ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดงาน ร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ปลูกจิตสำนึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี พร้อมด้วยนายสายัณต์ สิทธิ์โชคธรรม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบุรีและประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ร่วมเปิดงานโครงการจัดงานอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี กิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 โดยมี นางดวงใจ คุ้มสอาด ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ณ เพลาเพลิน เดอะเจอร์นี่ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

นายสายัณต์ กล่าวว่า การจัดงาน อนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี “ร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16/2568 นี้ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และความ จำเป็น ในการปลูกฝังจิตสำนึก ให้ผู้ประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น และนัก ท่องเที่ยวช่วยกันดูแลรักษาสภาพแวดล้อมร่วมกัน เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างสรรค์อย่างยั่งยืน และส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม โดยจะจัดเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยเน้นจัดงานในช่วงเดือนสิงหาคม วัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในวันอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งตรงกับวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี
  • เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและกระตุ้นปลูกจิตสำนึกให้องค์กรเอกชน ท้อง ถิ่น ชุมชนและ ประชาชน ร่วมมือในการดูแลรักษาแม่น้ำ
  • เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • เพื่อทำให้จังหวัดเพชรบุรี เป็นเมือง น่าอยู่ น่าเที่ยว
  • เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี

นายสายัณต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการล่องเรือคายัคและล่องเรือยางศึกษาระบบนิเวศสายน้ำเพชรบุรีระยะประมาณ 5 กิโลเมตร และการมอบกล้าไม้ นำไปปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวฟื้นฟูระบบนิเวศดินและน้ำ การสาธิตทำอาหารโดยชุมชนท้องถิ่นและนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำเพชรบุรีพื้นป่าแก่งกระจานแหล่งต้นน้ำการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยของเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น

กิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16

ความสำคัญของกิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร

โครงการกิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 นี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นสายน้ำสำคัญของจังหวัด การปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนเห็นคุณค่าและความสำคัญของแม่น้ำ จะนำไปสู่การดูแลรักษาอย่างยั่งยืน และทำให้เพชรบุรีเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าเที่ยวต่อไป

นอกจากนี้ การที่โครงการมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่ต่อไป การมีส่วนร่วมของเด็กนักเรียนในการแสดงศิลปะวัฒนธรรม ก็เป็นการปลูกฝังความรักและความหวงแหนในท้องถิ่นให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

การจัดงาน ร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรม แต่เป็นการสร้างความตระหนักและความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี และเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ร่วมกันรักษาสายน้ำเพชรบุรี เพื่อความยั่งยืนของเพชรบุรีของเรา

ที่มา – เปิดงานกิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 ปลูกฝังจิตสำนึก

ร้อยเอ็ดคุมเข้ม! รถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว

สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ด โดย นายปราการ มสิกพรรค์ ขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ด เดินหน้ามาตรการขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ประชาชนที่ใช้บริการ

โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาววันที่ 9 -12 สิงหาคมนี้ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ด ผลัดละ 8 นาย ประจำการที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึง จุดเช็กกิ้งพอยท์ทางหลวงหมายเลข 23 สถานีขนส่งผู้โดยสาร อำเภอโพนทอง และ อำเภอสุวรรณภูมิ เพื่อเข้มงวดตรวจสอบรถโดยสารทุกคัน

มาตรการตรวจครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีควบคุมความเร็วผ่านระบบ GPS สภาพความพร้อมของรถ ความพร้อมของคนขับ ต้องไม่ดื่ม ไม่เมา ไม่เสพสารเสพติด และอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ของรถอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้โดยสาร

สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดดำเนินการเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลปีใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ กระตือรือร้น และเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือกลับไปทำงานในต่างจังหวัดอย่างอุ่นใจและประทับใจตลอดเส้นทาง

ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว

ในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงนี้ หลายคนวางแผนเดินทางกลับบ้าน หรือท่องเที่ยวพักผ่อน การใช้บริการรถโดยสารสาธารณะจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย แต่ความปลอดภัยในการเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดจึงได้ดำเนินมาตรการ ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านเดินทางได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ

มาตรการเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

มาตรการ ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่:

  • การตรวจสอบสภาพรถ: ตรวจสอบความพร้อมของตัวรถ ระบบเบรก ยาง ไฟสัญญาณ และอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
  • การตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ: ตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ และสารเสพติด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความประมาท
  • การควบคุมความเร็ว: ควบคุมความเร็วของรถโดยสารผ่านระบบ GPS เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
  • การให้บริการอย่างเป็นธรรม: ดูแลให้ผู้โดยสารได้รับการบริการที่ดี ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดยังได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำตามสถานีขนส่งและจุดตรวจต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำแก่ผู้โดยสาร หากพบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะในช่วงวันหยุดยาว ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและการพลาดเที่ยวรถ นอกจากนี้ ควรดูแลทรัพย์สินส่วนตัว และปฏิบัติตามคำแนะนำของพนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาวอย่างจริงจัง เพื่อให้การเดินทางของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ขนส่งร้อยเอ็ด คุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว – ตรวจทุกจุดสร้างความปลอดภัย

ทลายรังหรูจีนเทา! รวบ 26 คนจีน ปล่อยเงินกู้ดอกโหด

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี สั่งการให้ พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชลบุรี นำกำลังตำรวจชุดสืบจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจพัทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ถือหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา เข้าทำการปิดล้อมบ้านพลูวิลล่าหรู ย่านหาดจอมเทียนหมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังพบพฤติกรรมต้องสงสัยของกลุ่มชาวจีน เข้าไปอยู่รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบบ้านพลูวิลล่าดังกล่าว อยู่ภายในโครงการหมู่บ้านหรู มูลค่าบ้านหลังละหลายสิบล้าน โดยบ้านมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว มีเนื้อที่กว่า 90-100 ตารางวา มีรั้วล้อมรอบขอบชิด และติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบทุกมุมบ้าน ตำรวจจึงกระจายกำลังเปิดล้อม ก่อนจะบุกเข้าไปตรวจสอบ พบกลุ่มคนจีนจำนวนมากกำลังทำงาน โดยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือ จึงได้ควบคุมชาวจีนที่อยู่ภายในบ้านทั้งหมด

