ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ส่งฟ้อง! ก๊วนคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย

ความคืบหน้าคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่ม วันนี้ (7 ส.ค.) นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ได้พิจารณาสำนวนการสอบสวนจากสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ และมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสิ้น 23 รายแล้ว

ผู้ต้องหาเหล่านี้ ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ถูกสั่งฟ้องในฐานความผิด เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้างอาคารที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จนน่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ ผู้ต้องหาบางรายยังถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และ 268

ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย

เนื่องจากคดีนี้มีความซับซ้อนเเละมีรายละเอียดจำนวนมาก สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 จึงได้เเต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษ หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเเล้ว อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 23 ราย ในข้อหาหลักคือการกระทำการโดยประมาท ทำให้เกิดอันตรายเเละมีผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาที่ 9, 10, 11, 12, 13, 14 และ 15 ยังถูกฟ้องเพิ่มเติมในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารเเละใช้เอกสารปลอม ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522, พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เเละกฎกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ใครบ้างที่โดน ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย?

รายชื่อผู้ต้องหาในคดีนี้ประกอบด้วย:

  • บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด
  • นายสุชาติ ชุติปภากร
  • นายพิมล เจริญยิ่ง
  • บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายธีระ วรรธนะทรัพย์ และนายเซ็น เยา ฮุย
  • นายธีระ วรรธนะทรัพย์
  • นายสุพล อัครอารีสุข
  • นายชัยณรงค์ เสียงไพรพันธ์
  • นายอภิชาติ รักษา
  • บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด โดยนายปฏิวัติ ศิริไทย
  • นายปฏิวัติ ศิริไทย
  • บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยนายกฤตภัฏ ปล่องกระโทก
  • นายกฤตภัฏ ปล่องกระโทก
  • บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด โดยนายพลเดช เทิดพิทักษ์วานิช และนางประณีต แสงอลังการ (ขณะเกิดเหตุ)
  • นายพลเดช เทิดพิทักษ์วานิช
  • นายสมชาย เย็นทรัพย์
  • บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) โดยนายเปรมชัย กรรณสูตร และนางนิจพร จรณะจิตต์ (ขณะเกิดเหตุ)
  • นายเปรมชัย กรรณสูตร
  • บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายชวนหลิง จาง
  • นายชวนหลิง จาง
  • นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา
  • นายอนุวัฒน คันษร
  • นายธิปัตย์ รัตนวงษา
  • นายวิศาล จุลพัลลภ

ในวันนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดต่อศาลอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไม่มีใครได้รับการประกันตัว

คดีส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 รายนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการก่อสร้าง ที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด ความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การ ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายจะลงโทษผู้ที่กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตเเละครอบครัว

การ ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาลต่อไป สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าความยุติธรรมจะถูกนำมาซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ที่มา – ส่งฟ้องก๊วนผู้ต้องหาคดีตึก สตง.ถล่ม 23 ราย ไม่ทำตามมาตรฐานจนมีผู้เสียชีวิต!

เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลคนข่าวเดลินิวส์

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 7 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมอาคารอร่ามเรืองรอง วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา นางศันสนีย์ สายะสนธิ ผอ.การอาชีวปทุมธานี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 เป็นประธานในพิธี ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ และพิธีเชิดชูเกียรติสถานประกอบการและหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีการศึกษา2568ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและยั่งยืน โดยมีนายนพพร สุขีวัฒน์ ผอ.อาชีวศึกษาบัณฑิต สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 และนางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผอ.วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ

โดยในโอกาสนี้วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ได้มอบโล่เกียรติคุณให้แก่นายสัมฤทธิ์ เจียมเจริญพรกุล ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนที่ให้ความร่วมมือทางการศึกษากับวิทยาลัยเทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา โดยเดลินิวส์เป็นสื่อหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะวิชาชีพของนักเรียนในระดับอาชีวศึกษา ด้วยความเสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาด้านวิชาชีพ

นางสาวมยุรี กล่าวว่า วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาตรี ด้านช่างอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งหมด 14 สาขาวิชา และการให้บริการสังคม ชุมชนในหลักสูตรระยะสั้นด้านช่างอุตสาหกรรม ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อเพิ่มจำนวน และบทบาทความร่วมมือ และส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา ด้านอาชีวศึกษาตามนโยบายรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษากับสถานประกอบการ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ วิทยาลัยยังได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติให้แก่สถานประกอบการ และหน่วยงาน ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ด้วยดีเสมอมา ทั้งการฝึกอาชีพ วิชาการ และการร่วมพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะวิชาชีพที่พร้อมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานระดับสากล ซึ่งตอบสนองต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือจัดการอาชีวศึกษาทุกภาคส่วน พัฒนาการจัดการอาชีวศึกษา โดยมุ่งเน้นให้มีการสร้างโอกาสและความร่วมมือกับภาคเอกชนและชุมชน

เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา

การที่เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและสื่อมวลชนในการพัฒนาการศึกษาของชาติ

ความสำคัญของรางวัลที่เทคนิคอยุธยามอบให้คนข่าวเดลินิวส์

รางวัลที่เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของสื่อในการส่งเสริมการศึกษา

ที่มา – เทคนิคอยุธยา มอบรางวัลให้คนข่าวเดลินิวส์ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา

ตร.จับ ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ยักยอกเงินเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

จากกรณี ตำรวจ บก.ปปป. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เปิดปฏิบัติการ “กอล์ฟทีม EP.1” บุกเข้าจับกุม “อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร” อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท และคนสนิท ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาคนแรก คือ นายสันติชัย ผ่องใส่ศรี คนขับรถของอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท จับได้ที่บ้านพัก ใน จ.สมุทรสงคราม พบพฤติการณ์คือยักยอกเงินค่าซ่อมเรือที่หน้าวัดประมาณ 1 ล้านบาท เป็นเงินที่ใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสีกากอล์ฟ นอกจากนี้นายสันติชัย ยังมีศักดิ์เป็นหลานของอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท

ส่วนผู้ต้องหารายที่ 2 คือ นายวิรัติ วัชรสิทธิเมธี หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ถูกจับได้ที่ บ้านพักที่จังหวัดพิจิตร พบพฤติการณ์ว่าอดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรเคยให้เงินสีกากอล์ฟ มียอดเงินรวม 3 ล้านบาท เป็นเงินจาก มจร.พิจิตร แต่ไม่รู้ว่าเริ่มโอนตั้งแต่ปีไหน อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

คนสุดท้าย คือ นายทิวากร ดีไพร หรือ อดีตพระมหาทิวากร เจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท ถูกจับได้ที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพบพฤติการณ์ว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่ฯ ให้เงินสีกากอล์ฟตั้งแต่ปี 2561 โดยจะโอนเงินให้สีกากอล์ฟทุกวัน วันละ 500-3,000 บาท รวมยอดเงินทั้งหมดแล้วประมาณ 7 ล้านบาท

โดยในขณะนี้ทั้ง 3 คน อยู่ระหว่างการควบคุมตัวเข้าที่ตึกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท จะถูกควบคุมตัวมาด้วยเครื่องบินจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ข้อหาของ อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท และอดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร คือ ข้อหาเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ส่วนคนขับรถ คือข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดคดีสีกากอล์ฟ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คนอย่างละเอียดอีกครั้งนึง

ตร.จับ ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ยักยอกเงินเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

คดีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรณีการจับกุม ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ที่พัวพันกับการยักยอกเงินไปเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’ ได้สร้างความตกตะลึงและความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รายละเอียดของคดีจะเป็นอย่างไร และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง มาติดตามกัน

รายละเอียดการจับกุม ‘อดีตพระผู้ใหญ่’

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายผลคดีสีกากอล์ฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร, อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาท และคนขับรถของอดีตเจ้าอาวาส

ข้อหาหลักของผู้ต้องหาทั้ง 3 รายคือ การยักยอกทรัพย์ โดยมีพฤติการณ์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรถูกกล่าวหาว่าเคยให้เงินสีกากอล์ฟรวม 3 ล้านบาท จากเงินของ มจร.พิจิตร ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมประสาทถูกกล่าวหาว่าโอนเงินให้สีกากอล์ฟตั้งแต่ปี 2561 รวมเป็นเงินประมาณ 7 ล้านบาท

การจับกุม ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญสำหรับวงการสงฆ์และสังคมไทย การตรวจสอบความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงบทสรุปและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและรักษาความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่เว้นแม้แต่องค์กรทางศาสนา การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ เผย ตร.บุกจับ ‘อดีตพระผู้ใหญ่’ 2 ราย พัวพันยักยอกเงินเปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

ทรุ้มพ์ฟ เปิดวิสัยทัศน์ แปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ

ทรุ้มพ์ฟ (TRUMPF) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแปรรูปโลหะแผ่น เผยทิศทางธุรกิจภายใต้แนวคิด TRUMPF NEXT: The Future of Sheet Metal Processing” มุ่งยกระดับนวัตกรรมและโซลูชันการผลิตสู่อนาคต พร้อมวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง อาทิ Semiconductor และ Data Center เผยกลยุทธ์ Go-to-Partner จากผู้ผลิตเครื่องจักรสู่พันธมิตรนวัตกรรมครบวงจร

