ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วิธีคิดผิดๆ? ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ ชี้จุด

จากประเด็นร้อนแรงในสังคมเกี่ยวกับความเชื่อ ศรัทธา และคำทำนายต่างๆ ล่าสุด ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาเหตุที่คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในรูปแบบของนักบุญ โดยแพรรี่ได้ชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุของปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย นั่นคือ วิธีคิดผิดๆ ที่ทำให้ผู้คนแสวงหาที่พึ่งทางใจจากภายนอกมากกว่าการพึ่งพาตนเอง

วิธีคิดผิดๆ: ต้นเหตุปัญหาที่ ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ ชี้

‘แพรรี่’ อธิบายว่าผู้คนมักจะมองหา “ฮีโร่” หรือ “ผู้วิเศษ” ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาและนำพาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น โดยละเลยการพัฒนาตนเองและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยความสามารถของตนเอง การพึ่งพาผู้อื่นโดยขาดวิจารณญาณและความรอบคอบนี้เองที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงและแสวงหาผลประโยชน์จากความอ่อนแอทางจิตใจของผู้คน

การที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องเหนือธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป ทำให้ผู้คนหลงเชื่อในคำทำนายและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ โดยไม่ได้ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้และความสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง

ทำไมเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด?

‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ เน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยน วิธีคิดผิดๆ ที่ฝังอยู่ในสังคมไทย โดยส่งเสริมให้ผู้คนหันมาพึ่งพาตนเอง พัฒนาความรู้ความสามารถ และใช้เหตุผลในการตัดสินใจ การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจด้วยการศึกษาหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงและการฝึกสติอยู่เสมอ จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่ายๆ นอกจากนี้ การเคารพและปฏิบัติต่อพ่อแม่อย่างดีก็เป็นอีกหนึ่งหลักธรรมที่สำคัญที่ควรยึดมั่น

หลังจากที่โพสต์ของ ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ ถูกเผยแพร่ออกไป ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตจำนวนมากที่เห็นด้วยกับแนวคิดของเธอ หลายคนแสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่แพรรี่พูดนั้นสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ หลายคนยังกล่าวว่าในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารมากมาย เราต้องมีความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนที่จะเชื่อถือใคร เพราะ “ไม่มีใครน่าเชื่อถืออีกต่อไป”

แนวทางการแก้ไขปัญหา:

  • ส่งเสริมการศึกษา: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงของมิจฉาชีพและวิธีป้องกันตนเอง
  • ปลูกฝังคุณธรรม: เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง ความซื่อสัตย์ และความมีเหตุผล
  • ตรวจสอบข้อมูล: สนับสนุนให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ต่อ
  • บังคับใช้กฎหมาย: ดำเนินคดีกับมิจฉาชีพอย่างจริงจังเพื่อป้องปรามการกระทำผิด

การปรับเปลี่ยน วิธีคิดผิดๆ ที่นำไปสู่การพึ่งพาผู้วิเศษและความเชื่อที่งมงายไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายจากมิจฉาชีพในคราบนักบุญ

การพึ่งพาตนเองและการใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิตต่างหากคือหนทางที่ยั่งยืนและมั่นคงที่สุดในการสร้างความสุขและความสำเร็จในชีวิต

ที่มา – ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ โพสต์แง่คิดสุดคม ชี้ต้นเหตุคนไทยถูกหลอกเพราะ ‘วิธีคิดผิดๆ’ ที่ต้องพึ่งพาผู้วิเศษ

“แอลเอเอฟซี” เปิดตัว “ซน” อย่างเป็นทางการ!

ลอส แอนเจลิส เอฟซี ทีมดังแห่งศึกเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ สหรัฐ เปิดตัว ซน ฮึง มิน ดาวยิงทีมชาติเกาหลีใต้ ในฐานะนักเตะใหม่ของสโมสรอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจับเซ็นสัญญาถึงปี 2027 พร้อมออปชันต่อเพิ่มถึงปี 2028 และครึ่งแรกของปี 2029

นับเป็นการเปิดตัวที่สร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการฟุตบอล “แอลเอเอฟซี” เปิดตัว “ซน” อย่างเป็นทางการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการเสริมสร้างทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายในการคว้าแชมป์

ซน ตัดสินใจโบกมือลา ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ไปเล่นให้ แอลเอเอฟซี เพื่อแสวงหาความท้าทายครั้งใหม่ให้อาชีพ หลังจากที่ค้าแข้งกับ “ไก่เดือยทอง” มาอย่างยาวนานถึง 10 ปี หรือ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน เมื่อปี 2015

การย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพของ ซน ฮึง มิน เนื่องจากเป็นการออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในลีกที่แตกต่าง และยังเป็นการพิสูจน์ตัวเองในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายยิ่งขึ้นอีกด้วย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกระหายในความสำเร็จของเขาอย่างแท้จริง

ซน กล่าวว่า “ผมภูมิใจมากที่ได้ย้ายมาอยู่กับ แอลเอเอฟซี ซึ่งเป็นสโมสรที่มีความทะเยอทะยาน และตั้งอยู่ในเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ด้านกีฬาของโลก ลอส แอนเจลิส อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยน และผมย้ายมาที่นี่เพื่อช่วยเขียนเรื่องราวบทต่อไป”

คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นเต้นและความมุ่งมั่นของ ซน ในการเริ่มต้นบทใหม่ของอาชีพค้าแข้งกับ แอลเอเอฟซี เขาต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร และพร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

“ผมตื่นเต้นกับความท้าทายครั้งใหม่ในเมเจอร์ลีก ผมย้ายมาแอลเอเพื่อคว้าแชมป์ ย้ายมาเพื่อทุ่มเททุกอย่างให้สโมสร ให้เมืองนี้ และแฟนบอล ผมแทบอดใจรอที่จะเริ่มต้นไม่ไหวแล้ว” หัวหอกเลือดโสมขาว ทิ้งท้าย.

