ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

FutureED Fest 2025: มนุษย์เป็นศูนย์กลางและเสมอภาค

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. งานเฉลิมฉลองด้านการศึกษาระดับประเทศกลับมาอีกครั้ง กับงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์แนวทางการศึกษาแห่งอนาคต โดยงานในปีนี้ได้มีการร่วมมือของเครือข่าย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเข้ามาร่วมจัดงานอย่างมากมาย เช่น เครือข่ายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย รวมถึงการต่อยอดเรื่องราวความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากปีที่แล้ว นำสู่การแบ่งปันเรื่องราวแรงบันดาลใจในปีนี้

ด้วยความสำเร็จจากที่ปีที่ผ่านมา และการต่อยอดนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง จึงเกิดเป็น 4 Key Pillars หลักที่ถูกใช้เป็นธีมในการออกแบบกิจกรรมในปีนี้ ได้แก่ 1.AI and Human Potential: Transforming Education 2.Innovation and Maker Education for Future-Ready Learners 3.Equity in Education: Local Solutions for Inclusive Learning และ4.Shaping Future-Ready Schools & Lifelong Learners

สำหรับกิจกรรมในงานแถลงข่าว ประกอบด้วย กิจกรรม Keynote: The Future of Learning for All โดย ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education กิจกรรม Panel Discussion: 4 Directions, One Future: พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย AI และ นวัตกรรม จาก 4 มุมมองสำคัญ“อนาคตแห่งการเรียนรู้เพื่อทุกคน Equity & Community โดย ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา Future Skills & Maker โดย ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน จาก SEAMEO STEM-ED AI-Driven Learning โดย คุณณัฐพงศ์ จันทนะศิริ นายกสมาคมนักวิชาการไทย Human-Centered Teaching โดย คุณคมปกร ไพอนนท์ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

ซึ่ง Key highlight การเสวนา “4 Directions, One Future” นี้คือ การสะท้อนแนวทางการพลิกโฉมการศึกษาไทยในอนาคต ผ่าน 4 มิติสำคัญที่ผสานเทคโนโลยีและมนุษย์อย่างสมดุล โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ ยั่งยืน เข้าถึงได้ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ทั้งนี้ “4 ทิศทาง” เปรียบเสมือนเสาหลักของการเปลี่ยนแปลง ที่เน้นการออกแบบการศึกษาให้เป็นระบบที่ ยืดหยุ่น เท่าเทียม มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนเส้นทางของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Maker Fest Showcase เป็นการต่อยอด Makerspace ในโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็น นักคิด นักสร้าง และนักแก้ปัญหา ผ่านการลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง โดยเน้นให้ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาแห่งอนาคต

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ‘FutureED Fest 2025’ ชูแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และ “เสมอภาคสำหรับทุกคน”

จะเห็นได้ว่างาน FutureEd Fest 2025 ในปีนี้เน้น ชูแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และ “เสมอภาคสำหรับทุกคน” เป็นแกนหลักของการออกแบบการเรียนรู้ ขณะเดียวกันก็ใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับการเรียนรู้ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้มีผู้สนับสนุนงาน FutureEd Fest 2025 ประกอบไปด้วย Google for Education , Starfish Labz, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.),กรุงเทพมหานคร, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย (TEP), Octava, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM), มูลนิธิ Saturday School, I Am Kru – สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน, Teach For Thailand, สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park, บริษัท ไลค์ มี เอ็กซ์ จำกัด (FutureSkill) สมาคมดาราศาสตร์ไทย, Canva Education, สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) บอทน้อยกรุ๊ป (Botnoi) มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต (Future Skills Foundation), องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย Thai PBS, เอแอลทีวี ALTV

สำหรับ FutureED Fest 2025 จะจัดขึ้นวันที่ 6 ก.ย.2568 ณ ไปรษณีกลาง กรุงเทพมหานคร สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/3TFt690 หรือดูรายละเอียดกิจกรรม FutureEd Fest 2025 https://www.futureedfest.com/

แนวคิดหลักของ FutureED Fest 2025: มนุษย์เป็นศูนย์กลางและเสมอภาคสำหรับทุกคน

งาน FutureED Fest 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาลทางการศึกษา แต่เป็นการรวมพลังของผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตการศึกษาที่ดีกว่าเดิม ด้วยแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และ “เสมอภาคสำหรับทุกคน” งานนี้จึงเป็นมากกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปข้างหน้า ในงาน FutureED Fest 2025 ที่จะมาถึงนี้นะคะ

ที่มา – ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ‘FutureED Fest 2025’ ชูแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และ “เสมอภาคสำหรับทุกคน”

อยุธยาจัดงาน “วันรพี” เทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งกฎหมาย

