ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดร.เฉลิมชัย เปิด’ทส. รวมใจลดคาร์บอน’

วันที่ 8 ส.ค. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ทส. รวมใจลดคาร์บอน: ฝุ่น พลาสติก ขยะอาหาร” ณ วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จัดขึ้นโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่วัดมังกรกมลาวาส ต้นแบบวัดสีเขียว: ปลอดฝุ่น ลดคาร์บอน อีกทั้ง นำขบวนรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ร่วมกันลดใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ลดขยะอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน และเครือข่าย ทสม. รวมกว่า 160 คน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด กิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการรวมพลังของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อแสดงความจงรักภักดีผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งวัดมังกรกมลาวาส ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสถาบันทางศาสนาในการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยการริเริ่มจัดการปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม ด้วยการงดจุดธูปภายในวัด การงดเผากระดาษไหว้เจ้าภายในวัด การใช้เทคโนโลยีช่วยลดมลพิษ และมีการจัดการขยะโดยคัดแยกขยะรีไซเคิล และขยะอาหาร จนเป็น “วัดสีเขียว: ปลอดฝุ่น ลดคาร์บอน” ที่เป็นรูปธรรม

ดร.เฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตระหนักดีว่าการแก้ไขปัญหามลพิษต่างๆ ทั้ง ฝุ่น PM2.5 ขยะพลาสติก และขยะอาหาร ที่ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราทุกคนนั้น ไม่สามารถสำเร็จได้โดยลำพัง แต่หัวใจสำคัญคือ “พลังความร่วมมือ” จากทุกภาคส่วน และขอขอบคุณพี่น้องเครือข่าย ทสม. ทุกท่าน ที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นกลไกภาคประชาชนที่เข้มแข็งทำงานด้วยใจในการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ อีกทั้งขอขอบคุณหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกแห่ง ทั้งกรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ที่ได้มาร่วมผนึกกำลังกันในวันนี้

การรวมใจกันในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มจากในชีวิตประจำวัน “ลดการสร้างฝุ่น” ลด PM2.5 เช่น ลดการเผา เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว “ลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง” ใช้ภาชนะที่ใช้ซ้ำได้ พกถุงผ้าและแก้วน้ำส่วนตัว รวมถึงคัดแยกขยะให้ถูกประเภท “ลดขยะอาหาร” ชื้ออาหารแต่พอดี ตักอาหารแต่พอทาน รวมถึงจัดการขยะอาหารอย่างถูกวิธี ช่วยกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ส่งต่อเป็นมรดกให้แก่ลูกหลานของเราต่อไป

ทส. รวมใจลดคาร์บอน สำคัญอย่างไร?

กิจกรรม ‘ทส. รวมใจลดคาร์บอน’ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐและประชาชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การลดคาร์บอนไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม

เราจะช่วย ทส. รวมใจลดคาร์บอน ได้อย่างไร?

  • ลดการใช้พลังงานในบ้าน: ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน, ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน
  • ลดการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว: ใช้บริการขนส่งสาธารณะ, เดิน, ปั่นจักรยาน
  • ลดปริมาณขยะ: รีไซเคิล, ลดการใช้พลาสติก
  • สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ มาร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกันเถอะ

ที่มา – ‘ดร.เฉลิมชัย‘ เปิดกิจกรรม ’ทส. รวมใจลดคาร์บอน’ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สยอง! พบศพสาวปริศนาลอยคลอง โซ่เหล็กรัดคอ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกกลอย จ.พังงา รับแจ้งจากชาวประมงว่าพบศพสาวปริศนาลอยคลองอยู่ใน ลำคลองท่าใหญ่ ใกล้กระชังเลี้ยงปลาใน พื้นที่ หมู่ 11 บ้านท่าปากแหว่ง ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง


ที่เกิดเหตุในคลอง พบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุประมาณ 30 ปีเศษ สภาพเริ่มขึ้นอืด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน ตรวจสอบพบบริเวณลำคอถูกโซ่เหล็กรัด มีแท่งปูนดัมเบล 2 แท่ง ผูกถ่วงไว้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านสันนิษฐานว่าน่าจะถูกฆาตกรรมอำพราง


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำศพส่งชันสูตรที่ โรงพยาบาลตะกั่วทุ่ง เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง เนื่องจากยังไม่มีรายงานการแจ้งบุคคลสูญหายและเร่งหาหลักฐานติดตามคนร้ายมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สยอง! พบศพสาวปริศนาลอยคลอง โซ่เหล็กรัดคอ

คดีศพสาวปริศนาลอยคลองดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าผู้เสียชีวิตถูกทำร้ายและอำพรางศพอย่างโหดเหี้ยม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีศพสาวปริศนาลอยคลอง

  • ลักษณะศพ: หญิงสาว อายุประมาณ 30 ปี สภาพขึ้นอืด
  • บาดแผล: บริเวณลำคอถูกโซ่เหล็กรัด
  • วัตถุถ่วงศพ: แท่งปูนดัมเบล 2 แท่ง
  • สถานที่พบศพ: ลำคลองท่าใหญ่ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา
  • การดำเนินการของเจ้าหน้าที่: นำศพส่งชันสูตร เร่งสืบสวนหาตัวคนร้าย

ความคืบหน้าของคดีจะเป็นอย่างไร จะสามารถจับตัวคนร้ายได้หรือไม่ ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป

การพบศพสาวปริศนาลอยคลองพร้อมโซ่เหล็กรัดคอและแท่งปูนถ่วง เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงและการขาดจิตสำนึกของคนร้าย การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนคดีอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

หากใครมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โปรดแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการนำตัวคนร้ายมาลงโทษและคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต

ที่มา – สยอง! ศพสาวปริศนาลอยคลองฟ้อง สุดสะพรึง โซ่เหล็กรัดคอ-แท่งปูนถ่วง

โสภณถกเรื่อง การศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายศักดิ์ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นางสวีณา พลพืชน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการศึกษา นายณรงค์ แผ้วพลสง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ใน อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และอ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน

นายโสภณ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พร้อมคณะฯ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง เพื่อแลกเปลี่ยนและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อย่างสมดุลและเต็มศักยภาพ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่า มีเด็กจำนวน 3 คน จากทั้งหมด 45 คน มีพัฒนาการล่าช้า และ 1 ใน 3 คนนั้นมีความพิการ ซึ่งกมธ.การศึกษา ได้รับเรื่องเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือและดูแลการรักษาต่อไป

นายโสภณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านทองหลาง พบว่าโรงเรียนมีการจัดการศึกษาที่หลากหลาย พร้อมทั้งมีนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการขับร้องเพลงและการเต้น Cover Dance ซึ่งทีมของโรงเรียนบ้านทองหลางได้เป็นตัวแทนเข้าประกวดโครงการ TO BE NUMBER ONE ในรุ่นอายุ 6-9 ขวบ ในระดับภาค ซึ่งนายโสภณได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมและเดินทางไปแข่งขัน นอกจากนี้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดอนกอก กมธ.การศึกษา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและเสนอแนะการจัดการศึกษาขั้นปฐมวัย โดยมีการจัดนิทรรศการเพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ ประเพณีดี ผลิตภัณฑ์ดี การศึกษาดี สุขภาพดี และปลอดยาเสพติด

นายโสภณ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 9-10 ส.ค.68 จะจัดโครงการสัมมนา เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ปกครองและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้ปกครองในการเป็น “ผู้นำการศึกษาในครอบครัว” เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกหลานในยุคที่สังคมและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปลูกฝังเจตคติเชิงบวกในการมีบุตรว่าไม่ใช่ภาระ แต่ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์

“จากความสำคัญของการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิด ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันที่จะผลักดันให้ท้องถิ่นจัดตั้ง โรงเรียนแม่ผู้ตั้งครรภ์ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดบุตร” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวย้ำว่า ผู้ปกครองคือ พลังสำคัญในการสร้างอนาคตของเด็ก ๆ การเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้จะช่วยให้เด็กๆ มีคุณภาพและสามารถเผชิญกับโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคม เช่น ยาเสพติดได้อีกด้วย ซึ่งการจัดสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างยั่งยืน.

โสภณถกเรื่อง การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย

การจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

ความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย

กระบวนการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยไม่เพียงแต่เป็นการให้ความรู้ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นทักษะที่สำคัญในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

การลงทุนในการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศในระยะยาว เด็กที่ได้รับการศึกษาที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะมีโอกาสในการพัฒนาตนเองและประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น

การสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัยจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนทั่วไป เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

ที่มา – ‘โสภณ’ ถกเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย สร้างความปลอดภัยและการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ลดทั้งกาญจน์! พาณิชย์จับมือหอการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ โรงแรมพีลูส อำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้รับเกียรติจาก นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี หัวเรือใหญ่ในการผลักดันโครงการนี้ ร่วมด้วยประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี และผู้ประกอบการชั้นนำจากภาคเอกชนที่เข้าร่วมสนับสนุนแคมเปญ

นายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า กิจกรรม “ลดทั้งกาญจน์” เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของภาครัฐและเอกชน ที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกในเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยรวบรวมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้า และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพักผ่อนและใช้จ่ายในพื้นที่เพิ่มขึ้น นี่คือโอกาสทองของผู้บริโภคที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในราคาสุดคุ้ม

ทั้งนี้ แคมเปญ “ลดทั้งกาญจน์” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม – 30 กันยายน 2568 โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 80% จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกว่า 100 ราย เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์, บิ๊กซี, แม็คโคร, ทีเอ็มเค พาร์ค, กนกกาญจน์ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ รวมถึงร้านอาหารและโรงแรมชื่อดังในจังหวัด โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวเมืองกาญจน์ ห้ามพลาด!

ลดทั้งกาญจน์

โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์จังหวัดกาญจนบุรีให้เป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นการหมุนเวียนรายได้ในพื้นที่ หลายสิบล้านบาท ตลอดช่วงแคมเปญ การผนึกกำลังของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ทำไมต้องไปงาน ลดทั้งกาญจน์

  • ส่วนลดสุดพิเศษ: พบกับส่วนลดสูงสุดถึง 80% จากร้านค้า โรงแรม และร้านอาหารชั้นนำ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด
  • ท่องเที่ยวคุ้มค่า: วางแผนเที่ยวเมืองกาญจน์ได้ในราคาที่ประหยัดกว่าเดิม
  • สินค้าหลากหลาย: เลือกซื้อสินค้าและบริการได้หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม การจัดงาน “ลดทั้งกาญจน์” จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของเมืองกาญจน์มากยิ่งขึ้น และช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรีให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดกาญจนบุรีในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะได้รับความสุขจากการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นอีกด้วย

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ “ลดทั้งกาญจน์” สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของจังหวัดกาญจนบุรี และหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดคุ้มที่เมืองกาญจน์กันได้เลย!

ที่มา – พาณิชย์ จ.กาญจนบุรี จับมือหอการค้า จัดมหกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น “ลดทั้งกาญจน์”

ต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง ขบ. ครบรอบ 84 ปี!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ครบรอบ 84 ปี! เปิดบริการสุดล้ำ ต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง อำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมเตรียมเปิดต่ออายุใบขับขี่และจดทะเบียนรถออนไลน์ในปีหน้า

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการขนส่งทางบก ครบรอบ 84 ปี ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการขนส่งที่ปลอดภัย สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ว่า ขบ. มีบทบาทสำคัญในการกำกับ ดูแล และพัฒนาระบบการขนส่งทางถนน รวมถึงการให้บริการประชาชนในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะและการขับขี่ เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการนำเทคโนโลยีมายกระดับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นายสุรพงษ์ยังกล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ ขบ. พัฒนาและนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อกำกับ ดูแล พัฒนาระบบการขนส่งทางถนน และการให้บริการประชาชน รวมถึงขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงคมนาคม ที่สำคัญคือการเปิดให้บริการต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดี ขบ. กล่าวเสริมว่า ขบ. ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาช่องทางการทำธุรกรรมการขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถ ตั้งแต่เปิดใช้ระบบเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 มีผู้ใช้บริการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศแล้วกว่า 51,257 ฉบับ ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และต่อยอดมาสู่การให้บริการชำระต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานแอปฯเป๋าตังกว่า 40 ล้านราย คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีรถประจำปีได้อย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนสามารถทำธุรกรรมทุกขั้นตอนได้ผ่านแอปฯ ตั้งแต่การยื่นชำระภาษี ชำระเงิน และรอรับเครื่องหมายการเสียภาษีที่บ้านผ่านไปรษณีย์ไทย โดยระหว่างรอรับการจัดส่ง ยังสามารถแสดงเครื่องหมายการเสียภาษีผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ภายใน 15 วัน

