ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘แพท ณปภา’ ยังไม่ท้อง! ลุ้นมีลูกปีนี้

ถูกจับตาเรื่องท้องมาตลอดสำหรับนักแสดงและพิธีกรสาว “แพท ณปภา” ที่มักจะถูกหลายคนสงสัยจากรูปร่างที่ดูเปลี่ยนไป รวมถึงท่าทางการวางมือของแฟนหนุ่มที่ดูเหมือนกำลังประคองท้อง ทำเอาแฟนๆต่างพากันฮือฮาหนักก่อนที่แพทจะออกมาเคลียร์ว่าจริงๆแล้วแค่กินอิ่มเฉยๆ แต่ถึงแม้ว่าจะออกมาพูดถึงประเด็นนี้แล้วแต่ก็ยังมีหลายคนที่เข้าใจผิดและมักเข้ามาถามไถ่เรื่องนี้อยู่เสมอ

ล่าสุดในงานมหกรรมความอร่อย “แจ๋วแซ่บเฟ้อร์”ครั้งที่ 4 แพท ณปภา ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องนี้อีกครั้ง โดย แพทเผยว่า

“เรื่องท้องหรอ คืออย่างนี้ค่ะมันจะมีบางจังหวะที่เรากินอิ่มแล้วถ่ายรูป แล้วก็มีจังหวะที่สามีมือวางไม่ถูกจุดก็มีเป็น ฟีลว่าบางทีเขาก็อยากจะจับวางตรงไหน พอวางแป๊ะตรงท้องก็โอเคท้องหนึ่ง อะไรอย่างนี้ เข้าใจค่ะ แต่ตอนนี้น้องยังไม่มา แต่ว่าไม่ได้มีถือเคล็ดไม่มีค่ะ ตอนนี้เคล็ดขัดยอกอย่างเดียว ถามว่ากดดันไหมที่หลายคนก็ต้องจับตามองเชื่อไหมว่าชินแล้ว เจอพี่ๆ พี่ๆ ถามเจอคนอื่น คนอื่นถาม แต่ทุกวันที่แพทขึ้นไลฟ์จะเจออย่างมากคือ 10 คำถาม ยินดีด้วยนะคะ หรือไม่ก็ น้องมาหรือยังคะ แล้วแพทจะตอบทุกวันอยู่แล้ว อย่างที่บอกบางทีเราใส่เอวลอยแต่เราเพิ่งกินข้าวอิ่ม แล้วบางจังหวะเราอาจจะไม่ได้แขม่วก็จะเป็นท้องแล้ว บวกกับก่อนหน้านี้ไปรายการแล้วหมอดูก็บอกลูกแฝด แต่ไม่ได้บอกว่าจะมาเมื่อไหร่ ยังไม่มาๆ”

“ล่าสุดเนี่ยแพทอยากจะมีปีนี้คือไปคลอดปีหน้า เพราะฉะนั้นแพทสามารถตั้งท้องได้ยาวไปจนถึงปีหน้า คุณหมอบอกว่าไปธรรมชาติเลย แต่ว่าจริงๆ สำหรับคนที่ปล่อยธรรมชาติคุณหมอบอกว่ายังไม่อยากให้เข้ากระบวนการแพทย์ ส่วนใหญ่ถ้ามาธรรมชาติแล้วตรวจสุขภาพแล้วดีทั้งคู่แบบนี้หมอจะให้เวลาปีหนึ่งในการที่เราไปลองทำกันเอง ก่อนถ้าลองแล้วไม่สำเร็จเดี๋ยวหมอทำให้ ทีนี้ด้วยความที่เราบอกว่า หนูจะลองจนถึงสิ้นปีค่ะ เอาให้มันถึงสิ้นปี ถ้าสิ้นปี 54321 เป็นเคานต์ดาวน์ แล้วเขายังไม่มาคุณหมอช่วยทำให้หน่อยได้ไหมคะ“

แพท เผยต่อว่า“ตรวจร่างกายแล้วก็คือสามีเรามีซูเปอร์แมนอยู่ในตัว แต่เราก็บอกว่าซูเปอร์แมนเธออาจจะไม่ทำงาน (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยว เขากอบกู้ซูเปอร์แมนเขาก่อน ก็คือเท่าที่คุยกันเนื่องจากเดี๋ยวนี้นวัตกรรมวิวัฒนาการเขาไปไกลแล้ว คุณพีเขาก็เลยมองว่าถ้าธรรมชาติไม่ติดจะให้คุณหมอทำให้จบ เราก็โอเคค่ะ”

ขอบคุณภาพจาก:pat_napapa

‘แพท ณปภา’ ยังไม่ท้องแค่กินอิ่ม เผยแพลนอยากมีลูกปีนี้ ลุ้นจนถึงสิ้นปีถ้าไม่มาขอพึ่งหมอ!

แพท ณปภา เผยยังไม่ท้อง แค่อิ่ม!

จากกระแสข่าวลือเรื่อง ‘แพท ณปภา’ ยังไม่ท้องแค่กินอิ่ม เผยแพลนอยากมีลูกปีนี้ ลุ้นจนถึงสิ้นปีถ้าไม่มาขอพึ่งหมอ! ทำให้หลายคนสงสัยในรูปร่างที่เปลี่ยนไปของเธอ ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเคลียร์ชัดเจนแล้วว่ายังไม่มีน้อง แต่ก็เปิดใจถึงแผนการมีลูกในปีนี้

แพท ณปภา กล่าวว่าที่ผ่านมามีคนถามเรื่องท้องเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าใจผิดว่าเธอท้องเพราะกินอิ่ม หรือท่าทางของแฟนหนุ่มที่วางมือบนท้อง แต่จริงๆ แล้วเธอยังไม่ได้ตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม ‘แพท ณปภา’ ยังไม่ท้องแค่กินอิ่ม เผยแพลนอยากมีลูกปีนี้ ลุ้นจนถึงสิ้นปีถ้าไม่มาขอพึ่งหมอ! โดยเธอและแฟนหนุ่มวางแผนที่จะมีลูกในปีนี้ และจะลองใช้วิธีธรรมชาติไปจนถึงสิ้นปี หากไม่สำเร็จก็จะปรึกษาคุณหมอเพื่อใช้วิธีทางการแพทย์

ทั้งนี้แพทได้ตรวจสุขภาพแล้วพบว่าร่างกายแข็งแรงดีทั้งคู่ จึงมีความหวังที่จะมีลูกในปีนี้

แฟนๆ ของ แพท ณปภา ต่างก็ส่งกำลังใจให้เธอสมหวังในเรื่องลูกเร็วๆ นี้

สุดท้ายนี้ เรื่อง ‘แพท ณปภา’ ยังไม่ท้องแค่กินอิ่ม เผยแพลนอยากมีลูกปีนี้ ลุ้นจนถึงสิ้นปีถ้าไม่มาขอพึ่งหมอ! ถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การที่เธอออกมาเปิดใจก็ทำให้หลายคนเข้าใจและให้กำลังใจเธอมากขึ้น หวังว่าเธอจะสมหวังในสิ่งที่ตั้งใจไว้นะคะ

ที่มา – ‘แพท ณปภา’ ยังไม่ท้องแค่กินอิ่ม เผยแพลนอยากมีลูกปีนี้ ลุ้นจนถึงสิ้นปีถ้าไม่มาขอพึ่งหมอ!

