ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เพชรบุรีจัดงานวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี ประจำปี 2568 โดยมีนายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเพชรบุรี ร่วมรำลึกถึงความสำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี ณ บริเวณริมน้ำข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายชัยพลกล่าวว่า วันที่ 7 สิงหาคม ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับชาวเพชรบุรี เนื่องจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดเพชรบุรี และทรงหลั่งน้ำลงสู่แม่น้ำเพื่อคืนชีวิตและอนุรักษ์มะฮอกกานี ณ บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี (วังบ้านปืน) ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จังหวัดจึงได้กำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักว่าแม่น้ำเพชรบุรีเปรียบเสมือนเส้นชีวิตของชาวเพชรบุรีอย่างแท้จริง

นายชัยพล ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเพชรบุรี ทางจังหวัดจึงมีนโยบายให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลแม่น้ำให้ใสสะอาด เพื่อมุ่งสู่การเป็น เมืองน่าอยู่ น่ากิน และน่าเที่ยว สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ในปีนี้จังหวัดเพชรบุรีได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูและพัฒนาแม่น้ำเพชรบุรีในระยะทาง 3,500 เมตร ตั้งแต่เขตเทศบาลไปจนถึงเขตติดต่อขององค์การบริหารส่วนตำบลต้นมะม่วง และมีแผนจะขยายพื้นที่การดำเนินงานต่อไปในอนาคต

สำหรับในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของแม่น้ำเพชรบุรี ไม่ว่าจะเป็นการแสดงชุดพิเศษ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของแม่น้ำ การกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์ นิทรรศการ ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาและคุณค่าของแม่น้ำ กิจกรรมพายเรือคายัคเก็บขยะ เพื่อลงมือทำความสะอาดแม่น้ำร่วมกัน ขบวนรณรงค์ เพื่อปลุกจิตสำนึกให้แก่ชาวเพชรบุรี การมอบรางวัล แก่ผู้ชนะการประกวดคลิปสื่อสร้างสรรค์ในหัวข้อ “เด็กเพชรใสใจสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี” กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชาวเพชรบุรีในการรักษาทรัพยากรอันล้ำค่านี้ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

วันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี

ทำไมต้องมีวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ชาวเพชรบุรีร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพฯ และร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรีให้คงอยู่ต่อไป สำหรับปีนี้ งานวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสายน้ำสำคัญนี้

การจัดงานวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดงานประจำปี แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารู้ว่า แม่น้ำเพชรบุรีมีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคน การร่วมมือกันอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำ จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อส่งต่อสายน้ำที่ใสสะอาดนี้ให้กับลูกหลานของเราในอนาคต

อยากเชิญชวนทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้ ลองหันกลับมามองแม่น้ำลำคลองใกล้บ้านท่าน แล้วลองสำรวจดูว่า เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยกันดูแลรักษาสภาพแวดล้อมของแม่น้ำให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น การไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ การช่วยกันปลูกต้นไม้ริมตลิ่ง หรือการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์แม่น้ำต่างๆ เพียงเท่านี้ เราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้แล้ว

ที่มา – เพชรบุรีรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระเทพฯ” จัดงานวันสืบสานการอนุรักษ์แม่น้ำ

‘ไซเบอร์อรรถ’ บุกจับ! แก๊งปล่อยกู้ดอกโหด ล็อกมือถือ

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ พ.ต.อ.ชัยรัตน์ วรุณโณ รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.วิศรุตม์ จันทร์สุวรรณ ผกก.1 บก.สอท.2 พ.ต.ท.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี รอง ผกก.1 บก.สอท.2 นำกำลังปิดล้อมตรวจค้น 3 จุดในพื้นที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หลังสืบทราบว่ามีพฤติกรรมปล่อยกู้เงินเรียกดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนด โดยใช้วิธีการตั้งโปรแกรมควบคุมสั่งการผ่านมือถือ