ที่บริเวณหน้าอาคาร ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวัชระ กระแสฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมงาน “วันรพี” ประจำปี พ.ศ. 2568 ในพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย และประกอบพิธีทางศาสนา เนื่องในวันรพี ประจำปี 2568 โดยมีนางจิราภา เรืองนาม ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธี พร้อมข้าราชการตุลาการ ศาล ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนนักกฎหมาย หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมเข้าร่วมพิธี เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

โดยศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดพิธีดังกล่าวขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งกฎหมายไทย ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไป ได้น้อมรำลึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่นักนิติศาสตร์ได้ยกย่องเทิดทูนและสืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ ที่จะจรรโลงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นคุณสมบัติและมีอยู่ในสายเลือดของนักกฎหมายทุกคน เพื่อให้ประชาชนและผู้บริสุทธิ์ได้รับความเป็นธรรมและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งนักกฎหมายจะต้องมีจริยธรรมและมีจรรยาบรรณ ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพที่สมบูรณ์แบบเพื่อสร้างสรรค์สังคม และพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง

อยุธยาจัดงาน “วันรพี” เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกพระบิดาแห่งกฎหมายไทย

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดงาน “วันรพี” ขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ผู้ทรงคุณูปการต่อวงการกฎหมายของประเทศ การจัดงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายที่แสดงถึงความเคารพและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

ความสำคัญของงาน “วันรพี”

งาน วันรพี ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานพิธีการ แต่เป็นวันที่สำคัญที่ทำให้นักกฎหมายและประชาชนทั่วไปได้ระลึกถึงคุณงามความดีและคุณูปการของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย พระองค์ทรงเป็นผู้ที่วางรากฐานระบบกฎหมายของไทยให้มีความทันสมัยและเป็นธรรม พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของนักกฎหมายที่ควรยึดมั่นในความยุติธรรมและจริยธรรม

การจัดงาน วันรพี ในอยุธยาเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพระองค์ รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของกฎหมายในการพัฒนาประเทศ งานนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทุกคนจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และตั้งปณิธานที่จะสืบสานเจตนารมณ์ของพระองค์ต่อไป

การที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดงานนี้เป็นประจำทุกปี แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรำลึกถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และเป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายในการดำรงชีวิตและพัฒนาสังคม การเข้าร่วมงานนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ และภาคประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสังคมในการร่วมกันพัฒนาประเทศ

โดยสรุปแล้ว งาน “วันรพี” ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการกฎหมายและประชาชนทั่วไป การเข้าร่วมงานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อพระบิดาแห่งกฎหมายไทย แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ยึดมั่นในความยุติธรรมและมีจริยธรรมในการดำเนินชีวิต

ที่มา – อยุธยาจัดงาน “วันรพี” เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกพระบิดาแห่งกฎหมายไทย

สวนนงนุชพัทยาให้แม่เข้าฟรี 12 สิงหาคมนี้!

เตรียมตัวพาคุณแม่ไปเที่ยวกัน! สวนนงนุชพัทยาจัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับวันแม่แห่งชาติ ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษให้คุณแม่เข้าฟรี! ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้เท่านั้น เพื่อเป็นการส่งมอบความรักและความใส่ใจให้กับคุณแม่ทุกท่าน

สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญวันแม่ เปิดให้คุณแม่เข้าฟรี 12 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการจัดโปรโมชั่น “สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญวันแม่ เปิดให้คุณแม่เข้าฟรี 12 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!” ว่าเป็นความปรารถนาที่จะร่วมเฉลิมฉลองและตอบแทนพระคุณของคุณแม่ที่มีต่อครอบครัว และเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกันในบรรยากาศที่สวยงามของสวนนงนุชพัทยา

ภาพบรรยากาศสวนนงนุชพัทยา

สำหรับรายละเอียดของโปรโมชั่น “สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญวันแม่ เปิดให้คุณแม่เข้าฟรี 12 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!” คุณแม่ที่เดินทางมาพร้อมกับลูก จะได้รับสิทธิ์เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี (คุณแม่ 1 ท่านต่อ 1 ครอบครัว) เฉพาะวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 เท่านั้น โดยไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์ ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์จะต้องแสดงหลักฐานที่ยืนยันความสัมพันธ์แม่-ลูก เช่น บัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีนามสกุลเดียวกัน โดยโปรโมชั่นนี้สงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าวอล์คอินที่เป็นชาวไทยเท่านั้น และเงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่สวนนงนุชพัทยากำหนด