อ่านเลย! เปิด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เพจเฟซบุ๊กศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ในวันนี้ (7 ส.ค.) ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งไทยและกัมพูชาเห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ ดังนี้ มาอ่าน 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา กันเลย

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.2568 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา : การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติ ดังนี้

   8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่

   8.2 จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรืออาร์บีซี (Regional Border Committee – RBC) ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุมจีบีซีวันที่ 7 ส.ค.2568

   8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้ง 2 ประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง

10. ทั้ง 2 ฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียนที่นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้กรรมการอาร์บีซีในแต่ละพื้นที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดยคณะอาร์บีซีจะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้คณะจีบีซี ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซีย เป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุมจีบีซี

13. ให้จัดการประชุมจีบีซี ใน 1 เดือน หลังจากวันที่ 7 ส.ค.2568 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิฉะนั้นการประชุมจีบีซีวิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง.

อ่านเลย! เปิด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด การมี 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การยุติการใช้ความรุนแรงไปจนถึงกลไกการตรวจสอบการหยุดยิง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงเหล่านี้จะถูกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ทำความเข้าใจ 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา

การทำความเข้าใจรายละเอียดของ 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตระหนักถึงขอบเขตและเป้าหมายของข้อตกลงนี้ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือในการรักษาสันติภาพอย่างยั่งยืน

  • ยุติการโจมตี: ข้อตกลงนี้เน้นย้ำถึงการยุติการใช้อาวุธทุกประเภทและการโจมตีต่อพลเรือน
  • รักษาสถานะเดิม: กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายรักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งเดิมโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง
  • ไม่ยั่วยุ: ห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุและอาจนำไปสู่ความตึงเครียด

ข้อตกลงเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และความสำเร็จอย่างแท้จริงจะขึ้นอยู่กับการบังคับใช้และการปฏิบัติตามอย่างจริงจังจากทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้

ที่มา – อ่านเลย! เปิด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ‘ไทย-กัมพูชา’ ร่วมรักษาสันติภาพ

ทนายความบุรีรัมย์ยัน สิทธิ์ที่ดินเขากระโดง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนประชาชน ผู้ประกอบการ และนิติบุคคลในพื้นที่เขากระโดง ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อตอบโต้กรณีการแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งมีผู้ถือครองจำนวนมากถึง 995 ราย

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความบุรีรัมย์ ผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง ได้ชี้แจงถึงข้อพิพาทสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง โดยยืนยันว่าสิทธิในที่ดินของประชาชนยังคงชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ รฟท. นำมาอ้าง แต่คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีนั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถยกขึ้นอ้างกับราษฎรที่ถือเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายในที่ดินแปลงอื่นได้ นอกจากนี้ ประชาชนยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 37 อีกด้วย

นายชนินทร์ยังระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตและจัดซื้อที่ดิน พร้อมแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา รับรองให้ รฟท. ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินบริเวณเขากระโดง ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็น “ที่ดินรถไฟ” ตามนิยามในพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ยิ่งไปกว่านั้น แผนที่สำรวจ (Exploitation Plan) ที่ รฟท. อ้างนั้น จัดทำขึ้นเพื่อรองรับการขนย้ายหินบริเวณเขากระโดงชั่วคราว โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 45 จึงไม่ใช่ทางรถไฟเพื่อใช้ในการเดินรถตามมาตรา 3 (3) ของพระราชบัญญัติเดียวกัน และไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาที่ผ่านกระบวนการพระราชทานโปรดเกล้าฯ ตามกฎหมาย

นายชนินทร์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว ยืนยันว่าราษฎรผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์โดยสุจริต ยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณเขากระโดงโดยชอบตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกประการ และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

“หากนายภูมิธรรม เวชยชัย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ยังคงดำเนินการเพิกถอนโฉนด โดยยึดถือแผนที่หรือข้อมูลเท็จของ รฟท. ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของตนอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายชนินทร์กล่าว

นายชนินทร์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า คดียังอยู่ในศาล เพราะ รฟท. ได้ยื่นร้องศาลปกครองให้พิจารณาว่า อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นายตฤณ แก่นหิรัญ ทนายความอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อ รฟท. ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนดได้ จะมากล่าวอ้างลอยๆ ว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นของ รฟท. ไม่ได้ ถ้า รฟท. คิดว่ามีหลักฐานที่ดีกว่าก็ให้นำมาแสดง เพราะประชาชนพร้อมพิสูจน์ความจริง

เมื่อถูกถามว่า รฟท. ใช้เอกสารเท็จแสดงต่อศาลฎีกาในอดีตหรือไม่ นายตฤณกล่าวว่า “ถ้ามาเทียบของจริง ก็ต้องบอกว่าไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง และไม่ถูกต้องตามหลักในการทำภูมิศาสตร์ และสนเทศศาสตร์ เพราะแผนที่ของ รฟท. ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา”

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สังคมเห็นกระบวนการของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ที่ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น และตนเป็นห่วงว่าเมื่อได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป เขายังกล่าวอีกว่า วันนี้การรถไฟบุกรุกที่ชาวบ้านอยู่

“วันนี้ถ้า มท. 1 และ มท. 3 และ การรถไฟฯ มาลงพื้นที่เขากระโดง ถ้าพวกท่านไม่ยินยอม สามารถดำเนินคดีพวกเขาได้เลย ดังนั้นหากทางกระทรวงมหาดไทย เริ่มเพิกถอนเมื่อไหร่ ดำเนินคดีก็จะนับหนึ่ง” นายศุภชัยกล่าว