นอกจากนี้ ขบ. และธนาคารกรุงไทยยังได้พัฒนาระบบการให้บริการต่ออายุใบอนุญาตขับรถผ่านแอปฯเป๋าตัง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ภายในปี 2569 รวมถึงการวางระบบสำหรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดทะเบียนรถ (e-Service) เพื่อลดระยะเวลาการจดทะเบียน ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็ว ลดการใช้ป้ายแดง โดยจะนำร่องใช้กับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) และรถจักรยานยนต์ (รย.12) ในปี 2569 ก่อนขยายไปยังรถประเภทอื่นๆ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในการพัฒนาบริการต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง ตอกย้ำความสำเร็จของ ขบ. และธนาคารในการนำนวัตกรรมมายกระดับบริการขนส่งดิจิทัล โดยต่อยอดจากบริการขอใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศแบบออนไลน์ผ่าน KlubRoad ที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 40% นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายไปยังบริการต่ออายุใบขับขี่แบบออนไลน์ เชื่อมต่อระบบตรวจสุขภาพดิจิทัล และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ประกันภัย และการตรวจสอบคะแนนความประพฤติในการขับขี่แบบครบวงจร

ธนาคารกรุงไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาครัฐในการพัฒนาบริการด้านการขนส่ง โดยนำเทคโนโลยีทางการเงินมาพัฒนา Smart Mobility สร้างระบบนิเวศดิจิทัลด้านยานยนต์ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและวิสัยทัศน์ของธนาคารในการนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

ต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง

ทำไมต้องต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง?

  • สะดวก รวดเร็ว ทำได้ทุกที่ทุกเวลา
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
  • มีระบบรักษาความปลอดภัย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศไทย และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จะช่วยให้การบริการภาครัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด อย่ารอช้า! รีบดาวน์โหลดแอปเป๋าตังและลองใช้บริการต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตังกันได้เลย

ที่มา – “ขบ.” ครบ 84 ปี เปิดบริการต่อภาษีรถผ่านแอปฯ “เป๋าตัง ปีหน้าต่ออายุใบขับขี่-จดทะเบียนรถผ่านออนไลน์

เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอทะลุ 7 แสนล้านช่วงต้นปี

เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง! ข้อมูลล่าสุดเผยว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ เวียดนามสามารถเวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท สร้างความน่าสนใจและโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ถึงแม้ว่ามูลค่าการลงทุนในโครงการใหม่จะลดลง 11.1% คิดเป็นมูลค่าราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 324,000 ล้านบาท) แต่จำนวนโครงการใหม่กลับเพิ่มขึ้นถึง 15.2% คิดเป็นจำนวน 2,254 โครงการ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว

การเพิ่มขึ้นของจำนวนโครงการใหม่ แม้ว่ามูลค่าการลงทุนเฉลี่ยต่อโครงการจะลดลง อาจสะท้อนถึงการกระจายตัวของการลงทุนไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าเวียดนามได้เบิกจ่ายเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปแล้วถึง 13,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 440,000 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีสำหรับช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี และเพิ่มขึ้นถึง 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถของเวียดนามในการดึงดูดและบริหารจัดการเงินลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเบิกจ่ายเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติก่อนหน้านี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงานจริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

ปัจจัยที่ส่งผลให้เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอ

หลายปัจจัยเอื้ออำนวยให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ได้แก่:

  • เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ: เวียดนามมีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสำคัญ
  • นโยบายส่งเสริมการลงทุน: รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลดขั้นตอนทางราชการ
  • ค่าแรงที่แข่งขันได้: ค่าแรงในเวียดนามยังคงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้เวียดนามเป็นแหล่งผลิตที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุน
  • การเข้าถึงตลาดที่กว้างขวาง: เวียดนามเป็นสมาชิกของข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจที่ตั้งอยู่ในเวียดนามสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจเวียดนาม

ผลกระทบของการเวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท ต่อเศรษฐกิจโดยรวมนั้นมีมากมาย ตั้งแต่การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก การลงทุนจากต่างประเทศยังช่วยกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายบางประการ เช่น การพัฒนาทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาอุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะช่วยให้เวียดนามสามารถรักษาความน่าสนใจในการลงทุนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว ตัวเลขการลงทุนที่น่าประทับใจในช่วงต้นปีนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจเวียดนาม และแสดงให้เห็นว่าเวียดนามยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ การรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการบริหารจัดการการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของเวียดนามในอนาคต

ที่มา – เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท ระหว่างม.ค.-ก.ค.ปีนี้