นายสเตฟาน เมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย Machine Tools ของ TRUMPF เผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะยังเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทรุ้มพ์ฟ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและโซลูชัน รวมถึงเดินหน้าขยายบทบาทในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้งนี้ บริษัทยังเป็นผู้นำด้านให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับทุกกระบวนการผลิตแปรรูปโลหะแผ่น ตั้งแต่เครื่องจักรเฉพาะทาง ไปจนถึงระบบ Smart Factory พร้อม Digital Ecosystem อัจฉริยะ ที่ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

นายเดชา เลิศวิไลศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรุ้มพ์ฟ เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ Customer Center แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุผลด้านศักยภาพทางการผลิต ความหลากหลายของอุตสาหกรรม และโอกาสในการเติบโตของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของภูมิภาคแม้ภายใต้ผลกระทบของสงครามการค้า Customer Center แห่งนี้พร้อมจัดแสดงเครื่องจักรไฮเอนด์ที่ครอบคลุมทุกกระบวนการแปรรูปโลหะแผ่น ไม่ว่าจะเป็นการตัดเลเซอร์ การพับ การเจาะ การเชื่อม และโซลูชัน Smart Factory ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่มองหาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพ

เดินหน้าโฟกัสตลาดเฉพาะทาง: Semiconductor & Data Center

TRUMPF มุ่งตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น Semiconductor และ Data Center ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ และมอบความแม่นยำในระดับสูง รองรับโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและการผลิตขั้นสูงในทุกรูปแบบ

ไฮไลต์ผลิตภัณฑ์: TruLaser 1030 fiber

TRUMPF ยังได้เปิดตัว TruLaser 1030 fiber กับ TruFiber ไฟเบอร์เลเซอร์ระดับไฮเอนด์ เพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่นและ
ทรงพลัง เป็นเครื่องจักรเลเซอร์ 2 มิติที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับธุรกิจ SME หรือผู้ผลิตรุ่นใหม่ ที่ต้องการเข้าสู่โลกของการตัดโลหะด้วยเลเซอร์คุณภาพสูง ที่คุ้มค่าและสามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่น

ทรุ้มพ์ฟ (TRUMPF) มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมโลก และพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ

การเปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทรุ้มพ์ฟในการยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันที่ล้ำสมัย ทรุ้มพ์ฟพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทรุ้มพ์ฟ เปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ ยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ

ทรุ้มพ์ฟ มุ่งสู่ยุคอัจฉริยะในการแปรรูปโลหะแผ่น

ทรุ้มพ์ฟ ผู้นำด้านเทคโนโลยีการแปรรูปโลหะแผ่น ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ‘TRUMPF NEXT’ ที่มุ่งเน้นการยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ โดยการนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต

สำหรับใครที่กำลังมองหาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การแปรรูปโลหะแผ่นก้าวไปอีกขั้น การทำความเข้าใจวิสัยทัศน์ของทรุ้มพ์ฟในการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – ทรุ้มพ์ฟ เปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ ยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะ

อดีตผู้บริหารกูเกิลเตือน โลกหนีไม่พ้นยุคดิสโทเปีย

เมื่อไม่นานมานี้ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Google ได้ออกมาเตือนถึงอนาคตอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะมาถึง โดยกล่าวว่าโลกกำลังจะเข้าสู่ยุค ดิสโทเปีย ในอีกไม่ช้า คำเตือนนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนจำนวนมาก และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับอนาคตของสังคมมนุษย์

โม กอว์ดัต อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Google X (ปัจจุบันคือ X Development LLC) ได้ออกมาแสดงความเห็นในรายการ The Diary Of A CEO ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เราจะได้เผชิญกับยุค ดิสโทเปีย ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นคำทำนายที่น่าหวั่นเกรงอย่างยิ่ง

กอว์ดัตได้ทำงานกับ Google มาเป็นเวลานาน ทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม มุมมองของเขาเกี่ยวกับอนาคตกลับไม่ได้สดใสนัก เขากล่าวว่าในอีก 12 ถึง 15 ปีข้างหน้า โลกจะเผชิญกับสภาวะ ดิสโทเปีย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อดีตผู้บริหารกูเกิลเตือน โลกหนีไม่พ้นยุคดิสโทเปีย

ดิสโทเปีย ในความหมายของกอว์ดัตคือ สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเกินกว่าจะควบคุมได้ ซึ่งอาจหมายถึงสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว การควบคุมเบ็ดเสร็จ และการขาดอิสรภาพ เช่นเดียวกับที่ปรากฏในวรรณกรรมชื่อดังอย่าง 1984 และ The Hunger Games