ด้านนายทิวา การกระสัง ทนายความ และเจ้าของที่ดินบริเวณเขากระโดง กล่าวว่า ตนเองถือครองเอกสารสิทธิ์ในที่ดินประเภท นส.3 ตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งการจะออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวได้ ต้องมีการแจ้ง สค.1 มาตั้งแต่ปี 2497

นายทิวาระบุว่า การที่ รฟท. อ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินในปี 2539 นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่สามารถยอมรับได้ และตั้งคำถามว่า ใช้หลักคิดใดในการระบุว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นของรัฐ โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกา

ทนายความบุรีรัมย์

”ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ตัดสินว่าที่ดิน 5,083 ไร่เป็นการบุกรุก เป็นเรื่องที่ช้ำใจมาก เพราะเราอยู่ตรงนี้มานาน มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย” นายทิวากล่าว

นายทิวา ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาตามหลักรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ได้ผูกพันองค์กรอื่น

“คำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 39 ราย เป็นคำตัดสินเฉพาะราย ไม่ได้ผูกพันกับประชาชนอีก 995 ราย ที่ไม่ได้เป็นคู่ความ เราในฐานะประชาชน ยืนยันว่าพร้อมต่อสู้คดี และขอให้รัฐเตรียมรับผิดชอบหากจะยึดพื้นที่กลับไปใช้งาน” นายทิวาระบุ

นายกิตติเทพ เจียรพันธ์ เจ้าของกิจการโรงโม่หิน กล่าวว่า ตั้งแต่รุ่นพ่อของตน ทำกิจการโรงโม่หินผลิตหินขายให้ รฟท. มาโดยตลอด และมีการออกโฉนดโดยมีเจ้าหน้าที่ของรฟท. มาระวางแนวเขตให้ทุกครั้ง

”การออกโฉนดทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่รฟท. มาระวางแนวเขตข้างเคียง โดยสำนักงานที่ดินจะทำหนังสือส่งไปที่ รฟท. ซึ่งรฟท.จะมีหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ โดยล่าสุด รฟท. กลับบอกว่าที่ที่ออกโฉนดเป็นที่ รฟท. ทั้งหมด” นายกิตติเทพกล่าว

นายกิตติเทพกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองที่โจมตีกัน ขอพึ่งทางผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดี

ประชาชนมีสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดงจริงหรือ?

จากข้อมูลที่ ทนายความบุรีรัมย์ และผู้เกี่ยวข้องได้แถลงนั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินเขากระโดง และความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับการรถไฟแห่งประเทศไทย การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ในที่ดินยังคงดำเนินต่อไป และผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ทนายความบุรีรัมย์ หลายท่านยังยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการครอบครองที่ดิน เนื่องจากรฟท. ไม่สามารถแสดงสิทธิ์การครอบครองที่ดินได้อย่างชัดเจนตามกฎหมาย ที่ดินบริเวณนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไป

ข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก การดำเนินการใดๆ ของภาครัฐควรคำนึงถึงความเป็นธรรมและผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ ที่ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต การรักษาสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

ที่มา – ‘ทนายความบุรีรัมย์’แถลงยัน ‘ปชช.’มีสิทธิ์ทาง ก.ม.ครอบครองที่ดินเขากระโดง เหตุ‘รฟท.’ ไม่มีพ.ร.ฎ.และแผนที่แนบท้ายอ้างกรรมสิทธิ์

‘กรวีร์-ภราดร’ ชงญัตติเช็กองค์ประชุม ยื้อเลือก รอง ปธ.สภา

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอญัตติให้ตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อยื้อการลงมติเลือกรองประธานสภาคนที่ 1

ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานในที่ประชุม หลังจากเสร็จสิ้นวาระกระทู้ถามสดแล้ว ได้พักการประชุมเพื่อให้วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน หารือเกี่ยวกับการเลื่อนวาระการเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ที่ยังว่างอยู่ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

หลังจากกลับมาประชุม นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เสนอให้เลื่อนวาระการเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ขึ้นมาพิจารณา แต่ สส.ฝ่ายค้าน โดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ต้องการให้พิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายค้านจึงไม่ขัดข้องที่จะเลื่อนญัตติเพื่อเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 หากรัฐบาลยืนยันความพร้อม

นายวัชระพลยืนยันว่า สส.รัฐบาลมีความพร้อมและไม่ขัดข้องที่จะพิจารณาญัตติด่วนที่ฝ่ายค้านเสนอ ทำให้นายกรวีร์เสนอให้นับองค์ประชุมทันที บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียด มีการทักท้วงการเสนอนับองค์ประชุมของฝ่ายค้าน ในขณะที่นายวัชระพลในฐานะวิปรัฐบาลเสนอให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ ทำให้นายกรวีร์เสนอญัตตินับองค์ประชุมโดยการเสียบบัตร นายฉลาดจึงวินิจฉัยให้ใช้วิธีการขานชื่อ

นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้ทักท้วงว่า ประธานในที่ประชุมไม่มีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นที่มีผู้เสนอญัตติขัดแย้งกัน ต้องลงมติเพื่อตัดสิน สส.รัฐบาลทักท้วงว่า การเสนอญัตติของนายภราดรไม่ถือเป็นญัตติเพราะไม่มีการเสนอ ทำให้นายภราดรรีบเสนอญัตติตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล อภิปรายว่า ประธานได้วินิจฉัยให้ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อแล้ว ขอให้ดำเนินการตามคำวินิจฉัย เพราะการเสนอญัตติให้ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการเสียบบัตร เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานได้วินิจฉัยไปแล้ว

นายฉลาดจึงดำเนินการตามที่นายวิสุทธิ์อภิปรายทันที ทำให้นายภราดรท้วงติงว่า “ถ้าประธานวินิจฉัยแบบนี้ โดยไม่ฟังเหตุผล ผมไม่สามารถอยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมได้ ผมขอวอล์กเอาท์”

‘กรวีร์-ภราดร’ ชงญัตติเช็กองค์ประชุมยื้อโหวตเลือกรองประธานสภาคนที่ 1

จากนั้น นายฉลาดดำเนินการตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ นายวิสุทธิ์เสนอว่า เมื่อคนขอนับองค์ประชุมไม่อยู่ร่วมสังฆกรรม ออกจากห้องประชุมไปแล้ว ขอให้ดำเนินการเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ตามวาระ นายกรวีร์ลุกขึ้นกล่าวว่า “จะมาบอกว่าผมไม่อยู่อย่างไร ผมอยู่ในห้องประชุมด้านหลัง ผมก็งงว่าผมไม่อยู่ได้อย่างไร”