จุดที่น่าสนใจเป็นการตรวจค้นอาคารพาณิชย์สามชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านมือถือชื่อดัง เป็นสำนักงานใหญ่ โดยชั้นหนึ่งและชั้นสามเป็นสำนักงาน มีพนักงานกว่า 10 คนกำลังนั่งทำงานอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนชั้นสองเป็นที่เก็บกล่องโทรศัพท์มือถือและฐานข้อมูลลูกค้า มีนายเก่ง (นามสมมุติ) รับเป็นผู้ดูแล นอกจากนี้ในจุดอื่นๆ พบว่าเป็นร้านโทรศัพท์มือ ประกอบกิจการ ซื้อ ขาย ฝาก ผ่อน เช่าโทรศัพท์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากสายตรวจไซเบอร์ ตรวจสอบพบว่าร้านดังกล่าวมีการโพสต์ข้อความ และเชิญชวนเงินกู้นอกระบบ โดยวิธีการคือ ผู้กู้จะต้องเอาโทรศัพท์มาให้เพื่อเป็นหลักประกันและตีราคา จากนั้นทางร้านจะติดตั้งโปรแกรมที่ใช้สำหรับควบคุมสั่งการโทรศัพท์ ก่อนคืนโทรศัพท์ให้กับผู้กู้ไปใช้ตามปกติ เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายในการคืนเงิน หากผู้กู้ไม่สามารถนำเงินต้นมาจ่ายได้ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยตามที่กำหนด ยกตัวอย่างเช่น กู้ 100,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 1,000 บาทจนกว่าจะนำเงินต้นมาคืน

แต่หากผู้กู้ผิดชำระนัดและไม่สามารถติดต่อได้หรือเบี้ยวหนี้ ก็จะทำการล็อกโทรศัพท์ไม่ให้ใช้งานผ่านโปรแกรมที่ทำการติดตั้งไปก่อนหน้า ซึ่งโปรแกรมดังกล่าว นายเก่ง ให้การอ้างว่า ได้เช่าซื้อมาจาก “กลุ่มนายทุนจีน” ซึ่งจากนี้จะทำการขยายผลถึงต้นตอของกลุ่มทุนจีนดังกล่าว ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่ามีลูกค้ากว่า 5,000 ราย มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อเดือน เบื้องต้นแจ้งข้อหา “…ความผิดตาม พ.ร.บ.กู้ยืมเงิน และการปล่อยกู้นอกระบบโดยผิดกฎหมาย…” นำตัวส่งบก.สอท.2 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ไซเบอร์อรรถ’ บุกจับคาจอ! แก๊งปล่อยกู้ดอกโหด ไม่จ่ายล็อกมือถือ เงินหมุนเวียน 5 ล้านต่อเดือน

จากปฏิบัติการ ‘ไซเบอร์อรรถ’ บุกจับคาจอ! แก๊งปล่อยกู้ดอกโหด ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาการกู้นอกระบบที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย และรูปแบบการกระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี การใช้โปรแกรมควบคุมโทรศัพท์เพื่อล็อกเครื่องหากผิดนัดชำระหนี้เป็นวิธีการที่แยบยลและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้กู้อย่างมาก

ผลกระทบของการปล่อยกู้ดอกโหด

การปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด หรือที่เรียกกันว่า ‘ไซเบอร์อรรถ’ บุกจับคาจอ! แก๊งปล่อยกู้ดอกโหด นั้น ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน:

  • ภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น: ดอกเบี้ยที่สูงเกินจริงทำให้ผู้กู้ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง จนไม่สามารถชำระหนี้ได้
  • การสูญเสียทรัพย์สิน: หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้กู้อาจต้องสูญเสียทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกัน หรือถูกยึดทรัพย์
  • ปัญหาอาชญากรรม: ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกู้นอกระบบ อาจตัดสินใจก่ออาชญากรรมเพื่อหาเงินมาชำระหนี้
  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิต: ความเครียดและความวิตกกังวลจากปัญหาหนี้สิน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้กู้

กรณี ‘ไซเบอร์อรรถ’ บุกจับคาจอ! แก๊งปล่อยกู้ดอกโหด นี้ เป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของการกู้นอกระบบ และควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินที่ไม่เป็นธรรม

หากจำเป็นต้องกู้เงิน ควรเลือกแหล่งเงินกู้ที่ถูกกฎหมาย และมีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เช่น สถาบันการเงิน หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ นอกจากนี้ ควรวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ และมีวินัยในการชำระหนี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการกู้นอกระบบ

การปราบปรามการปล่อยกู้นอกระบบเป็นหน้าที่ของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ความร่วมมือจากประชาชนในการไม่สนับสนุนการกู้นอกระบบก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ

ที่มา – ‘ไซเบอร์อรรถ’ บุกจับคาจอ! แก๊งปล่อยกู้ดอกโหด ไม่จ่ายล็อกมือถือ เงินหมุนเวียน 5 ล้านต่อเดือน

GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำ

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และ Herblixi (เฮิร์บบลิกซี่) แบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Fresh Mangosteen Shower Gel” ภายใต้โครงการ “คืนความชุ่มชื้นสู่ผิว คืนคุณค่าสู่ชุมชน” จากแนวคิดในการต่อยอด “มังคุดล้นตลาด” และได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาตกต่ำ ด้วยการแปรรูปเปลือกมังคุดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำคุณภาพสูง ผสานคุณประโยชน์ของ สารสกัดจากมังคุด และ สารลดแรงตึงผิวเชิงชีวภาพ (Biosurfactant) หนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของการผลิตเจลอาบน้ำที่ช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ผลิตจากชานอ้อย ซึ่งอ่อนโยนต่อผิว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำคืนคุณค่าสู่ชุมชน

ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังเน้นการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจชุมชนลุฟฟาลา ต.หนองแฟบ จ.ระยอง ในการแปรรูปและสกัดสารจากมังคุด โดยรายได้ 10% จากยอดขาย จะถูกส่งคืนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดใน จ.ระยอง เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำคืนคุณค่าสู่ชุมชน

GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำคืนคุณค่าสู่ชุมชน

โครงการ GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำคืนคุณค่าสู่ชุมชน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำนวัตกรรมและความยั่งยืนมาผสานกันได้อย่างลงตัว ช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอีกด้วย

ทำไมต้องเจลอาบน้ำจากมังคุด?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นเจลอาบน้ำจากมังคุด? มังคุดไม่ได้มีดีแค่รสชาติอร่อย แต่เปลือกของมังคุดนั้นอุดมไปด้วยสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณมากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย สารที่ช่วยลดการอักเสบของผิว และสารที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นอกจากนี้ การใช้สารลดแรงตึงผิวเชิงชีวภาพ (Biosurfactant) ที่ผลิตจากชานอ้อย ยังช่วยให้เจลอาบน้ำมีความอ่อนโยนต่อผิวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

GC กับความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การที่ GC เข้ามาร่วมมือกับ Herblixi ในโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GC ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ถือเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

ผลิตภัณฑ์ “Fresh Mangosteen Shower Gel” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เจลอาบน้ำทั่วไป แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นจากความใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่าย โดยมีเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำคืนคุณค่าสู่ชุมชน นอกจากจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อผิวแล้ว ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรและรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ผู้สนใจสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่:

การร่วมมือกันในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของการผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมได้

ที่มา – GC จับมือ Herblixi พลิกมังคุดล้นตลาดเป็นเจลอาบน้ำคืนคุณค่าสู่ชุมชน

เพื่อไทย ดัน ไชยา คว้า รองประธานสภาฯคนที่1

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังได้ดำเนินการตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเสร็จ ปรากฏว่าองค์ประชุมแสดงตนจำนวน  248 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 2 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ต่อ

โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอนายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 มีผู้รับรองถูกต้อง โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อแข่ง จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงว่าหากไม่มีผู้ใดเสนอชื่อ ถือว่านายไชยา ได้เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 แต่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ตามข้อบังคับที่กำหนด

นายไชยา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนจะใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางการเมืองตลอดชีวิตของตนเพื่อสภาฯแห่งนี้ สถาบันนิติบัญญัติ เป็นกลไกลสำคัญไม่แพ้ฝ่ายบริหาร ผ่านกงล้อประวัติศาสตร์การเมืองที่มีความแตกต่างตามยุคสมัย ฝ่ายนิติบัญญัติคือที่พึ่งของประชาชนที่จะต้องรับใช้ประชาชนอย่างยาวนาน ตนจึงอยากเห็นความร่วมมือร่วมใจของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน และประเทศ เราจะไม่ขัดแย้งทางการเมือง ตนพร้อมจับมือทุกฝ่ายทำงานให้สถาบันนิติบัญญัติเป็นที่พึ่งประชาชนแท้จริง แม้ตนจะมาจากพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อตนทำหน้าที่เป็นประธานฯ สิ่งที่ต้องเตือนสติคือต้องวางตัวเป็นกลาง สร้างความเสมอภาคอย่างเที่ยงธรรมให้สมาชิกทุกคน

จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ ประธานการประชุม แจ้งว่า จะได้นำรายชื่อรองประธานสภาฯคนที่1 นำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไปและได้สั่งปิดประชุมทันที ในเวลา15.20น.