กิจกรรมพิเศษต้อนรับวันแม่

นอกจากโปรโมชั่นเข้าฟรีแล้ว สวนนงนุชพัทยายังจัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับวันแม่ ตั้งแต่วันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2568 ภายในสวนฯ ให้ครอบครัวได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างเต็มที่ในสวนสวยที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก บนพื้นที่กว้างขวางถึง 1,700 ไร่

บรรยากาศภายในสวนนงนุช

นอกจากสวนสวยแล้ว เด็กๆ ยังสามารถสนุกสนานไปกับไดโนเสาร์กว่า 1,700 ตัว และคาเฟ่แมวสุดน่ารัก อีกทั้งยังมีบริการนั่งรถชมเนิร์สเซอรี่ที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายากกว่า 18,000 ชนิดจากทั่วทุกมุมโลก และพลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นบัตรผ่านประตูซื้อ 1 แถมฟรี 1 ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 นี้

ดังนั้น… อย่าลืมพาคุณแม่ไปเที่ยวให้หัวใจเบิกบานที่ สวนนงนุชพัทยา ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้นะคะ สวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.nongnoochpattaya.com

สวนนงนุชพัทยาเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนและใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวอย่างแท้จริง มีกิจกรรมและความน่าสนใจมากมายที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย อย่าพลาดโอกาสที่จะสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับคุณแม่ในวันแม่ปีนี้!

ที่มา – สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญวันแม่ เปิดให้คุณแม่เข้าฟรี 12 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!

สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ปี 2025

เรือโท สุภาสชาญ ทัศนกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า การจัดประกวด GLO Open Innovation Challenge 2025 ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วมกับสำนักงานฯ คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ หรือสิ่งประดิษฐ์ ให้สำนักงานสลากฯ ได้นำมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต โดยในปีนี้ได้กำหนดให้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด ภายใต้โจทย์ “กระบวนการออกรางวัล และอุปกรณ์ออกรางวัล” ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานฯ ที่ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส และมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

นายทวีป วุฒิบาทุกาจิตต์ รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก มีทีมที่สมัครทั้งสิ้น 63 ทีม และได้ผ่านการพิจารณารอบแรก 32 ทีม และคัดเลือกทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายและมีการนำเสนอผลงานรวม 5 ทีม ตามลำดับ ซึ่งในรอบตัดสินนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.ตรียุทธ พรหมศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม, ดร.ชนะกัญจน์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม และคุณอารีย์ ศรีอัศวกุล หัวหน้ากองออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมเป็นกรรมการตัดสิน

โดยทีมที่ชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม u i á (อุอิอ๊า) นำเสนอนวัตกรรม Project Trueball รับเงินรางวัลพร้อมป้ายรางวัล, อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Destiny นำเสนอนวัตกรรม หอคอยให้โชค (Lucky Tower) รับเงินรางวัลพร้อมป้ายรางวัล, อันดับ 3 ได้แก่ ทีม Next AI นำเสนอนวัตกรรม Ai-Lotto รับเงินรางวัล พร้อมป้ายรางวัล และรางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม Lottoholic สุ่มไม่สุ่มสี่สุ่มห้า นำเสนอนวัตกรรม ระบบสุ่มโปร่งใสอัจฉริยะ และทีม PINGPONG SHOW นำเสนอนวัตกรรม เอ.เอ.พี.เอส ระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อบันทึกผลรางวัลอัตโนมัติ รับเงินรางวัลพร้อมป้ายรางวัล

โครงการดังกล่าว นอกจากสร้างความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสสังคมได้รู้จักสำนักงานฯ ในฐานะองค์กรที่มีการกำหนดเป้าหมายในการนำนวัตกรรมมาใช้ในผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งโครงการลักษณะนี้จะมีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจ ได้ร่วมกันนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวกับนวัตกรรมที่จะทำให้สำนักงานสลากฯ ได้เพิ่มพูนศักยภาพในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความสะดวก ปลอดภัย และตอบสนองความต้องการต่อไป

โครงการ สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ผ่านโครงการ GLO Open Innovation Challenge 2025 นอกจากสร้างความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สังคมได้รู้จักสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

ท่านสามารถติดตามข่าวสารโครงการต่างๆ ของสำนักสลากฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.glo.or.th, FacebookFanpage : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และ Line Official : GLO Lottery

สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ผ่านโครงการ GLO Open Innovation Challenge 2025

โครงการ สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ผ่านโครงการ GLO Open Innovation Challenge 2025 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากฯ ในการส่งเสริมและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ทำไมสำนักงานสลากฯ ถึงหนุนสร้างนวัตกรรม?