ภาพ gettyimages

“แอลเอเอฟซี” เปิดตัว “ซน” อย่างเป็นทางการ

การที่ “แอลเอเอฟซี” เปิดตัว “ซน” อย่างเป็นทางการ ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตามองว่าเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับลีกใหม่ได้รวดเร็วแค่ไหน และจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับทีมได้หรือไม่

ทำไมการย้ายทีมของ “ซน” จึงน่าสนใจ?

  • ซน เป็นผู้เล่นระดับโลกที่มีความสามารถรอบด้าน
  • เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและดึงดูดผู้เล่นชื่อดังมากขึ้น
  • การย้ายทีมครั้งนี้เป็นโอกาสให้ ซน ได้พิสูจน์ตัวเองในลีกใหม่

ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นของ ซน ฮึง มิน รวมถึงความทะเยอทะยานของ แอลเอเอฟซี การร่วมมือกันครั้งนี้จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และอาจสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการฟุตบอลในอนาคต

การ “แอลเอเอฟซี” เปิดตัว “ซน” อย่างเป็นทางการ นอกจากจะเป็นข่าวใหญ่ในวงการกีฬาแล้ว ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเมืองลอสแอนเจลิสในฐานะศูนย์กลางกีฬาโลกอีกด้วย การมีผู้เล่นระดับโลกอย่าง ซน ฮึง มิน มาค้าแข้ง จะช่วยดึงดูดความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลก และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนในเมือง

แน่นอนว่าการมาของซน จะเป็นการยกระดับทีมแอลเอเอฟซีอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของฝีเท้าในสนาม ประสบการณ์ในเกมระดับสูง หรือแม้แต่ในเรื่องของสปิริตและความเป็นผู้นำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาทีมในระยะยาว

ที่มา – “แอลเอเอฟซี” เปิดตัว “ซน” อย่างเป็นทางการ

สภาพัฒน์เคลียร์ ทางคู่ เฟส 2 ชงบอร์ดต้น ก.ย.นี้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ส่งรองเลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมคณะ มาประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 ที่เหลืออีก 6 เส้นทาง จากทั้งหมด 7 เส้นทาง และได้ข้อสรุปแล้วว่าจะเสนอให้คณะกรรมการ(บอร์ด) สภาพัฒน์พิจารณา ประมาณต้นเดือน ก.ย.2568 จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะรวบรวมความคิดเห็นของทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง เสนอขออนุมัติโครงการฯ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในเดือน ก.ย.นี้ ต่อไป

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า โครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 มีทั้งหมด 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,479 กิโลเมตร(กม.) วงเงินรวม 3.26 แสนล้านบาท ขณะนี้ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 28,679 ล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และเริ่มงานก่อสร้างแล้วตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.2568 คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเปิดบริการได้ในปี 2571 ส่วนที่เหลืออีก 6 เส้นทาง อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. พิจารณา โดย รฟท. ได้จัดลำดับความสำคัญตามคำแนะนำของสภาพัฒน์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ความสำคัญอันดับต้น 3 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท,

เส้นทางปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท, เส้นทางชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท, กลุ่มที่ 2 ความสำคัญอันดับกลาง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท, เส้นทางเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงินประมาณ 68,222 ล้านบาท และ กลุ่มที่ 3 เส้นทางชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงินประมาณ 7,772 ล้านบาท

ปัจจุบันทั้ง 6 เส้นทาง ระยะทาง 1,312 กม. วงเงินรวมประมาณ 2.97 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังแล้ว ยังรอการพิจารณาของสภาพัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมมายัง รฟท. อาทิ เรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนฯ, การจัดลำดับการก่อสร้างแต่ละโครงการ และการรายได้เพิ่มจากการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ดังกล่าวมายัง รฟท. หากผ่านความเห็นชอบ กระทรวงคมนาคมจะสามารถรวบรวมความคิดเห็นเสนอทั้ง 6 โครงการต่อ ครม. พิจารณาได้ทันที ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติก่อนเสนอโครงการต่างๆ เข้า ครม. ต้องสอบถามความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อยก่อน

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า หาก ครม. เห็นชอบ รฟท. จะดำเนินการในขั้นตอนการประกวดราคาต่อไป โดยขณะนี้ รฟท. ประกาศแผนการจัดซื้อจัดจ้างที่ปรึกษางานจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา และจัดการประกวดราคาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เฟส 2 จำนวน 5 เส้นทาง วงเงินรวม 70 ล้านบาท ผ่านทางเว็บไซต์ รฟท. แล้ว ยกเว้นช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. ยังไม่ได้เตรียมการ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) รอให้ผ่านความเห็นชอบก่อน สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 ทั้ง 6 เส้นทาง จะใช้เงินกู้ โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ให้ รฟท. เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อสร้าง ในลักษณะเดียวกับโครงการรถไฟทางคู่ เฟสที่ 1 ดังนั้นหาก ครม. เห็นชอบโครงการฯ รฟท. จะมีเงินนำไปใช้ดำเนินการก่อสร้างแต่ละเส้นทางได้ แม้ว่าช่วงนี้รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินงานเรื่องต่างๆ ก็ตาม.

สภาพัฒน์เคลียร์ “ทางคู่ เฟส 2” 6 เส้นทาง ชงบอร์ดเคาะ ต้น ก.ย.นี้

ความคืบหน้าโครงการ รถไฟทางคู่ เฟส 2

โครงการรถไฟทางคู่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมของประเทศ การผลักดันโครงการ ทางคู่ เฟส 2 ให้เดินหน้าโดยเร็ว จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

การเร่งรัดโครงการ ทางคู่ เฟส 2 ทั้ง 6 เส้นทางที่เหลือ เป็นสัญญาณบวกต่อการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางเเละขนส่งสินค้า ลดต้นทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่มา – “สภาพัฒน์” เคลียร์แล้ว “ทางคู่ เฟส 2” 6 เส้นทาง ชงบอร์ดเคาะ ต้น ก.ย.นี้

