ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รวบหนุ่มสุโขทัย ขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 สั่งการให้พ.ต.อ.พงษ์อาจ ล้ำตระกูล พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผบก.สส.ภ.6 พ.ต.อ.วรเชษฐ์ พลขันธ์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.6 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปพ.ฯ ประจำด่านตรวจพาหนะพยุหะคีรี สนธิกำลัง กก.3 บก.สกส.บช.ปส. จับกุมนายพรเทพ หรือต้น กุยแก้ว อายุ 40 ปี ชาว จ.สุโขทัย พร้อมยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล บรรทุกเฉพาะกิจ (บรรทุกรถยนต์) ยี่ห้อฮีโน่ สีเหลือง หมายเลขทะเบียน 86 4810 สุพรรณบุรี โดยจับกุม ได้บริเวณด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จว.นครสวรรค์

สืบเนื่องจากพบเบาะแสว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือไปส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 86 4810 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะ จึงได้กระจายกำลังตั้งด่านตรวจ กระทั่งพบรถเป้าหมายได้ขับขี่เข้ามาภายในด่านตรวจ จึงเรียกให้หยุดรถบริเวณที่ด่านตรวจ และได้ทำการซักถามข้อมูล แต่สังเกตเห็นว่านายพรเทพ กุยแก้ว มีอาการตื่นเต้น น้ำเสียงผิดปกติเวลาโดนซักถาม จึงขอทำการตรวจค้น และนำรถยนต์เข้าทำการตรวจโดยเครื่อง X-Ray ผลการตรวจพบมีวัตถุต้องสงสัย น่าเชื่อว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมายหรือยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจ จึงนำรถยนต์คันดังกล่าวมาทำการตรวจค้นโดยละเอียดอีกที จนพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ จึงจับกุม

สอบสวนให้การว่ายาเสพติดจากดังกล่าวมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรับยาจาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปลายทางนำไปจำหน่ายที่อ.ร่อนพิบูล จ.นครศรีธรรมราช และได้ค่าจ้าง 3 แสนบาท การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายลงสู่พื้นที่ภาคใต้

รวบหนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด

การจับกุมนายพรเทพ หรือต้น กุยแก้ว ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับเบาะแสและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางจำนวนมหาศาลได้สำเร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดการจับกุมหนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด

  • ผู้ต้องหา: นายพรเทพ หรือต้น กุยแก้ว อายุ 40 ปี ชาว จ.สุโขทัย
  • ของกลาง: ยาบ้า 2,500,000 เม็ด
  • ยานพาหนะ: รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อฮีโน่ สีเหลือง หมายเลขทะเบียน 86 4810 สุพรรณบุรี
  • สถานที่จับกุม: ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จว.นครสวรรค์

จากการสอบสวน นายพรเทพให้การว่า ได้รับยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรับยาจาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และมีปลายทางนำไปจำหน่ายที่ อ.ร่อนพิบูล จ.นครศรีธรรมราช โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 3 แสนบาท

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยร้ายที่กัดกินสังคมไทย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับลูกหลานของเรา

การจับกุม หนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดยังคงมีอยู่ และยังคงพยายามที่จะลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเฝ้าระวังและปราบปรามยาเสพติดจึงต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องสังคมไทยจากภัยร้ายนี้

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทย การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถเอาชนะภัยร้ายนี้ได้อย่างยั่งยืน การให้ความรู้ การป้องกัน และการบำบัดรักษา ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการต่อสู้กับยาเสพติด

การจับกุม หนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด เป็นสัญญาณที่ดีว่าเจ้าหน้าที่ยังคงทำงานอย่างหนัก แต่เราทุกคนก็ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

ที่มา – จับหนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด สารภาพได้ค่าจ้าง 3 แสนเตรียมส่งลงใต้