ความสำคัญของการเลือกรองประธานสภาคนที่ 1

การเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากรองประธานสภาฯ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำกับดูแลการประชุมสภาฯ รวมถึงการเป็นตัวแทนของสภาฯ ในโอกาสต่างๆ การที่ตำแหน่งนี้ว่างลง อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการทำงานในสภาฯ ได้

การที่นายกรวีร์และนายภราดร เสนอญัตติให้ตรวจสอบองค์ประชุม ทำให้การลงมติเลือก รองประธานสภาคนที่ 1 ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายและวาระสำคัญอื่นๆ ในสภาฯ ได้

การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘กรวีร์-ภราดร’ ชงญัตติเช็กองค์ประชุมยื้อโหวตเลือกรองประธานสภาคนที่ 1

บางจากฯ รักษาเสถียรภาพ ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แม้ในช่วงครึ่งปีแรก บางจากฯ ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่บริษัทฯ ยังสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) จากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันและกลุ่มธุรกิจการตลาด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้หลักของบริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และการบูรณาการกับบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งบริษัท BCPT FZCO ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจการค้าน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน การที่บางจากฯ ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET50 อย่างต่อเนื่อง และได้รับการจัดอันดับที่ 17 จาก 500 บริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยนิตยสาร Fortune ในปี 2568 สูงขึ้นจากอันดับ 24 ในปีก่อน ยังสะท้อนศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว”

น.ส.ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรกของปี 2568 ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่ที่ 1,399 ล้านบาท ลดลงจาก 6,570 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าการกลั่นพื้นฐาน (Operating GRM) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมัน (Crack Spread) ที่อ่อนตัวลงในทุกผลิตภัณฑ์ ประกอบกับการรับรู้ผลขาดทุนจาก Inventory Loss และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) รวม 3,750 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ต่ำกว่าน้ำมันดิบดูไบในช่วงเวลาดังกล่าว และต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลงในภาพรวม ช่วยลดแรงกดดันจากค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลงได้บางส่วน โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรกรวมอยู่ที่ 254,900 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนงสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังโดยไม่มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงานเช่นเดียวกับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567

กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 3,022 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของ 2568 ลดลงจาก 3,977 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2567 ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยยังคงรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไว้ได้ที่ระดับประมาณร้อยละ 29 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายและคุณภาพการให้บริการ

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด มี EBITDA ในครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่ที่ 1,881 ล้านบาท ลดลงจาก 2,424 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบของการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย และการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 9 โครงการในเดือนมิถุนายน 2567

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มี EBITDA ในครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่ที่ 380 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจาก 493 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงงานผลิตเอทานอลในไตรมาส 1 ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกากน้ำตาลซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล ขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ผลประกอบการในภาพรวมของธุรกิจปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2567

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA อยู่ที่ 10,128 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ลดลงร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 13,074 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามแนวโน้มราคาตลาดโลก และปริมาณการจำหน่ายที่ลดลงจากการรับรู้ผลกระทบเต็มครึ่งปีจากการจำหน่ายแหล่งผลิต Yme เมื่อปลายปี 2567 อย่างไรก็ดี OKEA ได้ปรับเพิ่มประมาณการการผลิตเป็น 30,000 – 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในปี 2568 และ 31,000 – 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในปี 2569 จากแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้เพิ่มขึ้น

โดยในไตรมาส 2 ปี 2568 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 125,827 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 20 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 3,664 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 1,247 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมผลกระทบจาก Inventory Loss และขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ กลุ่มบริษัทบางจากมีผลขาดทุนสุทธิ 2,560 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 1.86 บาท
โดยผลประกอบการได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเป็นหลัก

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 30,215 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 310,702 ล้านบาท หนี้สินรวม 228,247 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 82,455 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ระดับ 1.19 เท่า

นอกจากนี้ ตามที่บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีเหตุเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นศรีราชา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม บริเวณหอกลั่นน้ำมันดิบของหน่วยกลั่นที่ 2 ซึ่งสามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว โดยจากการประเมินพบว่าเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย และหน่วยกลั่นที่ 2 กลับมาดำเนินการได้ตามปกติแล้วตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม (ภายใน 5 วันนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์) เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและผลประกอบการของกลุ่มบริษัทบางจากอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักความปลอดภัยสูงสุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด

บางจากฯ เปิดผลประกอบการครึ่งปีแรก รักษาเสถียรภาพท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน

วิเคราะห์ผลประกอบการบางจากฯ ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน

ผลประกอบการครึ่งปีแรกของบางจากฯ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว แม้ว่าราคาน้ำมันจะมีความผันผวนอย่างมาก ความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลักอย่างโรงกลั่นและการตลาดเป็นสัญญาณที่ดี

อย่างไรก็ตาม การลดลงของ EBITDA ในบางกลุ่มธุรกิจ เช่น ไฟฟ้าพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง บางจากฯ จะต้องพิจารณาหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในธุรกิจเหล่านี้ เพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว

โดยรวมแล้ว บางจากฯ เปิดผลประกอบการครึ่งปีแรก รักษาเสถียรภาพท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน ได้อย่างน่าพอใจ สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวที่รวดเร็วต่อสถานการณ์ตลาด

แม้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงมีความผันผวน และเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่บางจากฯ ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – บางจากฯ เปิดผลประกอบการครึ่งปีแรก รักษาเสถียรภาพท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน

โฟเดนชี้ โรดรีต้องใช้เวลา ปรับตัวสักพักใหญ่!!