NT เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดสิ้นปีรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 ว่า มีผลดำเนินงานรวม 41,118 ล้านบาท จากธุรกิจโมบาย บรอดแบนด์ โครงสร้างพื้นฐาน และ บริการดิจิทัล โดยมีกำไรสุทธิ 4,110 ล้านบาท คาดสิ้นปีรายได้รวม 67,525 ล้านบาท และกำไรสุทธิเป็นไปตามแผนธุรกิจ ทั้งนี้โดยรวมดอกเบี้ยส่วนเพิ่ม อันสืบเนื่องจากรายการพิเศษค่าคดีความส่วนแบ่งผลประโยชน์ของ บจก. จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำนวน 5,128 ล้านบาท

ทั้งนี้ NT มีกำไรครึ่งปีแรกสูงกว่าแผนธุรกิจเนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับควบคุมปัจจัยภาพรวมการบริหารจัดการได้ดีโดยตัวเลข EBIT เพิ่มขึ้นขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าเสื่อมราคาลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2568 เป็นผลให้ NT ได้รับการพิจารณาให้ออกจากการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจหรือแผนฟื้นฟูกิจการ จากมติสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้อีก 5 เดือนที่เหลือ NT จะไม่มีรายได้จากพันธมิตรคลื่นมือถือที่หมดอายุลง ทำให้สิ้นปีน่าจะมีกำไรอยู่ที่ 360 ล้านบาท โดย NT ยังคงเน้นการดำเนินงานตามเป้าหมายอย่างเข้มข้นและเคร่งครัดภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมุ่งตอบโจทย์แผนตามยุทธศาสตร์หลักในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การสนับสนุนภารกิจภาครัฐ และการพัฒนาองค์กร

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า หลังจากหมดอายุใบอนุญาตคลื่นความถี่ 850 MHZ,2300 MHz และ 2100 MHz ในเดือนสิงหาคม 2568 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากในการปรับทิศทางธุรกิจของ NT โดยเป้าหมายแรกคือการผลักดันรายได้สิ้นปีนี้ให้ทันตามแผนธุรกิจ มุ่งรักษาฐานรายได้เดิมของธุรกิจหลักคือ ธุรกิจโมบาย ซึ่งปัจจุบัน NT ได้โอนย้ายลูกค้าและให้บริการอย่างต่อเนื่องบนคลื่น 700 MHz พร้อมลดต้นทุนค่าโรมมิ่งโดยปรับแพคเกจเน้น 4G ซึ่งลูกค้า MY by NT สามารถใช้งานเพียงพอต่อการใช้งานทั้งการโทร และการใช้อินเทอร์เน็ต

“นับจากนี้รายได้หลักที่เคยเป็นรายได้จากกลุ่มโมบายล์จะเหลือไม่ถึง 10 % ขณะที่บรอดแบนด์จะมีรายได้หลักเป็น 50% ด้วยการหาพันธมิตรในการทำธุรกิจคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้ข้อสรุปเงื่อนไขสำหรับคัดเลือกพันธมิตร โดยเน้นว่าไม่ได้เป็นการขายกิจการและลูกค้า”

ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นเป้าหมายสำคัญที่เน้นผลักดันเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพสูงทั้งในกรุงเทพและจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีลูกค้าสนใจทำสัญญาหลายพื้นที่ อาทิ งามวงศ์วาน พระราม 4 ปราจีนบุรี และสุรวงศ์ โดย NT ได้ปรับระเบียบขั้นตอนในการหาผู้เช่าและการอนุมัติอัตราค่าใช้บริการที่คล่องตัว พร้อมกับร่วมมือพันธมิตรในการช่วยหาผู้เช่าเพิ่มขึ้น ร่วมกับการใช้ระบบข้อมูลภายในสนับสนุนเพื่อเร่งกระบวนการทำงานเร็วขึ้น ทั้งนี้ NT ได้ปรับการใช้พื้นที่ในโซนอาคารสำนักงานแจ้งวัฒนะทำให้ได้พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นราว 10,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเพิ่มเป็นพื้นที่เช่าต่อไป

สำหรับโอกาสในธุรกิจใหม่ NT เน้นเดินหน้าความร่วมมือพันธมิตร Joint Venture ที่สร้างรายได้ใหม่โดยเน้นด้านดิจิทัลและบริการคลาวด์ รวมถึงธุรกิจดาวเทียม การพัฒนาธุรกิจบริการด้านระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ(LEO) เป็นหนึ่งในโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวของ NT โดยปัจจุบัน NT ให้บริการเกตเวย์สำหรับเครือข่ายดาวเทียมของ Eutelsat One Web ที่สามารถเป็นต้นแบบความสำเร็จในการร่วมมือกับผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เพื่อรองรับการใช้งานโดรนที่จะสามารถควบคุมด้วยระบบดาวเทียมในอนาคต