เขายังกล่าวเสริมว่า แนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับเสรีภาพ ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ความเท่าเทียม เศรษฐกิจ ความจริง นวัตกรรม ธุรกิจ และอำนาจ อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในยุคดิสโทเปีย

สิ่งที่น่าตกใจคือ กอว์ดัตกลับมองว่า สภาพสังคมดิสโทเปียนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก AI โดยตรง แม้ว่า AI จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงศักยภาพที่น่ากังวลของมัน เขากลับชี้ว่า ยุคดิสโทเปียถูกกำหนดโดยศีลธรรมของมนุษยชาติในยุคที่ AI กำลังเฟื่องฟูมากกว่า

เราจะรับมือกับยุคดิสโทเปียได้อย่างไร?

กอว์ดัตเชื่อว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ โดยอาศัยการตระหนักถึง “คนที่ใช้ AI ในทางที่ผิด” เขายังคงเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วเราจะสามารถสร้างโลกในอุดมคติได้ในระยะยาว แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ไม่คุ้นเคยอย่างมาก

กอว์ดัตคาดการณ์ว่ายุคดิสโทเปียจะคงอยู่เป็นเวลา 12 ถึง 15 ปี โดยจะเริ่มขึ้นประมาณปี 2570 เขากล่าวว่า “เราจะเห็นสัญญาณที่รุนแรงขึ้นในปีหน้า และสถานการณ์จะค่อยๆ แย่ลงในปี 2570”

เขายังกระตุ้นให้เราคิดอย่างลึกซึ้งถึงสาเหตุที่โลกปัจจุบันเป็นเช่นนี้ โดยชี้ไปที่ “เงิน” ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของสังคม

แม้ว่าคำทำนายของกอว์ดัตจะฟังดูน่ากลัว แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เราควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง การทำความเข้าใจถึงผลกระทบของเทคโนโลยีและ AI ต่อสังคม รวมถึงการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเราผ่านพ้นยุค ดิสโทเปีย และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

การเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่เราอาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อนเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะในการปรับตัว การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของเรา การเตรียมพร้อมเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญเมื่อเราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในอนาคต

ที่มา – อดีตผู้บริหาร ‘กูเกิล’ เตือน อีก 2 ปี โลกหนีไม่พ้นยุค ‘ดิสโทเปีย’

“กลาสเนอร์” รับเซอร์ไพรส์! หงส์แดงทุ่มซื้อนักเตะ

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้จัดการทีมแชมป์เอฟเอ คัพ อย่าง “ปราสาทเรือนแก้ว” คริสตัล พาเลซ ออกมายอมรับว่า รู้สึกเซอร์ไพรส์มากๆ กับการทุ่มเงินซื้อนักเตะของ ลิเวอร์พูล แม้ว่าขุมกำลังจะดีอยู่แล้วก็ตาม พร้อมยกให้ทีม “หงส์แดง” เป็นหนึ่งในตัวเต็งการคว้าแชมป์ฤดูกาลใหม่ 2025/26 ที่จะมาถึง

โดย กลาสเนอร์ กล่าว “เราเห็นกันอย่างชัดเจนแล้วกับการลงทุนทุ่มซื้อนักเตะในซัมเมอร์นี้ของพวกเขา(ลิเวอร์พูล) ทั้ง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, อูโก เอกีตีเก, เจเรมี ฟริมปง และมิลอส เคอร์เคซ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้ อิซัค เข้ามาอีกคนหรือไม่”

“ใช่แล้ว พวกเขาเล่นในระดับสูงมาหลายปี พวกเขากระตือรือร้นมากกับตลาดรอบนี้ นั่นมันแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของทีม และมันดูเหมือนกับว่า พวกเขายังต้องการคว้าแชมป์เพิ่มอีก ทั้ง พรีเมียร์ ลีก รวมถึง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ด้วย”

“ซึ่งแน่นอน ลิเวอร์พูล คือทีมเต็งในการไล่ล่าแชมป์ รวมถึง แมนฯ ซิตี ด้วย หรือแม้ อาร์เซนอล เองก็ตาม และสุดท้ายผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี, เชลซี หรืออาร์เซนอล หนึ่งในพวกเขาจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก” โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กล่าวทิ้งท้าย

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เตรียมพาทีม คริสตัล พาเลซ ลงทำศึกคอมมิวนิตี ชิลด์ กับ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคมนี้ เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

ภาพ gettyimages

“กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม

จากสถานการณ์ที่ “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม นั้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของกุนซือใหม่ จะสามารถสร้างผลงานได้ดีแค่ไหนในฤดูกาลหน้า การเสริมทัพอย่างหนักบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ และการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าจึงเป็นอะไรที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ทำไม “กลาสเนอร์” ถึงเซอร์ไพรส์ที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม?

เหตุผลหลักที่ กลาสเนอร์ รู้สึกเซอร์ไพรส์ อาจเป็นเพราะลิเวอร์พูลมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การเสริมทัพด้วยนักเตะระดับท็อปเข้ามาหลายราย แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสโมสรที่ไม่ต้องการหยุดอยู่แค่การลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีก แต่ต้องการกลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

การที่ทีมอย่างลิเวอร์พูลทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมถึงขนาดนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ทีมอื่นๆ จะปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งว่าลิเวอร์พูลพร้อมที่จะท้าทายอำนาจของ แมนฯ ซิตี และทีมอื่นๆ ในการลุ้นแชมป์

สถานการณ์ที่ “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม ยังส่งผลกระทบต่อตลาดซื้อขายนักเตะโดยรวม เนื่องจากทีมอื่นๆ อาจต้องพิจารณาถึงการเสริมทัพเพื่อยกระดับทีมของตัวเองให้สามารถแข่งขันกับลิเวอร์พูลได้ การลงทุนของลิเวอร์พูลจึงเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดซื้อขายนักเตะมีความคึกคักและมีการแข่งขันที่สูงขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวของนักเตะใหม่ที่เข้ามาสู่ทีมลิเวอร์พูล และการวางแผนของกุนซือในการใช้งานนักเตะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การสร้างทีมเวิร์คและความเข้าใจในระบบการเล่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในการแข่งขันฤดูกาลหน้า

อย่างไรก็ตาม การทุ่มเงินซื้อนักเตะเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จ ทีมต้องมีการบริหารจัดการที่ดี การวางแผนการเล่นที่เหมาะสม และที่สำคัญคือสปิริตของทีมและความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคน การที่ลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน

สรุปแล้ว การที่ “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานของลิเวอร์พูลในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แฟนบอลทั่วโลกต่างเฝ้ารอชมผลงานของลิเวอร์พูลภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

ที่มา – “กลาสเนอร์” รับ เซอร์ไพร์สที่ “หงส์แดง” ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าทีม

อึ้ง! สถิติเฟกนิวส์ข่าวชายแดนปี 62-68 พุ่ง 1.1 พันล้าน

สถานการณ์ข่าวปลอมยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการเปิดเผยสถิติที่น่าตกใจเกี่ยวกับข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับชายแดนของประเทศไทย ในช่วงปี 2562 ถึง 2568 พบว่ามีข่าวที่ต้องสงสัยและต้องตรวจสอบมากถึง 1.1 พันล้านข่าว สร้างความตระหนักถึงความจำเป็นในการรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวปลอม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ในการป้องกันและปราบปรามข่าวปลอม รวมถึงบัญชีผู้ใช้ที่เป็นไอโอ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแพลตฟอร์มต่างๆ

อึ้ง!ปี 62-68 พบสถิติเฟกนิวส์ข่าวชายแดน 1.1 พันล้านข่าว

ประเด็นสำคัญที่ได้ข้อสรุปจากการหารือร่วมกันมีดังนี้:

  • ให้ความสำคัญกับข่าวที่มีความเกี่ยวข้องกับความไม่สงบในชายแดนเป็นหลัก
  • การใช้เทคโนโลยีเอไอในการตรวจจับข่าวปลอม และการปิดกั้นข่าวปลอมทุกช่องทาง
  • การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามมาตรการการจัดการข่าวปลอม
  • หากพบว่ามีการดำเนินการด้านไอโอหรือด้านจิตวิทยา ขอให้ส่ง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อให้แจ้งแพลตฟอร์มออนไลน์ระงับการเผยแพร่
  • การยกระดับการยืนยันตัวตนบนสื่อออนไลน์ โดยผู้ที่จะลงโฆษณาต้องเป็นบริษัทที่มีการยืนยันตัวตน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปบางส่วนแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงขั้นตอนการปราบปรามข่าวปลอม โดยเมื่อรับทราบและตรวจสอบข่าวปลอมแล้ว จะกระจายข้อเท็จจริงไปยังประชาชน โดยกรมประชาสัมพันธ์และกระทรวงดีอีจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนด KPI ว่าภายใน 3 ชั่วโมงต้องสามารถวิเคราะห์ได้ และแจ้งกลับไปว่าเป็นข่าวปลอมหรือเป็นข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งข่าวปลอมได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) ได้ทันที รัฐบาลจะทำการตรวจสอบให้

