ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทหารเขมรโพสต์ “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ก่อนลบ!

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีรายงานว่าทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่แนวหน้า ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกภายในใจ ก่อนที่จะลบข้อความดังกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเหตุการณ์นี้กันครับ

ทหารเขมรโพสต์ “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร”

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Army Military Force ได้เผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าเป็นของทหารกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณบังเกอร์แนวหน้า โดยในข้อความดังกล่าว ทหารนายนี้ได้โพสต์ข้อความในช่วงกลางดึก ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกคิดถึงบ้านและครอบครัวอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามที่ชวนให้ขบคิดถึงความหมายของการต่อสู้ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ โดยทหารเขมรโพสต์แสดงความรู้สึกอัดอั้นที่มีต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่

ใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าวอยู่ที่การตั้งคำถามว่า “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ซึ่งเป็นประโยคที่กระตุ้นให้เกิดการตีความและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่านี่เป็นการสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่

เกิดอะไรขึ้นหลังจาก ทหารเขมรโพสต์?

ตามรายงานจากเพจ Army Military Force ระบุว่า หลังจากที่ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปได้เพียง 10 นาที ข้อความทั้งหมดก็ถูกลบทิ้งอย่างรวดเร็ว การกระทำดังกล่าวสร้างความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นให้กับผู้ที่ได้เห็นโพสต์เป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทหารนายนี้ต้องลบข้อความดังกล่าว และใครเป็นผู้สั่งให้ลบ?

การลบข้อความอย่างรวดเร็วนี้เองที่ยิ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น หลายคนเชื่อว่าเบื้องหลังของการลบข้อความนี้อาจมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น และอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือความขัดแย้งภายในกองทัพ

ข้อความที่ ทหารเขมรโพสต์ ก่อนถูกลบไปอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำไปถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนแสดงความคิดเห็นในเชิงเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจทหารนายนี้ ในขณะที่บางส่วนก็ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ที่ข้อความดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ การเปิดโอกาสให้ทหารได้แสดงความคิดเห็นและระบายความรู้สึกอย่างอิสระ จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือ การที่ทหารกล้าออกมาตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความหมายของการต่อสู้ ข้อความของเขาได้จุดประกายให้เกิดการสนทนาในวงกว้าง และกระตุ้นให้เราทุกคนได้ทบทวนถึงคุณค่าและความหมายของการเสียสละเพื่อชาติ

แน่นอนว่าการตั้งคำถามเช่นนี้อาจมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หากเราไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถาม เราก็จะไม่สามารถพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าได้

จากเหตุการณ์ที่ ทหารเขมรโพสต์ เราได้เรียนรู้ว่า การรับฟังซึ่งกันและกัน และการกล้าที่จะตั้งคำถาม เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – ทหารเขมรโพสต์กลางดึก “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ก่อนลบข้อความปริศนาใน 10 นาที

รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ปลูกฝังเยาวชน

ที่สนามกีฬาโรงเรียนวัดเสาธง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มอบหมายให้ ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเลขานุการ นายก อบจ.สุพรรณบุรี เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา กรีฑานักเรียน ไตรมิตรเกมส์ กลุ่มไตรมิตร ครั้งที่ 7

โดยมีนายวิชัย ภูมิวัฒนาชัย ส.อบจ.เขต 2 นางจิตรา อุ่นวิจิตร ส.อบจ.เขต 3 อำเภอบางปลาม้า นางนุชจรินทร์ อุ่นวิจิตร กำนันตำบลบ้านแหลม ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และนักเรียน เข้าร่วม

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้แสดงออกซึ่งทักษะความสามารถด้านการกีฬา ปลูกฝังเยาวชนให้มีน้ำใจ เป็นนักกีฬา รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เสริมสร้างความรัก ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน

รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน

การแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ที่ รร.วัดเสาธง จัดขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของนักเรียน และส่งเสริมคุณธรรมน้ำใจนักกีฬาในหมู่เยาวชน กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขัน แต่ยังเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ ความสามัคคี และความเป็นผู้นำ

ความสำคัญของการแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์

การแข่งขันกีฬา รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การกีฬาช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปลูกฝังระเบียบวินัย และสอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ การแข่งขันยังเป็นโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้การจัดการกับความสำเร็จและความผิดหวัง ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต

นอกจากนี้ รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียน ชุมชน และผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

การที่ รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนในการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงแต่ด้านวิชาการ แต่ยังรวมถึงทักษะทางสังคม อารมณ์ และร่างกาย

การสนับสนุนกิจกรรมกีฬาในโรงเรียน ควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของประเทศชาติ

ที่มา – รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการเป็นตัวกลางในการเจรจาให้ “อาเซอร์ไบจาน” และ “อาร์เมเนีย” สองชาติคู่กรณี ยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานในภูมิภาคคอเคซัส โดยทรัมป์ได้เชิญผู้นำของทั้งสองประเทศมาพบปะกันที่ทำเนียบขาว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ที่ออกมาจากทำเนียบขาว ทรัมป์ได้ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศ อดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ได้ “ตกลงยุติการสู้รบทั้งหมดอย่างถาวร” พร้อมทั้งเปิดเส้นทางการค้า การเดินทาง และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังให้คำมั่นที่จะเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกันอีกด้วย ทรัมป์ยังได้แสดงความเชื่อมั่นว่า หลังจากนี้ อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย “จะมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม”