ฟิล โฟเดน ตัวรุกชาวอังกฤษของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี พูดถึง โรดรี กองกลางเจ้าของบัลลงดอร์ เพื่อนร่วมทีมชาวสเปนที่ได้รับบาดเจ็บหัวเข่า และได้รับการผ่าตัด ก่อนจะกลับมาเริ่มลงสนามซ้อมกับทีมได้แล้ว โดย โฟเดน เชื่อว่า โรดรีต้องใช้เวลา ปรับตัวสักพักใหญ่!! กว่าจะกลับมาเล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนก่อนหน้าที่จะเกิดอาการบาดเจ็บ

โดย โฟเดน กล่าว “มันคงต้องใช้เวลาอีกสักพักเลยแหละ กว่าที่เขาจะกลับมาเต็มร้อย ทั้งความฟิตและความเฉียบคมในการเล่น เพราะเขาเจ็บไปค่อนข้างนานเลย แต่เรารู้ดีอยู่แล้วว่า โรดรี สามารถทำอะไรได้ เขาคือคนที่ไม่มีใครหยุดได้กับความยอดเยี่ยมของเขา “

“การเล่นเคียงข้างเขาเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก เขาจะทำให้คุณรู้สึกสบายใจเมื่อลงเล่นด้วยกัน เขาแทบไม่เสียบอลเลยด้วยซ้ำ และเขาเป็นเหมือนกับทุกสิ่งให้กับเราและทีม”

โรดรี กลับมาลงสนามซ้อมได้อีกครั้ง หลังจากบาดเจ็บไปนานกว่า 236 วัน นั่นทำให้ตัวเขาไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่เดือนกันยายน ปีที่แล้ว ซึ่งจะต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูร่างกายและเรียกจังหวะการเล่นให้กลับมา ถือเป็นงานหลักๆ ที่ โรดรี จะต้องโฟกัสในฤดูกาลนี้ เพื่อกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่าการบาดเจ็บส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นของนักกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบาดเจ็บที่ต้องใช้เวลารักษานาน การกลับมาลงสนามซ้อมจึงเป็นเพียงก้าวแรกของการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ นักเตะจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการเรียกความฟิต ความเร็ว ความแข็งแกร่ง และความมั่นใจกลับคืนมา ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวเข้ากับแท็กติกและจังหวะการเล่นของทีมอีกครั้ง

สำหรับโรดรี การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการกลับมาลงสนาม แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ ที่เขาจะต้องใช้ความมุ่งมั่น ความอดทน และความพยายามอย่างมาก เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และกลับไปสู่จุดสูงสุดของเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลอีกครั้งหนึ่ง

โฟเดนมั่นใจ โรดรีต้องใช้เวลา ปรับตัวสักพักใหญ่!!

การที่ฟิล โฟเดน ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อเพื่อนร่วมทีมชาวสเปนรายนี้ แม้ว่า โรดรีต้องใช้เวลา ปรับตัวสักพักใหญ่!! ในการเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมา แต่โฟเดนก็เชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความมุ่งมั่นของโรดรี จะทำให้เขาสามารถกลับมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้อีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่ โรดรีต้องใช้เวลา ปรับตัวสักพักใหญ่!!

  • ระยะเวลาในการพักรักษาตัว: การบาดเจ็บที่ต้องใช้เวลารักษานาน ย่อมส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของนักกีฬา
  • การฟื้นฟูสมรรถภาพ: การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจต้องใช้เวลาและความอดทน
  • การปรับตัวเข้ากับทีม: การปรับตัวเข้ากับแท็กติกและจังหวะการเล่นของทีมหลังจากการหายไปนาน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนและให้กำลังใจจากเพื่อนร่วมทีม สตาฟฟ์โค้ช และแฟนบอล ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรดรีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การกลับมาของโรดรี จะเป็นการเติมเต็มความแข็งแกร่งให้กับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้ง และจะช่วยให้ทีมมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในฤดูกาลนี้

ภาพ gettyimages

ผมเชื่อว่าด้วยความสามารถและประสบการณ์ของโรดรี เขาจะกลับมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้แน่นอน ถึงแม้ว่า โรดรีต้องใช้เวลา ปรับตัวสักพักใหญ่!! ก็ตาม แฟนบอลเรือใบสีฟ้าทุกคนก็พร้อมที่จะให้กำลังใจและสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่

ที่มา – ปรับตัวสักพักใหญ่!! “โฟเดน” เชื่อ “โรดรี” ต้องใช้เวลาในการคืนฟอร์มเก่ง หลังเจ็บไปนาน

ประชาชน-ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก. ดัชนีต่ำสุดรอบ 30 เดือน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนก.ค.68 ว่า ดัชนีทั้ง 2 รายการลดลงทุกรายการต่อเนื่อง โดยดัชนีหอการค้าไทย ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และดัชนีผู้บริโภค ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 31 เดือนนับตั้งแต่เดือนม.ค.66 เป็นต้นมา ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากผู้ประกอบการ และผู้บริโภคมีกังวลเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองของไทย, กังวลสงครามการค้าจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ, ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แม้เจรจาหยุดยิงแล้วแต่สถานการณ์ยังไม่จบ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ยังจำกัดวง ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง จึงไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นมากนัก

ทั้งนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว 2 ครั้งรวม 0.5% มาอยู่ที่ 1.75% แต่ก็ยังมีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้าและเข้าถึงสินเชื่อลำบาก

“ดัชนีเชื่อมั่นเดือนก.ค.มีสัญญาณของบวกและลบเจือกัน ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือ เสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองในประเทศ เพราะไม่มั่นใจว่า จะลุกลามบานปลายจนถึงยุบสภาหรือไม่ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ถ้ายุบสภา การพิจารณางบประมาณปี 69 ล่าช้า และไม่สามารถใช้งบได้ทันเดือนต.ค.68 ส่วนการปะทะกับกัมพูชา แม้คลี่คลายเร็ว เพราะมีการหยุดยิง และเข้าสู่การเจรจาคณะกรรมการชายแดน (จีบีซี) แต่ก็ยังกังวลว่า อาจปะทุขึ้นมาได้อีก แต่ยังมีข่าวดีเรื่องภาษีตอบโต้ ที่ไทยถูกเก็บ 19% ถ้าไม่มีข่าวดีเข้ามา ความเชื่อมั่นจะลดลงมากกว่านี้”

ส่วนผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ทำให้เห็นว่า โดยรวมกำลังซื้อ ประชาชนไม่โดดเด่น เพราะดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้าน ซื้อรถ ท่องเที่ยว และทำธุรกิจของเอสเอ็มอี ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 30 ปีโดยเฉลี่ย อีกทั้งเศรษฐกิจยังมีสัญญาณซึมตัว และยังต้องการกระตุ้น โดยศูนย์ฯยังคงเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 1.7% เศรษฐกิจยังเศรษฐกิจมองว่าเศรษฐกิจจะโตได้ 1.7% แต่ก็มีโอกาสโตได้ 1.5% หรือ 2% ได้เช่นกัน

