ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชาวเน็ตถกสนั่น! บุพเพสันนิวาส รีเมค จริงหรือ?

กลายเป็นละครที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คนไปแล้ว สำหรับ บุพเพสันนิวาส ละครสุดปังจากบรอดคาซท์ ไทยเทเลวิชั่น ของผู้จัดคนเก่ง หน่อง อรุโณชา ที่ไม่ว่าจะนำกลับมารีรันกี่ครั้งก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

แต่ล่าสุด! ทำเอาแฟนๆ ละครถึงกับฮือฮา เมื่อเจ้าของบทประพันธ์ชื่อดังอย่าง รอมแพง ได้ออกมาโพสต์ภาพลิขสิทธิ์พร้อมข้อความว่า “เซ็นสัญญาแล้วจ้าาาวันนี้ บุพเพสันนิวาส (Remake)” งานนี้ชาวเน็ตแห่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย หลายคนบอกว่าเวอร์ชั่นเดิมนั้นดีมากๆ และนักแสดงอย่าง โป๊ป ธนวรรธน์ และ เบลล่า ราณี ก็ถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนไม่อยากให้มีการรีเมคเกิดขึ้น

ความคิดเห็นจากชาวเน็ตบางส่วน เช่น:

  • “ถ้าต่างประเทศเห็นด้วยค่ะ แต่ถ้าที่ไทยน่าจะปล่อยให้ขึ้นหิ้งไปเลยนะคะ บุพเพสันนิวาสจบแบบสวยงามที่สุดแล้ว”
  • “หรือถ้าอยากรีเมคจริงควรปล่อยให้ผ่านระยะเวลาให้นานกว่านี้หน่อย พระนางภาคเดิมยังไม่แก่กันเลย ยังเป็นระดับพระเอกนางเอกกันอยู่เลย แล้วโป๊ปกับเบลล่าตอนนี้ก็ยังเป็นโลโก้พี่หมื่นกับแม่นายของคนไทย คนไม่น่าลบภาพง่ายๆ”
  • “แต่เวอร์ชั่นเดิมก็ทำตามบทประพันธ์เยอะอยู่ ว่าแต่จะรีเมคแล้วเหรอ”
  • “ขอแบบในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 ได้ไหมคะ เพราะเป็นยุคสมัยที่น่าสนใจ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก”
  • “ยินดีด้วยนะคะ…ให้สมกับความทุ่มเท ผลิดอกออกผลไปเรื่อยๆ เลยนะคะ”

ชาวเน็ตแห่ถกสนั่น “บุพเพสันนิวาส” จะรีเมคใหม่

การตัดสินใจรีเมคละคร บุพเพสันนิวาส ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะเวอร์ชั่นเดิมนั้นประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม การที่จะสร้างสรรค์เวอร์ชั่นใหม่ให้ดีกว่าหรือเทียบเท่าได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

ทำไม “บุพเพสันนิวาส” เวอร์ชั่นเดิมถึงได้รับความนิยม?

ปัจจัยที่ทำให้ละคร บุพเพสันนิวาส เวอร์ชั่นเดิมประสบความสำเร็จมาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นบทโทรทัศน์ที่สนุกสนาน นักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม โปรดักชั่นที่พิถีพิถัน และการสอดแทรกประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ละครเรื่องนี้ถูกใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เวอร์ชั่นรีเมคจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้เหมือนเดิมหรือไม่? จะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้นหรือไม่? และใครจะมารับบทเป็นพี่หมื่นและแม่นาย?

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า บุพเพสันนิวาส เวอร์ชั่นรีเมคจะออกมาในรูปแบบไหน และจะสามารถครองใจผู้ชมได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ การประกาศรีเมคในครั้งนี้ ได้สร้างกระแสและความสนใจให้กับละครเรื่องนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

สำหรับแฟนๆ ที่ยังคงคิดถึงพี่หมื่นและแม่นาย สามารถกลับไปชม บุพเพสันนิวาส เวอร์ชั่นเดิมได้ทางออนไลน์ หรือรอติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเวอร์ชั่นรีเมคที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ชาวเน็ตแห่ถกสนั่น “รอมแพง” แจ้งละคร “บุพเพสันนิวาส” จะรีเมคใหม่ ทำโซเชียลร้อนแรงทันที

“เจ้าบูม” คว้าแชมป์เทนนิส ที่สิงคโปร์

ขอแสดงความยินดีกับ “เจ้าบูม” กษิดิศ สำเร็จ นักเทนนิสไทย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ คว้าแชมป์ชายเดี่ยวและรองแชมป์ชายคู่ ในศึกเทนนิสอาชีพ ที่สิงคโปร์ รายการ “เอ็ม15 สิงคโปร์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (I) 2025”

ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “เอ็ม15 สิงคโปร์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (I) 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,800 บาท ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ในประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ ปรากฏว่า “บูม” กษิดิศ สำเร็จ มือ 421 ของโลก และมือวางอันดับ 1 ของรายการ สามารถเอาชนะ โซระ ฟูกูดะ จากญี่ปุ่น มือ 882 ของโลก ไปได้ 2-1 เซต ด้วยสกอร์ 6-1, 5-7, 6-2 ส่งผลให้ “เจ้าบูม” คว้าแชมป์ชายเดี่ยว ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

นับเป็นการคว้าแชมป์ชายเดี่ยวรายการที่ 5 ในการแข่งขันระดับอาชีพของกษิดิศ และยังเป็นแชมป์แรกของปีนี้อีกด้วย จากการคว้าแชมป์ครั้งนี้ กษิดิศได้รับเงินรางวัลประมาณ 70,243 บาท