‘นอภ.หนองบัว’ สั่งกวาดล้างยาเสพติด

นายนพดล พลซื่อ นายอำเภอหนองบัว/ผอ.ศป.ปส.อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ พ.ต.อ.พีระศักดิ์ สุทธิสวรรค์ ผกก. สภ.หนองบัว สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษอำเภอหนองบัว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองบัว ผอ.รพ.สต.บ้านกระดานหน้าแกล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ตำบลห้วยถั่วเหนือ ตั้งจุดตรวจ ณ สามแยกทางเข้าหมู่ที่ 9 ต.ห้วยถั่วเหนือ และออกตรวจตราลาดตระเวนรักษาความสงบ เฝ้าระวังในพื้นที่ บริเวณหมู่ที่ 7, 8 , 9 ต.ห้วยถั่วเหนือ และติดตามผู้ติดยาเสพติดที่ได้จากการ Re X-ray มานำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา 4 ราย ผลการปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ปกติ

‘นอภ.หนองบัว’ สั่งกวาดล้างยาเสพติด

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ‘นอภ.หนองบัว’ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ

ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคง การแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด

ความเข้มงวดในการปราบปรามยาเสพติดของ ‘นอภ.หนองบัว’ ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ และเป็นการป้องปรามผู้ที่คิดจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

มาตรการเชิงรุกของ ‘นอภ.หนองบัว’

การที่ ‘นอภ.หนองบัว’ สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่กวาดล้างยาเสพติด เป็นมาตรการเชิงรุกที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยการตั้งจุดตรวจ การออกตรวจตราลาดตระเวน และการติดตามผู้ติดยาเสพติดมาบำบัดรักษา เป็นการดำเนินการที่ครอบคลุมในทุกด้าน

นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด โดยการมีส่วนร่วมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จะทำให้การเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การ Re X-ray ผู้ติดยาเสพติดและการนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่หลงผิดให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม โดยการให้โอกาสในการบำบัดรักษา จะทำให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถเลิกยาเสพติดได้อย่างถาวร และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด
  • การส่งเสริมและสนับสนุนการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
  • การสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ผ่านการบำบัดรักษา เพื่อให้มีอาชีพที่มั่นคงและไม่กลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก

การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อให้สังคมไทยปลอดจากยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ได้มีเพียงการปราบปราม แต่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและบำบัดรักษาควบคู่กันไปด้วย การสร้างความเข้าใจให้ประชาชนถึงโทษของยาเสพติด และการให้โอกาสผู้ที่หลงผิดกลับตัวเป็นคนดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ‘นอภ.หนองบัว’ เข้มสั่งชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers

สศก.เฮ! เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% จาก ‘น้ำดี-อากาศหนุน’

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2568 (เมษายน – มิถุนายน) ขยายตัวถึงร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืชผล เกษตรกรจึงมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง รวมทั้งมีการบำรุงดูแลและเฝ้าระวังโรคมากขึ้น ส่งผลให้สาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักขยายตัวได้ดี และส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังสาขาบริการทางการเกษตร ขณะที่สาขาประมงและสาขาป่าไม้ขยายตัวจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ส่วนสาขาปศุสัตว์มีทิศทางหดตัว สำหรับรายละเอียดการผลิตในแต่ละสาขา มีดังนี้

สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 7.9 เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงปลายปี 2567 เอื้ออำนวยต่อการผลิตพืชหลายชนิด โดยเฉพาะไม้ผลที่มีการออกดอกติดผลได้ดี ประกอบกับช่วงต้นปีถึงเดือนพฤษภาคม 2568 มีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้พืชหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว เกษตรกรจึงขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกเขตชลประทาน บางพื้นที่มีการปลูกข้าวนาปรังถึง 2 รอบ ประกอบกับราคาข้าวในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยและบำรุงรักษามากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น สับปะรดปัตตาเวีย ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ต้นสับปะรดมีความสมบูรณ์ สามารถบังคับให้ออกผลได้มากกว่าปีที่ผ่านมา
อีกทั้งไม่ประสบปัญหาภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงอย่างที่เกิดขึ้นในปีก่อนหน้าส่งผลให้พื้นที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ปาล์มน้ำมัน ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาปาล์มในปี 2565 อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกแทนยางพารา พื้นที่นา และพื้นที่รกร้าง ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตในปี 2568 เป็นปีแรก ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 ทำให้ต้นปาล์มสมบูรณ์ มีการออกทะลายเพิ่มขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้น ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล ไม่ร้อนและแห้งแล้งเหมือนปีที่ผ่านมา ราคาที่อยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่องหลายปี จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่และดูแลรักษาเป็นอย่างดี ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลส่วนใหญ่ให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีการพักต้นสะสมอาหาร