มาตรการจัดการกับ เฟกนิวส์ข่าวชายแดน ที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ไปหารือและดูรายละเอียดในการดำเนินคดีกับผู้ที่ดำเนินการเรื่องข่าวปลอม และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ไม่หวังดี ให้โพสต์ข้อความต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวที่บิดเบือน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ให้บริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำไอโอ และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสม

เมื่อถามถึงการปราบข่าวปลอมจากประเทศเพื่อนบ้าน นายประเสริฐ กล่าวว่า รวมด้วย โดยขั้นตอนปฏิบัติจะมีอยู่ 3 ขั้นตอน เมื่อได้รับข้อมูลจะมีการตรวจสอบ หากพบว่าเป็นข่าวปลอมจะรีบกระจายผลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง และจะจัดทำเป็นฉบับภาษาอังกฤษด้วย โดยใช้ช่องทางผ่านกรมประชาสัมพันธ์และสื่อต่างประเทศ สรุปคือรัฐบาลให้ความสำคัญกับ สถิติเฟกนิวส์ข่าวชายแดน เป็นอย่างมาก

สถิติเฟกนิวส์ข่าวชายแดน ที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงปี 2562 ถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการกับข้อมูลที่ผิดพลาดและบิดเบือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีและมาตรการต่างๆ เพื่อตรวจจับและจัดการกับข่าวปลอม ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและจำเป็น

การรับมือกับ สถิติเฟกนิวส์ข่าวชายแดน จำนวนมหาศาลนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อและส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและการสร้างความเข้าใจผิดในสังคม การตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับข่าวปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อข้อมูลที่บิดเบือน

การเพิ่มขึ้นของสถิติข่าวปลอมเกี่ยวกับชายแดนจากปี 2562 ถึง 2568 แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถแยกแยะข่าวจริงและข่าวปลอมได้อย่างมีวิจารณญาณ นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมและสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อ

ที่มา – อึ้ง!ปี 62-68 พบสถิติเฟกนิวส์ข่าวชายแดน 1.1 พันล้านข่าว

‘เป๊ก ผลิตโชค’ ขอโทษ! เผยได้รับกรรมแล้ว

จากกรณีที่ “เป๊ก ผลิตโชค” อายนบุตร นักร้องชื่อดัง ถูกทำร้ายร่างกายภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 76 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยมีการเปิดเผยคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้า ว่าเป๊ก มีอาการเมา แล้วออกไปเดินกลางถนน และกระโดดเกาะหน้ารถ ก่อนจะเกิดการทะเลาะวิวาทในปั๊มน้ำมัน นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เป๊ก ผลิตโชค ซึ่งปัจจุบันยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ได้อัดคลิปขอโทษ เผยแพร่ผ่านทางเพจต้นสังกัด White Music ใจความว่า ขอโทษที่ทำให้ประชาชนเสียใจ และผิดหวังในตัวของตน และตนก็ผิดหวังในตัวเอง ในสิ่งที่ทำลงไปเหมือนกัน ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะทำให้ใครเดือดร้อน บาดเจ็บ หรือได้รับความเสียหายเลย แต่เป็นเพราะว่าตนดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจนมึนเมา

เป๊ก ผลิตโชคยังได้กล่าวขอโทษ ทั้งคนขับแท็กซี่ คนขับรถกระบะ ที่ก่อเหตุปีนขึ้นเกาะหน้ารถ ทำให้แต่ละคนเกิดความหวาดกลัว ตกใจกลัว และยังขอโทษหนุ่มไรเดอร์คู่กรณี ที่มีการปะทะ กระทบกระทั่งกัน เรายังไม่รู้จักกันเลย แต่ก็อยากจะขอโทษเขาด้วย ที่ตนได้ล่วงเกินอะไรเขาไป ได้ทำร้ายร่างกายเขาไป ต่างคนต่างก็มีบาดแผล แล้วตนก็ทำให้เขาเกิดความทุกข์ในชีวิต ทั้งที่ไม่ควรต้องเจอเลย

สิ่งที่อยากจะขอคือ อยากขอโอกาสสังคม ขอโอกาสให้ เป๊ก ผลิตโชค ได้ขอโทษทุกๆ คนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้ ยืนยันว่าจะไม่หนีไปไหน และหากหายดี จะไปขอโทษทุกคนด้วยตัวเอง

เป๊กยังบอกอีกว่า บทเรียนเหล่านั้นที่ตนทำลงไป ตนได้รับกรรมเรียบร้อยแล้ว ไม่อยากจะเป็นคนไม่ดีแบบนั้น ขออนุญาตแก้ตัวใหม่ ให้สังคมช่วยยกโทษให้ด้วย ตอนนี้รู้สึกผิดมาก.