กษิดิศ สำเร็จ คว้าแชมป์เทนนิสที่สิงคโปร์

“เจ้าบูม” คว้าแชมป์ชายเดี่ยว พ่วงรองแชมป์ชายคู่ ศึกเทนนิสอาชีพ ที่สิงคโปร์

นอกจากความสำเร็จในประเภทชายเดี่ยวแล้ว “เจ้าบูม” ยังสร้างผลงานที่น่าประทับใจในประเภทชายคู่ด้วย โดยจับคู่กับ ยุทธนา เจริญผล สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งจากญี่ปุ่น โซระ ฟูกูดะ กับ ยูเฮ โคโนะ ด้วยสกอร์ 0-2 เซต 6-7 (2-7), 6-7 (1-7) ทำให้ “เจ้าบูม” และยุทธนา คว้าตำแหน่งรองแชมป์ประเภทชายคู่ไปครอง

ถึงแม้ว่าจะพลาดแชมป์ชายคู่ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ผลงานโดยรวมของ “เจ้าบูม” ในการแข่งขันครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก การคว้าแชมป์ชายเดี่ยวและรองแชมป์ชายคู่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่หลากหลายของนักเทนนิสไทยรายนี้

สรุปผลงาน “เจ้าบูม” ในศึกเทนนิสสิงคโปร์

  • แชมป์ชายเดี่ยว: กษิดิศ สำเร็จ
  • รองแชมป์ชายคู่: กษิดิศ สำเร็จ และ ยุทธนา เจริญผล

การแข่งขันเทนนิสอาชีพที่สิงคโปร์ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในเส้นทางนักเทนนิสอาชีพของ “เจ้าบูม” กษิดิศ สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น พัฒนา และความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แฟนเทนนิสชาวไทยต่างส่งกำลังใจและเฝ้ารอชมผลงานของ “เจ้าบูม” ในการแข่งขันรายการต่อไป

หวังว่า “เจ้าบูม” จะรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีและพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในวงการเทนนิสระดับนานาชาติ

ขอเป็นกำลังใจให้ “เจ้าบูม” ประสบความสำเร็จในการแข่งขันในอนาคต และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเทนนิสรุ่นใหม่ของไทย

ที่มา – “เจ้าบูม” คว้าแชมป์ชายเดี่ยว พ่วงรองแชมป์ชายคู่ ศึกเทนนิสอาชีพ ที่สิงคโปร์

ผงะ! **ระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้น** โชคดีไม่บึ้ม

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.68 ร.ต.อ.พสิษฐ์ เถาวัลยา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เชียงคำ จ.พะเยา รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่บ้านดอนลาว ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา พบวัตถุระเบิด เป็นระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้น รุ่น MK2 ตกอยู่ตรงฝายน้ำล้นที่สร้างใหม่ภายในหมู่บ้านได้ไม่นาน

ทั้งนี้ได้มีการแจ้งไปยังนายธวัช จรัสวรภัทร นายอำเภอเชียงคำ แล้วและทางนายอำเภอเชียงคำได้สั่งการให้นายรุ่งทวี แก้วคำปา ปลัดอำเภอพร้อมกำลัง อส.อ.เชียงคำ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ทันที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงคำ ได้กั้นพื้นที่มาวางแนวเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่อันตรายโดยเด็ดขาด

นายรุ่งทวี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดมือขว้าง ชนิด MK2 ซึ่งสภาพถูกสนิมกัดกินเป็นเวลานานลักษณะส่วนใหญ่ตัวสลักหลุดไปแล้วแต่กระเดื่องไม่ทำงานคาดว่าน่าจะจมน้ำมานาน ทั้งนี้ผู้พบเห็นคนแรกเป็นชาวบ้านที่รับจ้างทำฝายใกล้บริเวณดังกล่าว สำหรับระบิดลูกนี้ตนคาดว่าน่าจะมีผู้ไม่หวังดีนำระเบิดมาเตรียมจะทำอะไรสักอย่างในพื้นที่ แต่คงกลัวความผิดจึงได้นำระเบิดลูกนี้โยนลงน้ำจนเกิดน้ำป่าพัดพามาอยู่ที่ตรงนี้และเชื่อว่าระเบิดลูกดังกล่าวอายุการใช้งานน่าจะไม่ต่ำกว่า 1 ปี และการแช่น้ำไว้นานจนทำให้เกิดสนิมกิน โชคดีที่ระเบิดลูกดังกล่าวไม่ระเบิดขึ้นมาจนทำให้ชาวบ้านได้รับอันตรายในเรื่องทีเกิดขึ้นด้วย

ร.ต.อ.พสิษฐ์ กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ได้ประสานไปยังหน่วย EOD นปพ.จ.พะเยา เข้ามาเก็บกู้วัตถุระเบิดดังกล่าว และจะนำไปทำลายกันต่อไป ส่วนระเบิดเป็นของใครนั้นคงหาตัวลำบาก เพราะอายุระเบิดคาดว่าน่าจะนานไม่ต่ำกว่า 1 ปี อย่างแน่นอน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบแล้วว่าระเบิดลูกดังกล่าวไม่ทำงาน ถือว่าโชคดีที่ไม่ทำอันตรายต่อชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณนี้อีกด้วย

ระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้น

เหตุการณ์ระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้นที่เชียงคำนี้ สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน มิเช่นนั้นอาจเกิดความสูญเสียขึ้นได้

รายละเอียดเหตุการณ์พบระเบิดมือปริศนา

จากรายงานทราบว่า ระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้น เป็นระเบิดชนิด MK2 สภาพเก่า สนิมกิน คาดว่าถูกทิ้งไว้นานกว่า 1 ปี เจ้าหน้าที่ EOD ได้เข้าเก็บกู้และนำไปทำลายแล้ว

  • ระเบิดชนิด MK2
  • สภาพเก่า มีสนิมกิน
  • สลักและกระเดื่องชำรุด
  • คาดว่าถูกทิ้งไว้นาน 1 ปี

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนหาเจ้าของระเบิดต่อไป แต่เนื่องจากสภาพระเบิดเก่ามาก การติดตามตัวผู้กระทำผิดอาจเป็นไปได้ยาก

ทำไมต้องระมัดระวังเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย?