นอกจากนี้ NT ยังมีแผนขยายตลาดในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นของบริการกลุ่มดิจิทัล,ดาต้าคอม, บรอดแบนด์, CCTV, SI และอสังหาริมทรัพย์ โดยผ่านทีมขายส่วนภูมิภาคทั่วประเทศและมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหลัก บวกกับการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในทุกด้านซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มระดับกำไรสุทธิให้เข้าเป้าตามแผน

สำหรับแนวทางการบูรณาการการใช้คลื่นความถี่ 850 MHZ ร่วมกับคลื่นความถี่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคลื่น Digital Trunk เพื่อประโยชน์ต่อประเทศในด้านความมั่นคง และรองรับการสื่อสารในภารกิจ/กรณีภัยพิบัติ โดยมั่นใจว่า NT ในฐานะโอเปอเรเตอร์ภาครัฐสามารถดำเนินการด้วยความพร้อมของอุปกรณ์โครงข่ายและบุคลากรทั่วประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนภารกิจหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ภัยพิบัติ ทั้งนี้ ยังต้องมีการรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้งานที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐและประเมินความคุ้มค่าต่อไป

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน ASEAN Digital Hub โดย NT พร้อมที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนด้าน Connectivity ในภาพรวม บนแนวคิดการขยายศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัลของ Hyper Scale จากต่างชาติให้เข้ามาใช้ได้ทันที ได้แก่ การเพิ่มเส้นทางเชื่อมโยงเคเบิลใต้น้ำและภาคพื้นดินอย่างพอเพียง โดยเฉพาะเส้นทางสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เส้นทางเชื่อมต่อฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย, และเส้นทางไทย-สิงคโปร์ รวมถึงการบาลานซ์ทราฟิกออกนอกประเทศ, การบาลานซ์ทราฟิกระหว่างบนพื้นดินและใต้น้ำ และการเป็น Neutral ศูนย์กลางควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในอาเซียน ซึ่งจะส่งเสริมประเทศไทยด้านความมั่นคงและการเป็นผู้นำด้านสื่อโทรคมนาคมของภูมิภาคในอนาคต

NT เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดถึงสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

NT คาดสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

โดยสรุปแล้ว NT มีแผนที่จะเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ NT เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดถึงสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ และ NT ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าและประชาชนต่อไป

จับตาดูความเคลื่อนไหวของ NT ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “NT” เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดถึงสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

กกท. หนุนทัพไทย! มั่นใจเวิลด์เกมส์ 2025 เริ่ดแน่

นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายส่งเสริมกีฬา เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย กกท. ในการแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 โดยมี นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู, นายธัชนาถ ทองประกอบ รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ, รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ กรรมการกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ The Chengdu High -Tech Zone Tongpai Hotel ประเทศจีน

นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย แบ่งออกเป็น Zone A ตั้งอยู่ที่โรงแรม Celebrity city hotel และ Zone B ตั้งอยู่ที่โรงแรม The Chengdu High -Tech Zone Tongpai Hotel โดยเปิดให้บริการระหว่างเวลา 09.00-19.00 น. โดยจะให้บริการด้านข้อมูลการแข่งขัน ประกอบด้วย การจัดทำโปรแกรมและสรุปผลการแข่งขัน รวมถึงประเมินและวิเคราะห์ผลการแข่งขัน เพื่อแก้ไขปัญหาทุกด้านในการแข่งขัน และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้แก่ ตรวจรักษา, โภชนาการ, กายภาพบำบัด, แคปซูลฟื้นสภาพร่างกายด้วยระบบออกซิเจนเข้มข้น, นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ, เครื่องบำบัดด้วยแรงดันลม และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเคลื่อนที่ Sports Science Mobile Bus

ขณะที่ รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ เปิดเผยว่า ต้องขอบคุณทางผู้ใหญ่ที่ได้มอบหน้าที่ ในการเป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย จากงานที่ผ่านมาตั้งแต่การเดินทางจากไทย การเข้าที่พัก การร่วมพิธีเปิด จนกระทั่งเข้าสู่การแข่งขันแล้วนั้น ต้องชมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันทำงาน เพื่อจะสนับสนุนให้นักกีฬาไทย ได้ลงทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลงานที่คาดหวังนั้น ก็เชื่อมั่นในนักกีฬาไทย จะสร้างผลงานที่ดีที่สุดได้ ก็ฝากถึงชาวไทยและแฟนกีฬาส่งใจเชียรทีมกีฬาไทยที่เฉิงตูด้วย.

