ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์ เจอเพียบ!

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท สั่งการให้พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 พ.ต.อ.นรวัฒน์ คำภิโล, พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ อ่อนตา รอง ผบก.สอท.4พ.ต.อ.คมสัน มีภักดี ผกก.4 สอท.4 สนธิกำลังกก.4 บก.ปทส. เข้าค้นบ้านพักในเขตพื้นที่ ตำบลหนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ก่อนจับกุมนายสมชาย หลังสืบสวนพบว่า มีการลักลอบขายรวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนทางสื่อออนไลน์ พบผู้กระทำความผิดลักลอบขายเลื่อยโซ่ยนต์ทางสื่อออนไลน์เพจเฟสบุ๊ค “ซื้อขายเลื่อยยนต์” จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้นบ้านดังกล่าว ก็พบอาวุธปืนลูกโม่ขนาด.22 จำนวน 1 กระบอก ปืนยาวอัดลมจำนวน 6 กระบอก ปืนสั้นอัดลมจำนวน 1 กระบอก พร้อมทั้งเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และเลื่อยโซ่ยนต์ยี่ห้อสติล รุ่น 070จำนวน 7 เครื่อง แผ่นบังคับเลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 16 แผ่น และโซ่เลื่อยยนต์จำนวน 12 เส้น โดยของกลางอาวุธปืนและเลื่อยโซ่ยนต์นั้นไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเอกสารเกี่ยวกับใบอนุญาตเลื่อยโซ่ยนต์จากนายทะเบียนแต่อย่างใด

สอบสวนให้การรับสารภาพว่า ชอบสะสมอาวุธปืนจึงได้รับจำนำอาวุธปืนและหาซื้ออาวุธปืนอัดลมตามรายการดังกล่าวมาจากร้านค้าของเก่าจำนวนหลายกระบอกเพื่อเอาไว้แขวนประดับฝาบ้าน ส่วนเลื่อยโซ่ยนต์นั้นตนรับซื้อมาจากร้านค้าของเก่าและรับซื้อมาจากชาวบ้าน เพื่อนำมาซ่อมแซมและปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้ ก่อนจะนำลงประกาศขายตามเพจร้านค้าทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อหารายได้เสริม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าวมีขนาดกำลังเครื่องจักรกลต้นกำลัง หรือขนาดความยาวแผ่นบังคับโซ่ยาวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์ จึงได้ตรวจยึดเป็นของกลางและดำเนินการและแจ้งข้อหา “มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่,ซ่อมแซมเลื่อยโซ่ยนต์เป็นธุรกิจเพื่อสินจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์และจับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์

รายละเอียดการจับกุมหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์

จากเหตุการณ์รวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์นี้ แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการควบคุมการซื้อขายสินค้าผิดกฎหมายออนไลน์ การซื้อขายเลื่อยยนต์และอาวุธปืนต้องมีใบอนุญาต หากไม่มีจะถือว่าผิดกฎหมาย การกระทำของหนุ่มเชียงใหม่รายนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้สามารถติดตามและจับกุมผู้กระทำผิดได้ในที่สุด นอกจากนี้ การสนธิกำลังกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่กำลังมองหาซื้อเลื่อยยนต์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ขายมีใบอนุญาตถูกต้อง และเลื่อยยนต์ที่ซื้อมีขนาดตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

สรุปแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์พร้อมทั้งอาวุธปืนจำนวนมากได้นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของสังคม

ที่มา – รวบหนุ่มเชียงใหม่ เปิดเพจค้าเลื่อยยนต์ ค้นบ้านผงะเจอปืนเพียบ

พร้อมพงศ์หนุนรัฐบาล **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด**

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด** ให้เหมือนสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ยาเสพติดเป็นภัยร้ายที่ทำลายผู้เสพ ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างกว้างขวาง และเรียกร้องให้รัฐบาล **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด**

นายพร้อมพงศ์ยังชื่นชมการทำงานของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด และดำเนินการลงโทษข้าราชการที่ปล่อยปละละเลยให้มีการระบาดของยาเสพติด หรือปล่อยให้เปิดผับบาร์เกินเวลา ซึ่งเป็นแหล่งมั่วสุม นอกจากนี้ ยังมีการประเมินผลการทำงานของข้าราชการในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