เพราะ สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ผ่านโครงการ GLO Open Innovation Challenge 2025 เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานสลากฯ มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และทันสมัยยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีไอเดียสร้างสรรค์ อย่ารอช้า! ติดตามข่าวสารและเข้าร่วมโครงการดีๆ จากสำนักงานสลากฯ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวงการสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ผ่านโครงการ GLO Open Innovation Challenge 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาวงการสลากกินแบ่งรัฐบาล และเปิดโอกาสให้คนไทยได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

ที่มา – สำนักงานสลากฯ หนุนสร้างนวัตกรรม ผ่านโครงการ GLO Open Innovation Challenge 2025

‘ธีรรัตน์’ แจงปม อุบลฯ เบิกจ่ายงบช่วยเหลือน้อย

จากกรณีที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาตอบกระทู้ถามสดในรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว

น.ส.ธีรรัตน์ ตอบกระทู้ถามสดของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยมีการสอบถามถึงแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงประเด็นการเบิกจ่ายเงินราชการ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่ปรากฏข้อมูลว่ามีการเบิกจ่ายไปเพียง 5 หมื่นกว่าบาท นอกจากนี้ยังมีการสอบถามถึงกรณีการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีอีกด้วย

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ตนเองได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม เพื่อเยี่ยมศูนย์อพยพ และมอบหมายให้จังหวัดจัดกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดให้ประชาชน นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจากการสอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับคำตอบว่าสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม น.ส.ธีรรัตน์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้กลับลงพื้นที่อีกครั้งในวันที่ 3 สิงหาคม เพื่อเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดปกติในการดำเนินการ รวมถึงความล่าช้าในการจัดทำเอกสาร หรือการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

“ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการใช้เงินท้องถิ่น สิ่งของเงินบริจาค ได้รับทราบตัวเลขว่า เงินบริจาค จำนวน 5.5 ล้านบาท และจังหวัดอื่น 1-2 ล้านบาท ถือว่าบกพร่อง เพราะในการจัดประชุมใช้จ่ายเงินทดรองราชการที่เพิ่มเติมขอให้ใช้จ่ายเงินดังกล่าวทันที แม้ระเบียบว่าให้ใช้เงินท้องถิ่นก่อนก็ตาม เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะมีประชาชนอพยพจำนวนมาก ให้ใช้งบ 100 ล้านบาทและงบทดรองราชการที่เหลืออยู่” น.ส.ธีรรัตน์ กล่าว

‘ธีรรัตน์’ แจงปม อุบลฯ เบิกจ่ายงบช่วยเหลือน้อย

รมช.มหาดไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การเบิกจ่ายงบประมาณไม่ใช่ว่าไม่สามารถเบิกจ่ายได้ แต่ไม่มีตัวเลขส่งมายังส่วนกลาง ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดของจังหวัด ไม่ใช่ความผิดพลาดของรัฐบาล ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นความจริงของรัฐบาล โดยปราศจากอคติหรือเกมการเมือง

นอกจากนี้ น.ส.ธีรรัตน์ ยังได้ชี้แจงถึงข้อมูลการเบิกจ่ายที่ตนเองได้ติดตามสอบถามมาตั้งแต่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รายหนึ่งระบุว่า เงินท้องถิ่นกำลังจะหมด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงต้องมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำเสนอ

ประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณในจังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับตัวเลขการเบิกจ่ายของท้องถิ่นนั้น น.ส.ธีรรัตน์ ระบุว่า ตนเองทราบข้อมูลก่อนที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครองจะมีการประชุม ซึ่งอาจมีการอาศัยช่องว่างของตัวเลขที่น้อยเกินจริงเพื่อนำเสนอและโจมตีรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ในส่วนของการชดเชยเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบนั้น รมช.มหาดไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการคลังกำลังพิจารณาแนวทางการชดเชยและเยียวยาในประเด็นดังกล่าว

สรุปได้ว่า ประเด็นสำคัญที่ น.ส.ธีรรัตน์ ชี้แจงคือ ความผิดพลาดในการรายงานตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณน้อยกว่าความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ และจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การชี้แจงของ น.ส.ธีรรัตน์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบข้อสงสัยและคลายความกังวลของประชาชน เกี่ยวกับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดน หวังว่าการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงระบบการรายงานข้อมูลจะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’แจงกระทู้สดชี้เป็นความผิดพลาดของ จ.อุบลฯเบิกจ่ายงบช่วยประชาชนน้อย