กกท. หนุนทัพไทย มั่นใจเวิลด์เกมส์ 2025 เริ่ดแน่

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมสนับสนุนทัพนักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ในการแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ที่กำลังจะมาถึง โดยนายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการ กกท. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย เพื่อให้การสนับสนุนและดูแลนักกีฬาไทยอย่างใกล้ชิด

ศูนย์อำนวยการฯ นี้จะแบ่งออกเป็นสองโซน เพื่อความสะดวกในการให้บริการแก่นักกีฬา โดยจะมีการให้บริการข้อมูลการแข่งขันต่างๆ อย่างครบถ้วน รวมถึงการวิเคราะห์ผลการแข่งขันเพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้นักกีฬาสามารถฟื้นฟูร่างกายและเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่

ทำไม กกท. ถึงมั่นใจว่าเวิลด์เกมส์ 2025 จะออกมาดี?

รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย แสดงความมั่นใจว่านักกีฬาไทยจะสามารถสร้างผลงานที่ดีในการแข่งขันครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก กกท. และความมุ่งมั่นของนักกีฬาเอง เขาเชื่อว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะทำให้นักกีฬาไทยสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ กกท. ยังได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้นักกีฬาไทยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก การเดินทาง หรือการฝึกซ้อม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกท. ที่จะสนับสนุนให้นักกีฬาไทยประสบความสำเร็จในการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025

  • ข้อมูลการแข่งขัน: โปรแกรม, สรุปผล, วิเคราะห์
  • วิทยาศาสตร์การกีฬา: ตรวจรักษา, โภชนาการ, กายภาพบำบัด
  • ฟื้นฟูร่างกาย: แคปซูลออกซิเจน, นวด, เครื่องบำบัด

การแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่นักกีฬาไทยจะได้แสดงศักยภาพให้โลกได้เห็น ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก กกท. และความมุ่งมั่นของนักกีฬา เราเชื่อมั่นว่าทัพนักกีฬาไทยจะสามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้อย่างแน่นอน อย่าลืมส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาไทยในการแข่งขันครั้งนี้ด้วยนะครับ

กกท. หนุนทัพไทย มั่นใจเวิลด์เกมส์ 2025 เริ่ดแน่ เพราะเราเชื่อในศักยภาพของนักกีฬาไทย และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกด้านเพื่อให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จได้

ที่มา – “กกท.” เซอร์วิสทัพไทย เต็มที่ “ดร.ชาญชัย” มั่นใจผลงานศึกเวิลด์เกมส์ 2025 เจ๋งแน่นอน

รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ

ข่าวดีสำหรับเกษตรกรกรุงเทพฯ! มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ ช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม สำนักพัฒนาสังคม เขตดินแดง ได้มีการประชุมคณะกรรมการให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2568 โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้

การประชุมรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G

การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้อนุมัติให้ใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรของกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบไปด้วยข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า ตราสัญลักษณ์สินค้า (Bangkok G) คู่มือปฏิบัติงาน และคู่มือการตรวจประเมินแหล่งผลิตพืชที่สำนักพัฒนาสังคมได้นำเสนอ เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตรเป็นของตนเอง ส่งเสริมให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและตลาด ทำให้เกิดโอกาสในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในที่สุด

ที่ประชุมได้พิจารณาการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G ครั้งที่ 2/2568 สำหรับเกษตรกรจำนวน 27 ราย จาก 14 เขต รวมทั้งหมด 181 รายการ ซึ่งคณะกรรมการตรวจประเมินได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งปลูกพืชของเกษตรกร และผลปรากฏว่าทั้ง 27 รายผ่านการประเมินตามข้อกำหนดทั้งหมด

เกษตรกรเข้ารับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G

ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2568 พบว่า ในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของกรุงเทพมหานครให้แก่เกษตรกรรวม 50 ราย จำนวน 349 รายการ และในปีงบประมาณ 2568 (ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2568) มีเกษตรกรจาก 14 เขต ยื่นขอใบรับรองแหล่งผลิตพืช จำนวน 27 ราย รวมผลผลิต 181 รายการ

รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ

การเพิ่มขึ้นของจำนวนรายการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรุงเทพมหานครในการสนับสนุนเกษตรกร และยกระดับคุณภาพของสินค้าเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ทำไมการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G ถึงสำคัญ?