ขอบคุณภาพจาก: White Music

‘เป๊ก ผลิตโชค’ อัดคลิปขอโทษสังคม-คู่กรณี เผยตอนนี้ได้รับกรรมจากสิ่งที่ทำแล้ว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เป๊ก ผลิตโชค ทำให้หลายคนเกิดคำถามถึงเรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์และการควบคุมตนเอง การขอโทษครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เป๊ก ผลิตโชค ขอโอกาสจากสังคม

หลังจากเกิดเรื่องราวมากมาย เป๊ก ผลิตโชค ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และคู่กรณีทุกฝ่าย การขอโทษครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตัวเขาเองและคนอื่นๆ ในสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ เป๊ก ผลิตโชค เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง การควบคุมสติและการยับยั้งชั่งใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และรักษาความปลอดภัยของทั้งตัวเองและผู้อื่น

การออกมาขอโทษของ เป๊ก ผลิตโชค แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะยอมรับผิด และความตั้งใจที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเอง การให้โอกาสจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และกลับมาเป็นคนที่ดีขึ้นในสังคม

ที่มา – ‘เป๊ก ผลิตโชค’ อัดคลิปขอโทษสังคม-คู่กรณี เผยตอนนี้ได้รับกรรมจากสิ่งที่ทำแล้ว

สพฐ. ถกผอ.เขตพื้นที่ฯ ช่วยภัยพิบัติ ขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 6/2568 เพื่อแจ้งข้อราชการสำคัญและนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีผู้บริหารของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 77 จังหวัด ผู้อำนวยการสำนักและบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. มีจุดเน้นการจัดการศึกษาในหลายด้าน ทั้งเรื่องการลดภาระงานครู และเพิ่มสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ควบคู่ไปกับการเพิ่มสวัสดิการให้กับครูและบุคลากรฯอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง รวมถึงวิชาวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น และพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ จึงขอให้ ผอ.เขต ทุกพื้นที่ขับเคลื่อนตามจุดเน้นลงสู่การปฏิบัติถึงห้องเรียนได้จริง โอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้ฝากขอบคุณ ผอ.เขต ทุกคนที่ร่วมขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเป็นอย่างดี พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกพื้นที่รวบรวมนำมาพัฒนาเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

“สำหรับวาระเร่งด่วนในขณะนี้คือเรื่องการดูแลช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุที่ได้สั่งการไว้อยู่ก่อนแล้ว พร้อมทั้งให้ทางสถานศึกษาให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ในการปฏิบัติตามคำแนะนำและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือให้สถานศึกษาเป็นศูนย์พักพิงตามความจำเป็นและเหมาะสม ส่วนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยหรือภัยธรรมชาติ ให้เร่งสำรวจความเสียหาย ทั้งอาคารสถานที่ อุปกรณ์ เพื่อดำเนินการของบประมาณซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้เป็นปกติโดยเร็ว และติดตามพยากรณ์อากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง รวมถึงให้ขวัญกำลังใจผู้ประสบภัย และขอแสดงความอาลัยกับผู้สูญเสีย ขอให้พวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันด้วยความรัก ความสามัคคี เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้นำเสนอผลการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและจุดเน้น สพฐ. ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล PISA, การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา, เชิญชวนสถานศึกษา นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมชมโขนมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยอันดีงาม เป็นต้น, นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการบริหารงานบุคคล, การตั้งเรื่องของบประมาณเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย,การบริหารจัดการตำแหน่งธุรการโรงเรียน เป็นต้น, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยกำชับเน้นย้ำให้มีการทำแผนเผชิญเหตุในทุกโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและครู และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง, การจัดกิจกรรมนักเรียนเพื่อส่งเสริมประวัติศาสตร์ชาติไทย, การรายงานภัยพิบัติ, การอบรม EF, การจัดงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นต้น, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการจ้างครูภาษาอังกฤษและภาษาจีน ในโรงเรียนคุณภาพ, การขับเคลื่อนโครงการคอนเน็กซ์อีดี, พิธีลงนาม MOU โรงเรียนคุณภาพ ที่จังหวัดพิจิตร เป็นต้น และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา, การดำเนินการกองทุนโครงการอาหารกลางวัน, การดำเนินการของสถานศึกษาสังกัด สศศ. โดยเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยอย่างรอบด้าน การลดภาระครูและบุคลากรฯ และการประชาสัมพันธ์ในภาพรวม โดยส่งเสริมให้ทุกเขตพื้นที่มีการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ดีในเขตของตัวเองให้สาธารณชนรับรู้มากขึ้น เป็นต้น