AIS เผย Q2 มีลูกค้า 46 ล้านราย ใช้ 5G 13.9 ล้าน

รายงานข่าวจาก AIS เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 มีรายได้รวม 56,044 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,982 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ และความพร้อมในการพัฒนาบริการและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลักอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงข่าย 5G ความเร็วสูง, บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และบริการ Cloud และ Data Center มาตรฐานสากล เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจ สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตเพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีจำนวนผู้ใช้บริการรวมทั้งสิ้น 46 ล้านเลขหมาย โดยจำนวนผู้ใช้ 5G เพิ่มขึ้นเป็น 13.9 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านเลขหมายจากไตรมาสก่อน โดยหลังจากที่เอไอเอสได้รับใบอนุญาต คลื่นความถี่ 2100 MHz จาก กสทช. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายอีกขั้น ทำให้เอไอเอสเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นมากสุดเพื่อคนไทยทั่วประเทศ และมีโครงข่ายที่ครอบคลุมประชากรไทยกว่า 95% พร้อมรองรับการมอบประสบการณ์ความบันเทิงและกีฬาชั้นนำระดับโลกผ่านโครงข่ายคุณภาพให้ลูกค้า อาทิ การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และไทยลีกที่กำลังจะเริ่มต้นในฤดูกาลใหม่

ธุรกิจบรอดแบนด์ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเน็ตบ้าน ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 67,900 ราย รวมเป็น 5.14 ล้านรายในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อคุณภาพการให้บริการที่สามารถรองรับการใช้งานยุคดิจิทัลด้วยบริการนวัตกรรมเน็ตบ้านสำหรับลูกค้าทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่มาพร้อมกับทัพคอนเทนต์ความบันเทิงมากมายจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก พร้อมขยายบริการใหม่ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ อาทิ โซลูชันสำหรับผู้ประกอบการอีเวนต์ หรือแพ็กเกจคอนเทนต์เพื่อผู้ประกอบการผับบาร์ เป็นต้น ตอกย้ำบทบาทของผู้นำบริการเน็ตบ้านเพื่อลูกค้าทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร มีรายได้จากกลุ่มลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งวันนี้มีความพร้อมในการยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI และ Cloud ที่ครบวงจร ผ่านการเปิดตัวบริการ “AIS Cloud powered by Oracle Cloud Infrastructure” ครั้งแรกในไทยกับเทคโนโลยี Hyperscale Cloud ซึ่งถือเป็นรายเดียวที่มีศูนย์ข้อมูลอยู่ภายในประเทศ ให้บริการโดยบริษัทไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนไทยสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัลด้วย AI ได้อย่างแท้จริง

AIS เผย Q2 มีลูกค้า 46 ล้านราย ใช้ 5G 13.9 ล้าน

จากข้อมูลล่าสุด AIS เผย Q2 มีลูกค้า 46 ล้านราย ใช้ 5G 13.9 ล้าน แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของฐานลูกค้าและเทคโนโลยี 5G ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ AIS เป็นผู้นำในการให้บริการที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมตัวเลขผู้ใช้ 5G ของ AIS ถึงน่าสนใจ?

ตัวเลข 13.9 ล้านรายที่ AIS เผย Q2 มีลูกค้า 46 ล้านราย ใช้ 5G 13.9 ล้าน นั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผลักดันเทคโนโลยี 5G ให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและคลื่นความถี่ที่ AIS ทำไปนั้น ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อความบันเทิง การทำงาน หรือการติดต่อสื่อสาร

นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจบรอดแบนด์ของ AIS ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ 5G เนื่องจากผู้บริโภคต้องการการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและเสถียรสำหรับการใช้งานอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ต้องใช้แบนด์วิธสูง การที่ AIS สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้บริการของ AIS

อีกทั้ง AIS ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการสำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโตของธุรกิจ การที่ AIS สามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจต่างๆ ได้อย่างครบวงจร ทำให้ AIS กลายเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยสรุปแล้ว การที่ AIS เผย Q2 มีลูกค้า 46 ล้านราย ใช้ 5G 13.9 ล้าน นั้น เป็นผลมาจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการสำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้ AIS สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง

การเติบโตของ AIS ในไตรมาสนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของเทคโนโลยี 5G และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

ที่มา – “AIS”เผยไตรมาส 2 มีฐานลูกค้า 46 ล้านเลขหมาย เป็นผู้ใช้ 5G 13.9 ล้าน

บิ๊กคลีนนิ่ง ‘วัดใหญ่จอมปราสาท’ หลังรวบอดีตเจ้าอาวาส

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ท.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบ.ช.ก. พร้อมด้วย นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.,นางสาวอรณิช สุขบาล ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 นางสาวสวาท แซ่ตัน ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสาคร นายคนึง ทองเที่ยง ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองสมุทรสาคร และคณะ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ วัดใหญ่จอมปราสาท จ.สมุทรสาคร โดยมี พระครูสาครสุตกิจ เจ้าคณะตำบลท่าฉลอม เจ้าอาวาสวัดน้อยนางหงส์ และ พระมหาอรุณ รัตนปัญโญ รักษาการเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท ให้การต้อนรับ