นายพร้อมพงศ์เน้นย้ำว่า การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ โดยควรมีศูนย์รับแจ้งเบาะแสยาเสพติด เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลได้อย่างปลอดภัย และส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

**กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด**

นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ยังเสนอแนะให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกวดขันและสกัดกั้นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดและการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน และต้องติดตามไปยังต้นตอของขบวนการค้ายาเสพติด ดำเนินคดี ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน และยึดทรัพย์ เพื่อไม่ให้มีการนำเงินไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงผลงานของนายทักษิณ ชินวัตร ในยุครัฐบาลไทยรักไทย ว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนยังคงคิดถึงอยู่เสมอ เพราะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้หลายครอบครัวได้ลูกหลานกลับคืนมา วันนี้ ปัญหายาเสพติดได้กลับมาระบาดอย่างหนัก ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ลูกหลานติดยาเสพติดได้ง่ายและในราคาถูก ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การลักเล็กขโมยน้อย ชิงทรัพย์ และทำร้ายร่างกาย

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ถือว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน และจะดำเนินการ **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด** โดยไม่ละเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อะไรคือความสำคัญของการกวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด?

นายพร้อมพงศ์ได้กล่าวสนับสนุน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายภูมิธรรมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างแข็งขัน และขอให้ระมัดระวังกลุ่มคนที่คิดร้ายต่อรัฐบาล พร้อมทั้งย้ำว่าการปราบปรามและ **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด** ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียกความเชื่อมั่นหรือกอบกู้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล แต่เป็นเพราะปัญหายาเสพติดได้แพร่ระบาดอย่างหนักและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน การปราบปรามยาเสพติดจึงเป็นการคืนทรัพยากรบุคคลให้กับครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆ

การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หากเราสามารถทำให้ชุมชนของเราปลอดจากยาเสพติดได้ สังคมของเราก็จะน่าอยู่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘พร้อมพงศ์’ เชียร์รัฐบาล กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด แนะเช็กบิลเส้นทางการเงินให้ถึงต้นตอ

สาวสุดช้ำ! ถ่ายโอนข้อมูลมือถือ รูปโผล่แอปหาคู่

สาวสุดช้ำ! เมื่อเธอได้ไปใช้บริการถ่ายโอนข้อมูลมือถือที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ารูปภาพของตัวเองไปปรากฏอยู่ในแอปพลิเคชันหาคู่อย่าง Tinder ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยสมัครใช้งานเลย เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างมาก และนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หญิงสาวผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความกับ ตำรวจสภ.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ว่ามีภาพของตัวเองไปปรากฏในแอปพลิเคชัน ทินเดอร์ (Tinder) แพลตฟอร์มหาคู่ออนไลน์ ทั้งที่ไม่เคยสมัครเข้าไปใช้แอปฯดังกล่าวมาก่อน เพียงแต่ก่อนหน้านี้ได้ให้พนักงาน “ร้านมือถือชื่อดัง” ถ่ายโอนข้อมูลมือถือเครื่องเก่า ไปยังเครื่องใหม่ เธอจึงสงสัยว่าน่าจะมีการนำข้อมูลไปใช้ ภายหลังตำรวจสืบสวนจนพบว่า มีพนักงานและผู้เกี่ยวข้องแอบนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายไปใช้จริง จึงติดตามจับกุมได้ทั้งหมด 6 ราย ดำเนินคดีในข้อหาความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ในส่วนของบริษัทต้นสังกัด “ร้านมือถือชื่อดัง” ได้ดำเนินการให้พนักงานผู้ก่อเหตุพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทแล้ว และดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายกับพนักงานที่ทำให้บริษัทเสียหายเช่นเดียวกัน พร้อมออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้า