เบื้องต้นตำรวจสามารถควบคุมตัวชาวจีนได้ทั้งหมด 26 คน เป็นชาย 25 คน หญิง 1 คน กำลังนั่งทำงานอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรด้วย วีซ่านักท่องเที่ยว และวีซ่านักศึกษา และไม่มีใบอนุญาตทำงาน และพบว่ามีการอยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกำหนด (Overstay) จำนวน 2 คน

จากการตรวจค้นพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดทำธุรกิจเกี่ยวกับปล่อยเงินกู้ผ่านระบบออนไลน์ โดยลูกค้าจะเป็นคนจีนที่อยู่ในประเทศต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือในการทำงาน ส่วนของกลางที่ยึดได้เป็น 1.โน้ตบุ๊ค 2 เครื่อง 2.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อด่างๆ 52 เครื่อง 3.เอกสารบัญชีต่างๆ (ภาษาจีน) ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของผู้ต้องหาที่ทำงานเกี่ยวกับเงินกู้ออนไลน์ 77 แผ่น 4.เงินสด 80,300 บาท

ตำรวจจึงควบคุมตัวชาวจีนทั้งหมดไปทำการสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และมีอีก 2 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม อยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (โอเวอร์สเตย์) ก่อนจะนำตัวชาวจีนทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหด

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยเงินกู้ออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหดได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย

การที่ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำผิด ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาชาวต่างชาติ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหดได้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยและมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินหรือเป็นที่หลบซ่อนของผู้กระทำผิด ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ จะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหด เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทย

ที่มา – ทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหด

สุดยอด! เด็กภู่ขจร คว้าทองสุนทรพจน์นานาชาติ

ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชร ที่นำนักเรียนไปสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับนานาชาติ! ดร.ขจรวรรณ ภู่ขจร ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติทีซีอี ได้เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจที่นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ TCE ภู่ขจร ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเยาวชนระดับโลก “21st Century Cup” ณ ฮ่องกง กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและแลกเปลี่ยนพัฒนาการของเด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิด “Uniting Global Youth, Embracing Multiculturalism” ซึ่งเป็นเวทีให้นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร ได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ แบ่งปันแนวคิด เฉลิมฉลองวัฒนธรรม และสร้างความสัมพันธ์กับเยาวชนจากทั่วโลก

ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นมากกว่าการเดินทาง เพราะเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนได้เติบโตเป็นผู้นำ และสร้างแรงบันดาลใจในระดับโลก ก่อนการแข่งขัน ทุกคนต่างส่งกำลังใจและความรักไปให้นักเรียน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อน ขณะที่นักเรียนได้นำจิตวิญญาณของ TCE และความภาคภูมิใจของประเทศไทยไปสู่เวทีสากล

สุดปลื้ม! โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ

ข่าวดีล่าสุดจากฮ่องกงคือ นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติทีซีอี ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทย ได้รับรางวัลเหรียญทอง ชนะเลิศในการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ ในงาน “21st Century Cup Global Youth Cultural Exchange Conference” โดยมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 60 คน จาก 15 ประเทศทั่วโลก

นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร สร้างชื่อเสียงระดับโลก!

รายชื่อนักเรียนทั้ง 4 คนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ด.ช. ศรัณย์ธฤต อัศวสุธีรกุล, ด.ช. กษิฎิศ แก้วขัน, ด.ช. นรินทร์โชติ ศุจิธรรม และ ด.ญ. ดรัลพร รัตนปัญญา ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติที่น่าชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง ที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนจากจังหวัดกำแพงเพชรได้สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับนานาชาติ

ความสำเร็จของนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างต่อเนื่องจากทางโรงเรียน รวมถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของตัวนักเรียนเอง การได้รับรางวัลในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยคนอื่นๆ ที่จะมุ่งมั่นพัฒนาตนเองเพื่อก้าวไปสู่เวทีโลก

โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ การสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป หากเราทุกคนร่วมมือกันผลักดันให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาที่ดี มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ประเทศไทยก็จะสามารถสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จในเวทีโลกได้มากยิ่งขึ้น

โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการลงทุนในการศึกษาอย่างจริงจัง จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งต่อตัวนักเรียนเอง โรงเรียน และประเทศชาติ

ที่มา – สุดปลื้ม! โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ

ประจวบฯ เปิดแข่งกอล์ฟการกุศล ซื้อคอมฯ AI หว้ากอ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล รายการ “กอล์ฟกระชับมิตรธุรกิจเมือง” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารายได้สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ระบบ AI ให้กับศูนปฎิบัติการ AI อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานนี้ได้รับเกียรติจากนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายนุกูล พรสมบูรณ์สิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน นายวราวุธ พยัคฆพงษ์ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นายอำนาจ ป่านแก้ว ผู้จัดการสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักธุรกิจจากทั้งประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี รวมจำนวนกว่า 60 ท่าน เข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง

ภาพบรรยากาศการแข่งขันกอล์ฟการกุศล

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงาน “แข่งกอล์ฟการกุศล” ในครั้งนี้ว่า “ขณะนี้ทางอุทยานวิทยาศาสตร์ ณ หว้ากอ ยังขาดแคลนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนด้าน AI ให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศที่เดินทางมาเข้าค่าย ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 500,000 คนต่อปี การจัดงานแข่งกอล์ฟการกุศลในวันนี้จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น คาดว่าจะได้เงินจากการจัดงานในครั้งนี้ประมาณ 2 แสนบาท”

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ให้สัมภาษณ์

ประจวบฯ เปิดแข่งกอล์ฟการกุศล ระดมทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ AI หว้ากอ