ภายหลัง พล.ต.ท.จรูญเกียรติ กล่าวว่า จากการบูรณาการทุกหน่วยงานตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการจัดการปัญหาเกี่ยวกับวัดต่าง ๆ เพื่อร่วมกันทำให้วัดมีความขาวสะอาดอย่างแท้จริงทั้งเรื่องเงินและเรื่องพระวินัย ซึ่งในส่วนของวัดใหญ่จอมปราสาทนั้น วันนี้ก็มีการจับกุม นายทิวากร ดีไพร หรือ มหาทิวากร อดีตเจ้าอาวาสวัดฯ ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหลานชายคนขับรถที่บ้านพัก เหตุที่เรามายังที่วัด เพราะรู้ว่ามีบัญชีของอดีตเจ้าอาวาสวัด ที่โอนเงินไปให้สีกาจำนวนมาก จะด้วยความหลงใหลหรือเหตุอะไรไม่รู้แต่มีถึงราวๆ 6 – 7 ล้านบาท โดยโอนตั้งแต่ปี 2561 เรื่อยมา และโอนทุกวันๆ ละหลายๆ รอบ

แม้แต่ละรอบจะเป็นเงินไม่มากตั้งแต่หลักร้อย ถึง หลักพัน แต่เมื่อรวม ๆ กันแล้วก็เป็นจำนวนเงินที่มากดังกล่าว ซึ่งเงินที่โอนไปเป็นจำนวนมากแต่วัดกลับถูกละเลยการดูแล ดังนั้นจึงได้เข้ามาดูกันเพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริงและต้องการให้คณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่ๆ มีส่วนร่วม ได้ช่วยกันดูแลวัด ร่วมกันเข้ามาบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ และจัดการพื้นที่โดยรอบวัดให้น่าอยู่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาเพราะวัดมีความสวยงามอยู่แล้ว ให้เกิดการพัฒนามีการปรับปรุงสถานที่ให้น่าอยู่ น่าชม เป็นที่เคารพกราบไหว้ของพี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.จรูญเกียรติ กล่าวด้วยว่า สำหรับในส่วนของผู้ต้องหา ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวขึ้นเครื่องกลับมาดำเนินคดี เบื้องต้นยังไม่พบข้อพิรุธอื่นใดเพิ่มเติม ซึ่งเส้นทางการโอนเงินค่าเช่าพื้นที่วัดนั้น จะเข้าบัญชีเจ้าอาวาสโดยไม่ผ่านบัญชีวัด และมีการโอนไปให้สีกาตามที่รับทราบกัน ขณะที่การตรวจสอบโดยละเอียดแล้วไม่มีคลิป แต่มีสลิปการโอนเงินไปสู่สีกาเป็นจำนวนมาก

ด้านนายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวด้วยว่า ในส่วนที่มีการบูรณาการทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ที่ท่านเป็นผู้ที่ดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดี ส่วนอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเราก็ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายเอาคนไม่ดีออกไป ซึ่งในส่วนของการขับเคลื่อนครั้งนี้ก็เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งความดีงามทางพระพุทธศาสนา เอาคนดีไว้ เอาคนไม่ดีออกไปจากระบบ เพื่อทำให้ศาสนาและสังคมดีขึ้น.

บิ๊กคลีนนิ่ง ‘วัดใหญ่จอมปราสาท’ หลังรวบอดีตเจ้าอาวาส

ทำไมต้องบิ๊กคลีนนิ่ง ‘วัดใหญ่จอมปราสาท’?

การบิ๊กคลีนนิ่งครั้งใหญ่ที่วัดใหญ่จอมปราสาทในสมุทรสาคร เกิดขึ้นหลังจากมีการจับกุมอดีตเจ้าอาวาสที่ยักยอกเงินวัดไปใช้ส่วนตัว การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูวัดให้กลับมาเป็นสถานที่ที่น่าเลื่อมใสและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนอีกครั้ง

  • ความโปร่งใสและการตรวจสอบ: การตรวจสอบบัญชีและการเงินของวัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความมั่นใจแก่ผู้บริจาค
  • การมีส่วนร่วมของชุมชน: การบิ๊กคลีนนิ่งไม่เพียงแต่เป็นการทำความสะอาดทางกายภาพ แต่ยังเป็นการสร้างความสามัคคีและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาวัด
  • การพัฒนาอย่างยั่งยืน: การปรับปรุงภูมิทัศน์และการพัฒนาวัดใหญ่จอมปราสาทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาเป็นการสร้างรายได้และส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดใหญ่จอมปราสาทเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความถูกต้องและความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม การร่วมมือกันในการตรวจสอบและดูแลรักษาสถานที่สำคัญทางศาสนาเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ นำทีมบิ๊กคลีนนิ่ง ‘วัดใหญ่จอมปราสาท’ หลังรวบ ‘อดีตมหาทิวากร’ เอาเงิน 7 ล้าน เปย์ ‘สีกากอล์ฟ’

บอลไทย ปะทะ กัมพูชา: แค่เกมกีฬา อย่าใส่อารมณ์!