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส

ผู้นำของทั้งสองประเทศ อิลฮาม อาลีเยฟ ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน และนิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า การลงนามในครั้งนี้เป็น “แถลงการณ์ร่วม” ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และจะเป็นการปูทางไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้ประกาศว่าจะร่วมกันเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอีกด้วย

รายละเอียดข้อตกลงหยุดยิง “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย”

ถึงแม้ว่ารายละเอียดในทางปฏิบัติและข้อผูกพันทางกฎหมายของข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันนั้น ยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคคอเคซัสที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

มีรายงานว่า ส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ สหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในบริเวณพื้นที่นาคชีวาน ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน โดยเส้นทางนี้จะถูกเรียกว่า “เส้นทางทรัมป์เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งระหว่างประเทศ” ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่าง อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมานานให้กลายเป็นความร่วมมืออย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตามองกันต่อไป

การที่ทรัมป์สามารถผลักดันให้ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัสได้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่อาจถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้สร้างสันติภาพ แม้ว่าข้อตกลงนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย แต่ก็เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน เราหวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนในภูมิภาคคอเคซัสต่อไป

การที่ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนทั่วโลกที่ต้องการเห็นสันติภาพ และเป็นบทพิสูจน์ว่าการเจรจาและการทูตสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ดังนั้น ถ้าทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส ได้จริง ก็สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ที่มา – ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวจับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส

“21 วันของฉันกับเธอ” ซีรีส์ BL สุดฟิน!

เขย่าโลกออนไลน์ให้สาววายได้ฟินกันแล้ว! กับซีรีส์ Boys’ Love เรื่องแรกของ ช่อง 7HD อย่าง “21 วันของฉันกับเธอ” ที่ได้สองหนุ่มนักแสดงน้องใหม่จาก TSM MANAGEMENT อย่าง ซัน-ก้องภพ บรรณทอง และ ชาย-สมชาย เจริญสุข มารับบทนำ

21 Days Sunshine 21 วัน ของฉันกับเธอ

ซีรีส์ Boys’ Love แนวโรแมนติก คอเมดี เรื่องนี้เป็นผลงานของบริษัท LOVE MOMENT ENTERTAINMENT จำกัด โดย โม-อมีนา พินิจ รับหน้าที่เป็นผู้ผลิตซีรีส์ Boys’ Love เป็นครั้งแรก และได้ หญิง-มนัสณันท์ ซู ผู้กำกับมากฝีมือ มารับหน้าที่กำกับในรูปแบบ Micro Series (ซีรีส์แนวตั้ง) จำนวน 12 ตอน นอกจาก ซัน และ ชาย จะแสดงนำแล้ว โม ยังร่วมแสดงเองพร้อมกับนักแสดงมากฝีมืออีกมากมาย อาทิ อู๋-นิติธร จันฤาไชย, กฤต-กันตพัฒน์ คงสมนาม, ซานต้า-ศศรส สุวัฒนาพร ฯลฯ

21 Days Sunshine 21 วัน ของฉันกับเธอ

เรื่องราวในซีรีส์ “21 วันของฉันกับเธอ” เกี่ยวกับ “ซัน” (ซัน ก้องภพ) นักศึกษาแพทย์หนุ่มสุดเนี้ยบ ที่ต้องเปิดบ้านต้อนรับ “ไชน์” (ชาย-สมชาย) หนุ่มอาร์ติสต์ ลูกชายเพื่อนสนิทของแม่ ที่จะมาอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 21 วัน ทำให้ ซัน หัวเสีย และตั้งกฎเหล็กในการอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป กฎต่างๆ และขอบเขตที่พวกเขาสร้างขึ้น กลับกลายเป็นสีสันของชีวิตที่พวกเขาไม่เคยคาดคิด

21 Days Sunshine 21 วัน ของฉันกับเธอ

เรื่องย่อ “21 วันของฉันกับเธอ”

ซัน ได้พูดถึงบทบาทของตัวเองว่า “ผมรับบทเป็นซัน นักศึกษาแพทย์ หนุ่ม introvert ชอบความเงียบสงบ มีกฎระเบียบที่ชัดเจนมาก แล้วก็มีไชน์เข้ามาเป็นความวุ่นวายในชีวิต พวกเราทั้งคู่ก็จะมาในแนวคู่กัดกัน แต่สุดท้ายแล้ว เรื่องราวภายใน 21 วัน จากคู่กัดจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง ต้องมาลุ้นกัน อยากจะฝากแฟน ๆ ให้กำลังใจ ติดตามดูซีรีส์ของพวกเราด้วยนะครับ การแสดงครั้งแรกของพวกเรา เราทั้งคู่เต็มที่มาก ๆ กับโปรเจ็กต์ครั้งนี้”

21 Days Sunshine 21 วัน ของฉันกับเธอ
21 Days Sunshine 21 วัน ของฉันกับเธอ

ชาย กล่าวถึงบทบาทที่ได้รับว่า “ในเรื่องนี้ผมรับบทเป็นไชน์ จะเป็นคนเฟรนด์ลี่ขี้เล่น มองโลกในแง่ดี เป็นคนชอบเล่นดนตรี เสียงดัง พอเข้ามาอยู่ในบ้านซัน ก็จะเกิดเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะเขาชอบความสงบ ก็จะมีโมเมนต์ต่าง ๆ ให้ทุกคนลุ้น มีเรื่องราวที่เชื่อว่าแฟน ๆ จะชอบกัน ชมแล้วฟูลฟีล ฮ๊อบส์กันแน่นอนครับ”

21 Days Sunshine 21 วัน ของฉันกับเธอ

21 วันของฉันกับเธอ ซีรีส์ที่คุณต้องดู!