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายของจังหวัดในการส่งเสริมการศึกษาให้กับเยาวชนว่า “ทางจังหวัดฯ เองก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการศึกษาให้กับนักเรียนและเยาวชนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมจึงพยายามที่จะสร้างห้องเรียนเสริมศักยภาพ เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ AI ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ ณ หว้ากอ ซึ่งจะมีการส่งมอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพอดี นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของเรา”

การส่งเสริมการศึกษาด้านเกษตรอัจฉริยะ

“อีกโครงการที่สำคัญคือ การสร้างห้องเรียนส่งเสริมการศึกษาเกษตรโยธินอัจฉริยะ ซึ่งเป็นห้องเรียนที่เน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โซลาร์เซลล์ และโรงเรือนอัจฉริยะ มาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการถึง 71 แห่ง ซึ่งทางจังหวัดฯ ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้ถึง 15 ล้านบาท”

งานแข่งกอล์ฟการกุศลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการหารายได้เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้าน AI เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในพื้นที่

การลงทุนในการศึกษาและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว การสนับสนุนอุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน AI จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – พ่อเมืองประจวบฯ เปิดแข่งกอล์ฟการกุศล ระดมทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ศูนปฎิบัติการ AI อุทยานฯหว้ากอ

‘ทหารแนวหน้า’ ห่วง! ขอให้เบลอหน้าหากแชร์รูป

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาจะสิ้นสุดลงด้วยดีภายใต้เงื่อนไข 13 ข้อ เพื่อรักษาสันติภาพร่วมกัน โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และมีสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ก็ตาม แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่รอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 3 ราย

ประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ขณะนี้ คือเรื่องราวที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ @บิ๋ม ฑาทิพย์ แฟนเพจ ได้ออกมาโพสต์ข้อความที่ส่งต่อมาจากเหล่า‘ทหารแนวหน้า’ ที่แสดงความกังวลใจภายหลังจากที่ภาพถ่ายใบหน้าของพวกเขาขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง

เธอระบุข้อความว่า “ด่วนเลยค่ะ!! ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ขอร้องแทนพี่ทหารแนวหน้าหน่อยนะคะ” เพจใดที่ได้นำภาพของพี่ๆ ทหารไปโพสต์ หากไม่ต้องการลบภาพ ก็ขอความกรุณาช่วยเบลอใบหน้าให้ด้วย เนื่องจากขณะนี้พวกเขายังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตพื้นที่อันตราย และรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้เห็นภาพของตนเองถูกเผยแพร่ออกไป

ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายไว้โดยผู้ที่นำอาหารไปส่งให้แก่‘ทหารแนวหน้า’ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าได้นำอาหารมาส่งเรียบร้อยแล้ว “ทางพี่ทหารได้ย้ำไปแล้วว่าห้ามนำภาพนี้ไปเผยแพร่ที่ไหน แต่ภาพก็ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นวงกว้าง ตอนนี้พี่ทหารแนวหน้าที่อยู่เขตอันตรายกังวลกันมากเลยค่ะ”

‘ทหารแนวหน้า’ กังวล! วอนขอจากใจ ถ้าใครแชร์รูปช่วยเบลอใบหน้าให้ด้วย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การเผยแพร่ภาพถ่ายใบหน้าของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการถูกระบุตัวตน และอาจนำไปสู่ภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของพวกเขาและครอบครัวได้

ดังนั้น หากท่านใดที่ได้พบเห็นภาพถ่ายของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า และมีความประสงค์ที่จะเผยแพร่ภาพดังกล่าว ขอความกรุณาเบลอใบหน้าของทหารในภาพ เพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับพวกเขา

ทำไมต้องเบลอหน้า ‘ทหารแนวหน้า’ ที่ถูกแชร์?

การเบลอใบหน้าของ‘ทหารแนวหน้า’ ที่ถูกแชร์ต่อๆ กันไปบนโลกออนไลน์ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ และช่วยปกป้องบุคคลที่เสียสละตนเองเพื่อส่วนรวม

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ โดยการระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น

ขอเป็นกำลังใจให้แก่‘ทหารแนวหน้า’ ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

ที่มา – ‘ทหารแนวหน้า’ กังวล! วอนขอจากใจ ถ้าใครแชร์รูปช่วยเบลอใบหน้าให้ด้วย

ไค EXO กับการรอคอย 6 ปีที่คุ้มค่าในไทย

อันยองแฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” ที่น่ารักของ “นูน่าเมี้ยน” ทุกคน เจอกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ในคอลัมน์ “SeoulStation” พื้นที่ที่ขนเอาเรื่องราวข่าวสารความพิเศษของวงการบันเทิง K-Pop นักแสดง และไอดอลเกาหลี มาอัปเดตให้ทุกคนได้เขามาอ่านกันอย่างเอ็กซ์คลูซีฟไม่เหมือนใคร สำหรับสัปดาห์นี้นูน่าก็ยังคงขนเอาความพิเศษมาฝากแฟนๆ ทุกคนอีกเช่นเคย โดยจะพาทุกคนไปพูดถึงการกลับมาเยือนประเทศไทยของ “ไค” (KAI) สมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดังระดับโลก “EXO” ในรอบ 6 ปี หลังจากที่มางานคอนเสิร์ตล่าสุดของ EXO ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในรูปแบบวงเต็มคือ “EXO PLANET #5 – EXplOration – in BANGKOK” ซึ่งจัดขึ้น 3 รอบ ในวันที่ 20-22 กันยายน 2562 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งการกลับมาประเทศไทยในครั้งนี้ไคได้เดินทางกลับมาในฐานะ “ศิลปินเดี่ยว” และเต็มไปด้วยความหมายและความอบอุ่นอย่างแท้จริง

เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อทำงานตามปกติ แต่เป็นการกลับมาเพื่อพบปะแฟนๆ ชาวไทยอย่างใกล้ชิดในรอบหลายปี โดยมีตารางงานพิเศษที่แฟนๆ ตั้งตารอคอย ทั้งงานแฟนไซน์เดี่ยวครั้งแรกภายใต้ชื่อ Shopee x KAI ‘Wait on me’ FANSIGN EVENT” และงานคอนเสิร์ตเดี่ยวระดับเวิลด์คลาสครั้งแรกในประเทศไทย 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK” ซึ่งบอกได้ว่าทั้ง 2 กิจกรรมนี้ เต็มไปด้วยความหมายและความอบอุ่นอย่างแท้จริง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อทำงานตามปกติ แต่เป็นการกลับมาเพื่อพบปะแฟนๆ ชาวไทยอย่างใกล้ชิดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม สำหรับแฟนๆ ของ “ไค” นอกจากการกลับมาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความหมายสำคัญไม่น้อยกว่ากันเลย นั่นก็คือ “2141” ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงแค่จำนวน “ตัวเลข” หรือ จำนวน “วัน” ธรรมดาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่มันคือสัญลักษณ์ของความรัก ความหวัง และความภักดีอันยาวนานที่พวกเขามีให้กับศิลปินคนนี้มาโดยตลอด ตัวเลขนี้คือ “ระยะเวลาที่แฟนคลับชาวไทยต้องเฝ้ารอการกลับมาพบกับไคในฐานะศิลปินเดี่ยวครั้งแรก” นับตั้งแต่ที่เขาเดบิวต์เดี่ยวอย่างเป็นทางการ หากย้อนกลับไปในช่วงที่ไคเริ่มต้นเส้นทางศิลปินเดี่ยว แฟนๆ ทั่วโลกต่างตั้งตารอโอกาสที่จะได้ชมคอนเสิร์ตเดี่ยวของเขาอย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสกับเสน่ห์และพลังการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และตารางงานที่แน่น ทำให้การเดินทางมายังประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้นเสียที อย่างไรก็ตาม ความหวังของแฟนๆ ไม่เคยจางหายไป พวกเขาคอยสนับสนุนผลงานของไคในทุกๆ ก้าว ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยอัลบั้มใหม่ หรือผลงานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีข่าวดีที่น่าตื่นเต้นที่สุดมาถึง

เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการถึง “2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2025 ความรู้สึกของแฟนๆ ก็เต็มไปด้วยความตื้นตัน เพราะ “การรอคอยอันยาวนาน 2141 วันกำลังจะสิ้นสุดลง” คอนเสิร์ตนี้จึงไม่ต่างจากรางวัลอันล้ำค่าที่มอบให้กับแฟนๆ ที่อดทนรอคอยมาอย่างไม่ย่อท้อ และคอนเสิร์ตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแสดงดนตรีทั่วไป แต่มันคือการเฉลิมฉลองของทั้งศิลปินและแฟนคลับ ซึ่งบอกเลยว่าไคเองก็เข้าใจและซาบซึ้งในความรักที่แฟนๆ ชาวไทยมีให้มาโดยตลอด ดังที่เขาได้กล่าวไว้ในงานแฟนไซน์ว่า “ผมรู้สึกเสียดายมากๆ ที่ทำไมผมเพิ่งจะมาตอนนี้ วันนี้ผมน่าจะมาเร็วกว่านี้ครับ” ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเขารับรู้และเห็นคุณค่าของความรักและความอดทนของแฟนๆ มาโดยตลอด งานนี้ “นูน่าเมี้ยน” ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมงานแฟนไซน์ในครั้งนี้ ก็เลยไม่พลาดที่เก็บบทสัมภาษณ์สุดประทับ และความอบอุ่นของไคที่ได้เจอแฟนๆ ชาวไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีมาฝากกัน!

SeoulStation : การรอคอย 6 ปีอันล้ำค่า ‘ไค EXO’ ยกแฟนไซน์-คอนเสิร์ตในไทยเหมือน ‘การเดท’

ทักทายแฟนๆ สักหน่อย?

ไค : “สวัสดีครับ ผมไคครับ (ภาษาไทย) ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้อยู่ในประเทศไทยตอนนี้นะครับ คือจะบอกว่าผมไม่ได้มาประเทศไทยนานใช่มั้ยครับ คือมีทั้งงานแฟนไซน์ และงานคอนเสิร์ตของด้วย ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ และอยากจะบอกทุกคนว่าคิดถึงมากเลยนะครับ”

กลับมาเจอแฟนคลับชาวไทยในรอบหลายปี พร้อมทั้งคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก และงานแฟนไซน์เดี่ยวครั้งแรกในไทย รู้สึกอย่างไรบ้าง?

ไค : “คือวันนี้เราก็เจอกันในงานแฟนไซน์แบบนี้ แล้วพรุ่งนี้เราก็จะได้เจอกันอีกในงานคอนเสิร์ตของผมใช้มั้ยครับ ผมรู้สึกว่าตาราง 2 วันนี้ เหมือนผมกับแฟนๆ ชาวไทยมาเดทกันเลยครับ และผมก็เตรียมของขวัญมาให้แฟนๆ ด้วยครับ เดี๋ยวทุกคนจะได้รู้ แต่ของขวัญยังไม่ให้ตอนนี้นะครับ หลังจากนี้ไปในคอนเสิร์ตทุกคนจะได้เห็นแน่นอน ทุกคนต้องรอนะครับ”

ผลงานล่าสุดมินิอัลบั้มชุดที่ 4 ชื่อว่า “Wait On Me” อยากทราบว่า การรอคอยอะไรที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของคุณ?

ไค : “ผมรู้สึกว่าตอนนี้มีความสุขมากๆ เลยครับ มันคือการรอคอยที่จะมาเจอทุกคน และในที่สุดเราก็มาเจอกันแล้ว คือเมื่อกี้ตอนกิจกรรมช่วงแฟนไซน์ผมก็ได้เจอแฟนๆ ใกล้ชิดได้คุยกัน ผมก็รับรู้ถึงความรู้สึกของแฟนๆ บางคนก็มีร้องไห้ บางคนก็บอกรักผมครับ ก็คือรู้สึกทุกความรักเลยครับ และก็รู้สึกเสียดายมากๆ ที่ทำไมผมเพิ่งจะมาตอนนี้ วันนี้ ผมน่าจะมาเร็วกว่านี้ครับ”

แฟนๆ ชาวไทยน่ารักมั้ย?

ไค : “น่ารักมาก สวยมาก น่าเอ็นดูที่สุด (หัวเราะ)”

ถ้าให้เลือกได้ 1 อย่าง “น้องไค” อยากเรียนอะไรมากที่สุด (ถ้าอยากเรียนมวยไทย EXO-L ชาวไทยสามารสอนได้นะ)?

ไค : “EXO-L ชาวไทยเนี้ยนะจะสอนมวยไทยผม (ใช่ค่ะ) โกหกน่า จะสอนยังไงอ่ะครับ”

ช่วยเล่าเรื่องเล่าระหว่างการถ่ายทำ MV Adult Swim และ Walls Don’t Talk ในประเทศไทย?

ไค : “ก็คือหลังจากที่ผมกลับมาทำงาน ตารางงานแรกก็คือการมาถ่ายทำมิวสิควิดีโอที่ประเทศไทยครับ ผมก็เลยดีใจมากๆ เลย แล้วมีหลายๆ คนมากๆ เลยที่ชอบมิวสิควิดีโอ Adult Swim ผมก็เลยรู้สึกขอบคุณประเทศไทยมากเป็นพิเศษด้วย ก็เลยคิดไว้ในใจว่าอยากจะทำการแสดงโชว์เพลง Adult Swim ให้แฟนๆ ชาวไทยในประเทศไทยมาโดยตลอด แล้วก็คือในวันคอนเสิร์ตก็จะมีโอกาสแล้วครับ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ฝันจะเป็นจริงแล้วครับ และในตอนที่ถ่ายทำมันจะมีซีนที่ทานก๋วยเตี๋ยวใช่มั้ยครับ คือจะบอกว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้นอร่อยมากครับ อร่อยมากจริงๆ ที่จริงทีมงานบอกว่าทานแค่คำเดียวพอ แต่พอเริ่มถ่ายทำแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก ผมก็เลยทานหมดเลย ก็คือทานมื้อเย็นตรงนั้นเลยครับ”

รู้มั้ยว่ามันคือเมนูก๋วยเตี๋ยวอะไร?

ไค : “ผมไม่ทราบครับ มันมีทั้งแบบน้ำ และแบบแห้ง ไม่มีสีชมพูในถ้วยนะครับ (แฟนคลับ : มีสีชมพู คือเมนูเย็นตาโฟ) หรอครับ ผมว่าความจำผมผิดแล้วครับ ผมจำผิด เพราะว่าตรงนั้นแสงมันมืด ถ้า EXO-L ชาวไทยบอกว่าใช่ก็คือใช่ครับ เย็นตาโฟ”

จากที่คุณได้ถ่ายรายการ “Jeon Gwa Ja” (รายการเรียลลิตี้รีวิวคณะ และตามติดชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้) คิดว่าตัวเองชอบเรียนสาขาไหนมากที่สุด?

ไค : “สำหรับผม อันล่าสุดเลยที่ชอบมากที่สุด อีพีล่าสุดเลยครับ Senior University (มหาวิทยาลัยอาวุโส) คือตอนที่ผมรับใช้สังคมตอนเป็นทหาร ตอนนั้นคือผมก็ได้ดูแลผู้ใหญ่ใช่มั้ย ก็เลยเหมือนทำให้ผมได้ย้อนเวลากลับไปทำตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งครับ แล้วก็ตรงนั้นผมได้เต้นแบบสนุกมากๆ มันมากๆ เลย และเต้นที่สุดเลยครับ ก็เลยสนุกครับ”

ช่วยทำท่าเอคโย่ที่น่ารักที่สุดหน่อย?

ไค : “ผมเลือกอันนี้ทำไม (ยิ้ม) ช่วงนี้เอคโยเวอร์ชั่นไทย หรือภาษาไทยที่น่ารักๆ สอนหน่อยได้มั้ยครับ (เอื้อยค้าบ) อันนี้คำนี้ผมรู้อยู่แล้วครับ เอื้อยครับพูดแบบปกติไม่ได้ ต้องเป็น “เอื้อยค้าบบบ” (เสียงอ้อนภาษาไทย) ผมอ่ะรู้อยู่แล้วต้องทำเสียงอ้อนแบบนี้ คือเมื่อกี้ตอนช่วงแฟนไซน์ ผมจำได้มีแฟนคลับคนหนึ่งอายุ 22 ปี เรียกผมว่าน้องไค ผมก็เลยถามว่าชอบผมตั้งแต่อายุเท่าไหร่หรอครับ เขาบอกว่าตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นประถมศึกษา แล้วก็เรียกว่าน้องไค อันนี้คือได้ใช่มั้ยครับ (แฟนคลับ : ได้) แต่จะเรียกว่าน้องน้องไค หรือพี่ไคก็แล้วแต่แฟนๆ ชาวไทยอยากเรียกเลยครับ (แฟนคลับ : น้องไค)”

อยากบอกอะไรแฟนๆ บ้างมั้ย?

ไค : “ครั้งนี้ผมไม่ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยนานมากๆ ก็เลยดีใจมากๆ ที่วันนี้ได้เจอทุกๆ คนในงานแฟนไซน์ดีๆ แบบนี้ ได้เจอทุกคน ได้จ้องตากัน ได้พูดคุยกัน ได้รับเอนเนอร์จี้ดีๆ แบบนี้ครับ วันนี้ความรักทั้งหมด และเอนเนอร์จี้ทั้งหมดที่ได้มาจากแฟนๆ ผมจะตั้งใจตอบแทนทุกคนในงานคอนเสิร์ตนะครับ ผมจะบอกในคอนเสิร์ตผมจะมอบเอนเนอร์จี้ และความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความรัก และเอนเนอร์จี้ที่ทุกคนให้มา ผมจะตอบแทนอย่างเต็มที่เลยครับ ขอบคุณที่รอคอยมานาน วันนี้เราก็ได้สร้างความทรงจำดีๆ กันในงานแฟนไซน์ สำหรับงานคอนเสิร์ตที่เหลือเรามาร่วมกันสร้างความทรงจำที่ดีกลับไปด้วยกันนะครับ และมาเจอกันบ่อยๆ นะครับ”

การกลับมาของไคในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกลับมาทำงานตามตารางที่วางไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการกลับมาเพื่อ “เติมเต็มความสุขและความคิดถึง” ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอย่างแท้จริง ซึ่งไคได้ให้ “คำมั่นสัญญาว่าความรักและพลังทั้งหมดที่ได้รับจากแฟนๆ” ในงานแฟนไซน์ จะถูกส่งต่อและตอบแทนอย่างเต็มที่ในคอนเสิร์ต นับเป็นการสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกันระหว่างไคและแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้ง ถือเป็นการปิดท้ายช่วงเวลาแห่งความสุขนี้อย่างสมบูรณ์แบบ และตอกย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไคและ EXO-L ชาวไทย ที่ไม่ว่าจะนานแค่ไหน “ความรักของพวกเขาก็ยังคงแข็งแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

และทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เลยว่าตัวเลข 2141 วัน” จึงเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ไค” และ “แฟนๆ ชาวไทย” นั้นแข็งแกร่งและลึกซึ้งเพียงใด มันคือเรื่องราวของ “ความรักที่ไม่มีวันหมดอายุ” และคอนเสิร์ต KAION” คือบทสรุปที่สวยงามของการรอคอยที่แสนจะคุ้มค่านี้ การแสดงในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเติมเต็มความฝันของทั้งไคและแฟนๆ ให้เป็นจริงขึ้นมา และจะเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม และนูน่าเชื่อเลยว่าแม้บทสรุปครั้งนี้จะจบลงแล้ว แต่ “การรอคอยครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” ซึ่งการรอคอยครั้งนี้มันจะเป็น “การรอคอยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสุข” เพราะ EXO-L” ทุกคนรู้แล้วว่า “การรอคอยนี้มันจะแสนจะคุ้มค่าขนาดไหน”!.

คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”

สำหรับใครที่พลาดงานแฟนไซน์ไม่ต้องเสียใจไป เพราะยังมีคอนเสิร์ต 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK ให้ทุกคนได้สนุกไปด้วยกัน

ทำไมการรอคอย 6 ปีของ ไค EXO ถึงคุ้มค่า?

การรอคอย 6 ปีอันล้ำค่า ‘ไค EXO’ ยกแฟนไซน์-คอนเสิร์ตในไทยเหมือน ‘การเดท’ ทำให้แฟนๆ ได้เห็นถึงความทุ่มเทและความรักที่ไคมีต่อแฟนคลับชาวไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – SeoulStation : การรอคอย 6 ปีอันล้ำค่า ‘ไค EXO’ ยกแฟนไซน์-คอนเสิร์ตในไทยเหมือน ‘การเดท’

แรงงานเขมรกลับแล้ว 3 แสน! เร่งเปิดด่าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด นายกองเอก ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี ได้ออกมาประเมินสถานการณ์จำนวน แรงงานเขมรกลับแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีการสู้รบตามแนวชายแดน

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ แรงงานเขมรกลับแล้ว จำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คนที่เดินทางกลับประเทศกัมพูชาในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนแรงงานที่เดินทางกลับจะเริ่มลดลง เนื่องจากจำนวนที่เดินทางกลับไปก่อนหน้านี้มีจำนวนมากพอสมควร และสถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้แรงงานบางส่วนตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อไป

แรงงานเขมรกลับแล้วกว่า 3 แสนคน! ผลกระทบและความหวัง

นายกองเอก ดร.รัฐวิทย์ ยังได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานความมั่นคง, สมช. และรัฐบาล ที่ได้เข้ามาเจรจาเพื่อหาทางออกด้วยสันติวิธี เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองของคนในเมืองและคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ดังนั้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพ และรัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาและเปิดด่านชายแดนให้เร็วที่สุด

ความสำคัญของการเปิดด่านชายแดนต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่

การเปิดด่านชายแดนโดยเร็วมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติของประชาชน ทั้งสองฝั่งชายแดน การค้าชายแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ และการกลับมาของ แรงงานเขมรกลับแล้ว จะช่วยเติมเต็มภาคส่วนแรงงานที่ขาดแคลนในหลายอุตสาหกรรม

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน: การเปิดด่านจะช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดน
  • การจ้างงาน: การกลับมาของแรงงานจะช่วยเติมเต็มความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
  • การสร้างรายได้: การค้าและการจ้างงานจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงมาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข การคัดกรอง และการควบคุมโรคเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานและส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม เพื่อให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะเป็นการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

สถานการณ์ แรงงานเขมรกลับแล้ว กว่า 300,000 คน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงผลกระทบอย่างกว้างขวางที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและการวางแผนเพื่ออนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนสามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การเร่งเปิดด่านชายแดนและการให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน

ที่มา – แรงงานเขมรกลับแล้วกว่า 3 แสนคน วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาเปิดด่านให้เร็วที่สุด

พาณิชย์หนุน! มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 บรรยากาศ ณ บริเวณหน้าวัดมงคลมิ่งเมือง หัวสะพานตายาย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เต็มไปด้วยความคึกคักจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ ที่มาร่วมพิธีเปิด “มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ณ จังหวัดสตูล (JUAL BELI – จูวัล บือลี)” ซึ่งจัดโดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์สตูลแดนใต้ ผสานมิตรภาพการค้าข้ามพรมแดน” โดยได้รับเกียรติจากนางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิด

นายพีรพัฒก์ อุทัยศรี ผู้อำนวยการกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่ เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีและช่องทางการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่ม SMEs เกษตรกร และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการค้าในภูมิภาคอื่น เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากทั้งในและต่างประเทศ

“จังหวัดสตูลมีศักยภาพเป็นประตูเชื่อมการค้าไทย–มาเลเซีย ทั้งทางบกและทางทะเล ผ่านด่านวังประจันและด่านสตูล เชื่อมโยงกับรัฐเปอร์ลิสของมาเลเซีย ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดตามนโยบาย Twin Cities ภายใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนาให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าและการเชื่อมโยงตลาดกับอาเซียน” นายพีรพัฒก์ กล่าว

ภายในงานมีผู้ประกอบการไทยกว่า 120 ราย ทั่วประเทศ ร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า ครอบคลุมกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร ไลฟ์สไตล์ ความงามและสุขภาพ รวมถึงสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน พร้อมด้วยกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ การให้คำปรึกษาจากหน่วยงานพันธมิตร และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ซึ่งนายพีพัฒก์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากสถานการณ์ความไม่สงบในบางพื้นที่ที่ส่งผลต่อการค้า กรมการค้าต่างประเทศตระหนักถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา หรือภาวะผลผลิตล้นตลาด” โดยการจัดงานตลอดระยะเวลา 4 วัน ได้จัดขึ้นภายใต้เต็นท์ปรับอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของจังหวัดสตูลที่มีการใช้รูปแบบดังกล่าวในการจัดกิจกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเข้าร่วมงานของผู้ประกอบการและประชาชนอย่างเต็มที่

นายพีรพัฒก์ กล่าวว่า “ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานมหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกรมการค้าต่างประเทศในฐานะเจ้าภาพหลักจะสามารถผลักดันให้มหกรรม ครั้งนี้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีที่แท้จริงในการเปิดตลาด เพิ่มโอกาส และปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเผยเสน่ห์ของสตูลแดนใต้ ผสานมิตรภาพทางการค้าข้ามพรมแดนตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ก้าวเดินเคียงข้าง กระทรวงพาณิชย์ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้ก้าวไกล เชื่อมโยงสู่ตลาดภูมิภาคและอาเซียนอย่างมั่นใจ”

มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

การจัดงาน มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค กระตุ้นการค้าการลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ผลักดันเศรษฐกิจชายแดนด้วยมหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดแสดงสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการเจรจาธุรกิจ การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผู้ประกอบการที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงานในปีนี้ อย่าเพิ่งหมดหวัง! กรมการค้าต่างประเทศยังมีแผนที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและผลักดันให้ธุรกิจไทยก้าวไกลสู่ตลาดสากล ดังนั้น คอยติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียล่าสุดแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนที่สำคัญ ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชน เราสามารถปลดล็อกศักยภาพนี้และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

ที่มา – พาณิชย์เปิดมหกรรม หนุนการค้าชายแดนไทย-มาเล

‘ภูมิธรรม’ ย้ำ! ปลอดภัย งดค่าน้ำไฟ 4 จว.ชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ นาย​ภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.มหาดไทย​ รักษาราชการแทนนายก ฯ พร้อมด้วย นายมาริษ​ เสงี่ยมพงษ์​ รมว.ต่างประเทศ​ น.ส.จิราพร​ สินธุ​ไพร​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายก ฯ​ พร้อมคณะ​ ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา​ ในการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์​ในพื้นที่​ ก่อนให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้าน​เรือน

นายภูมิธรรม​ กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมผู้ว่าทั้ง 4 จังหวัดชายแดน เพื่อทำความเข้าใจและตกลงกันให้ชัด​ จะดำเนินการต่อจากนี้ไปอย่างไร เนื่องจากภารกิจของเราตามแผนที่จะตกลงกันไว้ คือเป็นผู้พิทักษ์ส่วนหลัง มีหน้าที่ในการที่จะดูแลส่วนหลังให้ดีที่สุด ฉะนั้นการมาวันนี้ เป็นสถานการณ์หลังจาก พล.อ.ณัฐ​พล​ นาค​พาณิชย์​ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน​รมว.กลาโหม ได้ตกลงหยุดยิง​ ย้ำว่า​ ฃขณะนี้เราเชื่อมั่น​ โดยได้พิจารณากับฝ่ายกองทัพ ว่าน่าจะปลอดภัย ประชาชนสามารถกลับบ้านได้ ตนขอชื่นชม​ทุกคน ที่พยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นแม่ทัพหลังในแต่ละจุด จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดเพื่อตอบสนองประชาชน 

ขณะที่ นายมาริษ​ กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ ว่า​ ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศ ปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย  ในส่วนของการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐราชการและรัฐบาล​ รัฐบาลประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตั้งแต่เริ่มข้อขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา​ไม่ว่าจะเป็นกรอบของกระทรวงการต่างประเทศและทางกองทัพ มีความร่วมมือผลักดัน สอดรับซึ่งกันและกัน ทำให้ภาพของประเทศไทยในสายตาสากลดีมาก​ ไม่มีประเทศใดกล่าวตำหนิการใช้สิทธิในการตอบโต้เพื่อที่จะป้องกันตนเอง 

นายมาริษ​ กล่าวอีกว่า โดยหลังจากเหตุปะทะยุติลง​ มีหลายองค์กรระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่รัฐบาลไทยได้พูด คือเรื่องการให้ความช่วยเหลือ ตนไม่อยากให้ใช้คำว่าแค่มนุษยธรรม เพราะรัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว ฉะนั้นในกลุ่มของต่างประเทศ ทุกประเทศชื่นชมการทำงานของทุกท่าน​ ซึ่งการที่ทุกภาพส่วนผนึกกำลังกัน และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นดี​เป็นอย่างมาก 

นายภูมิธรรม​ กล่าวเสริมว่า​ ไม่ว่าประชาชนจะกลับบ้านแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนจะดำเนินยังอยู่ ไม่ใช่ว่าปิดศูนย์แล้วจะจบกัน เยียวยาต่าง ๆ จะต้องลงไปให้ถึงหมู่บ้านทุกหมู่บ้านทันทีโดยเร็ว ไม่มีการหยุดต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามที่เป็นข้อสั่งการและเป็นกฎหมายของประเทศที่ได้ระบุไปแล้ว อย่างไรก็ตาม​ ปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ ให้ข้อมูลว่า​ จังหวัดศรีสะเกษ​ เบิกจ่ายเป็นอันดับ 1​ เบิกจ่ายแล้ว 62 ล้านบาท​ ถือว่ามีประสิทธิภาพ ในส่วนพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี​ มีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นจาก​ 5.5 หมื่นบาท​ เป็น​  1.5 ล้าน​บาทแล้ว​ แต่ก็ยังถือว่าอย่างน้อย​ จึงขอให้เร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้ประชาชน

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ขอบคุณทุกส่วนที่ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้ตนฟังแล้วจังหวัดสุรินทร์ก็ดำเนินการได้ค่อนข้างดี จึงอยากให้เป็นแบบในการทำงานและสามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการช่วยเหลือประชาชน นำประชาชนเป็นศูนย์กลางทำให้ดีที่สุด และอย่างที่บอกเงินที่ให้มาถ้าไปใช้จ่ายให้กับประชาชน ไม่ต้องเหนียม ทำได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าอย่าให้เกิดการรั่วไหลหรือเป็นปัญหา จึงขอให้ทุกคนเข้มงวดดูแลในเรื่องนี้ 

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ข้อสั่งการในการดำเนินการครั้งนี้​ คือ​ ต้องอำนวยความสะดวกประชาชนกลับบ้าน ส่วนกลางได้ประสานงานขั้นต้นให้กระทรวงคมนาคมโดยการขนส่งทางบก และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นปัญหากับหน่วยงานในพื้นที่ เราสามารถช่วยเหลือได้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีก็ให้เร่งดำเนินการ​ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนด้วย  ย้ำว่าเงินที่เหลือหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้​ เพราะฉะนั้นผู้ว่านายอำเภอ จะต้องประสานระดมทรัพยากรมาจัดสรรให้ได้ตามกรอบระเบียบในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน​ พร้อมกับประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) งดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าและน้ำ 2 เดือน คือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมทในพื้นที่ประสบภัย ทั้งบ้านเรือนประชาชนและศูนย์อพยพ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังอยากให้ประสานงานกับอาชีวศึกษา​ เพื่อเข้ามาสร้าง​ และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนด้วย​ พร้อมกับสำรวจอาชีพและการสาธารณสุข​ ที่แม้จะไม่มากนัก​ แต่อย่าทอดทิ้ง​ เนื่องจากมีผู้สูงอายุ​ยังคงเสียขวัญ​ ขณะเดียวกันการพูดกับต่างประเทศ ต้องมีหลักฐาน​ ไม่ใช่พูดเลื่อนลอย เหมือนกับต่างประเทศ การเก็บภาพบันทึกจะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ระยะยาว​ จึงจะต้องรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มีการวางแผนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน​ พร้อมฝากกระทรวงการต่างประเทศ อย่าให้เกิดสงคราม​ เพราะหากเกิดสงครามแล้วก็เหนื่อย​ ไม่มีใครอยากให้เกิด 

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.​) จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งหน้า ที่ทำงาน 6 ชม.ขึ้นไป ไม่ถึง 12 ชม.จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทนวันละ 120 บาท แต่หากเกินจาก 12​ ชม. ขึ้นไป เราจ่ายให้เป็นวันละ 240 บาท ซึ่งงบประมาณในการจัดการคำนวณและประมาณ 117 ล้านบาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ชรบ. ยอดรวมเท่าที่สำรวจมาข้างต้นใน 7 จังหวัดชุด ชรบ.มีอยู่ประมาณ 32,740 นาย โดยแหล่งงบประมาณจะจัดหาให้ส่วนกลางเป็นผู้รับผิดชอบ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์หรือโดรน​ ที่จะเพิ่มให้มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น​ เราก็พร้อมที่จะอนุมัติให้ เพราะขณะนี้ตนคิดว่าประชาชนทั้งประเทศก็มีความเข้าใจ​ ไม่ได้คิดว่าจะมาขัดขวางอะไร​ เพราะฉะนั้นกองทัพเสริมความเข้มแข็งให้ตามความสมควร​ ที่จะทำให้การปกป้องอธิปไตยได้ดีขึ้นรักษาชีวิตของทหารและประชาชนของเราครม.ก็คงไม่มีปัญหาก็ยินดี   

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ทุกคำสั่งการหลังจากนี้ไปขอให้คำนึงถึงอธิปไตยของประเทศเป็นหลักสำคัญ เพราะไม่มีใครยอมให้มาบุกรุกล้ำอธิปไตยของเราได้และชีวิตทรัพย์สินของประชาชนถือเป็นหัวใจ ตนเป็นผู้ที่ต้องการความสำเร็จเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ความสำเร็จที่มุ่งมั่นในครั้งนี้ เราทำได้เท่ากับเรารักษาชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเต็มที่ จึงขอให้ตรงนี้เป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวเพิ่มเติม​ว่า ขอสดุดีวีรชนของประเทศ​ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและผู้ประสบปฏิบัติงานในทุกกรมกอง​ ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนช่วยในการพิทักษ์รักษาแผ่นดินชีวิตของประชาชนและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับในระยะแรก ครอบคลุม 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ หน่วยงานภาครัฐทุกระดับ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม กลาโหม สาธารณสุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การต่างประเทศ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมด้านยานพาหนะ เส้นทางขนส่ง จุดพักระหว่างทาง และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับด้วยความปลอดภัยสูงสุด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและดูแลตั้งแต่ศูนย์พักพิงไปจนถึงพื้นที่ปลายทาง

‘ภูมิธรรม’ ถกผู้ว่าฯ 4 จว.ชายแดน ย้ำ ปลอดภัยงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

มาตรการช่วยเหลือ: งดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดน โดยเฉพาะเรื่องการงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังสถานการณ์ตึงเครียด

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูอาชีพ และการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การตัดสินใจของรัฐบาลที่งดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ หากคุณได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับความช่วยเหลือ

ในภาพรวม การดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือที่มอบให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่าจะมีการดำเนินงานในลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต

ที่มา – ’ภูมิธรรม’ ถกผู้ว่าฯ 4 จว.ชายแดน ย้ำ ปลอดภัยงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68