ส่งผลให้ปีนี้มีความสมบูรณ์และให้ผลผลิตได้มากขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ผลผลิตลดลงจากผลกระทบของการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในแหล่งเพาะปลูกหลักทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับฝนที่มาล่าช้าในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก และฝนที่ตกชุกในช่วงการสะสมอาหาร ส่งผลให้หัวมันสำปะหลังได้รับความเสียหาย อ้อยโรงงาน ผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นอ้อยมีการเติบโตได้ดีจากปริมาณฝนในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตในไตรมาส 2 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ยางพารา ผลผลิตลดลง เนื่องจากจำนวนวันกรีดลดลงจากการดำเนินมาตรการขอความร่วมมือเลื่อนฤดูเปิดกรีดยางออกไป 1 เดือน ของภาครัฐ นอกจากนี้ เกษตรกรในภาคใต้และภาคตะวันออกมีการตัดโค่นต้นยางอายุมากที่ให้ผลผลิตน้อย เพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นชนิดอื่น

สาขาปศุสัตว์ หดตัวร้อยละ 0.9 โดยสุกรและไข่ไก่ มีผลผลิตลดลงจากการดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐ โดยมีการปรับลดแม่พันธุ์สุกรภายในประเทศ และการขอความร่วมมือให้เกษตรกรปลดแม่ไก่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ทำให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณไข่ไก่ยังคงเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ไก่เนื้อและน้ำนมดิบ มีการผลิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคในประเทศและการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่เกษตรกรมีการปรับปรุงการบริหารจัดการฟาร์มและนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประกอบกับภาครัฐมีการเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง

สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 1.3 โดยกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นสินค้าหลักในสาขานี้ มีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคากุ้งมีแนวโน้มสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรปรับเพิ่มปริมาณการปล่อยลูกกุ้ง ประกอบกับมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ทำให้กุ้งมีอัตราการรอดสูง ส่วนปลานิล ปลาดุก และสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ ผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาอาหารสัตว์น้ำซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้เกษตรกรปรับลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลา ขณะที่การทำประมงทะเล ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน และต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการประมงมีการออกเรือจับสัตว์น้ำลดลง

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.8 เป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวในสาขาพืช โดยเกษตรกรมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง ส่งผลให้ภาพรวมกิจกรรมการจ้างบริการทางการเกษตรเพื่อเตรียมดินและการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดปัตตาเวีย

สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 0.6 โดยผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ภายในประเทศและตลาดต่างประเทศที่ขยายตัว ขณะที่ไม้ยางพาราลดลงตามพื้นที่เป้าหมายการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าของการยางแห่งประเทศไทย และความต้องการนำเข้าของจีนสำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ที่ลดลง ส่วนครั่ง ผลผลิตลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของครั่ง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่มากขึ้นและตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกตลอดปี ประกอบกับมีการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน การเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ราคาปัจจัยการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีทิศทางลดลง รวมถึงปัจจัยภายนอก อาทิ ความขัดแย้งและสงครามการค้าระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา อาจทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย และส่งผลต่อเนื่องมายังปริมาณการผลิตและราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคการเกษตรไทย แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ดีและสภาพอากาศที่เป็นใจ ก็ยังสามารถสร้างผลผลิตที่น่าพอใจได้

สศก.ปลื้ม! เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% จาก ‘น้ำดี-อากาศหนุน’

การเติบโตของเศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% นี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เราควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5%

  • ปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ
  • สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
  • การขยายพื้นที่เพาะปลูก

การที่ เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% นั้นเกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งเสริมกัน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรออกมาดีเกินคาด

ที่มา – สศก.ปลื้ม! เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% ผลจาก ‘น้ำดี-อากาศหนุน’

สุรินทร์: ชายแดนคลี่คลาย เตรียมส่งปชช.กลับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการคลี่คลายสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่าหลายพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และกำลังเตรียมการเพื่อทยอยส่งประชาชนกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม

สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย เตรียมทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่

ภายหลังจากการแถลงการณ์ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น แม้ว่าจะยังต้องมีการหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