การพบวัตถุต้องสงสัย เช่น ระเบิด หรือวัตถุคล้ายระเบิด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ห้ามเคลื่อนย้ายหรือสัมผัสวัตถุนั้นโดยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  • ห้ามเคลื่อนย้าย
  • ห้ามสัมผัส
  • กันพื้นที่
  • สังเกตลักษณะวัตถุ

การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

เหตุการณ์ระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้นครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ให้เราทุกคนตระหนักถึงอันตรายของวัตถุระเบิด และความสำคัญของการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย เพื่อความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เตือนใจให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังและสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ หากพบสิ่งผิดปกติหรือวัตถุต้องสงสัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ระทึก! ระเบิดมือปริศนาโผล่ฝายน้ำล้นสร้างใหม่ โชคดีไม่บึ้มคาดถูกทิ้งมานานปี

“ธนาคาร” สุดฮอตคว้าแชมป์ศึกสองล้อประเทศไทย

ศึกจักรยานประเภทถนนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ภูมิพล” และศึกจักรยานประเภทเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 สนามที่ 5 (สนามสุดท้าย) ที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 10 ส.ค.68 มีพิธีเปิดการแข่งขันประเภทถนน รายการโรดเรซ ณ ลานสิริชล เขื่อนภูมิพล โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ

ส่วนผลการแข่งขันประเภทถนน สนามที่ 5 ที่น่าสนใจ มีดังนี้ รุ่นประชาชนหญิง (67.4 กม.) ที่ 1 ศุภักษร นันตะนะ เวลา 1.51.36 ชม. นักปั่นทีมชาติไทย ชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 33, ที่ 2 จันทร์เพ็ง นนทะสิน เวลา 1.51.36 ชม., ที่ 3 เพชรดารินทร์ สมราช เวลา 1.51.37 ชม. แชมป์ประเทศไทยเป็นของ จันทร์เพ็ง นนทะสิน ด้วยคะแนนรวม 93 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ

รุ่นประชาชนชาย (110 กม.) ที่ 1 ธนาคาร ไชยยาสมบัติ นักปั่นทีมชาติไทย ชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เวลา 2.28.33 ชม., ที่ 2 อริยะ พูนสวัสดิ์ เวลา 2.28.40 ชม., ที่ 3 ตุลธร โสสลาม เวลา 2.28.54 ชม. แชมป์ประเทศไทยเป็นของ ณัฐพล จำชาติ คะแนนรวม 94 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ

รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีหญิง (67.4 กม.) ที่ 1 นภัสวรรณ แก้วทิพย์ เวลา 2.01.11 ชม., ที่ 2 ณัฐชา สงเคน เวลา 2.01.11 ชม., ที่ 3 พิทยาพร แซ่ตั๋น เวลา 2.01.11 ชม. แชมป์ประเทศไทย เป็นของ ณัฐชา สงเคน ด้วยคะแนนรวม 116 คะแนน

รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีชาย (67.4 กม.) ที่ 1 ณัฐวัตร มังกรวงษ์ เวลา 2.29.23 ชม., ที่ 2 อภิสิทธิ์ สุพรรณ์ เวลา 2.29.33 ชม., ที่ 3 ภูริเดช อินทะผิว เวลา 2.30.01 ชม. แชมป์ประเทศไทย เป็นของ อภิสิทธิ์ สุพรรณ์ ด้วยคะแนนรวม 96 คะแนน

รุ่นเยาวชนชาย (67.4 กม.) ที่ 1 ธนภัทร สกุลแตร เวลา 1.38.25 ชม. พร้อมกับคว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 100 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ ส่วนผลการแข่งขันทั้งหมดติดตามได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th

ส่วนรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม ประเภทถนน ประจำปี 2568 ได้รับถ้วยเกียรติยศ ปรีดา จุลละมณฑล นักกีฬายอดเยี่ยมชาย ได้แก่ พีระพล ชาวเชียงขวาง, นักกีฬายอดเยี่ยมหญิง ได้แก่ เพชรดารินทร์ สมราช, ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม ได้รับถ้วยเกียรติยศ เสรี ไตรรัตน์ ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมชาย ได้แก่ พ.อ.อ.ภุชงค์ ซ้ายอุดมศิลป์, ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมหญิง ได้แก่ พ.อ.อ.วิสุทธิ์ กสิยะพัท

ทางด้านประเภทเสือภูเขา รายการครอสคันทรี อีลิมิเนเตอร์ ภายในเขื่อนภูมิพล มีผลรุ่นที่น่าสนใจดังนี้ รุ่นเยาวชนชาย (17-18 ปีชาย) ที่ 1 พงศ์พีระ พงษ์อายุกูล นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทย คว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 118 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ, รุ่นประชาชนชาย ที่ 1 วัชรกรณ์ อ่อนธุรี คว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 116 คะแนน

พล.อ.เดชา เปิดเผยว่า ภาพรวมของการแข่งขันสนามที่ 5 สนามสุดท้าย มีนักปั่นเดินทางมาจากทั่วประเทศ เนื่องจากมีคะแนนคูณ 2 เท่า นักกีฬาที่มีคะแนนตามหลังผู้นำไม่มากนักก็มีโอกาสที่จะได้แชมป์ประเทศไทย นอกจากนี้บรรยากาศของเขื่อนภูมิพล หรือ “เขื่อนของพ่อ” ก็มีความสวยงาม เส้นทางแข่งขันก็ท้าทายมีปั่นขึ้นสันเขื่อน ขึ้นเขาลงเขา ส่วนเส้นทางแข่งขันดาวน์ฮิลที่มีการเปิดเส้นทางใหม่นักกีฬาก็ชื่นชอบ