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(สคส.) หรือ PDPC พร้อมด้วย นายอมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการผอ.สำนักตรวจสอบและกำกับดูแล ร.ท.ฐานันดร สำราญสุข ผอ.ฝ่ายเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ และนายธนาภัทร์ ไม้สน หัวหน้างานฝ่ายกำกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้เชิญบริษัท “ร้านมือถือชื่อดัง” เข้าพบเพื่อชี้แจงถึงมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และให้ส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการตาม PDPA จากเหตุดังกล่าว

เบื้องต้น บริษัทดังกล่าวได้รายงานเหตุการละเมิดมายัง สคส. ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ยังมีประเด็นที่ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนเพียงพอ เพื่อให้การปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้แจ้งให้บริษัทชี้แจงและจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ดังนี้

  • การประเมินความเสี่ยงและการทบทวนมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเชิงองค์กรในการตรวจสอบและกำกับดูแลพนักงาน
  • รายงานผลการสอบสวนพนักงาน
  • การพิจารณาขยายผลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับพนักงานที่กระทำผิดโดยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์(ฉบับที่ 2) กรณีนำข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลไปใช้ในการกระทำผิดอาญา
  • ผลการเยียวยาผู้เสียหาย

สาวสุดช้ำ! ถ่ายโอนข้อมูลมือถือ รูปโผล่แอปหาคู่

ทั้งนี้ ทาง สคส. ได้เน้นย้ำให้บริษัทดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียหาย และดำเนินการตรวจสอบภายในองค์กรอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ข้อควรระวังในการถ่ายโอนข้อมูลมือถือ

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความปลอดภัยในการถ่ายโอนข้อมูลมือถือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้บริการจากร้านค้าภายนอก ควรเลือกใช้บริการจากร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และสอบถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ในระหว่างการถ่ายโอนข้อมูลมือถือ เราควรที่จะ:

  • เฝ้าดูขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกถ่ายโอนว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
  • สอบถามถึงวิธีการจัดการข้อมูลเก่าจากเครื่องเดิม
  • เปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีต่างๆ ที่สำคัญหลังจากถ่ายโอนข้อมูลเสร็จสิ้น

การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ การระมัดระวังและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้

สุดท้ายนี้ ฝากถึงประชาชนที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ กรณีต้องมีการถ่ายโอนข้อมูลภาพ-คลิปต่างๆ ในเครื่องเดิมให้ระวังและต้องคอยสอดส่องดูการถ่ายโอนข้อมูลภาพ-คลิปอย่างใกล้ชิดด้วย ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้อีก. เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว และระมัดระวังในการใช้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น

ที่มา – สาวสุดช้ำ! ให้ร้านถ่ายโอนข้อมูลมือถือ เจอรูปตัวเองโผล่หราในแอปฯหาคู่

สวนสัตว์เขาเขียวต้อนรับ “ลูกคาปิบารา” 3 ตัว

ข่าวดีรับวันแม่! สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้อนรับสมาชิกใหม่สุดน่ารัก “ลูกคาปิบารา” จำนวน 3 ตัว ที่เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นเต้นและยินดีให้กับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้อนรับ “ลูกคาปิบารา” 3 ตัว

นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยว่า “คาปิบารา” สัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้ให้กำเนิดลูกน้อยถึง 3 ตัว จากพ่อชื่อ “เซียง” อายุ 5 ปี และแม่ชื่อ “ปุ๊กปิ๊ก“ อายุ 3 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุเพศของลูกคาปิบาราได้ เนื่องจากต้องการปล่อยให้แม่เลี้ยงตามธรรมชาติ เพื่อให้ลูก ๆ เติบโตอย่างแข็งแรงที่สุด อย่างไรก็ตาม สุขภาพของลูก ๆ แข็งแรงสมบูรณ์และมีความน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีคาปิบารารวมทั้งหมด 21 ตัว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความน่ารักของครอบครัวคาปิบาราได้ที่ส่วนแสดงหนูยักษ์คาปิบารา โดยทางสวนสัตว์มีแผนที่จะทำการตั้งชื่อให้กับลูกคาปิบาราทั้ง 3 ตัวในเร็ว ๆ นี้

ลูกคาปิบารา

สิทธิพิเศษวันแม่แห่งชาติ เด็กเข้าชมฟรี!