  • ยกระดับคุณภาพ: ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐาน
  • สร้างความน่าเชื่อถือ: ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้า
  • เพิ่มโอกาสทางการตลาด: ขยายช่องทางการขาย
  • เพิ่มรายได้: เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

การที่เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของกรุงเทพมหานคร และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ดังนั้น การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย

ที่มา – รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ ยกระดับคุณภาพผลผลิตเกษตรกร

ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย! ซีวี ลีก เวียดนาม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ซีวี ลีก 2025 สัปดาห์ที่ 2 นัดแรก ณ ประเทศเวียดนาม เป็นการพบกันระหว่าง วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 20 ของโลก พบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย อันดับที่ 55 ของโลก ซึ่งแฟนๆ วอลเลย์บอลต่างตั้งตารอชมผลงานของลูกยางสาวไทย

ทีมลูกยางสาวไทย ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จัดผู้เล่นชุดแรกลงสนาม นำโดย พรพรรณ เกิดปราชญ์, วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์, กัญญารัตน์ ขุนเมือง, ศศิภาพร จันทรวิสูตร, ธนัชชา สุขสด และ กัตติกา แก้วพิน โดยมี ปิยนุช แป้นน้อย และ จิดาภา นาหัวหนอง รับหน้าที่เป็นผู้เล่นอิสระ คอยสนับสนุนเกมรับอย่างเต็มที่

ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย ประเดิมชัยซีวี ลีก

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมนักตบสาวไทยของเราช่วยกันเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ ตบเอาชนะ อินโดนีเซีย ไปแบบสบายๆ 3-0 เซต ด้วยสกอร์ (25-16, 25-16, 25-21) ทำให้ ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย เก็บ 3 แต้มแรกในสนามสองของการแข่งขันซีวี ลีก 2025 ได้สำเร็จ สร้างความประทับใจให้กับกองเชียร์ชาวไทยเป็นอย่างมาก

ในแต่ละเซต ลูกยางสาวไทย แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นทั้งในด้านเกมรุกและเกมรับ การประสานงานในทีมเป็นไปอย่างราบรื่น และการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าทำได้อย่างดีเยี่ยม อินโดนีเซียพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของทีมไทยได้

ฟอร์มการเล่นของแต่ละคนในทีม ลูกยางสาวไทย ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน พรพรรณ เกิดปราชญ์ ทำหน้าที่เซ็ตได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำแต้มได้อย่างต่อเนื่อง วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ และ กัญญารัตน์ ขุนเมือง ช่วยกันบล็อกลูกตบของอินโดนีเซียได้อย่างเหนียวแน่น ศศิภาพร จันทรวิสูตร และ ธนัชชา สุขสด มีบทบาทสำคัญในการทำแต้มจากแดนหน้า และ กัตติกา แก้วพิน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในเกมรับ

ชัยชนะในนัดนี้ ไม่ได้มาจากความสามารถของผู้เล่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากการวางแผนการเล่นที่ชาญฉลาดของ “โค้ชอ๊อต” และการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่งของนักกีฬาทุกคน ลูกยางสาวไทย แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะมาครอง

โปรแกรมการแข่งขันนัดต่อไปของลูกยางสาวไทย

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันถัดไปในศึกซีวี ลีก 2025 ที่ประเทศเวียดนาม มีดังนี้:

  • วันเสาร์ที่ 9 ส.ค.: ไทย พบ ฟิลิปปินส์ เวลา 19.00 น.
  • วันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค.: ไทย พบ เวียดนาม เวลา 19.00 น.

แฟนๆ วอลเลย์บอลชาวไทย สามารถติดตามชมและเชียร์ ลูกยางสาวไทย ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้นักกีฬาสร้างผลงานที่ดีต่อไป

ชัยชนะเหนืออินโดนีเซียในนัดแรกนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยในศึกซีวี ลีก 2025 สนาม 2 ที่เวียดนาม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของทีมในการแข่งขันระดับนานาชาติ หวังว่าทีมจะรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ไว้ได้ และคว้าชัยชนะในนัดต่อๆ ไป เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

จากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในนัดแรก ทำให้เรามั่นใจว่าลูกยางสาวไทยมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันซีวี ลีก 2025 ที่เวียดนาม แฟนๆ ชาวไทยทุกคนร่วมส่งกำลังใจเชียร์พวกเธอให้เต็มที่!

ที่มา – ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย! ตบอินโด 3 เซตรวด ประเดิมชัยศึกซีวี ลีก สนาม 2 เวียดนาม