ส่วนผลการแข่งขันของนักกีฬาก็น่าพอใจ โดยเฉพาะนักกีฬาทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในการแข่งขันรายการไทม์ไทรอัลทั้ง เพชรดารินทร์ สมราช และ พีระพล ชาวเชียงขวาง ก็คว้าแชมป์ประเทศไทยมาครอง ซึ่งสนามที่ 5 นี้ทางสตาฟฟ์โค้ชจะพิจารณาตัดตัวนักกีฬาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บตัวระยะยาวอีก 3 เดือน ก่อนจะมีการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ต้องขอขอบคุณ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ดูแลเอาใจใส่และให้การสนับสนุนการแข่งขันเป็นอย่างดียิ่ง รวมถึง นายทรงภูมิ พงษ์กสิเทวินท์ ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล ในการอำนวยความสะดวกทุกด้าน เจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพลทุกท่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่พยาบาล และ กกท.จังหวัดตาก ที่มาปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันครั้งนี้ด้วยความตั้งใจ ทำให้การแข่งขันประสบผลสำเร็จลุล่วงด้วยดี

“สำหรับในปี 2569 สมาคมฯ ได้รับการยืนยันจากนายชูชีพ พงศ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ว่ายินดีรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันอีกแน่นอน โดยมีเขื่อนภูมิพล และ อบจ.ตาก ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งสมาคมฯ จะจัดโปรแกรมการแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 1 ประเดิมจัดที่เขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และปิดท้ายสนามที่ 5 ที่เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก” เสธ.หมึก กล่าว

“ธนาคาร” สุดฮอต “ศุภักษร” คว้าแชมป์ ปิดฉากศึกสองล้อประเทศไทย “พ่อเมืองตา” ติดใจ ปีหน้าจัดอีกแน่นอน

สรุปผลการเเข่งขันจักรยานประเภทถนนเเละเสือภูเขาชิงเเชมป์ประเทศไทยประจำปี 2568 โดย “ธนาคาร” ไชยยาสมบัติ เเละ ศุภักษร นันตะนะ คว้าเเชมป์ในรุ่นประชาชนชายเเละหญิงตามลำดับ การเเข่งขันปิดฉากลงอย่างสวยงามที่จังหวัดตาก พร้อมการยืนยันจากผู้ว่าราชการจังหวัดว่าจะมีการจัดงานนี้อีกเเน่นอนในปีหน้า

“ธนาคาร” คว้าแชมป์ประเทศไทย

จากผลการเเข่งขันที่ออกมานั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทย เเละความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานเเข่งขันกีฬาระดับประเทศเเละนานาชาติต่อไปในอนาคต

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในปีหน้า ติดตามข่าวสารและผลการแข่งขันจักรยานประเภทต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้

ที่มา – “ธนาคาร” สุดฮอต “ศุภักษร” คว้าแชมป์ ปิดฉากศึกสองล้อประเทศไทย “พ่อเมืองตา” ติดใจ ปีหน้าจัดอีกแน่นอน

ประชากรไต้หวัน 23 ล้านคน ลดต่อเนื่อง!

สถานการณ์น่ากังวล! จำนวนประชากรไต้หวันอยู่ที่ 23 ล้านคน ทำสถิติหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 แล้ว ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวันในระยะยาว มาเจาะลึกรายละเอียดไปพร้อมๆ กัน

ประชากรไต้หวันอยู่ที่ 23 ล้านคน กับสภาวะประชากรที่น่าจับตา

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงไทเป สาธารณรัฐจีน ว่าไต้หวันมีทารกเกิดใหม่ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ จำนวน 64,314 คน ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 9,984 คน โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม มีทารกเกิดใหม่เพียง 8,939 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1,485 คน ส่งผลให้อัตราการเกิดใหม่อย่างหยาบรายปีอยู่ที่ 4.51 คน ต่อประชากร 1,000 คน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์การเสียชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยที่น่าพิจารณา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไต้หวันมีผู้เสียชีวิต 16,846 ราย ซึ่งคิดเป็นอัตราการเสียชีวิตอย่างหยาบรายปีอยู่ที่ 8.5 ราย ต่อประชากร 1,000 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างจำนวนการเกิดและการเสียชีวิตที่กำลังเกิดขึ้น

ฐานข้อมูลการคาดการณ์ประชากรของเกาะไต้หวันระบุว่าจำนวนประชากรของไต้หวันเคยมีจำนวนสูงสุดที่ 23.6 ล้านคน เมื่อปี 2562 ก่อนที่จะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี แม้จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในปี 2566 แต่มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรทั้งหมดอาจต่ำกว่า ประชากรไต้หวันอยู่ที่ 23 ล้านคน ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากร

หลายปัจจัยอาจส่งผลต่อการลดลงของจำนวนประชากรไต้หวันอยู่ที่ 23 ล้านคนนี้ ได้แก่:

  • อัตราการเกิดต่ำ: ค่าครองชีพที่สูง การเลี้ยงดูบุตรที่ต้องใช้ทรัพยากรมาก และความกังวลเกี่ยวกับอนาคต อาจเป็นสาเหตุให่้คู่รักหลายคู่ตัดสินใจที่จะมีบุตรน้อยลง หรือไม่มีเลย
  • สังคมสูงวัย: อายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นและการเกิดที่ลดลง ส่งผลให้สัดส่วนของผู้สูงอายุในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การย้ายถิ่นฐาน: คนหนุ่มสาวจำนวนมากอาจเลือกที่จะย้ายไปทำงานหรือศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้จำนวนประชากรในประเทศลดลง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการลดลงของประชากรอาจรวมถึง ผลิตภาพแรงงานลดลง, ภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น, การขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลไต้หวันอาจต้องพิจารณามาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนทางการเงินแก่ครอบครัวที่มีบุตร, การปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคม, การส่งเสริมการจ้างงานของผู้สูงอายุ และการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ

สถานการณ์ ประชากรไต้หวันอยู่ที่ 23 ล้านคน และกำลังลดลงนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับไต้หวัน การแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในอนาคต

ที่มา – จำนวนประชากรไต้หวันอยู่ที่ 23 ล้านคน ทำสถิติหดตัวต่อเนื่อง 19 เดือน

โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง คว้าชัย TSS ที่มาเลเซีย

โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ (TOYOTA GAZOO Racing Thailand) สุดยอดทีมแข่งรถของไทย ภายใต้การสนับสนุนของ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สร้างผลงานกระหึ่มคว้าดับเบิลแชมป์ในการแข่งขัน “TSS The Super Series” ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย นำทีมโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ, มานัต กุละปาลานนท์ และ กรัณฑ์ ศุภพงษ์

ในการเเข่งขันรุ่น TSS Supercar GTM รถ TOYOTA GR Supra หมายเลข 24 ขับโดย ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ คว้าอันดับ 1 ในรุ่น Supercar GTM Am ได้ทั้ง 2 เรซอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถและความสามารถของนักขับ

นอกจากนี้ รถหมายเลข 9 ซึ่งขับโดย ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ ยังช่วยกันคว้าโพเดียมในรุ่น Supercar GTM Pro-AM ในอันดับที่ 2 สร้างความภาคภูมิใจให้กับทีม โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับรุ่น TSS Supercar GT4 รถ TOYOTA GR Supra GT4 หมายเลข 19 ภายใต้การขับของ สุทธิพงศ์ สมิตชาติ และ กรัณฑ์ ศุภพงษ์ ก็ไม่น้อยหน้า คว้าอันดับ 3 และ 4 ในรุ่น GT4 Am มาครองได้สำเร็จ

โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ กับความสำเร็จที่เซปัง

หลังจบการแข่งขัน สุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีมและนักแข่ง โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้กล่าวถึงความยากของสนามเซปังฯ และความสำคัญของการเตรียมตัวอย่างรอบด้าน ทั้งฝีมือนักแข่ง การเซ็ตรถ กลยุทธ์ และสภาพจิตใจที่มุ่งมั่น รวมถึงการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ซึ่งทีมสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมและคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาได้สำเร็จ

เตรียมเชียร์ โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ต่อใน AXCR 2025

สำหรับแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต อย่าพลาดร่วมติดตามชมและเชียร์ทีมแข่งรถสัญชาติไทย โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ในศึกใหญ่ของทีมแข่งสายฝุ่น ที่จะนำรถ Hilux REVO GR SPORT 4×4 ทั้ง 2 คัน เข้าร่วมป้องกันแชมป์ในรายการ “30th Asia Cross Country Rally 2025” (AXCR 2025) การแข่งขันแรลลี่สุดโหดบนเส้นทาง 3,247 กม. ในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคมนี้

ความสำเร็จของ โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมแข่งไทยและความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าทีมจะยังคงสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อไปในอนาคต

ที่มา – “โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ทำสำเร็จคว้าดับเบิลแชมป์ ศึก “TSS The Super Series” ที่เซปังฯ มาเลเซีย

อัษฎางค์ชี้วัดต้องปรับบทบาท: HIV ไม่ใช่โรคร้าย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายอัษฎางค์ ยมนาค” นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์กรณี “ศรัทธา vs ระดมทุน” ปมหมอบี-หลวงพ่ออลงกต ลงแฟนเพจ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” พร้อมตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสทางการเงิน

เจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ศรัทธา VS ระดมทุน กรณี “หมอบี” และ “หลวงพ่ออลงกต” วัดพระพุทธบาทน้ำพุ ศรัทธาการระดมทุน และคำถามเชิงโครงสร้าง กรณีความขัดแย้งที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ระหว่างบุคคลที่มีชื่อเสียงกับวัดพระพุทธบาทน้ำพุ ได้จุดกระแสตั้งคำถามต่อวิธีการระดมทุนและการใช้ “ภาพความทุกข์” ของผู้ป่วย HIV ในการสร้างแรงศรัทธาและรับบริจาค มีข้อกล่าวหาว่าอาจมีการ “จัดฉาก” หรือ “คัดเลือกผู้ป่วย” เพื่อให้ภาพที่นำเสนอมีพลังทางอารมณ์สูง และมีข้อสงสัยว่าอาจมี “ผลประโยชน์ร่วม” ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีคำตัดสินที่ชัดเจนจากศาล หรือองค์กรกำกับดูแล”

อีกทั้ง “จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ และคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางราย พบว่ามีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการบัญชีการเงิน เช่น การใช้บัญชีส่วนบุคคลรับบริจาคแทนบัญชีของวัด การเบิกจ่ายเงินสด หรือยอดรายรับ-รายจ่ายที่ไม่ตรงกัน ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีข้อสรุปเชิงยุติธรรม แต่ในเชิงโครงสร้างการกำกับดูแล นับเป็น “สัญญาณความเสี่ยง” ที่สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถาม บริบทโรค HIV ที่เปลี่ยนไป แต่ภาพจำยังเหมือนเดิม ในอดีตวัดพระพุทธบาทน้ำพุมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ในช่วงที่ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ถูกตีตราขาดการเข้าถึงการรักษาและไร้ที่พึ่ง ระบบหลักประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุม ทำให้สถานที่ลักษณะนี้เป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของผู้ป่วยจำนวนมาก”

“ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยพัฒนาขึ้นอย่างมาก ผู้ติดเชื้อทุกคนมีสิทธิ์รับยาต้านไวรัสฟรี ยาสูตร Single Tablet Regimens ทำให้สุขภาพแข็งแรง และภายใต้หลัก “U=U” (Undetectable = Untransmittable) ผู้ติดเชื้อที่รักษาต่อเนื่องสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่แพร่เชื้อ ผลที่เกิดขึ้น คือ ภาพผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากจึงไม่ใช่ “สภาพปกติ” ของผู้ติดเชื้อในยุคนี้ จึงเกิดคำถามว่าผู้ป่วยในวัดปัจจุบันสะท้อนสภาพความจำเป็นจริง หรือเป็นเพียงบางกรณีที่ถูกนำมาใช้เป็นภาพสื่อสารระดมทุน”