นอกจากความน่ารักของลูกคาปิบาราแล้ว นายณรงวิทย์ยังกล่าวอีกว่า ในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมอบสิทธิพิเศษให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. เข้าชมฟรีตลอดทั้งวัน! พร้อมทั้งจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับครอบครัวมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การแสดงจากเยาวชน มาสคอตแดนซ์ซิ่ง โชว์งูสวยงาม และกิจกรรม “ชวนแม่เที่ยวสวนสัตว์” พร้อมมอบดอกมะลิและของที่ระลึกให้กับคุณแม่ทุกท่าน

สำหรับคาปิบารา เป็นสัตว์ฟันแทะที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เมื่อโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักประมาณ 50–70 กิโลกรัม และสูงราว 45 เซนติเมตร พวกเขาชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และมีความรักในการว่ายน้ำเป็นอย่างมาก มักจะแช่น้ำเกือบทั้งวัน และออกหาอาหารในช่วงเช้าและเย็น โดยอาหารส่วนใหญ่จะเป็นหญ้าและพืชน้ำ

หากท่านใดสนใจสัมผัสบรรยากาศพิเศษอีกรูปแบบหนึ่ง สามารถเข้าชม Khao Kheow Night Zoo เพื่อชมวิถีชีวิตของสัตว์ต่างๆ ในยามค่ำคืน ซึ่งแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 038-318444 ต่อ 213

การต้อนรับสมาชิกใหม่ “ลูกคาปิบารา” ทั้ง 3 ตัวนี้ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความสุขให้กับผู้ที่รักสัตว์ และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนและสัมผัสความน่ารักของสัตว์นานาชนิดที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อย่าลืมแวะมาเยี่ยมชมความน่ารักของพวกเขากันนะครับ

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้อนรับสมาชิกใหม่ “ลูกคาปิบารา” 3 ตัวสุดคิวต์ เตรียมตั้งชื่อเร็ว ๆ นี้ รับวันแม่แห่งชาติ เด็กเข้าฟรี

‘ภูมิธรรม’ ส่งผู้อพยพกลับสุรินทร์: ให้กำลังใจ!

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้อพยพ ณ อาคารวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

“ภูมิธรรม” ลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้อพยพ

นายภูมิธรรมกล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เพื่อแสดงความห่วงใยต่อความยากลำบากของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามดูแลและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยกย่องทหารกล้าที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด

“ตอนนี้พี่น้องประชาชนทุกคนคิดถึงบ้านเป็นอย่างมาก และเราก็ได้จัดชรบ. อส. ดูแลบ้านเรือนพี่น้องอย่างดี ซึ่งรัฐบาลได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ โดยในเบื้องต้นเราได้เพิ่มเงินในอำนาจผู้ว่าฯ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จาก 20 ล้านเป็น 100 ล้านบาท และได้รับความสนับสนุนจากทุกส่วนราชการและภาคีเครือข่าย ทั้งวิทยาลัย มหาวิทยาลัย วัด บ้าน สถานศึกษา และสถานที่สาธารณะทั้งหมด ได้ร่วมทำอย่างเต็มที่ และตอนนี้ ทุกคนอยากกลับบ้านเต็มที่แล้ว ตามแผนขณะนี้ อปท.ทั้งหมดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจความเสียหายของที่พักอาศัยแล้ว ” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมกล่าวถึงแผนการช่วยเหลือและส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ รวมถึงขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชน การบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว และค่าตอบแทนสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงการประสานงานกับกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดยานพาหนะในการส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์ อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งกำชับให้ทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ตามอำนาจหน้าที่

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือผู้อพยพ

‘ภูมิธรรม’ ลงพื้นที่ให้กำลังใจ-ส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อพิจารณาบรรเทาผลกระทบค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอาใจใส่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่มีต่อประชาชน

มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับการส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์

  • การอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน
  • การขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอพยพและการจัดการศูนย์พักพิง

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

การลงพื้นที่ของนายภูมิธรรมและการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ แม้ว่าสถานการณ์จะท้าทาย แต่ความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