เพื่อไทยดัน ‘ไชยา พรหมา’ คว้า ‘รองประธานสภาฯคนที่1’ ไร้คู่แข่ง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าสุดได้ข้อสรุปที่น่าสนใจ เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 และได้รับการรับรองโดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่งขัน ทำให้เขากลายเป็นรองประธานสภาฯคนที่1 อย่างเป็นทางการ

วิสัยทัศน์ของรองประธานสภาฯคนที่ 1

นายไชยา พรหมา ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันนิติบัญญัติในการเป็นที่พึ่งของประชาชน และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เขายังให้คำมั่นว่าจะวางตัวเป็นกลางและสร้างความเสมอภาคให้สมาชิกทุกคนในสภาฯ

การได้รับตำแหน่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 ของนายไชยา พรหมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการทำงานการเมืองของเขา และเป็นที่น่าจับตามองว่าเขาจะสามารถนำความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาใช้ในการพัฒนาสภาฯ และประเทศชาติได้อย่างไร

การที่นายไชยา พรหมา ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาคนที่ 1 โดยไม่มีคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความไว้วางใจที่สมาชิกรัฐสภามีต่อตัวเขา การแสดงวิสัยทัศน์ของเขาที่เน้นความร่วมมือและความเป็นกลางก็เป็นสิ่งที่น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายได้ว่าเขาจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ การที่นายไชยา พรหมา ได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสภาฯ ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเมืองไทยกำลังก้าวไปในทิศทางที่เน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ดัน‘ไชยา พรหมา’ คว้า ‘รองประธานสภาฯคนที่1’ ไร้คู่แข่ง

“หลวงปู่โชติ” มอบสิ่งของ ส่งใจแนวหน้า

เมื่อเร็วๆนี้ พระครูวินัยธรศักดิ์มนตรี ปภัสโร หรือ หลวงปู่โชติ เจ้าอาวาสวัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม บ้านหนองแคน ต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นำศิษยานุศิษย์ ผู้ใจบุญ จากจ.ศรีสะเกษ ร่วมกับ นายธนพร เรสูงเนิน (เสี่ยแบงค์) พร้อมด้วย อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กลุ่มเฉพาะกิจที่1 ทีมงานลุงหนวด จ.กาญจนบุรี บริษัท ไลฟ์สตอรี่ จำกัด คุณอ้อมเดือน น้อยพรม คุณนพมาศ เถือกเถาย์ ร่วมกันนำสิ่งของอุปโภค บริโภค ของใช้จำเป็น อาทิ อาหารสด เนื้อไก่ จำนวน 1,000 กิโลกรัม ผัก 1 คันรถ อาหารแห้งพร้อมรับประทาน 1 คันรถ กาแฟ 1,000 ซอง ถุงเท้า สีดำทหาร 300 คู่

พร้อมกับนำตะกรุด ปัดภัย ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดกรมทหารราบที่ 6 พัน. 1, พัน. 2, พัน. 3 จ.อุบลราชธานี ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก ช่องอานม้า เขาพระวิหาร ภูมะเขือ และพลาญยาว เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติ จากนั้นได้เดินทางไปร่วมมอบวัตถุดิบเพื่อใช้ในการประกอบอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยที่โรงครัวพระราชทาน วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อีกด้วย.

“หลวงปู่โชติ” นำศิษยานุศิษย์ มอบสิ่งของ-ตะกรุดปัดภัย ส่งกำลังใจแนวหลังสู่แนวหน้า

การมอบสิ่งของและตะกรุดปัดภัยในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความห่วงใยและความปรารถนาดีจาก หลวงปู่โชติ และศิษยานุศิษย์ ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนผู้ประสบภัยที่กำลังเดือดร้อน การช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ทำไม “หลวงปู่โชติ” ถึงมอบสิ่งของและตะกรุด?

การที่หลวงปู่โชติ นำศิษยานุศิษย์ร่วมกันมอบสิ่งของและตะกรุดปัดภัยนั้น แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน การมอบตะกรุดปัดภัยถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นสิริมงคล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารมีความมั่นใจและปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ การมอบวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารให้แก่โรงครัวพระราชทาน ยังเป็นการสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การกระทำของหลวงปู่โชติ จึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน

การช่วยเหลือของหลวงปู่และคณะศิษย์เป็นตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม การร่วมแรงร่วมใจครั้งนี้จึงเป็นกำลังใจสำคัญให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

ที่มา – “หลวงปู่โชติ” นำศิษยานุศิษย์ มอบสิ่งของ-ตะกรุดปัดภัย ส่งกำลังใจแนวหลังสู่แนวหน้า

“เตีย เซ็ยฮา” จี้ไทยปล่อยทหารกัมพูชา!

พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวไว้ โดยการเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พล.อ.เตีย เซ็ยฮา ยังได้ร่วมลงนามกับพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรมว.กระทรวงกลาโหมของไทย ในแนวทางข้อตกลงทั้งหมดที่เห็นชอบร่วมกันจากการประชุมครั้งนี้

พล.อ.เตีย เซ็ยฮา ยืนยันว่า กัมพูชาร่วมมือกับไทยและมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่ประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตลอดจนสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ในการทำให้ข้อตกลงหยุดยิงขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นสำคัญคือการที่ “เตีย เซ็ยฮา” ต้องการให้มีการปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม “เตีย เซ็ยฮา” ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความร่วมมือกับไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงประเด็นของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการหลอกลวงออนไลน์ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในภูมิภาค

“เตีย เซ็ยฮา” จี้ไทยปล่อย 18 ทหารกัมพูชา

การที่ “เตีย เซ็ยฮา” ออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองอาจได้รับผลกระทบหากประเด็นนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์

ถึงแม้ว่ารายละเอียดที่แน่ชัดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายจะยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่การที่พล.อ.เตีย เซ็ยฮา ออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกัมพูชาเชื่อว่าทหารเหล่านั้นควรได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว การเจรจาและการหารือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

  • การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ประเด็นที่ “เตีย เซ็ยฮา” ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาจบ่งบอกถึงความซับซ้อนของปัญหาที่เกี่ยวข้อง หรืออาจยังอยู่ในระหว่างการเจรจาและหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่มากขึ้นได้

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะขึ้นอยู่กับการที่ทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร การเจรจาและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การแก้ไขปัญหาชายแดน และการพัฒนาเศรษฐกิจ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาว การสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนจึงเป็นเป้าหมายที่ทั้งไทยและกัมพูชาควรให้ความสำคัญ

ที่มา – “เตีย เซ็ยฮา” จี้ไทยปล่อย 18 ทหารกัมพูชา ปัดตอบเรื่องกู้ทุ่นระเบิด-ปราบคอลเซ็นเตอร์

ตร.รวบแก๊งหลอกจองที่พัก ‘อี๊ด โปงลาง’

ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมแก๊งหลอกจองที่พัก ‘อี๊ด โปงลาง’ ศิลปินชื่อดังตกเป็นเหยื่อ สูญเงินก้อนโต เหตุเกิดจากการจองที่พักผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อพาคณะทำงานไปเที่ยวเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี เมื่อเดินทางไปถึงโรงแรม กลับพบว่าไม่มีข้อมูลการจองแต่อย่างใด โรงแรมชี้แจงว่าเป็นการจองผ่านเพจปลอม และมีการโอนเงินเข้าบัญชีที่ไม่ใช่ของโรงแรม

ภายหลังเกิดเหตุ นายสมพงษ์ฯ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ธัญบุรี ตำรวจ กก.2 บก.ทท.1 ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทราบถึงกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการหลอกจองที่พัก ‘อี๊ด โปงลาง’ ดังกล่าว

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ตำรวจ กก.2 บก.ทท.1 จับกุมนายยุทธนา อายุ 22 ปี ที่จังหวัดระยอง ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเปิดบัญชีธนาคารและมอบบัตรประชาชนให้ผู้อื่นใช้ในการหลอกลวง

จากการตรวจสอบพบว่าบัญชีของผู้ต้องหาถูกใช้ในการหลอกลวงหลายคดี เช่น หลอกขายสินค้าออนไลน์ และมียอดเงินโอนเข้าหลายหมื่นบาทต่อวัน รวมถึงโอนออกไปยังบัญชีอื่น ๆ อีกหลายราย

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้สั่งการให้สืบสวนและปราบปรามกลุ่มขบวนการหลอกจองที่พัก ‘อี๊ด โปงลาง’ และนักท่องเที่ยวรายอื่น ๆ อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นภัยต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ ขณะนี้ตำรวจกำลังขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติม

ตร.ท่องเที่ยวเตือนภัย! ระวังแก๊งหลอกจองที่พัก ‘อี๊ด โปงลาง’

ตำรวจท่องเที่ยวขอเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังการจองที่พักผ่านโซเชียลมีเดีย สังเกตสิ่งผิดปกติต่อไปนี้:

  • ราคาที่พักถูกกว่าปกติมาก
  • เพจที่พักไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีรีวิว หรือมีรีวิวปลอม
  • มีการให้โอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัว ไม่ใช่บัญชีของโรงแรม
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมแล้วไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน

วิธีป้องกันการถูกหลอกจองที่พัก

เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลของโรงแรมหรือที่พักให้ละเอียด ก่อนทำการจอง
  • จองที่พักผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือ
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัว
  • เก็บหลักฐานการจองและการโอนเงินไว้ทุกครั้ง

หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งความกับตำรวจในท้องที่ หรือตำรวจท่องเที่ยวได้ทันที การท่องเที่ยวควรเป็นประสบการณ์ที่สนุกและปลอดภัย การระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทริปของคุณราบรื่นและปราศจากปัญหา อย่าให้มิจฉาชีพมาทำลายช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณได้

ที่มา – ตร.ท่องเที่ยวรวบแก๊งหลอกจองที่พัก ‘อี๊ด โปงลาง’ ศิลปินดังตกเป็นเหยื่อสูญเงินก้อนโต

ปรมาจารย์บอลไทย อาการทรุด! ติดเชื้อปอด-ไต รพ.มงกุฎวัฒนะ

วงการฟุตบอลไทยต้องเผชิญกับข่าวที่น่าเศร้า เมื่อ “โค้ชแดง” นพดล พิบูลย์เวช ปรมาจารย์บอลไทย อดีตโค้ชทีมฟุตบอลหญิงไทยชุดเยาวชน กำลังป่วยหนักและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ข่าวนี้สร้างความห่วงใยให้กับลูกศิษย์และคนในวงการฟุตบอลเป็นอย่างมาก

ปรมาจารย์บอลไทย อาการไม่ดี ติดเชื้อปอด-ไต อยู่รพ.มงกุฎวัฒนะ

สถานการณ์ล่าสุดของโค้ชแดงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังจากที่ล้มป่วยมาเป็นเวลานานและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง การดูแลตัวเองเป็นไปได้ยาก โดยมี “ป้าเม” สุณี วงษ์มะเอี่ยม คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ป้าเมได้แจ้งข่าวผ่านสื่อว่าขณะนี้อาการของโค้ชแดงทรุดลงเนื่องจากการติดเชื้อที่ปอดและไต

สำหรับผู้ที่ต้องการเยี่ยมให้กำลังใจ ปรมาจารย์บอลไทย สามารถเดินทางไปที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ชั้น 12 เตียง 9 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-5826-3989 หรือผ่านทางเฟซบุ๊ก Dang Nophodol Pibulvech

ทำความรู้จักกับ “โค้ชแดง” นพดล พิบูลย์เวช ปรมาจารย์บอลไทย

“โค้ชแดง” นพดล พิบูลย์เวช เป็นบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการสอนฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาเยาวชน โค้ชแดงเป็นที่รู้จักและเคารพในฐานะผู้ฝึกสอนที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการสร้างนักฟุตบอลรุ่นใหม่ให้กับประเทศไทย การทำงานของโค้ชแดงมีส่วนสำคัญในการผลักดันวงการฟุตบอลหญิงของไทยให้ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โค้ชแดงได้สร้างผลงานและลูกศิษย์มากมายที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอล ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของโค้ชแดงเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทำให้โค้ชแดงได้รับการยกย่องให้เป็น ปรมาจารย์บอลไทย

สิ่งที่ทำให้โค้ชแดงเป็นที่รักและเคารพของลูกศิษย์และคนในวงการฟุตบอล คือ ความเป็นกันเอง ความมีน้ำใจ และความเสียสละในการทำงาน โค้ชแดงมักจะให้คำปรึกษาและให้กำลังใจลูกศิษย์อยู่เสมอ ทำให้ลูกศิษย์รู้สึกอบอุ่นและมั่นใจในการพัฒนาตนเอง

นอกจากการเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลแล้ว โค้ชแดงยังเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม โดยมักจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเยาวชน การทำงานของโค้ชแดงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามฟุตบอล แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอีกด้วย

สถานการณ์การเจ็บป่วยของโค้ชแดงในครั้งนี้ ทำให้หลายคนในวงการฟุตบอลและผู้ที่เคยได้รับการสอนจากโค้ชแดงต่างรู้สึกเป็นห่วงและส่งกำลังใจให้โค้ชแดงหายป่วยโดยเร็ว พวกเราหวังว่าโค้ชแดงจะกลับมาแข็งแรงและกลับมาสร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการฟุตบอลไทยได้อีกครั้ง

ขอเป็นกำลังใจให้โค้ชแดงหายป่วยไวๆ และกลับมาแข็งแรงโดยเร็วนะครับ ร่วมส่งกำลังใจให้ปรมาจารย์ลูกหนังไทยท่านนี้กันครับ

ที่มา – ปรมาจารย์บอลไทย อาการไม่ดีติดเชื้อปอด-ไต อยู่รพ.มงกุฎวัฒนะ

AI ปลดล็อกอีคอมเมิร์ซ 4.5 ล้านลบ.