สำหรับใครที่กำลังมองหาซีรีส์ Boys’ Love สุดฟิน ห้ามพลาด “21 วันของฉันกับเธอ” เพราะนอกจากเนื้อเรื่องจะน่าติดตามแล้ว ยังได้นักแสดงนำมากความสามารถอย่าง ซัน-ก้องภพ และ ชาย-สมชาย มาร่วมสร้างสีสันอีกด้วย ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณอมยิ้มไปกับความน่ารักและความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างแน่นอน

อย่าลืมติดตามชม “21 วันของฉันกับเธอ” ได้ทางช่อง 7HD และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แล้วมาฟินจิกหมอนไปด้วยกัน! รับรองว่าคุณจะต้องตกหลุมรักซีรีส์เรื่องนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “21 วันของฉันกับเธอ” ของสองหนุ่ม “ซัน-ก้องภพ” กับ “ชาย-สมชาย” กอดคอกันชวนฟินทำจิ้นขั้นสุด

ภูมิธรรมเชื่อมั่น ทหารไทยมีวินัย ปมฮุนเซนอ้างยิงหนังสติ๊ก

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่กองบินตำรวจ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เกี่ยวกับกรณีที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้โพสต์ข้อมูลโดยอ้างว่าทหารไทยใช้หนังสติ๊กยิงยั่วยุทหารกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักและอาจขยายตัวกลายเป็นสงครามใหญ่อีกครั้ง โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า ตนเองยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในรายละเอียด และขอตรวจสอบข้อมูลก่อน พร้อมย้ำว่าต้องการให้ทุกฝ่ายมีความจริงจังและจริงใจในการแก้ไขปัญหา

เกี่ยวกับประเด็นการใช้หนังสติ๊ก นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตรวจสอบบุคลากรของตนเอง หากมีปัจจัยใดที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจหรือเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ก็ไม่ควรกระทำ อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมเชื่อมั่นว่าทหารไทยมีวินัยและมีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบเรื่องการใช้หนังสติ๊กหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ผู้บังคับบัญชาจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและพูดคุยกัน ซึ่งน่าจะไม่มีปัญหาใดๆ

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการแถลงตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว เนื่องจากอาจถูกนำไปบิดเบือนและเผยแพร่ในวงกว้าง นายภูมิธรรมกล่าวว่า จะต้องพิจารณาตามสถานการณ์และความรุนแรงของการกล่าวอ้าง ไม่ใช่ทุกประเด็นจะต้องถูกตอบโต้ เพราะอาจทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยาก

ภูมิธรรมเชื่อมั่น ทหารไทยมีวินัย ปมฮุนเซนอ้างยิงหนังสติ๊ก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมากล่าวอ้างถึงพฤติกรรมของทหารไทยที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าข้อเท็จจริงในรายละเอียดจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ และการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่บานปลาย

ความเชื่อมั่นในวินัยของทหารไทย

ท่าทีของนายภูมิธรรมที่แสดงความเชื่อมั่นในวินัยของทหารไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการควบคุมดูแลบุคลากรของตนเอง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

การออกมากล่าวอ้างของสมเด็จฮุน เซน อาจมีจุดประสงค์ทางการเมืองบางอย่างแฝงอยู่ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผล จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้ง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์และแสดงความเชื่อมั่นในวินัยของทหารไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาให้คงอยู่ต่อไป และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

การตอบสนองต่อข้อกล่าวหา

การจัดการกับข้อกล่าวหาที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดนั้นเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีกลไกในการสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนแพร่กระจายออกไป การแถลงข่าวหรือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน จะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองต่อข้อกล่าวหาควรเป็นไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ไม่ควรตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขความเข้าใจผิดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีความซับซ้อนและเปราะบาง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ภูมิธรรมเชื่อมั่น ทหารไทยมีวินัย และพร้อมที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เชื่อ ทหารไทยมีวินัย หลัง ‘ฮุน เซน‘ อ้างทหารไทยยิงหนังสติ๊กยั่วยุอาจนำไปสู่สงคราม

ปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและบริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้า ด้วยการปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า ภายใต้ชื่อ “PT Service Volunteer บริการด้วยใจ กลับไปด้วยรอยยิ้ม” โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง และพนักงานจิตอาสาจากทุกหน่วยงานกว่า 400 คน ร่วมผนึกกำลังให้บริการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ณ สถานีบริการน้ำมัน PT และ LPG ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มากกว่า 200 สถานี

กิจกรรมนี้มุ่งหวังให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย ประทับใจ และกลับไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยบริการพิเศษจากเหล่าจิตอาสา อาทิ การเติมน้ำมันอย่างรวดเร็วและเป็นกันเอง เช็ดกระจกรถให้สะอาดใส รวมถึงการเก็บกวาดขยะเพื่อรักษาความสะอาดภายในสถานี นี่คือความใส่ใจที่ ปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า อย่างแท้จริง

พนักงาน PTG ให้บริการลูกค้าด้วยรอยยิ้ม

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรม PT Service Volunteer เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ PTG ที่จะตอบแทนความไว้วางใจของลูกค้าทุกท่าน เราเชื่อว่าการมอบบริการที่ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับการใส่ใจในทุกรายละเอียด จะสร้างความประทับใจและความผูกพันที่ดีกับลูกค้าได้ในระยะยาว ที่สำคัญคือการได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าเมื่อกลับออกไป นั่นคือความสุขที่แท้จริงของเรา และเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ทุกคน “อยู่ดี มีสุข” ตามวิสัยทัศน์ขององค์กร”

PT Service Volunteer สร้างรอยยิ้มให้ลูกค้า

ปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า

กิจกรรม “PT Service Volunteer บริการด้วยใจ กลับไปด้วยรอยยิ้ม” ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของ PTG ที่ให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีจิตอาสา ได้เข้าถึง และเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นผ่านการสัมผัสประสบการณ์จริง พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามไปพร้อมกัน

ทำไมปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า ถึงสำคัญ?

กิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ PTG ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ไม่ใช่แค่การให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นการใส่ใจและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค การที่ ปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า PTG มองลูกค้าเป็นคนสำคัญ และพร้อมที่จะตอบแทนความไว้วางใจด้วยบริการที่เหนือกว่า

การลงทุนในกิจกรรมเพื่อสังคมและการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับองค์กรอื่นๆ ในการสร้างความแตกต่างและสร้างความผูกพันกับลูกค้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – ปั๊มพีที จัดกิจกรรมมอบความสุขให้ลูกค้า

ชารูปแบบใหม่ของจีน: บุกตลาดโลก หนุนชุมชนเติบโต

แม้ฤดูเก็บเกี่ยวตามประเพณีในฤดูใบไม้ผลิจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ในโรงงานชาที่ตั้งอยู่ ณ เมืองเซิ่งโจว มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน กลิ่นหอมของใบชาสดยังคงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ขณะที่คนงานกำลังใช้เครื่องจักรในการผลิตชาเขียว

ลาติฟาห์ตุล โคอิริยาห์ ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร นั่งแท็กซี่ในช่วงพักกลางวันในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ด้วยความตั้งใจที่เดินทางไปชิมชาไข่มุกแบรนด์จีน CHAGEE เป็นพิเศษ พนักงานออฟฟิศในภาคการเงินรายนี้รู้จัก CHAGEE ผ่านโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram

“มันมีรสชาติดี” เธอกล่าวเสริมว่าเมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์เครื่องดื่มฟองอื่น ๆ CHAGEE จะมีความหวานน้อยกว่า และบรรจุภัณฑ์ก็มีการออกแบบที่ดีกว่า

“ดอกมะลิมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เข้มข้น มอบความรู้สึกสดชื่นอย่างยิ่ง ณะที่ชาอู่หลงมีรสชาติเข้มข้นของครีมคั่ว” ลูกค้าอีกท่านหนึ่งชื่อราดิตยากล่าว “เห็นได้ชัดว่าชา CHAGEE ใช้ชาคุณภาพสูง”

เครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ของจีนมีรสชาติที่หลากหลาย โดยผสมผสานส่วนผสมต่าง ๆ เช่น ผลไม้สด ใบชา นม และชีส ส่งผลให้ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วจีนและต่างประเทศ

ข้อมูลซึ่งเผยแพร่โดย iiMedia Research แสดงให้เห็นว่า ในปี 2567 มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชาแบบใหม่ของจีนจะทะลุ 350,000 ล้านหยวน ( ราว 1.56 ล้านบาท ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน คาดว่า ภายในสิ้นปี 2568 มูลค่าตลาดจะสูงถึง 374,930 ล้านหยวน ( ราว 1.68 ล้านบาท )

ร้านชาไข่มุกแบรนด์ CHAGEE จากประเทศจีน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 15 ก.ค. 2568

กลิ่นหอมแผ่กระจายไปยังต่างประเทศ

รายงานจากหนังสือพิมพ์หนานฟางเมโทรโพลิสเดลีระบุว่า แบรนด์เครื่องดื่มชาแนวใหม่ของจีนเริ่มขยายสาขาในต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 2010 ด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนังสือพิมพ์เนชั่นแนลบิสซิเนสเดลีรายงานว่า ณ สิ้นปี 2567 แบรนด์เครื่องดื่มชาแนวใหม่ของจีนเปิดสาขาในต่างประเทศมากกว่า 5,000 แห่ง

แม้มีการพบเห็นแบรนด์เครื่องดื่มชาไข่มุกจีนหลากหลายในเมืองต่าง ๆ ของโลกตะวันตก เช่น ลอนดอน และซิดนีย์ แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับกลายเป็นหนึ่งในตลาดหลักของพวกเขา

HEYTEA ซึ่งมีร้านค้ามากกว่า 4,000 แห่งทั่วโลก ได้เปิดตัวร้านค้าต่างประเทศแห่งแรกที่สิงคโปร์ เมื่อปี 2561 และในปี 2567 Naixue เปิดร้านค้าเรือธงต่างประเทศแห่งแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าชื่อดังในกรุงเทพฯ และสร้างกระแสตอบรับที่ดีในหมู่ผู้บริโภครุ่นเยาว์

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 CHAGEE เปิดสาขาใหม่สามแห่งในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และภายในวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเป็นแปดแห่ง ยอดขายของสาขา PIK Avenue ทะลุ 10,000 แก้วภายในสามวันแรกของการเปิดตัว ขณะที่จำนวนผู้สมัครสมาชิกเกิน 5,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์

Mixue ถือเป็นแบรนด์ชาไข่มุกจากจีนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอินโดนีเซีย โดยมีจำนวนสาขามากกว่า 2,600 แห่ง ภายในสิ้นปี 2567 Mixue สร้างงานให้กับพนักงานประมาณ 12,800 คนในอินโดนีเซีย ฮั่น เหวินเชา ผู้รับผิดชอบฝ่ายปฏิบัติการของ Mixue สาขาอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า Mixue มีพนักงานประมาณ 250 คน ซึ่งมากกว่า 96% เป็นคนท้องถิ่น