การส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์ เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ลงพื้นที่ให้กำลังใจ-ส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์

ญี่ปุ่นฟ้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเทคโนโลยีและสื่อ เมื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโยมิอุริ ได้ยื่นฟ้องบริษัทเอไอ ‘เพอร์เพล็กซิตี’ (Perplexity) ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และขโมยผลงาน โดยกล่าวหาว่า เพอร์เพล็กซิตีแสวงหาผลประโยชน์จากผลงานที่สำนักข่าวได้ลงทุนลงแรงไปอย่างมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความถูกต้องแม่นยำในการรายงานข่าว รวมถึงสั่นคลอนรากฐานของประชาธิปไตย

การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาประดิษฐ์และสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงประเด็นด้านลิขสิทธิ์และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีเอไอในการสร้างสรรค์เนื้อหา

ญี่ปุ่นฟ้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงาน

กองบรรณาธิการของโยมิอุริได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงโตเกียว โดยเรียกร้องค่าเสียหายจากเพอร์เพล็กซิตีเป็นจำนวนเงิน 2,200 ล้านเยน (ราว 477 ล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่ากับบทความของโยมิอุริจำนวน 120,000 ฉบับที่ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จำนวนเงินที่เรียกร้องยังรวมถึงค่าเสียหายของรายได้จากการโฆษณาที่สูญเสียไป เนื่องจากการที่ผู้ใช้งานเอไอจะคลิกเพียง “เนื้อหาสรุป” จากผลการค้นหา แทนที่จะเข้าชมเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์โดยตรง

ทำไมการฟ้องร้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงานจึงสำคัญ?

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อจากการเข้ามาของเทคโนโลยีเอไอ หากแพลตฟอร์มเอไอสามารถนำเนื้อหาจากแหล่งข่าวต่างๆ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสม อาจทำให้สำนักข่าวต่างๆ ประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถลงทุนในการผลิตข่าวสารคุณภาพได้อีกต่อไป

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการฟ้องร้องครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • การละเมิดลิขสิทธิ์: เพอร์เพล็กซิตีนำเนื้อหาของโยมิอุริไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์
  • ผลกระทบต่อรายได้: การที่ผู้ใช้งานเอไอเข้าถึงเนื้อหาสรุปแทนที่จะเข้าชมเว็บไซต์โดยตรง ส่งผลให้รายได้จากการโฆษณาของโยมิอุริลดลง
  • ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ: การใช้เอไอในการสรุปข่าวอาจนำไปสู่ความผิดพลาดหรือการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของข่าวสาร

ในขณะที่เพอร์เพล็กซิตียังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการฟ้องร้องครั้งนี้ แต่เชื่อว่าคดีนี้จะนำไปสู่การพิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตและความรับผิดชอบของการใช้เอไอในอุตสาหกรรมสื่ออย่างแน่นอน

การฟ้องร้อง ญี่ปุ่นฟ้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงาน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของหนังสือพิมพ์โยมิอุริกับบริษัทเอไอ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของสื่อสารมวลชนและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี AI เราต้องติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อวงการข่าวและเทคโนโลยีในระยะยาวอย่างไรบ้าง

ที่มา – หนังสือพิมพ์ใหญ่ญี่ปุ่นยื่นฟ้องเอไอ ‘เพอร์เพล็กซิตี’ ข้อหาขโมยผลงาน

มหัศจรรย์! งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย

มาสัมผัสความมหัศจรรย์ของ งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ที่จัดขึ้น ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย ได้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน และนางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย ได้รายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสนับสนุน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ให้เป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีถึง 10 ชาติพันธุ์ ได้แก่ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ไทยพวน ไทยวน ไทครั่ง ไทดำ ไทยอีสาน ไทยล้านนา และไทยจีน

กิจกรรมในงาน มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย

งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย”

ภายในงาน “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
  • การจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและอาหารพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์สุโขทัย
  • การสาธิตภูมิปัญญา สินค้า และการสร้างบ้านจำลองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามและหาชมยาก
  • การเดินแบบแฟชั่นโชว์ผ้าชาติพันธุ์ โดยหัวหน้าส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีร่วมสมัยที่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานอีกด้วย