รายงานล่าสุดจาก Momentum Works ร่วมกับลาซาด้า เปิดเผยว่า หากผู้ขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถใช้ศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ จะสามารถปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซทั่วภูมิภาคได้สูงถึง 4.5 ล้านล้านบาทต่อปี (หรือราว 131 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ภายในปี 73 ตัวเลขนี้สะท้อนถึงโอกาสมหาศาลในการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในฐานะผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาซาด้าเล็งเห็นศักยภาพดังกล่าวตั้งแต่แรกเริ่ม และได้นำ AI มาเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเสริมขีดความสามารถ ให้ผู้ขายไทยแข่งขันและเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง

จากรายงาน Digital 2025 นักช้อปไทยมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงที่สุดในโลก คิดเป็น 69.2% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 55.8% สะท้อนว่าการช้อปปิงออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทย ส่งผลให้พวกเขามีความคาดหวังต่อประสบการณ์การใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่สูงยิ่งขึ้นไปด้วย ผลสำรวจจากลาซาด้า ร่วมกับกันตาร์ (Kantar) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นต่อบทบาทของ AI ในอีคอมเมิร์ซ และมองว่า AI ช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปให้ตรงใจและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น โดยพบว่า 90% ยินดีซื้อสินค้าที่ระบบ AI แนะนำ และ 81% ยินดีจ่ายเงิน เพื่อประสบการณ์การช้อปที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างไรก็ตาม ในฝั่งผู้ขาย ผลสำรวจ เผยให้เห็น ‘ช่องว่าง’ ระหว่างการรับรู้และการใช้งาน AI อย่างชัดเจน

โดยผู้ขายไทยเกือบทุกราย (99%) ตระหนักถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ อย่างไรก็ตาม 88% ยอมรับว่าพนักงานของตนยังคงยึดติดกับเครื่องมือเดิมที่คุ้นเคย มากกว่าจะเปิดรับการใช้โซลูชัน AI ใหม่ ๆ และปัจจุบัน ผู้ขายไทยเพียง 39% นำ AI มาใช้งานจริงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าผู้ขายอีกมากกว่าครึ่งยังพลาดโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี AI

นอกจากนี้ รายงานจาก McKinsey ยังระบุอีกว่า ธุรกิจที่ใช้ AI ในด้านการขายและการตลาดสามารถเพิ่มรายได้มากถึง 15% ในขณะที่ลดต้นทุนการดำเนินงานได้มากถึง 20% ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการเร่งนำ AI มาขับเคลื่อนธุรกิจ แม้จะต้องเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่คุ้นเคย ไปสู่การใช้โซลูชัน AI มาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การปรับกลยุทธ์แบบเรียลไทม์ และการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ

ทั้งนี้ เพื่อ เสริมศักยภาพให้ผู้ขายไทยพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในโลกอีคอมเมิร์ซ ลาซาด้าจึงเดินหน้าสนับสนุนให้ผู้ขายใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มที่ ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ Sponsored Max หนึ่งในเครื่องมือโปรโมตสินค้าภายใต้ Lazada Sponsored Solutions ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายให้กับผู้ขายไทยอย่างครบวงจร ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ปรับแต่งการตั้งค่าได้ภายในไม่กี่คลิก เหมาะทั้งผู้ขายมือใหม่และมืออาชีพ โดยทำหน้าที่เสมือน “ผู้ช่วยหลังบ้าน” ที่เข้ามาเสริมกลยุทธ์ทางธุรกิจในหลากหลายด้าน อาทิ เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายสูงสุด ครอบคลุมทุกช่องทราฟฟิกบนแพลตฟอร์ม เพิ่มโอกาสให้สินค้าได้รับการมองเห็นมากขึ้น พร้อมจับคู่ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำด้วยอัลกอริทึม AI ฯลฯ

ชี้ AI กุญแจปลดล็อกโอกาสตลาดอีคอมเมิร์ซโตทะลุ 4.5 ล้านล้านบาท

การมาของ AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแส แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ขายในตลาดอีคอมเมิร์ซสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน การทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ประกอบการทุกคน

AI ช่วยปลดล็อกโอกาสอะไรในตลาดอีคอมเมิร์ซ?