สพฐ. ถกผอ.เขตพื้นที่ฯ ลุยช่วยภัยพิบัติ – เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืนตามบริบทพื้นที่

การประชุมดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อสถานการณ์เร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและการปะทะชายแดน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืนตามบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ

สพฐ. เร่งช่วยเหลือภัยพิบัติและขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืน

เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดูแลช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย และให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืนตามบริบทพื้นที่ โดยให้ ผอ.เขต ทุกพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง

  • การดูแลช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย
  • การลดภาระงานครูและเพิ่มสวัสดิการ
  • การส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง
  • การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การ สพฐ. ถกผอ.เขตพื้นที่ฯ ลุยช่วยภัยพิบัติ – เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืนตามบริบทพื้นที่ ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละพื้นที่ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาในภาพรวม

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการนโยบายระดับชาติเข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การศึกษาตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนและชุมชนอย่างแท้จริง

ที่มา – สพฐ.ถกผอ.เขตพื้นที่ฯ ลุยช่วยภัยพิบัติ – เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษายั่งยืนตามบริบทพื้นที่

ทลาย! **เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลี** ใช้ไทยตุ๋น

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ ผกก.2 บก.ทท.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ศุภรัตน์ มีปรีชา สว.ส.ทท.4 กก.2 บก. ทท.1 พ.ต.ต.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ต.สมชนก ชัยประเสริฐสกุล สว.กก.2 บก.ทท.1 สนธิกำลัง พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี นายลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เข้าช่วยเหลือ นายอัน อายุ 31 ปี ชาวเกาหลีใต้ หลังบิดาในประเทศเกาหลีแจ้งผ่านสถานทูต ว่าลูกชายถูกบังคับให้ทำงานและทำร้ายร่างกาย ก่อนติดตามช่วยเหลือได้ที่ซ.ชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

จากการสอบถามนายอัน ให้ข้อมูลว่า ถูกเพื่อนร่วมชาติบังคับให้ทำงานในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกคนเกาหลีให้ลงทุนเล่นหุ้น แต่ตนไม่อยากทำจึงถูกทำร้ายร่างกาย ก่อนนำตัวมาทิ้งไว้ที่ชุมชนดังกล่าว จากนั้นได้โทรศัพท์แจ้งบิดาเพื่อขอให้สถานทูตช่วยเหลือ

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ทาง พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ ผกก.2 บก.ทท.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ศุภรัตน์ มีปรีชา สว.ส.ทท.4 กก.2 บก. ทท.1 สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก็พบว่าชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน โดยมีกลุ่มชาวต่างชาตินั่งทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์นั่งรวมตัวอยู่ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พอเห็นตำรวจก็พากันวิ่งแตกฮือหนีออกจากบ้านไปคนละทิศละทาง ก่อนจับกุมชายเกาหลี 6 ราย หญิงเกาหลี 1 ราย ชายจีน 1 ราย พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง

สอบสวนให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้ไทยเป็นฐานตั้งเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีหลอกลวงชาวเกาหลีจริง โดยเป็นกลุ่มเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ตำรวจท่องเที่ยวได้จับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่พัทยาเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงาน ตม.ชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่าและนำของกลางส่ง พงส. สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บุกทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลี ใช้ไทยเป็นฐานตุ๋นเหยื่อชาติเดียวกัน

การทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการปกป้องประชาชนจากภัยการหลอกลวงออนไลน์

รายละเอียดการจับกุมเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลี

  • วันที่ 7 สิงหาคม: ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและสถานทูตเกาหลี เข้าช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ที่ถูกบังคับให้ทำงานในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลี
  • สถานที่: ชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
  • ผลการปฏิบัติการ: จับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลี 6 ราย, หญิงเกาหลี 1 ราย, ชายจีน 1 ราย พร้อมยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก
  • ข้อหา: ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเพื่อหลอกลวงชาวเกาหลี

เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเหล่านี้มักจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ เนื่องจากมีความสะดวกในด้านการเดินทางและกฎหมายที่ไม่เข้มงวดเท่าในประเทศเกาหลี อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าตำรวจไทยกำลังให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้มากขึ้น

การหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือคอลเซ็นเตอร์ เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั่วโลก การตระหนักรู้ถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และการแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

ที่มา – บุกทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลี ใช้ไทยเป็นฐานตุ๋นเหยื่อชาติเดียวกัน