คนไทยกระเทือนแค่ไหน? สินค้าสหรัฐฯ 10,000 รายการไม่มีภาษี

แล้ว!! ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะได้รับผลกระทบกันอย่างไร? ทีม “เศรษฐกิจ เดลินิวส์” พาไปสแกนให้เห็นกันชัด ๆ ถึงประเด็น คนไทยกระเทือนแค่ไหน? เมื่อสินค้าสหรัฐ 10,000 รายการไม่มีภาษี

การเปิดเสรีสินค้ากว่า 10,000 รายการ แยกเป็น

ตัวอย่างสินค้าที่เปิดเพิ่ม

หมายเหตุ… ในกลุ่มนี้อาจมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เพื่อปกป้องเกษตรกร และผู้ผลิต เอสเอ็มอี แต่ต้องรอฟังผลการหารือเกณฑ์ โลคอล คอนเทนท์ และกฎอาร์วีซี ที่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าที่กำลังเจรจาและประกาศออกมาภายหลัง

ต้องยอมรับว่า…ดีลภาษีตอบโต้ในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยกระเทือนแค่ไหน? เมื่อสินค้าสหรัฐ 10,000 รายการไม่มีภาษีทั้งประเทศ ทั้งในส่วนของผู้ส่งออก ทั้งผู้ผลิตในประเทศ เกษตรกร หรือแม้แต่บรรดาผู้บริโภคชาวไทยเอง

@ ภาคการเกษตร

@ ภาคอุตสาหกรรม

ผลกระทบเอสเอ็มอี

อย่างไรก็ตามดีลภาษีตอบโต้ ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องของการเสียเปรียบหรือเสียประโยชน์ เพราะยังมีโอกาสที่ดีให้กับผู้บริโภคชาวไทยเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

คนไทยกระเทือนแค่ไหน? เมื่อสินค้าสหรัฐ 10,000 รายการไม่มีภาษี

ประโยชน์ที่ไทยได้รับ

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการประกาศอัตราภาษี19% แล้ว แต่ยังไม่มีการสรุปข้อกำหนดสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในภูมิภาค หรือ Regional Value Content (RVC) ที่ชัดเจนสำหรับการแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า แม้เบื้องต้นอาจใช้เกณฑ์ทั่วไปที่กำหนดสัดส่วน Local content ประมาณ 40% ไปก่อน แต่ทีมไทยแลนด์ยังต้องเร่งเจรจากับสหรัฐให้ตกลงกันให้ได้โดยเร็ว เพราะไม่เช่นนั้นคลื่นระลอกที่ 2 กับภาษีสวมสิทธิ์ ออนท็อป ที่ 40% ก็ยังกลายเป็นลูกดอกลูกที่ 2 ที่ทำให้เอกชนไทยยังทำใจไม่ได้!!

ผลกระทบต่อคนไทย: สินค้าสหรัฐ 10,000 รายการปลอดภาษี

การที่สินค้าสหรัฐฯ กว่า 10,000 รายการไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและเกษตรกรไทยในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสินค้าที่แข่งขันโดยตรงกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อาจเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันด้านราคา และอาจต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคชาวไทยอาจได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลง และมีตัวเลือกสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยบางรายอาจได้รับโอกาสในการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าทุนจากสหรัฐฯ ในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มกำไรได้

ภาคการเกษตร: เกษตรกรไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่มีราคาถูกกว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนเกษตรกรไทยในการพัฒนาคุณภาพสินค้า ลดต้นทุนการผลิต และหาตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภาคอุตสาหกรรม: ผู้ผลิตไทยในบางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวโดยการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง

เอสเอ็มอี: เอสเอ็มอีไทยอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยี รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาทักษะของบุคลากร และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยรวมแล้ว ผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จะแตกต่างกันไปในแต่ละภาคส่วนและแต่ละธุรกิจ การเตรียมความพร้อมและปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

การที่คนไทยกระเทือนแค่ไหน? เมื่อสินค้าสหรัฐ 10,000 รายการไม่มีภาษี นั้น ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย และการสนับสนุนจากภาครัฐ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราก็สามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้

ที่มา – คนไทยกระเทือนแค่ไหน? เมื่อสินค้าสหรัฐ 10,000 รายการไม่มีภาษี

มิจฯ ขยัน! กลโกงใหม่แก๊งคอลฯ อ้างชื่อ-รูปประจาน

ระวังตัวกันให้ดี! มิจฉาชีพสมัยนี้ขยันหากลโกงใหม่ๆ มาหลอกลวงเราอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด ตำรวจไซเบอร์ออกมาเตือนภัย กลโกงใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อ้างชื่อและเอารูปไปประจาน เพื่อหวังให้เหยื่อโอนเงินไถ่รูป

มิจฯ ขยันเกิน! กลโกงใหม่แก๊งคอลฯ อ้างชื่อ-รูปประจาน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีการพัฒนาวิธีการหลอกลวงให้แนบเนียนและน่ากลัวยิ่งขึ้น โดยมิจฉาชีพเหล่านี้จะทำการแอบอ้างชื่อของบุคคลอื่น และนำรูปภาพของบุคคลนั้นไปใช้ในการประจาน เพื่อหวังให้เหยื่อเกิดความอับอายและยอมโอนเงินให้ในที่สุด

กลโกงนี้ทำงานอย่างไร? มิจฉาชีพจะทำการหารูปภาพของเหยื่อ หรือบุคคลใกล้ชิดของเหยื่อ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท หรือคนรู้จัก แล้วนำรูปภาพเหล่านั้นไปโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมกับเขียนข้อความที่ใส่ร้ายป้ายสี หยาบคาย หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เพื่อสร้างความอับอายให้กับเหยื่อ

จากนั้น มิจฉาชีพจะทำการข่มขู่เหยื่อให้โอนเงิน เพื่อแลกกับการลบโพสต์ประจานดังกล่าว หากเหยื่อไม่ยอมโอนเงิน มิจฉาชีพก็จะขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว หรือรูปภาพที่น่าอับอายอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้เหยื่อหลายรายตกเป็นเหยื่อของกลโกงนี้