สถานการณ์ในแต่ละอำเภอ

  • อำเภอสังขะ: สถานการณ์สงบแล้ว สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้เต็มที่
  • อำเภอกาบเชิง: ฟื้นฟูและกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว
  • อำเภอปราสาท: มีเพียง 3-4 ตำบลที่ได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อย ซึ่งกำลังเร่งปรับปรุง
  • อำเภอพนมดงรัก: บางพื้นที่สามารถทยอยให้ประชาชนกลับได้ ยกเว้นตำบลตาเมียงและตำบลบักได ซึ่งยังคงมีการตรึงกำลังทหาร

จังหวัดสุรินทร์ได้เตรียมความพร้อมในการเคลื่อนย้ายประชาชนกลับภูมิลำเนา โดยได้ประสานงานกับศูนย์พักพิงและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อจัดรถรับส่งและทีมสนับสนุน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการทยอยส่งประชาชนกลับ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ จังหวัดยังคงดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง และจัดทำหลุมหลบภัยจากงบประมาณบริจาค ซึ่งเป็นมาตรการรองรับที่วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มั่นใจว่าภายในไม่กี่วันข้างหน้าจะสามารถประกาศสิ้นสุดสถานการณ์ภัย และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู บูรณะ และเยียวยาได้อย่างเป็นระบบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอที่ต้องการสะท้อนไปยังรัฐบาล ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่สถานการณ์ยืดเยื้อนานกว่า 15 วัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านรายได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนโดยเร็วที่สุด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน การประเมินสถานการณ์เป็นระยะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางจังหวัดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย เตรียมทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่ เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ต้องไม่ประมาท การวางแผนและเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – พ่อเมืองสุรินทร์เผยสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย เตรียมทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่

ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกรมป่าไม้ ตรวจสอบมวกเหล็ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดอธิบดีกรมป่าไม้สั่งการให้รองอธิบดีกรมป่าไม้ นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) เข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และร่วมจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 เพื่อใช้อ้างสิทธิเข้าครอบครองในพื้นที่ป่าไม้

นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ สั่งการให้นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ กิตติธากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และนายชาญชัย กิจศักดาภาพ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) และเจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) ร่วมปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่ และจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเข้าบุกรุกครอบครองที่ป่าไม้ ในพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากได้รับการประสานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก

ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พลตำรวจตรีประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการปราบปรามการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จำนวน 6 ราย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานแต่กลับร่วมกันกระทำการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ในคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเข้าบุกรุก หรือครอบครองที่ป่าไม้

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการตรวจสอบพบการบุกรุกยึดถือครอบครอง มีการก่อสร้างบุกรุกผืนป่า ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จึงเร่งขยายตรวจสอบที่ไปที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินจนพบว่าเป็นของนายทุน และมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 เพื่อใช้อ้างสิทธิเข้าครอบครองในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ทำการปลูกสร้างสวนป่าปางหัวช้าง-คลองไทร ระหว่างปี 2521-2524 ในท้องที่ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จำนวน 10 แปลง เนื้อที่ 4,300 ไร่ โดยปลูกไม้สักและไม้ประดู่ เลี่ยน กระถินณรงค์ นนทรีป่า กระถินยักษ์ สะเดา และระหว่างปี 2529-2537 ได้ทำการปลูกสร้างสวนป่าปางหัวช้าง-คลองไทร เพิ่มอีก 15 แปลง เนื้อที่ 2,340 ไร่ โดยปลูกสะเดา ประดู่ เลี่ยน นนทรี และสีเสียดแก่น รวมพื้นที่ทั้งหมด 25 แปลง เนื้อที่ 6,640 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะเจ้าหน้าที่วันนี้พบว่ายังปรากฏไม้ประดู่และไม้สักที่ปลูกอยู่เดิมกระจายเต็มพื้นที่ โดยพื้นล่างมีการปรับไถพื้นที่ บางส่วนมีการปลูกต้นพืชเกษตรเพื่อแสดงการครอบครองทำประโยชน์ บางแปลงพบว่ามีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ

สำหรับพื้นที่ที่ทำการตรวจสอบ 600-700 ไร่ ซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์เป็นที่ดิน ส.ป.ก. ได้ เนื่องจากพบว่าเป็นพื้นที่ปลูกป่าตั้งแต่ปี 2521 รวมถึงยังเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ จึงไม่สามารถออกเอกสาร ส.ป.ก.ได้นั้น หลังจากนี้กรมป่าไม้จะต้องรอผลการพิจารณาจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 ทั้งหมด จากนั้นกรมป่าไม้จะเข้าดำเนินการตรวจยึด ดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าทั้งหมดต่อไป

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก

ทำไมการตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็กจึงสำคัญ

การที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ การบุกรุกพื้นที่ป่าไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำ การดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ถือเป็นการกระทำที่ทุจริตและสร้างความเสียหายต่อส่วนรวม การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก

การร่วมมือกันของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าและการทุจริตในวงราชการ ความโปร่งใสและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้คงอยู่ต่อไป

การดำเนินการขั้นต่อไปหลังจากนี้ กรมป่าไม้ต้องเร่งดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 ที่ออกโดยมิชอบ และนำตัวผู้บุกรุกพื้นที่ป่ามาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้ากระทำผิด

การปกป้องผืนป่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเราในอนาคต

ที่มา – กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก

มหาสารคามจัดงาน ออนซอนกลองยาววาปีปทุม

ที่ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เสริมไทยคอมเพล็กซ์ อ.เมืองมหาสารคาม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วย นายการเอก สำราญชลารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดมหาสารคาม นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม นางพรหมภัสสร ภูมิสวัสดิ์ ผอ.กลุ่มงานประสานและสนับสนุนการบริหารงานพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมหาสารคาม และ นายภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ร่วมแถลงข่าว การจัดงานออนซอนกลองยาววาปีปทุม เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 160 ปี เมืองมหาสารคาม โดยมี นางสุดารัตน์ แววบัณฑิต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

จังหวัดมหาสารคาม โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดมหาสารคาม ได้จัดกิจกรรม งานออนซอนกลองยาววาปีปทุมขึ้น เพื่อส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของจังหวัด ส่งเสริมการนำความรู้ทางภูมิปัญญา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน โดยกระตุ้นให้มีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในจังหวัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงเป็นการฉลองครบวาระการก่อตั้งเมืองมหาสารคาม ครบ 160 ปี ในปี 2568

สำหรับ งานออนซอนกลองยาววาปีปทุม ฉลอง 160 ปี เมืองมหาสารคาม นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ทั้งที่พัก การจำหน่ายสินค้า และเป็นการฝึกทักษะการเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนอีกด้วย โดยภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย เช่น การฟ้อนรำของขบวนนางรำกว่า 16,000 คน ขบวนเล่นกลองยาว การแข่งขันเส็งกลอง และกลองยาวโบราณ การแสดงรำมวยไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรม หมอลำกลอนแบบดั้งเดิม ลำแคน ขบวนแห่วัฒนธรรม สืบ ฮีต ฮอย เมือง 160 ปี มหาสารคาม มหกรรมหุ่นกระติบข้าวและหุ่นฟาง เพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของ จ.มหาสารคาม

นายวิบูรณ์ กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคาม เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งในวาระครบรอบ 160 ปีเมืองมหาสารคาม ทุกภาคส่วนได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมในหลายมิติ ทั้งด้านศาสนา พิธีบูชามเหศักดิ์หลักเมือง พิธีบวงสรวงพระเจริญราชเดช (กวด) พิธีถวายมหาสังฆทาน ด้านศิลปะวัฒนธรรม การขับเคลื่อนด้านการศึกษา บริการประชาชน ด้านสุขภาพ รวมถึงการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าพื้นเมือง โดยการจัดงานครั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดงาน ในวันที่ ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม นี้

งานออนซอนกลองยาววาปีปทุม

กิจกรรมห้ามพลาดในงานออนซอนกลองยาววาปีปทุม

  • การฟ้อนรำยิ่งใหญ่
  • ขบวนกลองยาวสุดอลังการ
  • การแข่งขันเส็งกลอง
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจและสัมผัสวัฒนธรรมอีสานอย่างแท้จริง งานออนซอนกลองยาววาปีปทุม ที่มหาสารคามคือจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด เตรียมตัวพบกับความสนุกสนานและความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน!