ลูกค้าต่อคิวซื้อเครื่องดื่มที่ร้าน Mixue ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

การกำหนดวัฒนธรรมชา

เฉิน ฟู่เฉียว นักวิจัยร่วมจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์การเกษตรจีน (CAAS) ตั้งข้อสังเกตว่า ความนิยมในเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ของจีนสะท้อนถึงความปรารถนาของผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความชื่นชอบในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและการปลดปล่อยอารมณ์ เครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ของจีนกลายเป็นช่องทาง ให้ผู้คนได้ศึกษาและเข้าใจวัฒนธรรมชาจีนแบบดั้งเดิม

จากรายงานที่เผยแพร่โดย CAAS พบว่า ชาวจีนรุ่นใหม่ 46.9% มีความเข้าใจเกี่ยวกับชาแบบดั้งเดิมมากขึ้นเมื่อดื่มเครื่องดื่มชาแบบใหม่ และ 74.3% แสดงความเต็มใจที่จะลองชิมชาแบบดั้งเดิมหลังได้ทดลองเครื่องดื่มชาแบบใหม่

การเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงโฉมห่วงโซ่อุปทานชาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนผลิตใบชาประมาณ 3 ล้านตันต่อปี โดยมีเกษตรกรประมาณ 80 ล้านคนที่มีส่วนร่วม

เฉินกล่าวว่า ความต้องการวัตถุดิบชาดิบที่เพิ่มสูงขึ้นได้สร้างโอกาสใหม่ สำหรับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชาฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

ลูกค้าได้ลองชิมเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ที่ร้านน้ำชา ในเมืองหวงซาน ของมณฑลอานฮุย ทางตะวันออกของจีน 15 ก.ค. 2568

สวี เจีย รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Zhejiang Wafa Tea Co., Ltd. กล่าวว่า “ขณะนี้ เรากำลังเร่งดำเนินการตามคำสั่งซื้อชาพื้นฐานสำหรับเครื่องดื่มชาหลายยี่ห้อในประเทศ”

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 บริษัท Wafa Tea ผลิตชาหลงจิ่งดิบได้ 1,300 ตัน หนุนการพัฒนาสวนชา 30,000 หมู่ ( 12,600 ไร่ ) และสร้างยอดขายได้มากกว่า 40 ล้านหยวน ( ราว 178.67 ล้านบาท ) สวีคาดว่ายอดขายทั้งปีจะสูงกว่า 70 ล้านหยวน ( ราว 312.67 ล้านบาท )

พนักงานกำลังชงชารูปแบบใหม่ในร้านน้ำชาในเมืองหวงซาน มณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของจีน 15 ก.ค. 2568

ส่งผลดีต่อการเติบโตของชนบท

การพัฒนาของ Wafa Tea ในเมืองเซิ่งโจว ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตชาหลงจิ่งขนาดใหญ่ที่สุดในจีน ถือเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมชาของจีน

เมืองเซิ่งโจวกำลังส่งเสริมกลยุทธ์ “การเก็บเกี่ยวสามฤดู” ครอบคลุมพื้นที่สวนชา 210,000 หมู่ ( 88,200 ไร่ ) ในฤดูใบไม้ผลิ เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวชาคุณภาพสูงด้วยมือ ขณะที่ในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง จะมีการเก็บเกี่ยวใบชาสดเพื่อส่งตรงไปยังผู้ผลิตเครื่องดื่มรุ่นใหม่และผู้แปรรูปเพื่อการส่งออก

การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยเพิ่มรายได้ประจำปีได้มากกว่า 3,000 หยวนต่อหมู่ ( 1 หมู่ = 0.42 ไร่ ) ตามที่สำนักงานเกษตรและกิจการชนบทในพื้นที่เปิดเผย

นอกจากใบชาแล้ว ชาวนาจีนยังได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่น ๆ อีกด้วย ตัวอย่างเช่น HEYTEA ได้ซื้อมัทฉะจากมณฑลกุ้ยโจว ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ส่งผลให้อุตสาหกรรมมัทฉะในเมืองถงเหรินขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าภายในระยะเวลาสามปี

NO YEYE NO TEA น้องใหม่ในตลาดชาไข่มุก มีสาขามากกว่า 2,200 แห่งทั่วจีน บริษัทได้คัดสรรดอกหอมหมื่นลี้จากมณฑลหูเป่ย์ ในภาคกลางของจีน และดอกพุดซ้อนจากมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ หลิว ตง หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทกล่าวว่า “ปีที่แล้ว เราขายชาหอมหมื่นลี้ได้ 7.4 ล้านถ้วย โดยใช้ดอกไม้จากเมืองเสียนหนิงมากถึง 97 ตัน”

ที่มณฑลเสฉวน บริษัทร่วมมือกับบริษัทชาหลงกู่ซาน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกพุดซ้อน 1,000 หมู่ หลี่ เจียลู่ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทก ล่าวว่า “ความร่วมมือของเราส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแปรรูปดอกไม้ในท้องถิ่นยกระดับสายการผลิต และทำให้ผลผลิตพุดซ้อนเพิ่มขึ้นจาก 20 ตันเป็น 300 ตันต่อปี”

จู หง ชาวบ้านจากอำเภอเฉียนเหวย เมืองเล่อซาน เริ่มปลูกพุดซ้อนและมะลิเมื่อสี่ปีที่แล้ว “เฉียนเหวยมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมดอกไม้ แต่บรรพบุรุษของผมไม่เคยคิดที่จะร่ำรวยจากการปลูกดอกไม้” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า พ่อแม่ของเขาเคยพยายามชักชวนให้เขาทิ้งต้นกล้าดอกไม้แล้วเปลี่ยนอาชีพ

อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นของเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ของจีน ทำให้ราคาดอกพุดซ้อนในมณฑลแห่งนี้เพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นราคาตลาดสูงถึงกว่า 40 หยวน ( ราว 178.67 บาท ) ต่อกิโลกรัมโดยเฉลี่ย ซึ่งสูงกว่าราคาในอดีตถึงประมาณ 10 เท่า

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รายได้จากการปลูกดอกไม้ของจู หงพุ่งสูงขึ้น 20 เท่า ในปีที่แล้วเมื่อเทียบกับปี 2566 ทำให้เขาสามารถซื้อรถคันใหม่ได้ ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถทำสัญญาซื้อที่ดินเพิ่มอีก 1,000 หมู่ ซึ่งแบ่งเป็น 800 หมู่สำหรับปลูกพุดซ้อนและ 200 หมู่สำหรับปลูกมะลิ.

กระแสชารูปแบบใหม่ของจีนไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

“ชารูปแบบใหม่ของจีน” เติบโตอย่างยั่งยืน

ทำไม “ชารูปแบบใหม่ของจีน” ถึงได้รับความนิยม

ที่มา – กระแส “ชารูปแบบใหม่ของจีน” บุกตลาดโลก หนุนชุมชนเติบโต

เอก ธเนศ สุดทึ่ง! แปลงโฉมสยองใน “ท่าแร่”

เรียกได้ว่าบทบาทแบบนี้อาจจะมีโอกาสได้เล่นเพียงครั้งเดียวในชีวิต นักแสดงมากฝีมืออย่าง “เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์” จึงทุ่มเทอย่างเต็มที่และเข้าถึงบทบาทสุดขั้ว ปล่อยพลังความสยองขวัญออกมาอย่างเต็มที่ในภาพยนตร์เรื่อง “ท่าแร่” ภาพยนตร์สยองขวัญแห่งปีที่หลายคนต่างตั้งตารอชมกับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในบท “ตามิ่ง” อดีตบาทหลวงที่ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงจากการกระทำบางอย่างในอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน และนำพาความสยองขวัญเกินจินตนาการมาสู่ปัจจุบัน ร่างกายของเขาถูกครอบงำด้วยอำนาจมืดกัดกินวิญญาณจนไม่เหลือคราบของชายชราที่อ่อนแรง กลับกลายเป็นความคล่องแคล่วเกินวัยที่ยากจะต้านทาน สร้างความหวาดกลัวไปทั่วทั้งชุมชน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “บาทหลวงเปาโล” (เจมส์ จิรายุ) และ “หมอเหยาโสภา” (มีน พีรวิชญ์) ต้องเข้ามาปราบปีศาจร้ายเพื่อกอบกู้ศรัทธากลับคืนสู่ท่าแร่อีกครั้ง

ด้วยอำนาจของวิญญาณร้ายที่เข้ายึดครองร่างชายชรา ทำให้ “เอก ธเนศ” ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างสิ้นเชิง ลบภาพลักษณ์เดิมๆ ไม่เหลือเค้าเดิม เปลี่ยนลุคตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งทรงผมและหนวดเคราที่รุงรัง ผิวที่หยาบกร้านคล้ำเสีย เล็บที่ยาวดำ แถมยังต้องแสดงฉากแอ็กชันด้วยพลังมหาศาลที่เกินกว่าอายุจริงในวัย 60 ปี ทั้งการขับรถหวาดเสียว การขึ้นสลิงสูงถึงเพดานบ้าน การปีนเสาถือดาบต่อสู้กับบาทหลวงและหมอเหยา รวมถึงการกระโดดทะลุพื้นบ้านในการถ่ายทำเพียงครั้งเดียว

แม้ว่าทีมงานและผู้กำกับ “คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา” จะเตรียมทีมสตันท์แมนไว้พร้อมสำหรับการถ่ายทำในฉากที่เสี่ยงอันตรายซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนักแสดงได้ แต่ด้วยสปิริตที่แข็งแกร่ง นักแสดงคุณภาพท่านนี้จึงปฏิเสธที่จะใช้ตัวแสดงแทนในทุกรูปแบบ เพื่อยืนยันถึงความทุ่มเทอย่างเต็มที่ การเข้าถึงบทบาทอย่างลึกซึ้ง และการปลดปล่อยพลังความสยองขวัญขั้นสุดที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้แสดง โดยเขาได้เปิดเผยว่าเหตุผลที่ต้องการแสดงด้วยตนเองก็เพราะชื่นชอบภาพยนตร์ที่สนุกและเข้มข้นเช่นนี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรง มีความพร้อมและสนุกสนานราวกับว่าได้ย้อนวัยกลับไปหลายสิบปี จึงไม่มีปัญหาและยินดีที่จะกระโจนลงไปแสดงในทุกฉาก และถ้าทราบว่าจะสนุกขนาดนี้ น่าจะรับเล่นภาพยนตร์ผีไปนานแล้ว

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเล่นหนังสยองขวัญที่เข้มข้นขนาดนี้มาก่อน ‘ท่าแร่’ เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่มีความแตกต่างและไม่เหมือนใคร สิ่งที่น่าสนใจคือบทภาพยนตร์ที่สนุกและไม่ธรรมดา บทดีมากจนไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ใช่แค่ความสยองขวัญเท่านั้น แต่ยังผสมผสานวัฒนธรรมและความเชื่อที่ยังไม่มีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนเคยทำมาก่อน และเมื่อผมได้รู้ว่าต้องมารับบทเป็นบาทหลวงก็รู้สึกสนใจแล้ว แต่การที่บาทหลวงถูกผีเข้าสิงอีก มันยิ่งทวีความสนุกมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเราจึงสร้างสรรค์ตัวละคร ‘ตามิ่ง’ โดยใช้สัญชาตญาณและพยายามทำให้ตัวละครมาจากความรู้สึกภายใน มีพลังงานบางอย่างที่อยู่ข้างในที่ไม่ใช่ตัวเรา ควบคุมได้ยาก สิ่งที่ตามิ่งเป็นนั้นไม่สนใจว่าจะเป็นบาทหลวงหรือไม่ ไม่สนใจว่านับถือศาสนาอะไร มันพร้อมที่จะโจมตีอย่างไม่ยั้ง แต่ผมกลับรู้สึกไม่เหนื่อยในการแสดงบทนี้

รู้สึกว่ามีพลังไปกับตัวละครอย่างมาก พูดเหมือนจะเกินจริงไปหน่อย แต่มันเป็นความรู้สึกที่เข้าถึงบทบาทมากที่สุด บทบาทนี้มีความหลากหลายมิติในตัวละคร บทแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ จนถึงวันนี้ผมมั่นใจว่าพลังของผมมีมากกว่าตอนอายุ 35-40 ปีเสียอีก ผมอยู่ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังฟิตเต็มที่ อาจจะเป็นเพราะว่าหลายๆ อย่างมันตกผลึก มีความพร้อมในทุกด้าน ผมดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบาน มีแต่ความรู้สึกดีๆ มันไม่ทำให้พลังงานของผมสูญเสียไปกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่มีประโยชน์ มันจึงทำให้ผมสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่า ‘คุ้ย’ ผู้กำกับจะให้ขึ้นไปอยู่บนหลังคา ปีนเสา ทะลุกำแพง ทะลุพื้น ผมก็สามารถทำได้ทั้งหมด เมื่อร่างกายแข็งแรงและเข้าถึงบทบาทอย่างแท้จริง ผมก็สามารถทำทุกอย่างที่ต้องการจะทำในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ ทีมงานได้เตรียมสตันท์แมนไว้ให้เพื่อความปลอดภัย แต่ผมขอแสดงเองทั้งหมด โอ้โห…โอกาสแบบนี้ในชีวิตมีเพียงครั้งเดียว จะให้คนอื่นมาเล่นแทนได้อย่างไร ผมยังบอกกับคุ้ยเลยว่าเสามันเตี้ยไปหน่อยไหม เอาให้สูงกว่านี้ได้ไหม สนุกดี และสิ่งที่ผมทำไม่ใช่แค่ฉากแอ็กชันที่สนุกเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลและเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจอยู่ด้วย”

“เอก ธเนศ” กับบทบาทสุดทึ่งใน “ท่าแร่”

ความสยองขวัญที่ถูกปิดผนึกไว้เมื่อ 40 ปีก่อน กำลังจะหวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง ด้วยพลังการแสดงที่เข้มข้นและเหลือล้นของ “เอก ธเนศ” ที่จะทำให้ผู้ชมต้องอึ้ง ทึ่ง และสะพรึงติดตาในภาพยนตร์สยองขวัญแห่งปีอย่าง “ท่าแร่” เตรียมพบกับความสยองได้ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ทำไมต้องดู “ท่าแร่”?

“ท่าแร่” ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังผี แต่เป็นภาพยนตร์ที่ “เอก ธเนศ” ทุ่มสุดตัว ด้วยการแสดงที่น่าทึ่ง บทที่เข้มข้น และความสยองขวัญที่ไม่เหมือนใคร คอหนังผีห้ามพลาด!

ที่มา – ทำถึง ทำทึ่ง “เอก ธเนศ” แปลงโฉมสยองทั้งร่างฉีกภาพสู่บท ผีสิงสุดคลั่ง อินจัดปล่อยพลังบู๊เกินวัยใน”ท่าแร่”

ระทึก! รถไฟสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ ตกรางที่กุยบุรี

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งข่าวอุบัติเหตุรถไฟสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ ตกราง บริเวณสถานีกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 05.15 น. โดยเป็นขบวนรถด่วนพิเศษที่ 38/46 ซึ่งมีต้นทางจากสุไหงโกลก ปลายทางกรุงเทพอภิวัฒน์ รายงานเบื้องต้นระบุว่า ตู้โดยสารที่ 10-12 ประสบเหตุตกราง

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขนถ่ายผู้โดยสารจากตู้โดยสารที่ได้รับความเสียหายไปยังรถยนต์ เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมาย ส่วนตู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเสียหาย ได้ถูกนำไปประกอบขบวนเพื่อเดินทางไปยังสถานีปลายทางต่อไป

รถไฟสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ ตกราง

แม้ว่าเหตุการณ์รถไฟสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ ตกราง จะส่งผลกระทบต่อการเดินรถ แต่เส้นทางรถไฟสายใต้ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารอาจต้องเผชิญกับความล่าช้าในการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ออกมาขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้โดยสารทุกท่านผ่านทางศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1690

ผลกระทบจากเหตุรถไฟสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ ตกราง

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตกใจและความไม่สะดวกให้กับผู้โดยสารจำนวนมาก การรถไฟสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ ตกราง ส่งผลให้การเดินทางด้วยรถไฟสายใต้ต้องหยุดชะงักชั่วคราว และเกิดความล่าช้าในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ทาง รฟท. ได้เร่งแก้ไขสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยในการเดินรถไฟ และความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางรางให้มีความทันสมัยและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยในอนาคต

สิ่งที่ควรทราบหากต้องเดินทางด้วยรถไฟในช่วงนี้:

  • เผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง: เนื่องจากอาจมีความล่าช้าเกิดขึ้น ผู้โดยสารควรเผื่อเวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ
  • ตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง: ติดตามข่าวสารและประกาศจาก รฟท. อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงสถานะการเดินรถ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน: เตรียมยาประจำตัว สิ่งของจำเป็น และเอกสารสำคัญติดตัวไปด้วย

การเดินทางด้วยรถไฟยังคงเป็นทางเลือกที่สะดวกและประหยัดสำหรับหลายๆ คน หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย และร่วมกันพัฒนาการขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่การรถไฟฯ เร่งแก้ไขสถานการณ์ ก็เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารทุกคนที่จะต้องใส่ใจในความปลอดภัยของตนเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

ที่มา – ระทึก! ขบวนรถไฟ 38/46 “สุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ” ตกราง @สถานีกุยบุรี เดินรถสายใต้ดีเลย์

“ทรัมป์-ปูติน” พบที่อะแลสกา ถกปมยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าการพบกันที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอ ระหว่างตัวเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย จะเกิดขึ้นที่รัฐอะแลสกาของสหรัฐ ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. นี้ และกล่าวว่า “จะมีการแลกเปลี่ยนสถานที่” เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้ระหว่าง “ทรัมป์-ปูติน” ที่อะแลสกา จุดประกายความหวังในการหาทางออกสำหรับวิกฤตในยูเครน การหารือของทั้งสองผู้นำเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก เนื่องจากอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมครั้งสำคัญทางการทูต ระหว่างสหรัฐกับประเทศหนึ่งประเทศใด ย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐในเวลานั้น พบหารือกับทีมงานของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

ในเวลาเดียวกัน นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า สหรัฐกับรัสเซีย “เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกัน และมีพรมแดนติดกัน” รัฐบาลมอสโกมองว่า “จึงมีความสมเหตุสมผล” ที่จะส่งคณะผู้แทนเดินทางด้วยเครื่องบินข้ามช่องแคบเบริง เพื่อให้การประชุมครั้งสำคัญเกิดขึ้นที่รัฐอะแลสกา

อูชาคอฟกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมอสโกคาดหวังเช่นกัน ว่าการพบหารือระดับผู้นำของทั้งสองประเทศครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นบนดินแดนของรัสเซีย สื่อโดยนัยถึงการเชิญทรัมป์เยือนรัสเซียด้วย

อนึ่ง การเยือนรัฐอะแลสกาของปูตินในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ทศวรรษ ที่ผู้นำรัสเซียเยือนสหรัฐ และจะเป็นการพบหน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ระหว่างปูตินกับทรัมป์ ต่อจากการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 แห่ง หรือ จี20 ที่เมืองโอซากาของญี่ปุ่น เมื่อปี 2562

ขณะที่รายงานหลายกระแสระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังหาทางโน้มน้าวผู้นำหลายประเทศในยุโรป ให้เห็นพ้องและสนับสนุนแนวทางการหยุดยิงในยูเครน แต่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่ว่า รัสเซียจะครอบครองคาบสมุทรไครเมียต่อไป และยูเครนต้องยอมสละภูมิภาคดอนบาส หรือภาคตะวันออกของยูเครน ให้ไปเป็นดินแดนภายใต้อธิปไตยของรัสเซียด้วย โดยรัสเซียจะยุติการยึดครองภูมิภาคเคียร์ซอนและซาโปริซเซีย ทางตอนใต้ของยูเครน.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

“ทรัมป์-ปูติน” เตรียมพบกันที่อะแลสกา หารือแนวทางยุติสงครามในยูเครน

การประชุมระหว่างอดีตประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีปูตินที่อะแลสกาในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายคาดหวังว่าการหารือนี้จะนำไปสู่แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยูเครน แม้ว่าเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นจะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ทำไมอะแลสกาจึงถูกเลือกเป็นสถานที่จัดการประชุม “ทรัมป์-ปูติน”?

การเลือกอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมนั้นมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาเคยเป็นสถานที่จัดการประชุมสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และจีนมาก่อน และการที่รัสเซียมีพรมแดนติดกับสหรัฐฯ ในบริเวณช่องแคบเบริง ทำให้การเดินทางมายังอะแลสกาเป็นไปได้สะดวกสำหรับทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ การพบกันที่อะแลสกาสามารถมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ แม้ว่าจะมีประเด็นความขัดแย้งที่ยังคงอยู่

  • ประเด็นสำคัญที่จะมีการหารือ:
  • แนวทางการหยุดยิงในยูเครน
  • สถานะของไครเมียและดอนบาส
  • ความเป็นไปได้ในการเจรจาสันติภาพ

การเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน แต่การที่ “ทรัมป์-ปูติน” ได้พบปะและหารือกันโดยตรง ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการหาทางออกจากวิกฤตนี้

ผลลัพธ์ของการประชุม “ทรัมป์-ปูติน” ที่อะแลสกา จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ในยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

การพบกันครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสถานการณ์โลก เราหวังว่าการหารือของทั้งสองผู้นำจะนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์-ปูติน” เตรียมพบกันที่อะแลสกา หารือแนวทางยุติสงครามในยูเครน