วิธีป้องกันกลโกง มิจฯ ขยันเกิน! อ้างชื่อ-รูปประจาน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลโกง มิจฯ ขยันเกิน! กลโกงใหม่แก๊งคอลฯ อ้างชื่อ-รูปประจาน นี้ ควรปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้:

  • อย่าโอนเงินเด็ดขาด: ไม่ว่ามิจฉาชีพจะข่มขู่หรือโน้มน้าวอย่างไร ห้ามโอนเงินให้เด็ดขาด เพราะการโอนเงินให้เป็นการยอมรับข้อเสนอของมิจฉาชีพ และอาจทำให้ถูกข่มขู่ให้โอนเงินเพิ่มอีก
  • เก็บหลักฐานทั้งหมด: รวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น ข้อความแชท โพสต์ประจาน เลขบัญชีธนาคารของคนร้าย เพื่อใช้ในการแจ้งความดำเนินคดี
  • รายงานไปยังแพลตฟอร์ม: แจ้งไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มิจฉาชีพใช้ในการโพสต์ประจาน เพื่อให้แพลตฟอร์มช่วยลบโพสต์ดังกล่าว
  • แจ้งความออนไลน์: แจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนและจับกุมคนร้าย
  • ติดต่อสายด่วน 1441: หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จำไว้เสมอว่า สติคือสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับกลโกงทุกรูปแบบ อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป

มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะใช้จิตวิทยาในการหลอกลวงเหยื่อ ทำให้เหยื่อเกิดความกลัว ความกังวล หรือความอับอาย ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ และไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาคนใกล้ชิด หรือผู้ที่มีความรู้ เพื่อขอคำแนะนำ

การตระหนักถึงกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ของมิจฉาชีพ และการรู้วิธีป้องกันตนเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงได้

อย่าปล่อยให้ มิจฯ ขยันเกิน! กลโกงใหม่แก๊งคอลฯ อ้างชื่อ-รูปประจาน มาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของคุณ แจ้งเตือนภัยให้คนรอบข้างได้รับรู้ เพื่อร่วมกันป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

ที่มา – มิจฯ ขยันเกิน! กลโกงใหม่แก๊งคอลฯ อ้างชื่อ-รูปประจาน หวังเหยื่อโอนเงินไถ่รูป

เวียดนาม มั่นใจ! ไม่กลัวไทย กระชากทองซีเกมส์

คิม ซัง ซิก โค้ชทีมฟุตบอลชายทีมชาติเวียดนาม ตั้งเป้าหมาย คว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระบุว่าขุนพล “ดาวทอง” ไม่มีอะไรต้องกลัว “ช้างศึก” เพราะชุดใหญ่ก็เคยบุกชนะมาแล้ว

ซีเกมส์ เดือน ธ.ค.นี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ตั้งเป้ากวาด 4 เหรียญทอง ทั้งฟุตบอลชาย-หญิง, ฟุตซอลชาย-หญิง อย่างไรก็ตาม กับ “เหรียญใหญ่” ฟุตบอลชาย ที่ไทยได้แชมป์ครั้งสุดท้ายปี 2017 นั้น เวียดนาม ก็มั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะคว้าแชมป์ หลังจากล่าสุด คิม ซัง-ซิก โค้ชชาวเกาหลีใต้ พาคว้าแชมป์ฟุตบอล 23 ปี ชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่อินโดนีเซีย ทำให้เขาทำผลงาน นำทีมเวียดนามครองแชมป์อาเซียน ทั้งชุดใหญ่ ที่ชูถ้วยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยรอบชิงชนะเลิศ ชนะไทย ทั้งเหย้า-เยือน รวมทั้งล่าสุดชุด 23 ปี

กุนซือชาวโสมขาว กล่าวว่า หลังจากศึก 23 ปีอาเซียน ทีม 23 ปีเวียดนามกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง ขณะเดียวกันทีมงานผู้ฝึกสอนจะยังคงติดตามการแข่งขันในวีลีกเพื่อหาผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพ เป้าหมายคือการเล่นให้ดีที่สุดในแต่ละทัวร์นาเมนต์

คิม ซัง ซิก กล่าวว่า ซีเกมส์ในเดือน ธ.ค. ไทย ได้เปรียบในฐานะเจ้าภาพ แต่ทีมอื่นๆ รวมถึง เวียดนาม หากเตรียมตัวดี ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล ซึ่ง เวียดนาม ก็เคยบุกชนะไทย ที่ราชมังคลากีฬาสถาน(3-2) ในศึกอาเซียนคัพ 2024 ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้เล่นเวียดนาม มั่นใจในซีเกมส์ครั้งที่ 33

ซังซิก แสดงความหวังว่าดาวรุ่งจะได้โอกาสลงเล่นในวีลีก โดยระบุว่า ในวีลีกมีผู้เล่นฝีเท้าดีจำนวนมาก แต่ยังไม่มีโอกาสแสดงความสามารถ ดาวรุ่งต้องพยายามมากขึ้นเพื่อยึดตำแหน่งตัวจริงในสโมสร จากทัวร์นาเมนต์ 23 ปีอาเซียนที่เพิ่งจบไป ตนเห็นนักเตะหลายคนเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน จึงเชื่อว่าจะมีโอกาสลงเล่นในลีกภายในประเทศ

ขณะเดียวกันในงานฉลองแชมป์ 23 ปีอาเซียน เหงียน วัน ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กล่าวว่า ทีมต้องกำหนดความมุ่งมั่นที่สูงกว่า ไม่เหลิงในความสำเร็จ ปีนี้ยังมีอีก 2 ทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญมาก คือ ฟุตบอล 23 ปีเอเชีย รอบคัดเลือก และซีเกมส์ ที่ไทย ตนได้แนะนำให้ทีมโค้ชเพิ่มแนวทางการซ้อมมากขึ้น เพื่อชัยชนะทั้ง 2 รายการ ส่วน ตรัย ก๊อก ตวน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม หวังว่าทีมจะเดินหน้าประสบความสำเร็จใน 2 รายการ สหพันธ์ ได้วางแผนเตรียมทีมอย่างรอบคอบ และเป็นระบบ เพื่อเข้ารอบชิงฯ ซีเกมส์

ด้าน คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติเวียดนามได้มอบเงินรางวัลจำนวน 500 ล้านดอง (6.1 แสนบาท) เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความสำเร็จของทีมฟุตบอล 23 ปี เวียดนาม.