ชี้ AI กุญแจปลดล็อกโอกาสตลาดอีคอมเมิร์ซโตทะลุ 4.5 ล้านล้านบาท จริงหรือไม่? จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า AI มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีนัยสำคัญ หากผู้ขายสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ขายที่ยังลังเล ควรเริ่มต้นจากการศึกษาและทดลองใช้เครื่องมือ AI ต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เครื่องมือสร้างคอนเทนต์ หรือเครื่องมือโฆษณาอัตโนมัติ การเริ่มต้นเล็กๆ จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงศักยภาพของ AI และสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การนำ AI มาใช้ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด สิ่งสำคัญคือการเปิดใจเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อคว้าโอกาสในการเติบโตในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – ชี้ AI กุญแจปลดล็อกโอกาสตลาดอีคอมเมิร์ซโตทะลุ 4.5 ล้านล้านบาท

บิ๊กเล็กลั่น! เห็นพ้องหยุดยิง คงกำลังที่ตั้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลาย หลัง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ แถลงผลเจรจา ‘GBC’เห็นพ้องหยุดยิง คงกำลังที่ตั้ง-ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป สมัยวิสามัญ (GBC ) เป็นไปในทิศทางบวก โดยมี พล.อ.เตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา เข้าร่วมหารือด้วยบรรยากาศฉันมิตร

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความยินดีต่อการหยุดยิง และความคืบหน้าในการหารือกรอบจีบีซีไทยกัมพูชา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมาเลเซียยืนยันบทบาทในการช่วยประสานงานให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขปัญหากันเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันในเรื่องคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียเป็นผู้นำ

‘GBC’เห็นพ้องหยุดยิง คงกำลังที่ตั้ง-ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ

พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่ช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกให้การประชุมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยมีผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในระดับเอกอัครราชทูต การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามประเด็นต่างๆ ที่ผู้นำไทยและกัมพูชาได้หารือกันก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในเรื่องการหยุดยิง

สาระสำคัญจากการแถลงผลเจรจา ‘GBC’เห็นพ้องหยุดยิง คงกำลังที่ตั้ง-ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ

แม้ว่าฝ่ายไทยจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด แต่ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นและตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เข้ามาสอดแนมในพื้นที่ของไทย

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและข่าวเท็จต่างๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเจรจาและฟื้นฟูความไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาในระดับนโยบายได้แสดงความจริงใจต่อมาตรการหยุดยิงที่ได้ตกลงกันไว้ ดังนั้น การกระทำที่ละเมิดการหยุดยิง อาจเป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานในพื้นที่เอง

สรุปผลการประชุมที่สำคัญ มีดังนี้:

  • ทั้งสองฝ่ายตกลงจะยึดมั่นในการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยครอบคลุมอาวุธทุกประเภท และคงกำลังไว้ในที่ตั้งเดิม
  • จัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของประเทศอาเซียน เพื่อสังเกตการณ์ในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการยั่วยุ ทั้งในทางทหารและการให้ข้อมูลบิดเบือน
  • ปฏิบัติตามกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
  • รักษาช่องทางการพูดคุยและการใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้หยิบยกประเด็นสำคัญเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็น ได้แก่ ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์

พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่า สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นพ้องกัน จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และเป็นสมาชิกของครอบครัวอาเซียน การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็ว จะนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ชายแดน และทำให้ประชาชนของทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การประชุม GBC ครั้งต่อไป จะมีขึ้นในเดือนกันยายน โดยมี รมว.กลาโหมเป็นประธาน ส่วนการประชุมอาร์บีซี จะมีแม่ทัพภาคฝ่ายไทย และ ผบ.ภูมิภาคทหารฝ่ายกัมพูชาเป็นประธาน สำหรับประชาชนที่ประสงค์จะกลับภูมิลำเนา ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด ประสานกับ ผบ.หน่วยทหารในพื้นที่โดยตรง เนื่องจากสถานการณ์ในแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน

การที่ ‘GBC’เห็นพ้องหยุดยิง คงกำลังที่ตั้ง-ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสงบสุขในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’แถลงผลเจรา ‘GBC’เห็นพ้องหยุดยิง คงกำลังที่ตั้ง-ห้ามยั่วยุ สร้างข่าวเท็จ