“ขึ้นอยู่กับว่า ความขัดแย้งกัมพูชาจบเร็วแค่ไหน เพราะการปิดด่าน ทำให้การค้าไทยเสียหายเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท ถ้ายืดเยื้อ ความเสียหายจะยิ่งเพิ่มขึ้น และใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเปิดด่านชายแดนจนครบทุกด่าน ต่อมาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมีผลในเชิงบวกมากแค่ไหน เพราะขณะนี้ เศรษฐกิจไทยยังต้องการการกระตุ้นจากรัฐบาล หากอัดฉีดเข้าระบบเป็นระยะๆ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจโตใกล้เคียง 2% หมายความว่าเศรษฐกิจจะโตใกล้เคียง 2%”

สถานการณ์ที่ ประชาชน – ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก. นั้นส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนและการบริโภคอย่างมาก ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการขยายตัว ในขณะที่ผู้บริโภคอาจชะลอการใช้จ่ายในสินค้าคงทนและการลงทุนระยะยาว

ประชาชน – ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก.

ปัจจัยที่ส่งผลให้ ประชาชน – ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก. มีหลายประการ ได้แก่:

  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
  • นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ
  • สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน
  • ความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ

เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณามาตรการที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน เช่น:

  • การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้
  • การส่งเสริมการลงทุนและการสร้างงาน
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี
  • การควบคุมอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

การฟื้นฟูความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว การรับฟังความคิดเห็นของภาคธุรกิจและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทำไมประชาชนและธุรกิจถึงไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจ?

การที่ ประชาชน – ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก. เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นใจและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ที่ ประชาชน – ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก. เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – ประชาชน – ธุรกิจไม่เชื่อมั่นศก. ทุบดัชนีต่ำสุด 30 เดือน โดนการเมืองในประเทศ-ขัดแย้งเขมร-ภาษีสหรัฐฯ ถล่ม

สร้าง Gen ใหม่! Influencer Marketing มืออาชีพ

ภาควิชาการสื่อสารและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) และ บริษัท เพลย์มอร์ จำกัด (Playmore) มอบโจทย์จริงให้นักศึกษาลงมือทำผ่านโครงการ CNM x Tellscore x Playmore Influencer Campaign โดยให้นักศึกษาได้ร่วมทำ Workshop และคลาสเรียนรู้การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ โดยทีมจาก Tellscore เพื่อปูพื้นฐานด้านการเป็น Influencer และการตลาดผ่านคอนเทนต์อย่างเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง จากนั้นมีการแจกโจทย์แคมเปญจากแบรนด์ Playmore ให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อตอบโจทย์ทางการตลาดจริง พร้อมรับคำแนะนำและ feedback จากทีมงานมืออาชีพ และให้นักศึกษา Pitching Day นำเสนอผลงาน Influencer Campaign ต่อคณะกรรมการจาก Playmore และ Tellscore เพื่อคัดเลือกทีมที่มีไอเดียโดดเด่น พร้อมรับรางวัลและโอกาสในการต่อยอดผลงานที่ได้ลงมือทำจริง

คุณสิตานันท์ ชัยกิตติกรณ์ Partnership Manager & Co-Managing Director บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีความโดดเด่นด้านการสื่อสารดิจิทัล และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับแกนหลักของอุตสาหกรรม Influencer Marketing ในปัจจุบัน และนอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยกรุงเทพยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ Tellscore เชื่อมั่นและสนับสนุนมาโดยตลอด เราจึงมั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะช่วยพัฒนาทักษะและศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกของการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สามารถก้าวเข้าสู่วงการ Influencer และ Content Marketing ได้อย่างมีคุณภาพและจรรยาบรรณ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงไม่ใช่แค่การสอน แต่เป็นการสร้างรากฐานของ ecosystem ที่แข็งแรงด้วยความรู้ เครื่องมือ และโอกาสจากภาคอุตสาหกรรมจริง”

คุณณิชารีย์ สุขอร่าม Brand Marketing Manager บริษัท เพลย์มอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ Playmore Influencer Campaign เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการเป็น Influencer ผ่านกระบวนการทำงานจริงในโลกของ Content Marketing โดยกิจกรรมในโครงการออกแบบมาตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อนำเสนอในระดับมืออาชีพ เริ่มต้นด้วยเวิร์กชอปและคลาสเรียนที่เน้นการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ถ่ายทอดโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงแนวคิดในการทำการตลาดผ่านคอนเทนต์อย่างเป็นระบบ และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้จริง โดยจะได้รับโจทย์แคมเปญจากแบรนด์ ซึ่งเป็นโจทย์จริงที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอไอเดียในการสื่อสารแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดกระบวนการนักศึกษาจะได้รับคำแนะนำและฟีดแบ็กจากทีมงานมืออาชีพ เพื่อพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการตลาดของแบรนด์”

โครงการนี้จึงไม่เพียงแค่สร้างการเรียนรู้ภายในห้องเรียน แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพจริง เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ และเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพในโลกของ Influencer และ Content Marketing อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ดร.วิมวิริยา ลิ่มกังวาฬมงคล อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ อาจารย์ผู้ดูแลให้คำปรึกษาแคมเปญกล่าวว่า “นักศึกษาจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านการลงมือทำจริงในมุมของอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ และสามารถเปลี่ยนบทบาทเป็นบุคคลที่รับผิดชอบแคมเปญของแบรนด์ ได้ฝึกทักษะวางแผนกลยุทธ์จากสถานการณ์จริงของแบรนด์ วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ทำคอนเทนต์ และนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพ พร้อมช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพและ soft skills สามารถต่อยอดสู่การทำงานทั้งผู้สร้างคอนเทนต์และผู้อยู่เบื้องหลังได้ สร้างพื้นฐานสำคัญในการทำงานในวงการดิจิทัลและคอนเทนต์ในอนาคต”

โครงการ CNM x Tellscore x Playmore Influencer Campaign สะท้อนถึงแนวทางการเรียนรู้ที่ทันสมัยและตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะทั้งด้านวิชาชีพและทักษะทางสังคม ผ่านประสบการณ์จริงจากการร่วมงานกับแบรนด์และผู้เชี่ยวชาญในแวดวง Influencer Marketing และ Content Creation การได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง การลงมือทำแคมเปญจริง และการได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากภาคธุรกิจ เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับนักศึกษาในการเติบโตเป็นมืออาชีพที่มีคุณภาพและจรรยาบรรณ พร้อมต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน.