ถ้าเป็น 2-3 เดือนก่อน กีฬาไทยกับกัมพูชามาแข่งกัน ก็คงไม่มีอะไรมาก คนสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่!

บอลไทย แข่งกับ กัมพูชา กลายเป็นที่จับตา

อีก 2 วันก็จะมี

“ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จะพบ กัมพูชา ในฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม

เกมกลุ่ม A รอบ 2

นัดแรกไทยชนะ อินโดนีเซีย 7-0 ส่วน กัมพูชา แพ้ เวียดนาม 0-6

เกมที่ 2 ไทย-กัมพูชา เตะวันที่ 9 ส.ค.68 เวลา 16.30 น. มีถ่ายทอดสดเพียบ

ถ่ายทอดสดเพียบ ทั้งฟรีทีวี, ออนไลน์ ททบ.5 HD, AIS PLAY, BG Sports, True Visions Now, เพจ FA Thailand, Thai Women’s Football และ Youtube ช้างศึก

ความสำคัญนัดนี้คือ ทีมชาติไทย ถ้าชนะ ก็น่าจะการันตีการเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนที่จะเตะนัดสุดท้ายกับ เวียดนาม ทีมเจ้าภาพ ที่แข็งแกร่ง

ส่วน กัมพูชา ถ้าแพ้ก็ตกรอบ ดังนั้นต้องดิ้นรนเพื่อโอกาสตัวเอง

นอกเหนือจากนั้คือ “สปิริตของกีฬา” เล่นเพื่อชนะ เล่นเพื่อศักดิ์ศรีนักกีฬา

อยากให้ “ความสำคัญ” มีเท่านั้น

ในความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดอารมณ์คุกรุ่น โกรธแค้น ติดค้างในใจ

ทั้งหมดคือเรื่องของระดับผู้นำ ระดับผู้บริหาร กองทัพ

ไม่เกี่ยวกับนักกีฬา (และไม่ควรเอา “ไฟ” มาจุดใส่ประชาชนด้วย)

นักกีฬาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ในฐานะตัวแทนประเทศชาติ มุ่งมั่นสู้ในแบบเกมกีฬา เพียงแค่เท่านี้ เท่านั้น

ไม่ควรนำเรื่องขัดแย้งของชาติมาผนวก

อารมณ์แค้นใดๆ ไม่ควรเอามันโยนไว้บนบ่านักกีฬา

เพราะพวกเธอเป็น “นักกีฬา” แค่นี้ก็เหนื่อยมากพอแล้ว

อย่าไปยัดเยียดความเป็นตัวแทนความขัดแย้ง

เพิ่มภาระความกดดันไปมากกว่านี้

เพิ่มภาระความกดดันไปมากกว่านี้

นักกีฬาไม่สมควรต้องมาแบกรับ

เพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในแบบนักกีฬาทีมชาติ

นั่นก็เพียงพอแล้ว.

วุฒินล

บอลไทย พบ กัมพูชา: แค่เกมกีฬา อย่าใส่อารมณ์!


การแข่งขัน บอลไทย และ กัมพูชาที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬา เพราะมันคือโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงสปิริตและความมุ่งมั่นของนักกีฬา อย่าปล่อยให้อารมณ์และความขัดแย้งทางการเมืองมาบดบังความสวยงามของเกมกีฬาเลย

ให้กำลังใจนักกีฬาบอลไทยกัน!

ขอเชิญชวนแฟนบอลชาวไทย ร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาของเราในการแข่งขัน บอลไทย ครั้งนี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างเต็มที่และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศชาติ

และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมให้เกียรติคู่ต่อสู้และสนุกไปกับเกมการแข่งขัน!

เกม บอลไทย ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศผ่านกีฬา

ที่มา – ‘บอลไทย’ พบ ‘กัมพูชา’ แค่อีกเกมกีฬา อย่าโยน ‘อารมณ์’ ลงบนบ่านักเตะ

ภูมิธรรม: ยังไม่ได้คุย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’

จากกรณีที่มีคำสั่งย้ายด่วน ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ เข้ามาช่วยราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่อิมแพคเมืองทองธานี นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ลงนามในคำสั่งย้าย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเปิดทางให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดคนที่หนึ่ง สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้เวลาโยกย้ายประจำปีอยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงข้อกังวลว่า การโยกย้าย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ จะส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ โดยยืนยันว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดยังคงดูแลอยู่ และได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการเขต 14 ซึ่งดูแลจังหวัดในพื้นที่ เข้าไปกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือประชาชนได้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเร่งดำเนินการ