ไฮไลท์เด็ด! เสวนา “บทบาทกลุ่มชาติพันธุ์ พลังสร้างสรรค์สุโขทัย”

พลาดไม่ได้กับกิจกรรมพิเศษในวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จะมีการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทกลุ่มชาติพันธุ์ พลังสร้างสรรค์สุโขทัย” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ขอเชิญทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ และสนับสนุน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ได้จนถึงวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย

เที่ยวสุโขทัย สัมผัสเสน่ห์หลากหลายชาติพันธุ์

ทำไมต้องมางานนี้?

  • สัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลาย: พบกับ 10 ชาติพันธุ์ในสุโขทัย ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • สนับสนุนชุมชน: ซื้อสินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านโดยตรง
  • เรียนรู้ภูมิปัญญา: ชมการสาธิตงานฝีมือและวิถีชีวิตดั้งเดิม
  • เพลิดเพลินกับกิจกรรม: ชมการแสดงดนตรีและการแสดงทางวัฒนธรรม

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาล แต่เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่งดงามของจังหวัดสุโขทัย สุโขทัยไม่ได้มีแค่เมืองเก่า แต่ยังมีเรื่องราวของผู้คนและชาติพันธุ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปกันนะครับ

ที่มา – งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย”

อู่ทองจัดโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ปี 68

ที่วัดอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี นายมงคล เล้าศรีอารยะกุล นายกเทศมนตรีตำบลอู่ทอง มอบหมาย นายทรงวุฒิ ธนวรรณ ประธานสภาเทศบาลตำบลอู่ทอง เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ประธานชุมชน13 ชุมชน ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลอู่ทอง และองค์กรภาคีความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมทำกิจกรรมรวมพลังสร้างสัปปายะสู่วัด (Big Cleaning Day) และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

และเพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่กิจกรรมทางศาสนา กิจกรรม BIG Cleaning Day กิจกรรม 5 ส (สะสาง สะดวก สะอาด สร้างสุขนิสัย สร้างระเบียบวินัย) ไปสู่ประชาชน เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน คนในชุมชนเกิดความรักความสามัคคี เพื่อให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของเทศบาลตำบลอู่ทอง ผู้นำชุมชน เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่มีความเสียสละและรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ประชาชน ภาคีเครือข่าย และกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีจิตอาสาและรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ของวัดและชุมชน ต่อไป

โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ

เทศบาลตำบลอู่ทองได้จัดกิจกรรม โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างวัด ประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ที่สะอาด ร่มรื่น และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน

วัตถุประสงค์ของโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568

  • เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่กิจกรรมทางศาสนา
  • ส่งเสริมกิจกรรม 5 ส ในวัดและชุมชน
  • สร้างความรักความสามัคคีในชุมชน
  • ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วย การทำความสะอาดวัด (Big Cleaning Day), การปรับปรุงภูมิทัศน์, การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา, และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต

การดำเนินงานโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาวัดให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง การที่วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน จะช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชนมีคุณธรรม จริยธรรม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมต่อไป

โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก การดำเนินงานโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชุมชน และเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หากโครงการเช่นนี้ได้รับการสนับสนุนและขยายผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เทศบาลตำบลอู่ทอง จัดโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายพรเพิ่ม ทองศรี ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 โดยเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยมี นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ให้การต้อนรับ

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สำหรับพื้นที่อำเภอบ้านกรวด มี 9 ตำบล 118 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมด 76,725 คน 24,330 ครัวเรือน โดยในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 มีการอพยพประชาชนไปในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 29,672 คน ไม่ประสงค์อพยพ จำนวน 11,666 คน รวมประชากรผู้ประสบภัยในพื้นที่ จำนวน 41,338 คน พบลูกกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ จำนวน 251 ลูก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 คน บ้านเรือนเสียหาย จำนวน 6 หลัง รถยนต์เสียหาย จำนวน 2 คัน สัตว์เลี้ยงวัวตาย จำนวน 2 ตัว และบาดเจ็บ จำนวน 1 ตัว