อีกทั้ง คำถามต่อบทบาทของวัดพระพุทธบาทน้ำพุ จะมีดังต่อไปนี้
1. เมื่อระบบสาธารณสุขสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น การมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากในวัดจึงกลายเป็นคำถามว่า “ยังจำเป็นอยู่หรือไม่” หรือเป็นการใช้ภาพความทุกข์ซึ่งอาจมีผลต่อแรงศรัทธาและการบริจาค
2. คำถามเชิงนโยบายและจริยธรรมจึงไม่ใช่เพียง “จำเป็นไหม” แต่รวมถึง “การเล่าเรื่องและการใช้เงินช่วยจริงผู้ป่วยหรือไม่” และ “เคารพสิทธิ-ศักดิ์ศรีของผู้ป่วยเพียงใด”
3. ข้อกล่าวหาเรื่องการจัดฉากผู้ป่วยเพื่อเรียกเงินบริจาค และข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ร่วม สะท้อนความจำเป็นที่ต้องตรวจสอบว่า “การบริจาคนั้นช่วยปลายทางจริงหรือไม่”
4. มีลักษณะคล้ายการใช้เครื่องมือมาร์เก็ตติ้งขององค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) เช่น การเล่าเรื่อง (storytelling) การสร้างความเร่งด่วน (urgency) ช่องทางโอนชัดเจน และการเรียกร้องให้ลงมือทันที (call-to-action) แต่ยังไม่พบ “โครงสร้างหลัก” ที่เทียบเท่ามาตรฐาน NPO เต็มรูปแบบ (เช่น นิติบุคคลแยก, บอร์ดอิสระ, งบตรวจสอบ, นโยบาย COI/Consent เคร่งครัด)

นอกจากนี้ “กรอบนิติศาสตร์” ช่องว่างการกำกับดูแล มีดังต่อไปนี้
1. วัดกับสถานะทางกฎหมาย คือ วัดอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ไม่ใช่ พ.ร.บ. มูลนิธิหรือสมาคม จึงไม่มีข้อบังคับด้านธรรมาภิบาลแบบ NPO (เช่น บอร์ดบริหารอิสระ, การตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภายนอก, นโยบาย COI)
2. ช่องว่างสำคัญ คือ การรับเงินบริจาคโดยใช้บัญชีส่วนตัว การเบิก-จ่ายที่ไม่มีระบบอนุมัติหลายชั้น และการไม่เปิดเผยรายงานการเงินต่อสาธารณะ อาจไม่ผิดกฎหมายสงฆ์โดยตรง แต่ขัดกับมาตรฐานความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังจากองค์กรที่รับเงินบริจาคจำนวนมาก
3. ข้อเสนอเชิงกฎหมาย คือ หากวัดยังต้องการระดมทุนในลักษณะองค์กรสาธารณกุศล ควรพิจารณาจัดตั้งนิติบุคคลแยกเพื่อรองรับเงินบริจาค พร้อมบังคับใช้หลักการธรรมาภิบาลแบบเดียวกับ NPO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

โดยกรอบสิทธิมนุษยชน คือ ศักดิ์ศรีของผู้ป่วยกับการใช้ภาพความทุกข์ มีดังต่อไปนี้
1. การใช้ภาพอนาถซ้ำ คือ การนำเสนอภาพผู้ป่วยในสภาพย่ำแย่ต่อสาธารณะซ้ำ ๆ อาจสร้างอคติและตีตราผู้ติดเชื้อ HIV ว่ายังอยู่ในภาวะหมดหนทาง ทั้งที่ส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้
2. หลักการสิทธิ คือ การขออนุญาต (Informed Consent) จากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อนำภาพไปใช้ในบริบทการระดมทุน
3. ผลกระทบทางสังคม คือ แม้มีเจตนาช่วยเหลือ แต่หากขาดกรอบจริยธรรม อาจซ้ำเติมการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) และบั่นทอนการยอมรับของสังคมต่อผู้ติดเชื้อในระยะยาว
4. มาตรฐานสากล คือ หลักสิทธิมนุษยชนขององค์การอนามัยโลกและ UNAIDS กำหนดให้การสื่อสารเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อต้องหลีกเลี่ยงการเหมารวม (Stereotyping) และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่างไรก็ตาม “บทสรุปศรัทธากับความโปร่งใส คำถามที่สังคมควรถามจึงไม่ใช่เพียง “วัดยังจำเป็นหรือไม่” แต่รวมถึง วิธีการเล่าเรื่องและภาพที่ใช้ระดมทุนเคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วยหรือไม่ อีกทั้ง โครงสร้างการใช้เงินและการตรวจสอบมีมาตรฐานเพียงใด และศรัทธาจะยืนยาวได้อย่างไร หากขาดความโปร่งใสและกลไกกำกับดูแล ในยุคที่โรค HIV ไม่ใช่โรครอความตายอีกต่อไป องค์กรศาสนาที่ดูแลผู้ป่วยต้องปรับบทบาท ให้สอดคล้องกับบริบทสาธารณสุขปัจจุบัน เช่น เป็นศูนย์ฟื้นฟู ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ให้คำปรึกษา มากกว่าพึ่งพาการสร้างภาพความทุกข์ เพื่อขับเคลื่อนการบริจาคเพียงอย่างเดียว การทำบุญในอนาคตควรเป็นเช่นไร และสังคมพร้อมหรือยังที่จะกำหนดมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้ศรัทธาดำรงอยู่คู่กับความโปร่งใส”

ขอบคุณข้อมูล : เอ็ดดี้ อัษฎางค์

อัษฎางค์ ชี้ วัดต้องปรับบทบาท สะท้อนความศรัทธาคู่ความโปร่งใสในยุค HIV ไม่ใช่โรครอความตาย

ทำไมวัดต้องปรับบทบาทในยุคที่ HIV ไม่ใช่โรคร้าย?