สร้าง Gen ใหม่สู่วงการ Influencer Marketing ผ่านความร่วมมือระดับมืออาชีพ

การร่วมมือกันของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เทลสกอร์ และเพลย์มอร์ เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการพัฒนานักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่วงการ สร้าง Gen ใหม่สู่วงการ Influencer Marketing ผ่านความร่วมมือระดับมืออาชีพ อย่างแท้จริง พวกเขาไม่เพียงแต่ได้รับความรู้ในห้องเรียน แต่ยังได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และสร้างผลงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง

โอกาสทอง! สร้าง Gen ใหม่สู่วงการ Influencer Marketing

โครงการนี้เป็นโอกาสทองสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเข้าสู่วงการ Influencer Marketing เพราะพวกเขาจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และมีโอกาสในการสร้างผลงานที่โดดเด่น ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้

การที่นักศึกษามีโอกาส สร้าง Gen ใหม่สู่วงการ Influencer Marketing ผ่านความร่วมมือระดับมืออาชีพ ทำให้พวกเขามีความได้เปรียบในการแข่งขัน และพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

สร้าง Gen ใหม่สู่วงการ Influencer Marketing ผ่านความร่วมมือระดับมืออาชีพ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นการลงมือทำจริง และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การร่วมมือกันของสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และนักศึกษา เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Influencer Marketing ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ถึงเวลาเเล้วที่คนรุ่นใหม่ควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เเละพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

ที่มา – สร้าง Gen ใหม่สู่วงการ Influencer Marketing ผ่านความร่วมมือระดับมืออาชีพ

‘ณัฐวุฒิ’ เผย กมธ. กำหนด 25 ฐานความผิด

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่รัฐสภา กลุ่มเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน พร้อมด้วยทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นตัวแทนรับ

โดยน.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ เป็นตัวแทนกล่าวว่า เนื่องจากเราเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับ อาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองตลอดระยะเวลา 20 ที่ผ่านมา จึงมายื่นข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมาธิการฯ 4 เรื่อง ดังนี้ 1.ระยะเวลาการนิรโทษกรรม ขอเสนอให้ครอบคลุมตั้งแต่ พ.ศ.2548-2568 หรือจนกว่าจะมีการบังคับใช้พ.ร.บ. 2.ในส่วนฐานความผิด เมื่อพิจารณาจากบัญชีแนบท้ายร่างพ.ร.บ.ที่มีเพียง 12 ข้อ หรือถือเป็น 20 ฐานความผิด ซึ่งทำให้อาจตกหล่นบางฐานความผิดได้

3.คดีเยาวชน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีเยาวชนผู้ถูกดำเนินคดี 286 ราย ซึ่งเราคิดว่า เยาวชนควรจะได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วยในครั้งนี้ ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะไม่ควรรวมการนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ในทุกฐานความผิด และ 4.คณะกรรมการ เสนอให้ควรจะมีองค์ประกอบของทางภาคการเมืองและภาคประชาชนเข้าไปด้วย เพราะในร่างพ.ร.บ.นั้น องค์ประกอบหลัก จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออดีตศาล อัยการ เป็นหลัก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่พิจารณาว่า คดีไหนถูกหรือผิด หรือเป็นการเมืองไม่ใช่การเมือง จึงควรจะมีคนที่ถูกดำเนินคดี และคนที่ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาตลอด เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย

รวมถึงระยะเวลาที่คณะกรรมาธิการฯ พิจารณา ที่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม หากมีการกำหนดว่า คณะกรรมการนี้ จะยุบภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้น ก็ควรเปิดช่องให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาคดี เผื่อมีคดีไหนตกหล่น และนอกเหนือจากที่คณะกรรมการ จะพิจารณาคดีนิรโทษกรรมแล้วก็ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ควรพูดถึง คือเรื่องของการเยียวยา

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใน 2 ประเด็นแรก เป็นเรื่องที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว และคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการประชุมรวมถึงมีความเห็นร่วมกันเป็นมติของที่ประชุมไปแล้ว คือกรอบเวลาเริ่มต้นปี 2548 จนถึงวันที่กฎหมายประกาศใช้ ส่วนเรื่องฐานความผิด ในบัญชีแนบท้ายนั้น แน่นอนว่ายังไม่ครอบคลุม และตกหล่นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่แล้ว กรรมาธิการฯ มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีมติเสียงข้างมาก ว่าจะบรรจุบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.ให้ระบุทั้งความผิด โดยหลักคิดตรงกันว่า จะต้องเพิ่มจาก 12 ฐานความผิดในขณะนี้ จากการอ้างอิงรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการระบุไว้ 25 ฐานความผิด อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ ไม่ได้ปิดกั้น ที่จะมีการเพิ่มฐานความผิดอื่น หากพบข้อเท็จจริงว่า มีผู้ที่ถูกดำเนินคดียังคงตกหล่น ไม่ได้ระบุไว้ในร่างกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการ ในขั้นตอนการพิจารณาได้ ส่วนเรื่องเยาวชนและองค์ประกอบของคณะกรรมการนั้น เนื่องจากยังไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่ตนขอรับไว้ จะมีการนำไปหารือจนมีข้อสรุป และรายงานให้ทราบต่อไป แต่โดยเบื้องต้นในหลักการไม่มีอะไรขัดกันกับข้อเสนอนี้ และตั้งใจว่าจะทำเรื่องนี้ให้คืบหน้า และแล้วเสร็จในชั้นกรรมาธิการฯ โดยเร็ว จากที่วางกรอบไว้ว่า จะอยู่ในเวลา 2 เดือนบวกลบ แต่ก็ต้องดูภารกิจของสภาใหญ่ด้วย

“เราจะทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เราจะทำให้มันออกมาเป็นเครื่องมือของการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยให้ได้มากที่สุด แม้ว่าขณะนี้รูปลักษณ์ของความขัดแย้งทางความคิดยังคงชัดเจน และลึกซึ้งอยู่ก็ตาม แต่ไม่มีสังคมไหนไม่ขัดแย้งทางความคิด เราต้องทำให้สังคมนี้พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้คนแต่ละกลุ่มได้ตั้งหลักตั้งต้น และเดินหน้าชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์ต่อไป” นายณัฐวุฒิ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังจะพิจารณาถึงกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำ เป็นกองกำลังติดอาวุธ ในการชุมนุม ปี 53 คนกลุ่มนี้ ถูกดำเนินคดี ถูกเอาไปขังในเรือนจำ และสู้คดีจนศาลยกฟ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการเยียวยา ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดังนั้นจะผลักดันเรื่องนี้ด้วย.