ที่มา – มหาสารคามพร้อมจัดงานออนซอนกลองยาววาปีปทุม เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 160 ปี

ลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ที่โนนคูณฯ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นายทินพล เฉลิมวสุธา นายอำเภอคอนสาร เป็นประธานในพิธีลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ณ โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ โดยมีนายสุทธิพงษ์ สุทธิวรารัฐกานต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมอันดีงามนี้ นอกจากนี้ ยังมีพันตำรวจเอกพงศ์สุข คงปัญโญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคอนสาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถานศึกษาจาก สพม.ชัยภูมิ และ สพป.ชัยภูมิ เขต 2 คณาจารย์ และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมดำนาพอเพียง เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน เนื่องใน “วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระราชชนนีพันปีหลวง” ณ ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก

นายสุทธิพงษ์ สุทธิวรารัฐกานต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก เปิดเผยว่า กิจกรรมลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ที่โรงเรียนจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 มีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการเป็นแบบอย่างและส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา เพื่อเผยแผ่และประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์บนวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอารยะเกษตร โคกหนองนา แห่งน้ำใจและความหวังของ ” ในหลวงรัชกาลที่ 10 ” ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง

ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ

โครงการ “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ที่โรงเรียนโนนคูณวิทยาคารฯ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และทักษะชีวิตที่จำเป็นให้แก่นักเรียน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ความสำคัญของกิจกรรมดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ

กิจกรรม “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำนา แต่เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย การเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างความสามัคคีในชุมชน โรงเรียนโนนคูณวิทยาคารฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

การที่โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก จัดกิจกรรม “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ต่อเนื่องมาถึง 15 ปี แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องการปลูกฝังคุณค่าและความรู้ที่แท้จริงให้กับนักเรียน เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – นอภ.คินสาร นำลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก ปีที่ 15

ฟีฟ่า เปรมอนันต์ กับบทบาทในละครเมืองแก้ว

ละคร เมืองแก้ว กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ด้วยเนื้อหาดราม่าเข้มข้นที่สะท้อนสังคม นำแสดงโดย เข้ม-หัสวีร์ ภคพงษ์ไพศาล และ พิ้งค์พลอย-ปภาวดี ชาญสมอน อีกหนึ่งนักแสดงที่สร้างสีสันและผ่อนคลายความตึงเครียดในเรื่อง คือ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ผู้รับบท “นุกูล” ลูกน้องคนสนิทของนักสิทธิ์ (เข้ม หัสวีร์) ซึ่ง ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ได้เปิดใจถึงการทำงานในละครเรื่องนี้

“ก่อนอื่นต้องขอบคุณแฟนละครทุกคนที่ติดตามและชื่นชอบละครเมืองแก้วนะครับ เป็นกำลังใจที่ดีให้กับนักแสดงและทีมงานมาก ๆ ผมเชื่อว่ากระแสตอบรับที่ดีในวันนี้ มาจากความเข้มข้นของเนื้อหาที่สอดแทรกเรื่องราวของสังคมที่น่าจะโดนใจแฟน ๆ ตัวละครนุกูลที่ผมเล่น เป็นลูกน้องคนสนิทของนักสิทธิ์ คอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบ เพราะหน่วยงานรัฐเข้าไม่ถึง เราจึงเข้าไปดูแลและต่อสู้เพื่อความถูกต้อง”

ในมุมมองของผม นุกูลเป็นคนที่รู้เรื่องทุกอย่างและติดตามนายในทุกสถานการณ์ พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อนายได้เลย แต่จะไม่แสดงออกว่าตัวเองรู้ ทำตัวสบาย ๆ เหมือนไม่รู้อะไร เพราะไม่อยากให้ทุกคนเครียด ผมชอบตัวละครนี้นะ เพราะในละครตัวละครอื่น ๆ จะค่อนข้างเครียด แต่ตัวละครของผมจะสร้างรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้กับคนดู ทำให้บรรยากาศในเรื่องเบาลง ในด้านการแสดงก็ต้องปรับตัวและทำการบ้านเยอะ พี่ต่อ (ต่อพงศ์ ตันกำแหง) ผู้กำกับ คอยอธิบายให้เราเข้าใจตัวละคร ด้วยบทที่มา หากอ่านปกติจะรู้สึกว่าตัวละครนี้ดูเครียด ๆ แต่พี่ต่อเติมสีสันให้นุกูล เป็นตัวละครที่ทำให้บรรยากาศของฉากละมุนขึ้น หน้างานในแต่ละฉากพี่ต่ออาจมีเสริมบทบ้าง ตอนแรก ๆ ผมก็ยังมองไม่ออกว่านุกูลควรจะทำตัวยังไง ในขณะที่ทุกคนซีเรียสกัน ทำไมนุกูลต้องเล่นมุก แต่พอได้เห็นภาพรวมทั้งหมด ผมก็เข้าใจว่าเพื่อให้ตัวละครกลมกล่อมเป็นธรรมชาติมากที่สุดครับ

เมืองแก้ว

ส่วนการได้กลับมาเจอกับน้องเบนซ์ (ชนกนันท์ เสนปิ่น) เรื่องนี้น้องเหมือนเดิมเลยครับ น้องเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คือนิสัยดีเหมือนเดิม แล้วเขาเป็นน้องที่เก่งนะครับ ในด้านของการแสดง เขาเป็นคนที่เล่นออกมาได้เป็นธรรมชาติมาก ๆ อย่างตัวละครมะจาที่น้องแสดง ตัวละครในใจเขาอัดแน่นไปด้วยความโกรธ ความเสียใจ การถูกทำร้าย น้องเบนซ์ถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ๆ คือเขาเล่นดราม่าได้ถึงอยู่แล้ว เรื่องนี้เขาก็ทำได้ดีเหมือนเดิมครับ

ผมอยากฝากแฟน ๆ ทุกคนติดตามชมละครเมืองแก้วกันต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ เมืองแก้วเป็นละครที่ทุ่มเทในทุกด้าน โดยเฉพาะบทละครที่เข้มข้น เรื่องของสถานที่ถ่ายทำ เรายกกองไปถ่ายทำกันที่เชียงราย และยังมีหลายสถานที่ที่ทุกคนจะได้เห็นบรรยากาศที่สวยงาม มีความเป็นธรรมชาติมาก ๆ หรืออย่างเสื้อผ้า หน้าผม คือจัดเต็มจริง ๆ และที่สำคัญที่สุดคือเมืองแก้วเป็นการเล่าเรื่องที่แสดงให้เห็นความแตกต่างทางชนชั้นในสังคม เรื่องของการทุจริต การเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอำนาจ อยากให้ทุกคนติดตามเอาใจช่วยเมืองรัตนบุรี ให้เป็นเมืองแก้วที่โปร่งใส ยุติธรรม ไม่มีเหลื่อมล้ำและข่มเหงกัน”

ฟีฟ่า เปรมอนันต์

ฟีฟ่า เปรมอนันต์ กับบทบาทในละครเมืองแก้ว

จากบทสัมภาษณ์ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกและความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ ละครเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ละคร แต่เป็นกระจกสะท้อนสังคมที่น่าติดตาม

บทบาทของ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ในเมืองแก้ว

บทบาท “นุกูล” ที่ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ได้รับนั้น เป็นตัวละครที่สร้างสีสันและทำให้สถานการณ์ตึงเครียดในละครผ่อนคลายลง ด้วยการแสดงที่เป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์ ทำให้ผู้ชมชื่นชอบและติดตาม

ที่มา – “ฟีฟ่า เปรมอนันต์” เชื่อละครเมืองแก้วสะท้อนภาพสังคมที่แตกต่าง บทบาทสร้างสีสันในสถานการณ์ตึงเครียด

จีนประท้วงฟิลิปปินส์ ปมปัญหาไต้หวัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่า มีเพียงจีนเดียวบนโลกใบนี้ ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่มิอาจแบ่งแยกของจีน ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในและแกนกลางผลประโยชน์หลักของจีน การแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องของชาวจีนเท่านั้นและไม่ยอมรับการแทรกแซง

ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เคยให้คำมั่นว่ายึดถือนโยบายจีนเดียว รับรองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และเข้าใจความพยายามของรัฐบาลจีนในการรวมชาติ รวมถึงผู้นำฟิลิปปินส์เคยกล่าวชัดเจนกับจีนว่าฟิลิปปินส์ยึดถือนโยบายจีนเดียว ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนที่ต้องแก้ไขโดยประชาชนชาวจีน

ทั้งนี้ จีนย้ำว่า คำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันฟิลิปปินส์กลับไม่รักษาคำพูดโดยไม่คำนึงถึงผลพวงที่จะตามมา ฟิลิปปินส์ทั้งพูดและทำอย่างไม่ถูกต้อง และยั่วยุปลุกปั่น บิดเบือนและบั่นทอนหลักการจีนเดียว และบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ซึ่งจีนคัดค้านอย่างหนักแน่น จีนได้ทำการจีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน อย่างเป็นทางการ

“ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใกล้กัน” และ “มีชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากในไต้หวัน” มิควรถูกใช้เป็นข้ออ้างแทรกแซงกิจการภายในและอธิปไตยของประเทศอื่น คำกล่าวอ้างเหล่านี้ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรอาเซียน รวมถึงเป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค และผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชน

จีนกระตุ้นเตือนฟิลิปปินส์ปฏิบัติตามหลักการจีนเดียว และเจตจำนงของแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ พร้อมหลีกเลี่ยงการเล่นกับไฟ ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์หลักของจีน.

จีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน

ความตึงเครียดระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อจีนออกมาจีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ จีนเน้นย้ำถึงหลักการจีนเดียว และยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างไม่อาจแบ่งแยกได้

ทำไมจีนถึงยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน?

สาเหตุหลักมาจากการที่จีนมองว่าฟิลิปปินส์ไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะยึดมั่นในนโยบายจีนเดียว และการแสดงความเห็นที่ส่อถึงการสนับสนุนไต้หวัน จีนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการยั่วยุและบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์มีความซับซ้อน มีทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่จีนออกมาจีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับประเด็นไต้หวันอย่างมาก และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาไต้หวันยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การที่ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการที่ตกลงร่วมกัน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จะเป็นหนทางสู่การรักษาเสถียรภาพและความสงบสุขในภูมิภาค

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – จีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน

รร.เทศบาล 2 จัด “อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมกีฬา

โรงเรียนเทศบาล 2 (อำนวยวิทย์) จัดการแข่งขันกีฬาสีภายใน “อำนวยวิทย์ เกมส์” ประจำปีงบประมาณ 2568 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านกีฬาให้แก่นักเรียนในสังกัด โดยมีนางบังอร อาจวิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นหัวแรงหลักในการจัดงาน ภายใต้การสนับสนุนของกองการศึกษา เทศบาลเมืองสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

การแข่งขัน “อำนวยวิทย์ เกมส์” ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายธนกร ตันติไพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในสนามกีฬาโรงเรียนเทศบาล 2 (อำนวยวิทย์)

นางบังอร อาจวิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมทักษะด้านกีฬา พัฒนาสภาพร่างกายและจิตใจของนักเรียน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

รร.เทศบาล 2 จัด “อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมกีฬา

สำหรับการแข่งขันกีฬาสีภายใน แบ่งนักเรียนออกเป็น 2 สี ได้แก่ สีชมพู และสีเขียว โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเล่นกีฬาอย่างเต็มที่ มุ่งหวังให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ กล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ รู้จักการแบ่งปัน เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักเคารพกฎกติกา มารยาทในการเล่นกีฬา รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกัน มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักการให้อภัย และเสียสละ รวมถึงฝึกฝนภาวะผู้นำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต

การจัดการแข่งขัน “อำนวยวิทย์ เกมส์” สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา เพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา

“อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมทักษะกีฬาสู่เยาวชน

การแข่งขันกีฬาสีภายในโรงเรียนเทศบาล 2 (อำนวยวิทย์) ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลแพ้ชนะ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุข สนุกสนาน และส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญาของผู้เรียน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดและอบายมุขต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบสนองโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุขอีกด้วย “อำนวยวิทย์ เกมส์” จึงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะด้านกีฬา พัฒนาเยาวชน และสร้างสรรค์สังคมไปพร้อมๆ กัน

มาร่วมเป็นกำลังใจให้น้องๆ นักเรียน และสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเยาวชนไทยกันนะครับ!

ที่มา – รร.เทศบาล 2 จัดแข่งขัน “อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมทักษะด้านกีฬา