นายอัษฎางค์ ยมนาค ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า วัดควรปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ HIV ไม่ใช่โรครอความตาย อีกต่อไป ระบบสาธารณสุขที่พัฒนาขึ้นทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การนำเสนอภาพความทุกข์ของผู้ป่วยจึงอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงและอาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย

การปรับบทบาทของวัดควรเน้นไปที่การเป็นศูนย์ฟื้นฟู ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษา แทนที่จะพึ่งพาการสร้างภาพความทุกข์เพื่อระดมทุน นอกจากนี้ ความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ศรัทธาที่มีต่อวัดยั่งยืน

ประเด็นที่นายอัษฎางค์ยกขึ้นมานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาบทบาทขององค์กรศาสนาในสังคมปัจจุบัน ความศรัทธาและความโปร่งใสต้องไปด้วยกันเพื่อให้การทำบุญเป็นไปอย่างถูกต้องและเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์

ในยุคที่ HIV ไม่ใช่โรครอความตาย เราต้องพิจารณาถึงวิธีการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ติดเชื้ออย่างเหมาะสม การเปลี่ยนมุมมองและปรับบทบาทขององค์กรศาสนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและสาธารณสุขที่เปลี่ยนแปลงไป การหารือในประเด็นนี้จะนำไปสู่มาตรฐานใหม่ที่ทำให้ศรัทธาและความโปร่งใสอยู่คู่กันได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น คำถามที่สำคัญคือ สังคมไทยพร้อมที่จะสนับสนุนและผลักดันให้องค์กรศาสนาปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่ HIV ไม่ใช่โรครอความตาย หรือยัง? การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – ‘อัษฎางค์’ ชี้ วัดต้องปรับบทบาท สะท้อนความศรัทธาคู่ความโปร่งใสในยุค HIV ไม่ใช่โรครอความตาย

ชมไฟประดับรอบกรุง เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ

รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมความงดงามของดวงไฟประดับรอบกรุง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคมนี้ พบกับการประดับไฟสุดอลังการที่จะส่องสว่างทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนชมดวงไฟประดับรอบกรุง เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ร่วมกันติดตั้งไฟประดับเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยขอเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสความงดงามของดวงไฟประดับรอบกรุง

สถานที่จัดแสดงดวงไฟประดับที่น่าสนใจ

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ติดตั้งไฟประดับกว่า 2 ล้านดวงในสถานที่สำคัญต่างๆ ดังนี้:

  • พระที่นั่งอัมพรสถาน
  • วังศุโขทัย
  • พระบรมมหาราชวัง
  • บริเวณท้องสนามหลวง
  • รอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
  • วังสระปทุม
  • พระที่นั่งอนันตสมาคม
  • ลานพระบรมรูปทรงม้า
  • สนามเสือป่า
  • ทำเนียบองคมนตรี
  • กระทรวงมหาดไทย
  • ถนนราชดำเนินใน, ถนนราชดำเนินกลาง, ถนนราชดำเนินนอก
  • ถนนศรีอยุธยา

โดยจะเปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 10-19 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 – 00.00 น. ของทุกวัน

นอกจากนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ยังได้เปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 12 แห่ง ได้แก่:

  • สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์
  • สะพานกรุงธน (ซังฮี้)
  • สะพานพระพุทธยอดฟ้า
  • สะพานพระปกเกล้า
  • สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
  • สะพานภูมิพล 1
  • สะพานภูมิพล 2
  • สะพานกรุงเทพ
  • สะพานพระราม 3
  • สะพานพระราม 4
  • สะพานพระราม 5
  • สะพานพระราม 7

ซึ่งจะเปิดไฟประดับระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 – 21.00 น. และในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จะเปิดไฟประดับตั้งแต่เวลา 19.00 – 24.00 น.

การจัดงานดวงไฟประดับรอบกรุงครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงวันสำคัญของชาติ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของดวงไฟประดับรอบกรุง เนื่องในโอกาสมหามงคลวันแม่แห่งชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะได้รับความสุขและความประทับใจแล้ว ยังได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยอีกด้วย

อย่าพลาดโอกาสที่จะได้ชมความงดงามตระการตาของการประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ ร่วมเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติด้วยกัน และสร้างความทรงจำดีๆ ที่จะอยู่ในใจไปอีกนานแสนนาน

ที่มา – รัฐบาลเชิญชวนประชาชนชมดวงไฟประดับรอบกรุง เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ

ไวยาวัจกรตอบแทน ปม ‘หลวงพ่ออลงกต’ ถือครองที่ดิน

จากกรณีที่ดินวัดพระบาทน้ำพุ 2 พันไร่ กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อพบว่ามีชื่อบุคคลอื่นถือครองแทนวัด ล่าสุด ‘หลวงพ่ออลงกต’ ได้มอบหมายให้ไวยาวัจกรเป็นผู้ตอบคำถามและชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งมีการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุทุกวันอาทิตย์ แม้บรรยากาศจะคึกคัก แต่ผู้ร่วมงานบางตาลง ซึ่งต่างจากช่วงที่มีกระแสข่าว หมอบี กับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ‘หลวงพ่ออลงกต’ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีที่ดินของวัดใน ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี จำนวน 2 พันไร่ ที่มีชื่อบุคคลอื่นถือครอง

‘หลวงพ่ออลงกต’ นั่งต้อนรับผู้มีจิตศรัทธาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม และมอบหมายให้ นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เป็นผู้ชี้แจงแทน

นายสมพร กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะผู้ถือครองที่ดินได้ทำพินัยกรรมไว้แล้ว และพร้อมโอนคืนวัดทันทีเมื่อเป็นประเด็น ที่หลวงพ่อให้ถือครองไว้ก่อน เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ร่วมงานกับหลวงพ่อตั้งแต่แรก เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น จึงไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะทำอะไรในแต่ละพื้นที่ แต่สุดท้ายจะกลับมาเป็นของวัดทั้งหมด