ทั้งนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภา ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการเตรียมความพร้อมการอพยพและช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยเป็นอย่างดี พร้อมฝากให้หน่วยงานราชการในพื้นที่เร่งช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ และ สว.พร้อมเป็นสื่อกลางในการประสานกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลประชาชน

สว. มอบเงินเยียวยา

พร้อมกันนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภาได้มอบเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลูกกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย สัตว์เลี้ยงตาย จำนวน 2 ราย บ้านเรือนได้รับความเสียหาย จำนวน 7 ราย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

จากนั้น คณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่บ้านโคกกระชาย ตำบลสายตะกู และบ้านโคกงิ้ว ตำบลบ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด ซึ่งมีบ้านเรือนบางหลังได้รับความเสียหายทั้งหลัง และบ้านเรือนบางหลังได้รับความเสียหายบางส่วนจากร่องรอยสะเก็ดระเบิด นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมหลุมหลบภัยในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อมอบให้กับประชาชนในพื้นที่

เยี่ยมชมหลุมหลบภัย

โอกาสนี้ ได้รับหนังสือจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยเหลือบรรเทาและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ของผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ อีกด้วย

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น การที่ สว. ลงพื้นที่ สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง การมอบเงินเยียวยาและการรับฟังปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การช่วยเหลือเยียวยาจาก สว. ต่อชาวบ้านบ้านกรวด

การลงพื้นที่ของ สว. ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการรับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การที่ สว. พร้อมเป็นสื่อกลางในการประสานกับหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

  • การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย: เร่งซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย
  • การช่วยเหลือด้านการเงิน: มอบเงินเยียวยาเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • การช่วยเหลือด้านจิตใจ: จัดกิจกรรมให้กำลังใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และมอบความช่วยเหลือต่างๆ ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่งสำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ การที่พวกเขารู้ว่ามีคนคอยห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือ จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่และก้าวต่อไปข้างหน้า

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูชุมชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และเป็นตัวแทนของความห่วงใยจากคนไทยทั้งประเทศ การช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว

ที่มา – สว.เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินเยียวยาชาวบ้านอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ประชุมนานาชาติ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติฯ ปี 68

ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (CDEM) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย, สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และSociety for Disaster Medicine and Public Health (SDMPH) ประเทศสหรัฐอเมริกา บูรณาการความร่วมมือจัดการประชุมวิชาการด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินระดับนานาชาติ ประจำปี 2568 “The 2nd CRA Disaster and Emergency Management Conference: Resilience & Sustainability in Action” เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เพื่อยกระดับความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติ 

โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการครั้งนี้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน โดยการประชุมวิชาการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 ส.ค. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

“ภัยพิบัติ” ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยมีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง รายงานจากศูนย์วิจัยและระบาดวิทยาด้านภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2551–2560 มีภัยพิบัติเกิดขึ้นเฉลี่ย 343 ครั้งต่อปี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 11,755 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทวีปเอเชียมีอัตราการเกิดภัยพิบัติสูงที่สุดในโลก และประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว และโรคอุบัติใหม่ ซึ่งส่งผลต่อชีวิต สังคมและระบบบริการขั้นพื้นฐาน 

แต่นอกเหนือจากภัยธรรมชาติแล้ว ในปี 2568 ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความขัดแย้งและเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า200,000 คน และมีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนรวมหลายสิบราย ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน โรงพยาบาล ร้านค้าและกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งความขัดแย้งด้านชายแดนดังกล่าวไม่ใช่เพียงภัยทางทหารเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อภาระทางมนุษยธรรมและสาธารณสุขไทยอย่างร้ายแรง การอพยพจำนวนมากสร้างแรงกดดันต่อระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ และสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการจัดการภาวะฉุกเฉินต่อบริบทที่ซับซ้อน