เวียดนาม กร้าว ไม่กลัว ‘ช้างศึก’ จะบุกมากระชากทองบอลซีเกมส์

ความมั่นใจของทีมชาติเวียดนามชุดนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับทีมชาติไทยในการแข่งขันซีเกมส์ที่กำลังจะมาถึง การเตรียมความพร้อมอย่างหนักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทีมชาติไทยประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

เวียดนามมั่นใจแค่ไหนกับการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้

การที่เวียดนามเคยเอาชนะไทยได้ก่อนหน้านี้ สร้างความมั่นใจให้กับทีมอย่างมาก แต่ในกีฬา อะไรก็เกิดขึ้นได้

ต่อไปนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อผลการแข่งขัน:

  • การเตรียมทีมของแต่ละฝ่าย: การฝึกซ้อม การวางแผน และการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
  • สภาพร่างกายและจิตใจของนักกีฬา: ความฟิต ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่น
  • แทคติกและกลยุทธ์: การแก้เกม การใช้จุดแข็ง และการลดจุดอ่อน
  • โชคและปัจจัยภายนอก: การตัดสินของกรรมการ สภาพอากาศ และเสียงเชียร์

ดังนั้น แม้ว่าเวียดนามจะมีความมั่นใจ แต่ไทยก็ยังมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะได้เช่นกัน หากมีการเตรียมตัวที่ดีและเล่นอย่างเต็มที่

การแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และแฟนบอลชาวไทยต่างก็หวังว่าทีมชาติไทยจะสามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

การที่เวียดนามออกมาประกาศความมั่นใจเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับทีมชาติไทยอีกด้วย ทีมชาติไทยจะต้องรับมือกับแรงกดดันนี้ให้ได้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมและฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีม ณ วันแข่งขันจริง แฟนบอลทุกคนก็คงต้องส่งกำลังใจเชียร์ทีมชาติของตนเองอย่างเต็มที่ และหวังว่าเราจะได้เห็นเกมที่สนุกและตื่นเต้น สมกับเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของภูมิภาคอาเซียน

ศึกซีเกมส์ครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของทั้งสองทีม ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นเจ้าแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง มาร่วมลุ้นและเชียร์ทีมชาติไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘เวียดนาม’ กร้าว ไม่กลัว ‘ช้างศึก’ จะบุกมากระชากทองบอลซีเกมส์

ETC. X The Parkinson กับเพลง “เมื่อไหร่จะบอก”

เรียกได้ว่าสะเทือนทั้งวงการ สำหรับการโคจรมาร่วมงานกันของ 2 วงดนตรีระดับแถวหน้าของประเทศอย่าง ETC. จาก ค่าย MOVE RECORDS ในเครือ MUZIK MOVE และ The Parkinson จาก ค่าย SPICYDISC ที่มาผสานพลังดนตรีใน Special Project สุดพิเศษ “ETC. X The Parkinson” ปล่อยเพลงใหม่ “เมื่อไหร่จะบอก” ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันแบบหูเคลือบทอง! ซิงเกิลนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา! เพราะทั้ง 2 วงต่างงัดเทคนิคทางดนตรีแบบไม่มีใครยอมใคร ทั้งเสียงร้องที่ละมุนชวนละลาย ไลน์ประสานสุดเนี้ยบ ไปจนถึงการเรียบเรียงที่กลมกล่อมอย่างลงตัว ฟังแล้วเหมือนเสียงแต่ละโน้ตค่อย ๆ ซึมเข้าไปในหัวใจ

หนึ่ง ETC เล่าถึงเบื้องหลังว่า “ถ้าเรามาทำเพลงด้วยกัน มันน่าจะได้อะไรบางอย่างที่เอาดีเอ็นเอของทั้งสองวงมารวมกันได้ครับ ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่สุด เพราะทั้งสองวงต่างแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว เช่น พาร์ทกลอง หนึ่ง ETC จัดให้เองกับมือ, พาร์ทเบสเป็นหน้าที่ของน้องโตจาก The Parkinson, มีท่อนโซโล่กีต้าร์ให้มือกีต้าร์ทั้งสองวงดวลกันยาวเป็นพิเศษ ทั้งกานต์ และ โอเล่ ส่วนโครงเนื้อร้องและทำนองต้นแบบ กานต์ The Parkinson ขึ้นโครงคร่าว ๆ มาให้ โซ่ หนึ่ง และ บี ETC ลุยต่อ”

กานต์ The Parkinson เล่าถึงชื่อเพลงว่า “มันมาจากในเนื้อเพลงเลยครับ ตอนที่ผมคิดโมทีฟสั้น ๆ ขึ้นมา มันเหมือนมีเสียงกระซิบข้างหูว่า ‘เหมือนฉันไม่รู้ เหมือนฉันไม่ว่าอะไร’ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรารู้อยู่แล้วนะ และเมื่อพูดถึง MV เพลงนี้ ผมบอกเลยว่าไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะได้ “น้องพลอย เฌอมาลย์” มารับบทนำ ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้ตั้งแต่ยังไม่ปล่อย MV เลยครับ!

หนึ่ง ETC เอ่ยปากชื่นชมว่า “น้องพลอยเป็นนักแสดงที่ส่งพลังในซีนอารมณ์ได้ลึกมาก ๆ เล่นอะไรเราก็เชื่อเลยครับ” ซึ่ง กานต์ ก็เสริมว่า “จากที่เราเคยเห็นพลอยมานาน มักจะเป็นคนที่ทุ่มเทในความรักเสมอ คนดูจึงสามารถรีเลทได้ และตัวพลอยเองก็ตีบทแตก จนเราอินไปกับเนื้อหาใน MV เลยครับ”

ETC. X The Parkinson ส่งเพลง “เมื่อไหร่จะบอก”

การร่วมงานกันของ ETC. และ The Parkinson ในเพลง “เมื่อไหร่จะบอก” ถือเป็นการผสมผสานทางดนตรีที่ลงตัวอย่างยิ่ง ทั้งสองวงต่างมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน แต่สามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน ทำให้เพลงนี้มีความพิเศษและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

“เมื่อไหร่จะบอก” เพลงที่สะท้อนความรู้สึก

เพลง “เมื่อไหร่จะบอก” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงรัก แต่ยังสะท้อนถึงความรู้สึกที่ซับซ้อนของการรอคอยและการไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ เนื้อเพลงที่กินใจ ประกอบกับเสียงร้องที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้เพลงนี้สามารถเข้าถึงผู้ฟังได้อย่างง่ายดาย

การได้ พลอย เฌอมาลย์ มารับบทนำใน MV ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เพลง “เมื่อไหร่จะบอก” ได้รับความสนใจอย่างมาก พลอยสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ชมอินไปกับเรื่องราวที่ถูกเล่าขาน

โดยรวมแล้ว เพลง “เมื่อไหร่จะบอก” เป็นเพลงที่คุ้มค่าแก่การรับฟัง ทั้งในแง่ของดนตรี เนื้อหา และการถ่ายทอดอารมณ์ เป็นเพลงที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวงดนตรีไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญของ ETC. และ The Parkinson

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ฟังเพลง “เมื่อไหร่จะบอก” สามารถไปฟังกันได้แล้ววันนี้ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ที่มา – “ETC. X The Parkinson” ส่งเพลง “เมื่อไหร่จะบอก” สะเทือนทั้งวงการดนตรีดีเอ็มวีแรง “พลอย เฌอมาลย์” ตีบทแตก

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้: สส.ภูมิใจไทยท้าอ้วน

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ยังคงร้อนแรง! มาเกาะประเด็นการเมืองวันนี้ กับเรื่องราวที่น่าสนใจจากรัฐสภาและแวดวงนักการเมืองกันค่ะ

ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. และ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.กลุ่มอิสระ แถลงการณ์ล่ารายชื่อในกลุ่ม สว.อิสระ จำนวน 21 คน เพื่อยื่นคำร้องต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย สว. 136 คน สิ้นสภาพการเป็น สว. เนื่องจากถูกแจ้งข้อกล่าวหากรณีการฮั้วเลือก สว. หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่ม สว.อิสระ ได้ร่วมลงชื่อครบตามจำนวน 1 ใน 10 ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงได้นำเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

“ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว. ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่น ๆ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย”

“หากปล่อยให้กระบวนการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระดำเนินต่อไป จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า สว. จะได้เลือก กกต. เพิ่มไปอีก 4 คน ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 1 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินคดีที่ สว. 136 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ ขณะนี้เริ่มมีการนำกลไกจริยธรรมมาใช้กับผู้เห็นต่าง แบบไม่สมเหตุสมผล”

น.ต.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วว่าการเลือก สว. จะเป็นโมฆะ ก็ต่อเมื่อสมาชิกวุฒิสภาเหลือไม่ครบ 100 คน หากเลื่อน สว.สำรอง ขึ้นมาแล้ว แต่ถ้ายังเกิน 100 คนอยู่ ยังสามารถเดินหน้าต่อได้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีปฏิบัติการคลื่นใต้น้ำ และมีปฏิบัติการโทรฯ ล็อบบี้กันถึงเช้า หากทราบว่ามีใครอยู่ในรายชื่อที่จะยื่นประธานวุฒิสภา ก็จะโทรฯ รังควานให้ถอนชื่อออก ตอนนี้จึงกังวลใจมาก จึงได้ย้ำว่าอยากให้ ประธานวุฒิสภารับหนังสือและส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญทันที ตอนนี้ยังมีคนขอเพิ่มชื่อเข้ามาเรื่อยๆ

“บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำงานล่าช้า ในคดีขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ จนคดีใกล้จะหมดอายุความ สํานักข่าวอิศรารายงานข่าวว่า ดีเอสไอ สอบสวนคดีบิ๊กเอกชนขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะ บริเวณ ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ล่าช้ามาก ป.ป.ช. ส่งสํานวนคืนให้ตั้งแต่ปี 62 ปัจจุบันผ่านมา 6 ปี ยังส่งฟ้องอัยการไม่ได้ เหตุมีเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาหลายครั้ง

“ที่น่าตกใจ เพราะคนที่เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้มีอยู่ 4 คน คือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีธุรกิจนับแสนล้านบาท 2.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรี 3.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา และ 4.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษาฯ อย่าให้สังคมสงสัยว่าดีเอสไอทำงานเพื่อรับใช้ฝ่ายการเมืองหรือไม่”

ส่วนกรณีที่บังซุปออกมาเปิดเผยเรื่องญาติของ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย มีคดีบุกรุกโบราณสถาน เล่นเอานายกชายเดือดดาล ตอบโต้แรง “การที่ญาติพี่น้องไปกระทำความผิด เราต้องไปรับผิดด้วยหรือ หากพ่อของนายศุภชัย ไปบุกรุกเขากระโดงแล้วโดนจำคุก นายศุภชัยต้องไปรับโทษด้วยหรือไม่ คดีญาติผมไม่ได้บุกรุกหัวเขาแดงแต่เป็นเขาน้อย ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา ฝากให้พาผู้ต้องหาคดีเขากระโดง กับเขาน้อยมาที่วัดพระแก้ว มาสาบานร่วมกันว่ายอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา จะเอาหรือไม่ ฝ่ายสงขลาผมได้ถามไปแล้วเขายินดีจะมา จึงขอฝากไปถึงนายศุภชัยด้วย ให้ขนผู้ต้องหาเขากระโดงมาด้วย ค่ารถตนออกให้ก็ได้”