สำหรับ น.ส.วรสุดา ผู้ถือครองที่ดินนั้น ไม่ได้กังวลใจ เพราะเป็นเด็กที่หลวงพ่อเลี้ยงมา เมื่อเกิดกระแสข่าวก็มีการพูดคุยกัน ทุกคนห่วงความรู้สึกของหลวงพ่อ ส่วนที่ดิน 2 พันไร่ ที่อดีตไวยาวัจกรถือครอง แต่ลูกหลานยังไม่โอนคืนนั้น ตนเองไม่กังวล เพราะที่ดินตรงนั้นไม่ถึง 2 พันไร่ บางส่วนหลวงพ่อโอนไปเป็นที่ของหลวงแล้ว เช่น ที่ตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 และชุมชนสหวิชาชีพของผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์

ส่วนที่เป็นปัญหาทั้งหมดกี่ไร่นั้น ต้องตรวจสอบตัวเลขให้ชัดเจน เพราะเพิ่งรับตำแหน่ง แต่ทราบเจตจำนงดี รับรองไม่มีปัญหาแน่นอน หลวงพ่อได้เซ็นสลักหลังไว้ว่าทุกคนต้องทำตามวัตถุประสงค์

นอกจาก น.ส.วรสุดา และอดีตไวยาวัจกร จะมีคนอื่นอีกหรือไม่ นายสมพร กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ไม่วิตกกังวล เพราะทุกคนอยู่กับหลวงพ่อมานาน ทราบเจตจำนงของหลวงพ่อดี

กรณีหมอบีเปิดบัญชีในนามตัวเอง ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าบัญชีปิดหรือยัง แต่ทราบว่าโอนเงินเข้าไม่ได้แล้ว เมื่อถามว่าหมอบีประสานมาชี้แจงหรือไม่ นายสมพร กล่าวว่า จะแจ้งให้ทราบภายหลัง

นายสมพร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีคำถามมากมายเกี่ยวกับผู้ป่วยในวัดว่า ขอให้มองวัดตามความเป็นจริง หลายคนมาวัดแล้วไม่เห็นผู้ป่วย เพราะเข้าไปไม่ถึงจุดที่ผู้ป่วยอยู่ ซึ่งตอนนี้อยู่ที่อาคารคนทำดีอวดผี จำนวน 140 เคส วัดพระบาทน้ำพุไม่มีส่วนไหนหวงห้าม สามารถเข้าไปดูได้ทุกที่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมไม่เปิดเป็นโรงพยาบาลไปเลย นายสมพร กล่าวว่า การทำโรงพยาบาลต้องมีงบประจำ แต่วัดเป็นไปตามกำลังศรัทธาบริจาค ใช้วิธีบาลานซ์กัน การเป็นมูลนิธิจึงดีกว่า

‘หลวงพ่ออลงกต’ กับประเด็นที่ดินวัด 2 พันไร่

แม้‘หลวงพ่ออลงกต’ จะไม่ได้ออกมาตอบคำถามด้วยตนเอง แต่การมอบหมายให้ไวยาวัจกรเป็นผู้ชี้แจง ก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ไวยาวัจกรแจงปมที่ดิน 2 พันไร่ ‘หลวงพ่ออลงกต’

การชี้แจงของไวยาวัจกร ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาและความพยายามในการแก้ไข รวมถึงความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามเจตจำนงของ‘หลวงพ่ออลงกต’

ประเด็นเรื่องที่ดินวัดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การที่‘หลวงพ่ออลงกต’ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและให้ความกระจ่างแก่สังคม ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

ที่มา – ‘หลวงพ่ออลงกต’ ให้ไวยาวัจกรตอบแทน ปมหญิงสาวถือครองที่ดินวัด 2 พันไร่

‘ธีรรัตน์’ เร่งสร้างบ้าน อ.น้ำยืน หลังปะทะชายแดน

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการสร้างบ้านให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้เข้าเยี่ยมและติดตามการซ่อมแซมบ้านของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ และนายณัฐกิตติ์ ตาดี ซึ่งบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ดังกล่าว

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 13 อุบลราชธานี และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี ได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารหลังเก่าที่เสียหาย และปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมการสร้างบ้านหลังใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้ให้การสนับสนุนบ้าน knock down เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้มีที่พักอาศัยชั่วคราวก่อน ซึ่งบ้านชั่วคราวจะเดินทางมาถึงในวันที่ 11 สิงหาคม สำหรับเงินเยียวยา นอกเหนือจากเงินกองทุนผู้ประสบสาธารณภัย ได้กำชับให้จังหวัดเร่งเบิกจ่ายและประสานส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

ก่อนหน้านี้ น.ส.ธีรรัตน์ ได้ลงพื้นที่ตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม และได้กำชับให้จังหวัดอุบลราชธานี และอำเภอน้ำยืน บูรณาการร่วมกับ ปภ.จังหวัดอุบลราชธานี ในการเร่งรื้อถอนอาคารที่พังเสียหายโดยเร็ว เพื่อให้การสร้างบ้านหลังใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้โดยเร็ว

‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

การลงพื้นที่ของ น.ส.ธีรรัตน์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การเร่งดำเนินการสร้างบ้านใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน ‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

ความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชน อ.น้ำยืน

ความคืบหน้าล่าสุดในการช่วยเหลือประชาชนในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปในทิศทางที่ดี โดยมีการรื้อถอนอาคารที่เสียหาย และเตรียมการสร้างบ้านใหม่ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนบ้านพักชั่วคราวจากกระทรวงยุติธรรม และมีการเร่งดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

  • การรื้อถอนอาคารที่เสียหายแล้วเสร็จ
  • การเตรียมการสร้างบ้านใหม่
  • ได้รับการสนับสนุนบ้านพักชั่วคราว
  • เร่งดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยา

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด

‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่การฟื้นฟูจิตใจและความเชื่อมั่นของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้กัน หวังว่าการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้ชาวอำเภอน้ำยืนกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา