แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.9 องศาเซลเซียสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม นี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบนิเวศอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ตุรกีต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกได้คือ 50.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในเมืองซิโลปี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ห่างจากชายแดนติดกับอิรักและซีเรียประมาณ 10 กิโลเมตร ตัวเลขดังกล่าวทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศที่ 49.5 องศาเซลเซียส ซึ่งทางการตุรกีบันทึกได้เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ในจังหวัดเอสกิเชเฮียร์ ทางตะวันตกของประเทศ

ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ร้อนที่สุดในรอบ 55 ปี

อนึ่ง ตุรกีเผชิญกับอากาศร้อนระอุต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ พร้อมกับไฟป่าหลายจุด ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 14 รายเมื่อเดือนที่แล้ว จากการต่อสู้กับไฟป่าในภาคตะวันตกของประเทศ อีกทั้งคลื่นความร้อนยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่

ผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในตุรกี

  • สุขภาพ: ความร้อนจัดอาจทำให้เกิดโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • เกษตรกรรม: อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการขาดแคลนน้ำอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลและปศุสัตว์
  • สิ่งแวดล้อม: ไฟป่าและการขาดแคลนน้ำเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

รัฐบาลตุรกีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนและไฟป่า การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดน้ำ และการวางแผนระยะยาวเพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การที่ ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบ 55 ปี เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ไม่เพียงแต่ในตุรกีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วโลก การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลงทุนในพลังงานสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและรักษาสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลัง

การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการปรับตัวของภาคเกษตรกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ตุรกีจำเป็นต้องพัฒนาระบบชลประทานที่ทันสมัยและสนับสนุนเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีและวิธีการที่ช่วยลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

ในขณะที่ ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น การประหยัดพลังงาน การลดการใช้พลาสติก และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่มา – ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ร้อนที่สุดในรอบ 55 ปีของประเทศ

รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. เพิ่งพ้นโทษ!

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมกำลังชุดสืบสวน จับกุม นายบุญมี หรือ กบ บ้านสะอาด ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล จ.ขอนแก่น ขณะนั่งอยู่ที่ บขส.3 ขอนแก่น หลังก่อเหตุตระเวนโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในเขต จ.ขอนแก่นและเตรียมการที่จะโจรกรรมรถอีกครั้ง

พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายหลายรายว่ารถจักรยานยนต์ถูกคนร้ายขโมยรถไปจากพื้นที่จอดรถของจุดบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น บขส.3 และสถานีรถไฟ จึงได้ลงพื้นที่สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน จากเหตุที่ถูกโจรกรรม คันแรก รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ทะเบียนกรุงเทพฯ ที่ลานจอดจักรยานยนต์ บขส.3 คันต่อมาคือรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ดรีม ทะเบียน ขอนแก่น ที่ลานจอดจักรยานยนต์ บขส.3 และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ทะเบียน ขอนแก่น ที่ลานจอดจักรยานยนต์ สถานีรถไฟ

จากการสืบสวนและตรวจสอบกล้องวงจรปิดหลายร้อยชั่วโมง พบว่าคนร้ายเป็นบุคคลเดียวกัน มีแผนประทุษกรรมลักษณะเดียวกันทั้ง 3 คดี ซึ่งจากการสืบสวนเชื่อว่าคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายบุญมี หรือฉายา กบ บ้านสะอาด จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบว่านายบุญมี เคยถูกจับคดีลักทรัพย์เมื่อปี 2566 เพิ่งพ้นโทษเมื่อ 24 ก.ค. 2568ที่ผ่านมา”

ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวพบว่านายบุญมี กลับเข้ามาในพื้นที่ จึงได้ออกสืบสวนติดตามและพบตัวอยู่ที่ บขส.3 จึงควบคุมตัวมาสอบสวน ที่ สภ.เมืองขอนแก่น

จากการสอบสวน นายบุญมี รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ทั้ง 3 คดี และนำพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจยึดรถที่ซุกซ่อนไว้ คืนให้กับผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว และตั้งข้อกล่าวหาว่าลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อบริการสาธารณะ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. เพิ่งพ้นโทษ!

ไทม์ไลน์การจับกุม “กบ บ้านสะอาด”

คดี รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. รายนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่เพิ่งพ้นโทษและหวนกลับมากระทำผิดซ้ำ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะนำพาตัวเองกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้ง แต่ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นในสังคมอีกด้วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องราวของ รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้เพิ่งพ้นโทษมาได้ไม่นานก็กลับมาก่อเหตุซ้ำ ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขและฟื้นฟูผู้กระทำผิดในปัจจุบัน

บทสรุปคดี “กบ บ้านสะอาด” และข้อคิดที่ได้

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้กระทำผิดหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรม

หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรม หรือพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ที่มา – รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. เผยสุดแสบเพิ่งพ้นโทษออกคุกไม่ถึงเดือน

เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งเขาพระวิหาร โดยเฉพาะพื้นที่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังชาวบ้านทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา ภายหลังต้องอพยพออกจากพื้นที่กว่า 2 สัปดาห์ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตามแม้หลายคนจะกลับบ้านด้วยความคิดถึงและหวังจะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่บางครอบครัวกลับต้องเผชิญกับความสูญเสีย เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ อย่างน่าเศร้า

เช่นเดียวกับ นายกุลนที ใจเครือ อายุ 45 ปี ที่เดินทางกลับมาตรวจสอบบ้าน ซึ่งได้รับความเสียหายหนักจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชา จนเหลือแต่ซาก

นายกุลนที เล่าว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะตนอยู่ในสวนยางพารา ได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหลายนัด จึงรีบออกจากสวนเพื่อพาครอบครัวอพยพไปยังที่ปลอดภัย โดยเริ่มต้นที่บ้านเอื้ออาทรในตัว อ.กันทรลักษ์ แต่เนื่องจากวิถีกระสุนระยะไกลได้ครอบคลุมพื้นที่กว้าง จึงต้องย้ายไปอยู่ในจุดอพยพที่ห่างออกไปอีก

นายกุลนที เล่าต่อว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของน้าตน ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตนจึงเข้ามาตรวจสอบสภาพบ้านแทน พบว่าทั้งโครงสร้างไม้และปูนได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ประตู หน้าต่าง กระจก และหลังคาถูกกระสุนถล่มจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เบื้องต้นคาดว่าอาจต้องทุบทิ้งและสร้างใหม่ทั้งหมด

“บ้านหลังนี้มีอายุกว่า 40 ปี เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ มาสู่รุ่นพ่อและรุ่นลูก เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว การต้องเห็นบ้านในสภาพนี้ เป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับได้” นายกุลนที กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ

ทั้งนี้ กล้องวงจรปิดจากบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงได้บันทึกภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 24 ก.ค. ภาพแสดงให้เห็นว่าหลังจากรถอีแต๋นขับผ่านจุดเกิดเหตุไปเพียงไม่กี่วินาที กระสุนก็พุ่งตกใส่บ้านที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง.

เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ

เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนในพื้นที่ หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือ เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงและเต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว กลับกลายเป็นเพียงเศษซากที่แสดงถึงความสูญเสียและความเจ็บปวด

ผลกระทบจากเหตุการณ์จรวดถล่ม

เหตุการณ์ เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงตัวบ้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของเจ้าของบ้านและคนในครอบครัวอย่างมาก การที่ต้องเห็นบ้านที่ตนเองรักและผูกพันมาตั้งแต่เด็กถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา เป็นสิ่งที่ยากจะทำใจยอมรับได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เนื่องจากต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสภาพที่ยากลำบาก

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือนถูกทำลาย, ข้าวของเครื่องใช้เสียหาย
  • ผลกระทบทางจิตใจ: ความเครียด, ความวิตกกังวล, ความเศร้าโศก
  • ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต: การพลัดพรากจากที่อยู่อาศัย, การขาดแคลนสิ่งของจำเป็น

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความช่วยเหลือและการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

การสูญเสียบ้านไม่ใช่แค่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่เป็นการสูญเสียความทรงจำ ความอบอุ่น และความมั่นคงในชีวิต เราหวังว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว และขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้

ที่มา – เปิดภาพความเสียหายบ้านของคนไทย ถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับเหลือแต่ซาก