นายกชาย ยังบอกด้วยว่า เรื่องเขากระโดง ดูไม่เหมือนเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งกรณีสนามกอล์ฟที่ธรณีสงฆ์ มีการทำมาเป็นทอด ๆ ต้องหาว่าความผิดอยู่ที่ใคร แต่เขากระโดงมีทอดเดียวคือคนที่บุกรุกและมาทำโฉนดเลย

สำหรับกรณีที่ “มท.อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ตอบกระทู้ในสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน เรื่องการใช้เงินฉุกเฉินทดรองจ่ายในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ยืนยันว่า เงินเบิกจ่ายได้ พร้อมกับต่อสาย ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผวจ.อุบลราชธานี ให้พูดในที่ประชุมด้วยว่าใช้งบได้ไม่มีปัญหา

“สส.แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประธาน กมธ.การปกครอง ได้เชิญ ผวจ. ที่เกี่ยวข้อง คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ชี้แจงการใช้งบ การประชุม กมธ. พบว่า ตัวเลขการเบิกจ่าย 3 จังหวัด มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วจริง ศรีสะเกษ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 46 ล้านบาท และใช้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 48 แห่ง จำนวน 22 ล้านบาท, สุรินทร์ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 55 ล้านบาท และใช้เงินของ อปท. 173 แห่ง จำนวน 53 ล้านบาท

“แต่อุบลราชธานี รองผู้ ผวจ. ให้ข้อมูลว่าเบิกจ่ายไปแล้วจริง เพียง 55,000 บาท ทั้งที่ รมช.มหาดไทย และ ผวจ.อุบลราชธานี ก็ยืนยันกลางสภาว่าสามารถเบิกจ่ายได้ เงินที่เหลือไปใช้เงินของ อปท. อีกจำนวน 6.6 ล้านบาท ได้ฝากไปยัง ผวจ. ว่า ขอให้มีการเบิกจ่ายเงินให้ไปถึงมือประชาชน ไม่ใช่มัวแต่กอดระเบียบเอาไว้ อย่าให้กระทบกับเงินของ อปท. ขอให้กระทรวงมหาดไทย ไปดูแลระเบียบให้เบิกจ่ายเงินให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น”

“รอง ผวจ.อุบลราชธานี ชี้แจงว่าช่วงแรกได้มีการใช้จ่ายเงินของ อปท. ไปก่อน หากเกินกำลังของท้องถิ่นค่อยใช้เงินทดรองจ่าย 100 ล้านบาท ผมจึงสงสัยว่า เงินถูกอนุมัติไปตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. จนถึงวันนี้ เบิกจ่ายไปเพียงแค่นี้เพียงพอหรือไม่ ได้รับการชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งแปลกจากที่รัฐมนตรีและ ผวจ.อุบลราชธานี ยืนยันว่าเบิกจ่ายได้ จังหวัดอื่นก็ใช้ระเบียบตัวเดียวกัน ที่สุรินทร์ รอง ผวจ. ก็ชี้แจงว่าเบิกจ่ายได้ และเบิกจ่ายไปแล้ว”

อยากฝาก รมว.มหาดไทย ที่ระบุว่าหากทำไม่ได้ก็จะหาคนอื่นมาทำ ผมจะรอดูว่าจะทำอะไรต่อไป และอยากจะฝากไปอีกว่า เวลาท่านเชิญผู้ใหญ่ ผวจ. ใครไม่มาท่านบอกจะย้าย เวลา กมธ. ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเชิญรัฐมนตรี ก็อยากจะให้รัฐมนตรีมาตอบ อยากให้กล้าเหมือนที่กล้ากับราชการด้วย” นายกรวีร์ กล่าว และว่า การที่บางพื้นที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ สิ่งที่ดูแลประชาชนกลายเป็นเงินบริจาค สิ่งของบริจาคจากประชาชนด้วยกันเอง

การประชุมสภา 6 ส.ค. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง วาระ 2-3 ร่าง ขณะที่กำลังจะลงมติมาตรา 63 เกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุม ทำให้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ จะเปิดเผยชื่อคนไม่มาทำงาน ประชาชนจะได้ไม่ต้องเลือกเข้ามาอีก นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า หน้าที่รักษาองค์ประชุมสำคัญมากสำหรับฝ่ายรัฐบาล พวกตนขอเป็น เจมส์ เรืองศักดิ์ คือ “อยู่แบบไร้ตัวตน” ไม่เป็นองค์ประชุมให้ แต่ถ้าองค์ประชุมครบจะร่วมโหวตด้วย หากองค์ประชุมไม่ครบ วิปรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

“ให้ไปดูที่ลานจอดรถชั้นบี 2 กฎหมายนี้ยังไม่ผ่านเลย สส. ขับรถกลับไปแล้วหลายคน ได้ยินบางคนคุยโทรศัพท์ว่า กลับมาไม่ทันแล้ว ตอนนี้อยู่อยุธยาแล้ว” บรรยากาศทำท่าจะวุ่นวาย นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภา ประธานการประชุม จึงสั่งปิดประชุมในเวลา 17.13 น. เท่ากับเป็นการชิงปิดก่อนสภาล่มครั้งแรกของรองประธานสภาคนนี้

“ทีมข่าวการเมือง”

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้

ทำไมต้องเกาะประเด็นการเมืองวันนี้?

เพราะการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราเกาะประเด็นการเมืองวันนี้ ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ ทำให้เราเห็นถึงความเคลื่อนไหวของนักการเมือง พรรคการเมือง และนโยบายต่างๆ ที่จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการเกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคนค่ะ เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา สส.พรรคภูมิใจไทย ‘ท้า’ อ้วน ‘รักษามาตรฐาน’

ไม่สนห้าม! จับทัวริสต์สิงคโปร์บินโดรนพัทยา

เมื่อเวลา 00.19 น. วันที่ 7 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่กิจการพิเศษเมืองพัทยา ได้ควบคุมตัว MR.Goh Chia Hsien อายุ 44 ปี นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ ขณะใช้โดรน (อากาศยานไร้คนขับ) บินเหนือถนนคนเดิน Walking Street เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามบินโดรนพัทยา โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่ราชการประกาศไว้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว พร้อมของกลาง ส่งให้กับ ร.ต.ท.อมรเทพ เพชรทิม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา ดำเนินการสอบสวน โดยมีล่ามแปลภาษาเข้าร่วม จากการสอบถามพบว่า ผู้ต้องหา ไม่มีใบอนุญาตการบินโดรน แต่อ้างว่า บินเพื่อชมวิวทิวทัศน์มุมสูงของถนน Walking Street ยามค่ำคืนเท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพวิว

ร.ต.ท.อมรเทพ จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สายตรวจทำการบันทึกจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา บินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 มาตรา 78 และยึดของกลางไว้ทั้งหมด ได้แก่ โดรนขนาดเล็กพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม 1 ชุด แบตเตอรี่ลิเธียมสำรอง 2 ก้อน รีโมตคอนโทรลสีดำสำหรับบังคับโดรน 1 ชุด อุปกรณ์แว่นตาสำหรับควบคุมโดรน พร้อมสายรัดศีรษะ สีดำ-แดง และกระเป๋าสะพายสีดำ 1 ใบ

ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศห้ามบิน หรือปล่อยอากาศยานที่ไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศ รองรับภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในช่วงสถานการณ์พิเศษ.

ไม่สนห้าม! จับทัวริสต์สิงคโปร์บินโดรนพัทยา

เรื่องราวของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่ถูกจับกุมขณะบินโดรนพัทยา กลาง Walking Street ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่อาจไม่ทราบถึงข้อบังคับและกฎหมายท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้โดรนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่กำหนดเป็นพื้นที่ห้ามบิน

ทำไมถึงมีการห้ามบินโดรนพัทยา?

การประกาศห้ามบินโดรนพัทยา และในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัย เนื่องจากโดรนสามารถใช้ในการสอดแนมหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สินได้ นอกจากนี้ การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาตยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายการเดินอากาศ ซึ่งมีบทลงโทษทางกฎหมาย

ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการบินโดรนในประเทศไทย

  • ศึกษาข้อบังคับและกฎหมาย: ทำความเข้าใจกฎหมายการบินโดรนของประเทศไทยอย่างละเอียด
  • ขออนุญาต: ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุญาตบินโดรน หากจำเป็น
  • ตรวจสอบพื้นที่: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นที่ที่ต้องการบินโดรนไม่อยู่ในเขตห้ามบิน
  • เคารพความเป็นส่วนตัว: หลีกเลี่ยงการบินโดรนในลักษณะที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบนั้น รวมถึงการเคารพกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่เราเดินทางไป การบินโดรนพัทยา โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมาย แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของผู้อื่นอีกด้วย

ที่มา – ไม่สนห้าม! จับทัวริสต์สิงคโปร์บินโดรน อ้างถ่ายวิวสูงวอล์คกิ้งสตรีท พัทยา

อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศการตั้งกำแพงภาษีกับอินเดียเพิ่มอีก 25% จากเดิม 25% โดยส่วนที่เพิ่มเติมจะมีผลภายในอีก 21 วัน เนื่องจากรัฐบาลนิวเดลียังคงนำเข้าเชื้อเพลิงจากรัสเซีย ว่าการดำเนินการดังกล่าว “เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง” เนื่องจากถือเป็น “การกระทำที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีเหตุผล และไม่สมควรอย่างยิ่ง”

เนื้อหาในแถลงการณ์ย้ำว่า การนำเข้าน้ำมันของอินเดียเป็นไปตามปัจจัยทางการตลาด และมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประชาชนทั้ง 1,400 ล้านคน จึงเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่สหรัฐเจาะจงเลือกที่จะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากอินเดีย ทั้งที่อีกหลายประเทศยังคงดำเนินการลักษณะเดียวกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

อนึ่ง ทรัมป์เคยกล่าวว่า สหรัฐจะใช้มาตรการ “ภาษีรอง” หรือ “ภาษีทุติยภูมิ” ในอัตรา 100% กับทุกประเทศพันธมิตรที่ยังคงค้าขายกับรัสเซีย ซึ่งน่าจะเป็นการพุ่งเป้าไปยังจีนและอินเดีย ที่ยังคงนำเข้าน้ำมันปริมาณมหาศาลจากรัสเซียในแต่ละปี หากรัฐบาลมอสโกไม่สามารถยุติสงครามกับยูเครน ซึ่งตอนนี้ทรัมป์กำหนด “เส้นตาย” ไว้ที่ระหว่าง “10-12 วัน” หรือประมาณภายในวันที่ 8 ส.ค.นี้.

เครดิตภาพ : AFP

อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ เพราะอะไร?

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้น เมื่ออินเดียออกมา อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ มองว่าอินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แม้ว่าจะมีมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ทำไมอินเดียถึงยังซื้อน้ำมันจากรัสเซีย?

เหตุผลหลักที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียคือ ความต้องการในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก และมีความต้องการพลังงานสูง การซื้อน้ำมันจากรัสเซียช่วยให้อินเดียสามารถจัดหาพลังงานในราคาที่แข่งขันได้

นอกจากนี้ อินเดียยังมองว่าการซื้อขายกับรัสเซียเป็นไปตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศใดๆ

การที่ อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างสองประเทศ สหรัฐฯ พยายามกดดันให้อินเดียลดการพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่อินเดียต้องการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง

การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีกับอินเดีย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอินเดียได้เช่นกัน

สถานการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ที่ประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการเมือง

ผลกระทบของการที่ อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ อาจส่งผลกว้างขวางต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากอินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ หากอินเดียลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลง และส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นได้

นอกจากนี้ สถานการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง

โดยสรุปแล้ว การที่ อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์เกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมันกับรัสเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงตลาดพลังงานโลก

ที่มา – อินเดียประณามสหรัฐตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ เหตุยังซื้อน้ำมันจากรัสเซีย