‘ณัฐวุฒิ’ เผย ‘กมธ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ กำหนดบัญชีแนบท้าย 25 ฐานความผิดครอบคลุมตั้งแต่ปี 48

บทสรุปจากข่าวดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาขยายขอบเขตฐานความผิดและรวมถึงเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี

ความคืบหน้า กมธ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข กำลังพิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ อย่างรอบด้าน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่กำลังพิจารณา:

  • ขยายขอบเขตระยะเวลาการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2548-2568
  • เพิ่มจำนวนฐานความผิดในบัญชีแนบท้ายให้ครอบคลุมมากขึ้น
  • พิจารณานิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี
  • ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการให้มีตัวแทนจากภาคการเมืองและภาคประชาชน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาดีที่สุด เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและเดินหน้าต่อไปได้

การทำงานของ ‘ณัฐวุฒิ’ เผย ‘กมธ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ กำหนดบัญชีแนบท้าย 25 ฐานความผิดครอบคลุมตั้งแต่ปี 48 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การพิจารณาอย่างรอบคอบและเปิดกว้างต่อทุกฝ่าย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันสังคมไทยไปสู่ความสงบสุขและปรองดองอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘ณัฐวุฒิ’ เผย ‘กมธ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ กำหนดบัญชีแนบท้าย 25 ฐานความผิดครอบคลุมตั้งแต่ปี 48

สป.อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยระดับโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัด “การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมด้านวัสดุขั้นสูง ครั้งที่ 2” (2nd Joint Workshop on Advanced Materials) ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง Cloud 9 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STRI) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวเปิดงาน และ ศ.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มจพ. กล่าวต้อนรับ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยเพื่อสร้างความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านการสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดฯ อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาลัยระดับโลก รวมถึงการสนับสนุนงานวิจัยขั้นมูลฐานและการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

โดยการสัมมนาจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2566 โดยมี Tsinghua University มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศจีน (THE World University Rankings 2025) เป็นเจ้าภาพ และ มจพ. ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาครั้งที่ 2 นี้ โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 4 ประเทศ ได้แก่ Tsinghua University ประเทศจีน National University of Singapore ประเทศสิงคโปร์ Queensland University of Technology ประเทศออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ประเทศไทย โดยมีรองศาสตราจารย์ ศิริพร ดาวพิเศษ Assoc.Prof. Sanjay Mavinkere Rangappa รศ.ดร.เจนณรงค์ ตั้งตรงไพโรจน์ และ รศ.ดร.สายชล ศรีแป้น เป็นตัวแทนจาก มจพ. เข้าร่วมนำเสนอผลงาน หัวข้อสำคัญส่วนแรกเป็นการวิจัยเพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในโลกปัจจุบัน เช่น การประยุกต์ใช้เทคนิคทางเคมีไฟฟ้าเพื่อประเมินและพัฒนาคุณภาพกระป๋องอาหาร โดยอุตสาหกรรมเกษตรนับเป็นอุตสาหกรรมหลักสำคัญของประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการพัฒนาและทดสอบวัสดุเพื่อการใช้งานในสภาวะรุนแรง เช่นภายใต้การกัดกร่อน หรือที่อุณหภูมิสูง อาทิในโรงไฟฟ้า หรือในอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ดังที่ในปัจจุบัน มจพ. โดยศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส ได้รับคัดเลือกจาก สกสว. ให้ได้รับทุนต่อยอดเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการวิจัย อันได้แก่ ศูนย์ความเป็นเลิศฯด้านเคมีไฟฟ้าและเทคโนโลยีการกัดกร่อน

นอกจากนี้ การสัมมนายังได้กล่าวถึงงานวิจัยวัสดุสำหรับโลกแห่งอนาคต เช่น การพัฒนาวัสดุโครงสร้างน้ำหนักเบาผสมเส้นใยธรรมชาติที่มีศักยภาพนำไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาวัสดุเซมิคอนดักเตอร์เพื่อการประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคต การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำความเข้าใจกลไกการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำไฟฟ้าในแบตเตอรี่ รวมถึงการพัฒนาวัสดุเพื่อใช้ในระบบแปลงผันหรือเก็บเกี่ยวพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน อาทิ การพัฒนาแบตเตอรี่แบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การพัฒนาวัสดุุนาโนเพื่อใช้ในระบบผลิตแก๊สไฮโดรเจน การพัฒนาวัสดุเพื่อใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงที่ป้อนแก๊สไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อให้จ่ายกระแสไฟฟ้าออกมา รวมถึงการพัฒนาวัสดุเพื่อสร้างอุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานเชิงกลที่สูญเสียไปอย่างไร้ประโยชน์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า งานวิจัยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนให้แก่โลกของเรา

การจัดงานสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติในครั้งนี้เป็นการแสดงศักยภาพของ มจพ. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งของประเทศด้านคุณภาพการวิจัยในสาขาวิศวกรรมทั่วไปจาก Times Higher Education World University Subject Rankings 2025 อีกทั้งเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในสาขา Polymer Science และอันดับ 31 ของโลกจาก U.S. News Best Global University Rankings 2025-2026

สำนักงานปลัดฯ อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาลัยระดับโลก

การที่สำนักงานปลัดฯ อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาลัยระดับโลก ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยของไทย และเป็นการเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลก

ทำไมสำนักงานปลัดฯ อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาลัยระดับโลก ถึงสำคัญ?

การสนับสนุนจาก สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ในการผลักดันให้ มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยระดับโลกนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาเเละงานวิจัยของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เเละเป็นการสร้างโอกาสให้เเก่นักวิจัยไทยได้พัฒนาตนเองเเละสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อสังคมโลก การที่สำนักงานปลัดฯ อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาลัยระดับโลก แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การสร้างเครือข่ายวิจัยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยของ มจพ. และประเทศไทยโดยรวม ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – สำนักงานปลัดฯ อว. หนุน มจพ. สร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับมหาลัยระดับโลก