ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พล.อ.ณัฐพล ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชา ที่มาเลเซีย

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานกองบิน 6 (บน.6.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรมว.กลาโหม นำคณะ ประกอบด้วย พล.อ. สนิธชนก สังขจันท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) นาย ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ. ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ พล.อ.อ. วชิระพล เมืองน้อย เสนาธิการทหารอากาศ เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตลอดจน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว

การเดินทางไปประเทศมาเลเซียของ พล.อ.ณัฐพล และคณะในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมสมัยวิสามัญที่จัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนของทั้งสองประเทศ

ความมั่นคงตามแนวชายแดนเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การประชุม พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนจากทั้งสองประเทศจะได้ร่วมกันพิจารณาถึงความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือในการประชุมครั้งนี้ รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความสำคัญของการประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชา

การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ การที่ พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การต่อต้านการค้ามนุษย์
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน

การเข้าร่วมประชุม พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการแก้ไขปัญหาชายแดนและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การหารือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ การที่ผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมการประชุมเป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน การพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

ที่มา – ‘พล.อ.ณัฐพล’นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว

ปวดขมับ ท้ายทอย สัญญาณโรคไต? รู้เลย!

วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากเพจรามาแชนแนล โดย รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงอาการ ปวดขมับ ท้ายทอย คือสัญญาณเตือน โรคไต ! จริงหรือไม่ ?

ใครที่อยู่ ๆ ก็มีอาการ ปวดขมับ ท้ายทอย เหมือนโดนบีบขมับ หลายคนอาจจะคิดว่าก็เป็นอาการปวดหัวธรรมดาทั่วไป แต่รู้หรือไม่อาการแบบนี้อาจเสี่ยงเป็น โรคไต ได้ เนื่องจากอาการ ปวดศีรษะ เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากที่สุดในปัจจุบัน และสาเหตุของอาการก็มีหลากหลาย ดังนั้นหากมีอาการปวดขั้นรุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยพร้อมการรักษาอย่างถูกวิธีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ยังมีสัญญาณเตือนของอาการปวดศีรษะที่ต้องเฝ้าระวัง หากมีอาการ ปวดขมับ ท้ายทอย อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตได้เช่นกัน

อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ คือสัญญาณเตือน โรคไตจริงหรือไม่ ?

โรคไต เกิดจากอะไร ?

โรคไต เกิดจากภาวะของไตที่ทำงานผิดปกติ สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่โดยส่วนใหญ่มักพบในวัยผู้สูงอายุ ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดโรค คือ การรับประทานอาหารรสจัด อย่างรสเค็มในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ๆ เป็นความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุภายนอกร่วมด้วย การดําเนินชีวิตประจําวันด้วยพฤติกรรมเดิม ๆ  ไม่ออกกำลังกาย กินยาที่เป็นพิษต่อไต สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง พันธุกรรมที่ผิดปกติ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน เพราะฉะนั้น โรคไตถือว่าเป็นโรคหนึ่งที่ใครก็ไม่อยากเป็น มาดูกันว่ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบไหนบ้างที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคไตโดยที่เราไม่รู้ตัว – สัญญาณเตือนโรคไต พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลี่ยง !

ไต

5 สัญญาณอันตราย เมื่อ โรคไต ถามหา สัญญาณเตือนเหล่านี้ เบื้องต้นอาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคไตควรเฝ้าสังเกตอาการเพื่อสามารถเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

โดยปกติในคนที่มีอายุน้อยจะค่อนข้างมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เนื่องจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบการทำงานของร่างกายในส่วนอื่น ๆ ยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ แต่หากมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันที่บกพร่องและไม่ได้ประสิทธิภาพก็สามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หากยังอายุน้อย แต่มีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติและไม่ได้เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการเกิดโรคอื่น ๆ ให้เฝ้าระวังทันทีว่าอาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของการเป็นโรคไตได้

อาการปวดหัวแบบต่าง ๆ มีสาเหตุของการเกิดที่แตกต่างกันออกไป แต่หากตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการปวดศีรษะในบริเวณขมับหรือท้ายทอยบ่อย ๆ ปวดแบบตุบ ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเข้าข่ายการเป็นโรคไตได้เช่นกัน

ผู้ป่วยโรคไต ส่วนใหญ่จะมีความดันเลือดสูงมากกว่าปกติ ซึ่งคนที่มีความดันเลือดสูงจะไม่แสดงอาการ แต่ในบางรายพบว่ามีอาการปวดหัวและเวียนหัวร่วมด้วย ดังนั้น ควรที่จะพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ และวัดความดันเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตยังเสี่ยงอันตรายต่อการเกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้อีกด้วย

อาการของการปัสสาวะที่ผิดปกติ เช่น เมื่อปัสสาวะแล้วมีฟองมากเป็นพิเศษ หรือสีของปัสสาวะผิดปกติ ให้วินิจฉัยว่าระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดโรคได้

อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตและสามารถสังเกตได้ชัดเจนมากที่สุดคือ ร่างกายมีอาการบวมผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า หลังเท้า ตามมาด้วยสัญญาณผมร่วงมากเกินไป หากเริ่มสังเกตว่าร่างกายมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้งและกินระยะเวลานานควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยทันที

สำหรับใครที่มีความสงสัยและกังวลว่าโรคไตกำลังจะมาเยือน สามารถเช็คความเสี่ยงด้วยตัวเองได้ที่แบบสอบถามนี้ – ติดกินเค็ม รสจัด เช็กด่วนคุณเสี่ยงเป็นโรคไตหรือยัง ?

วิธีดูแลตัวเอง

อาการของ โรคไต เป็นอย่างไร

โรคไตทำให้เกิดการเสียสมดุลของเกลือ เมื่อคนไข้กินเค็มจะเกิดอาการบวมที่ขา กดบุ๋ม ปัสสาวะมาก ปัสสาวะเปลี่ยนสี ปัสสาวะมีฟองมาก ปัสสาวะมีสีแดง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง คลื่นไส้ อาเจียน ความดันเลือดสูง โลหิตจาง ผมร่วง ผิวแห้ง หากเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ไตจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ คนไข้จะเกิดอาการอวัยวะล้มเหลว ชัก น้ำท่วมปอด หัวใจวาย เสียชีวิตได้ สำหรับ โรคไต อาการ สามารถแบ่งออกได้ 2 ระยะหลัก ๆ ได้แก่

โรคอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคไต

โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) โรคทางพันธุกรรม โรคถุงน้ำในไต รวมทั้งการกินยา เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบบางชนิดที่มีพิษต่อไต โดยเฉพาะยาแก้ปวดข้อเอ็นต่าง ๆ

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงโรคไต

อาหารเค็มทำให้เกิดความดันเลือดสูง ไตทำงานหนัก ในระยะยาวทำให้เกิดโรคไตเสื่อมเรื้อรังได้ เช่น อาหารที่มีผงชูรส เครื่องปรุงต่าง ๆ พริกน้ำปลา น้ำจิ้ม แจ่ว น้ำซุป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ส่วนอาหารหวานอาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน ส่งผลให้หลอดเลือดและไตเสื่อมได้

คนที่มีน้ำหนักเกินจะมีความดันเลือดสูง ไตจึงทำงานหนัก 

ทำให้เกิดความดันเลือดสูงและหลอดเลือดเสื่อมได้

สัญญาณเตือน! อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ อาจนำไปสู่โรคไต

ยาบางชนิดไม่ว่าจะเป็นยาไทย ยาจีน ยาฝรั่ง ยาชุด ยาหม้อ อาหารเสริม อาจมีพิษต่อไตได้ ฉะนั้น คนไข้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตในระยะยาว 

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วย โรคไต

โรคไตหากเป็นมาจนถึงระยะเรื้อรังแล้วอาจไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดจากโรคได้แต่สามารถประคองและรักษาให้อาการดีขึ้นได้ ขึ้นอยู่ที่คนไข้ดูแล และรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองได้ดีแค่ไหน ทั้งนี้วิธีการดูแลตัวเองหรือคนรอบข้างเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต สามารถทำตามได้ ดังนี้

การดูแลเบื้องต้นเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต เพื่อหลีกเลี่ยงและลดอัตราการป่วยที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถบรรเทาการเกิดโรคแทรกซ้อนและส่งผลให้อาการของโรคดีขึ้นได้

ปวดท้อง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตควรได้รับการรักษาและทราบถึงวิธีรักษาโรคไตอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การรักษาที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด คือการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น แพทย์เฉพาะทางหรืออายุรแพทย์โรคไต 

การเข้ารับรักษาในโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างดีมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสิ่งสำคัญอย่างการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูและดีขึ้นในที่สุด

 ข้อปฏิบัติสำหรับคนไข้โรคไต

เมื่อเป็นโรคไตแล้ว หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และดูแลตัวเองดี อาจทำให้ไตทำงานดีขึ้น และไม่เกิดไตเสื่อม ไตวายในระยะยาวได้

อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ อาจไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของโรคไต และรับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ที่มา – อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ คือสัญญาณเตือน โรคไตจริงหรือไม่ ?