ทั้งนี้ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้รับพระราชทานนามจาก ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยมีเป้าหมายให้ศูนย์ดังกล่าวเป็น “ศูนย์ฝึกอบรมด้านการแพทย์ภัยพิบัติแห่งภูมิภาคอาเซียน” เพื่อสร้างเสริมองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยการประชุมวิชาการด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินระดับนานาชาติ ประจำปี 2568 “The 2nd CRA Disaster and Emergency Management Conference ซึ่งนับเป็นการจัดประชุมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Resilience & Sustainability in Action” มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแนวคิด “การฟื้นคืนอย่างมั่นคง และการพัฒนาที่ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน” ไปสู่การปฏิบัติจริง ส่งเสริมให้เกิดระบบการจัดการภัยพิบัติที่สามารถปรับตัว ตอบสนอง และฟื้นฟูจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งวางรากฐานสู่อนาคตที่มั่นคงในมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และระบบบริการสุขภาพ 

โดยการประชุมนี้จะเป็นเวทีสำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์จริง และร่วมกันพัฒนาแนวทางเชิงปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ภัยพิบัติของภูมิภาคให้สามารถ “ล้มแล้วลุกได้อย่างมั่นคง” และดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ซึ่งการประชุมวิชาการครั้งนี้ นับเป็นการรวมพลังผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย แพทย์ บุคลากร และผู้ปฏิบัติงานด้านภัยพิบัติจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรับมือกับภาวะวิกฤตต่าง ๆ อย่างยั่งยืนและเป็นระบบ โดยไฮไลท์ของการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย การประชุมวิชาการและการบรรยายให้ความรู้ด้านการแพทย์ภัยพิบัติ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและวิทยากรรับเชิญจากนานาประเทศ อาทิ Prof. Shinichi Egawa, MD, Ph.D., FACS Japan , James J. James, MD, DrPH, MHA  United States , Assoc. Prof. Raj Prasanna New zealand , Assoc. Prof. Lesley Ann Gray, Ph.D.  New zealand ,Benjamin Norman Abo, Ph.D. United States , Kirsty Lowery-Richardson United Kingdom , Marc Rainey  United Kingdom ,Jamla Rizek United States , Assoc. Prof. Amir Khorram-Manesh, MD,Ph.D. (Virtual) Sweden , Stephen S. Morse, Ph.D.  (Virtual)United States , Dr. Krzysztof Goniewicz (Virtual) Poland ,Dr. Taha Masri (Virtual) Saudi Arabia,  ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ ภัทรพรเจริญ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ,นายสัตวแพทย์พรพิทักษ์ พันธ์หล้า ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน, นายแพทย์รัฐพงษ์ บุรีวงษ์ รองผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน , ผศ.นพ.ภาณุ ธีรตกุลพิศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ,พญ.ภาวิตา ชุมเกลี้ยง รองผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ , นาวาอากาศโท ภาณุวัฒน์ หมดมลทิน กองบัญชาการกองทัพไทย และนาวาอากาศโท พีรวุฒิ จันทนา กองบัญชาการกองทัพไทย นอกจากนี้ กิจกรรมของการประชุมยังมีการจัดการแข่งขันทักษะการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินและการตอบโต้ภัยพิบัติ CDEM Rally โดยทีมแพทย์ภัยพิบัติจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ การนำเสนอผลงานวิจัยด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินที่น่าสนใจ การประกวด Poster & Photo Contest การจัดเวทีเสวนาและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน และ กิจกรรม Networking Dinner ร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เป็นต้น 

ซึ่งงานครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์ภัยพิบัติในระดับนานาชาติ พร้อมก้าวสู่การพัฒนาศักยภาพและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดประชุม นานาชาติ ประจำปี 2568

ทำไมต้องมีการประชุมนานาชาติ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติฯ ปี 2568

การจัดงานประชุมนานาชาติ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดประชุม นานาชาติ ประจำปี 2568 นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยให้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การประชุมนานาชาติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้การช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงที การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ เพราะภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมาก การเข้าร่วมและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ จะช่วยให้เราสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดประชุม นานาชาติ ประจำปี 2568