ภูมิธรรมเผย ยังไม่ได้คุย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’

เมื่อถูกถามว่าได้พูดคุยกับ ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ แล้วหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า “ยังเลย” เนื่องจากเพิ่งได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเมื่อเช้าวันนั้นเอง ก่อนหน้านี้ตนเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเช่นกัน เมื่อทราบข้อมูลที่ชัดเจนและพบว่าเป็นความจริง หลังจากที่มี สส. จากพรรคการเมืองหนึ่งสอบถามว่า เหตุใดประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีจึงยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ และได้รับการยืนยัน แต่ผลที่ออกมากลับทำให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดตัวเลขเงินช่วยเหลือจึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

“ผมขยายเงินให้ 100 ล้านบาท แต่ทำไมตัวเลขถึงออกมาน้อย จริงๆ ควรจะดูแล นี่คือเสียงบ่นที่ประชาชนรู้สึก ซึ่งไม่เข้าใจเหตุผลของท่านเหมือนกัน ตอนนี้จึงดึงกลับมาช่วยราชการที่กระทรวงก่อน และทุกอย่างจะดำเนินการไม่ให้สะดุด พี่น้องประชาชนได้รับเงินอย่างที่เราได้ขยายวงเงินไปแล้ว เพื่อไปดูแลเขา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นการใช้เงินบริจาคของผู้ว่าฯอุบลราชธานี

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีที่มีการตั้งคำถามว่า ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ ได้ชี้แจงว่าได้นำเงินบริจาคไปใช้ก่อน ซึ่งนายภูมิธรรมกล่าวว่า การใช้เงินบริจาคไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องให้ทั่วถึง และตั้งคำถามว่าหากมีเงินอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และเหตุใดจึงต้องเก็บเงินไว้

สรุปได้ว่า การสั่งย้าย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน และความไม่ชัดเจนในการบริหารจัดการเงินช่วยเหลือ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนให้รวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการงบประมาณและการสื่อสารที่โปร่งใสในภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบและติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่และทันท่วงที

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ บอก ยังไม่ได้คุย ‘ผู้ว่าฯอุบลราชธานี’ หลังสั่งเด้งช่วยราชการสำนักงานปลัดมหาดไทย

สส.จี้รัฐบาลสอบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เช่นเดียวกับการตรวจสอบที่ดินเขากระโดง โดยให้เหตุผลว่าทั้งสองกรณีมีความคล้ายคลึงกันและส่งผลกระทบต่อประชาชน

สส.จุลพงศ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงยังนิ่งเฉยต่อกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ทั้งที่ทั้งสองกรณีมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของระบบราชการที่ไม่ยึดหลักกฎหมายและเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจ อีกทั้งยังเป็นคดีอยู่ในชั้นศาลและเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถทำนิติกรรมในที่ดินของตนเองได้

สส.ประชาชนจี้รัฐบาลไล่บี้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

“ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจึงเร่งรัดกรณีหนึ่ง แต่กลับนิ่งเฉยต่ออีกกรณี การกระทำเช่นนี้อาจถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ทางการเมืองเพียงชั่วคราว” นายจุลพงศ์กล่าว “หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้าและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองกรณีกลับมาร่วมรัฐบาลกันอีกครั้ง เรื่องราวเหล่านี้อาจถูกละเลยและประชาชนจะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา”

นายจุลพงศ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรณีเขากระโดงและสนามกอล์ฟอัลไพน์ แต่เป็นผลมาจากระบบราชการไทยที่อ่อนแอ ทำให้ข้าราชการไม่ยึดมั่นในหลักกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ เขายกตัวอย่างกรณีที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องรับโทษจำคุกเพื่อแลกกับการทำตามความต้องการของนักการเมืองและเพื่อแลกกับตำแหน่งทางการเมือง

“เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอและการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย” นายจุลพงศ์กล่าว

ความจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการ

จากการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร นายจุลพงศ์มองเห็นว่าประเทศไทยยังมีข้าราชการที่ดีอีกจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การตั้งกรมใหม่ การเพิ่มตำแหน่ง หรือโยกย้ายข้าราชการเท่านั้น

“ประเทศไทยต้องการการฟื้นฟูหลักนิติธรรมครั้งใหญ่ เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง นายพล หรือประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” เขากล่าว

การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม การเพิกเฉยต่อกรณีใดกรณีหนึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งสองกรณีอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สส.ประชาชน’จี้รัฐบาลไล่บี้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เหมือนลุยฟันที่เขากระโดงด้วย