ไทยทำอะไร? มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก

      “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้ระบุผ่าน Carbon Markets Club ว่า ตามคำจำกัดความ Extreme Weather หมายถึงสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ หรือเกิดในช่วงที่ไม่ตรงตามฤดูกาลก่อให้เกิดภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ร้อนจัด แห้งแล้ง ฝนหนักมาก น้ำท่วมฉับพลัน ฯลฯ ในอดีตความผิดปกติของสภาพอากาศเช่นนี้นานทีจะเกิดขึ้นสักหน เช่น ฝนร้อยปี ฯลฯ แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ การเกิดจึงบ่อยขึ้นและบ่อยขึ้น โดยเห็นได้จากเราได้ยินคำว่า “ฝนตกหนักในรอบ 40 ปี” “พายุรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี” ฯลฯ เป็นประจำจนเริ่มสงสัยว่าทำไม 40-50 ปี มันเกิดบ่อยจัง

      การเกิด Extreme Weather ในแต่ละพื้นที่ยังต่างกัน ทำให้ภัยคุกคามไม่เท่ากัน ในแอฟริกาอาจเผชิญภัยแล้งเป็นปัญหาหลัก ขณะที่ยุโรปกลัวคลื่นความร้อนจัดที่อาจทำให้คนป่วยหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ปากีสถานเป็นประเทศที่เสี่ยงสุด ๆ กับน้ำท่วมใหญ่ ขณะที่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเผชิญเฮอริเคน ฝั่งตะวันตกเจอไฟป่า ฯลฯ สภาพเช่นนี้เคยเป็นเรื่องปกตินานทีปีหน กลับกลายเป็นเรื่องที่เกิดประจำทุกปีหรืออีกไม่นานอาจกลายเป็นทุกเดือน

       ​ที่น่ากังวลคือตอนนี้โลกอยู่ในภาวะ Neutral หรือภาวะเป็นกลาง ไม่มีเอลนีโญหรือลานีญา แต่ภัยพิบัติกลับเกิดขึ้นตลอด หมายถึงว่าสิ่งที่เกิดอยู่ตอนนี้เป็นผลจากแค่เพียงโลกร้อน ไม่อยากคิดว่าหากโลกอยู่ในภาวะ
เอลนีโญ บวกเพิ่มมาอีกเด้ง ความร้อนความแห้งแล้งจะเกิดขึ้นหนักหนาแค่ไหน หรือในทางกลับกัน หากโลกอยู่ในภาวะลานีญา ฝนจะกระหน่ำหรือน้ำจะท่วมเพิ่มอีกเท่าไหร่ นี่คือเรื่องน่าวิตกจริงจัง เพราะเอลนีโญและลานีญาไม่ใช่แผ่นดินไหวที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอีกเมื่อไหร่ แต่เอลนีโญและลานีญายังไงก็ต้องเกิด และภายใน 3-5 ปีต่อจากนี้ ยังไงก็คงต้องเจอ หวังเพียงว่าจะเป็นระดับเบาหรือปานกลาง อย่าให้เป็นระดับแรงเหมือนปี ค.ศ.1997-98 (พ.ศ. 2540-2541) มิฉะนั้น สถานการณ์จะย่ำแย่สุดขีด

       สำหรับประเทศไทย ภัยหลักจาก Extreme Weather ของเราคือน้ำท่วม โดยแบ่งง่าย ๆ เป็นน้ำท่วมฉับพลันจากพายุและน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ทำให้เกิดน้ำรอการระบาย สำหรับพายุหมุนเขตร้อน เช่น ไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พื้นที่เสี่ยงคือภาคเหนือฝั่งตะวันออก เช่น
น่าน เชียงราย เพราะโอกาสที่พายุจะเข้ามาทางชายฝั่งเวียดนามมีบ่อยกว่าโอกาสที่พายุจะเข้ามาในฝั่งอ่าวไทย เช่น พายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ. 2562 หลังจากนั้นไม่มีพายุรุนแรงเข้ามาอีกเลย ในขณะที่ฝั่งน่าน/เชียงรายได้รับผลกระทบจากพายุต่อเนื่องกัน 2 ปี เช่น พายุไต้ฝุ่นยางิ (ปี 67) พายุโซนร้อนวิภา (ปี 68)

       ​ในขณะที่ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลันแบบไม่มีพายุรุนแรงเข้ามาเกิดกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ แม้ในขณะที่เขียนอยู่ แม่สายกำลังเจอน้ำท่วมฉับพลันอีกครั้ง (ในช่วงปี 67-68 เกิดน้ำท่วมในแม่สายเกือบ 10 ครั้ง) ขณะที่น่านที่น้ำเพิ่งลดจากผลของพายุวิภา น้ำกลับท่วมใหม่ในบางพื้นที่เนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำทั้งที่ไม่มีพายุ ในขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ทั่วไทยอาจเกิดน้ำท่วมในลักษณะดังกล่าวโดยไม่ทราบล่วงหน้า เช่น พัทยาเกิดน้ำท่วมหนักเมื่อฝนตกต่อเนื่องเพียง 2 ชั่วโมง แม้น้ำจะลดลงได้เร็วเมื่อเทียบกับน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจากพายุ แต่รถยนต์ข้าวของโดนท่วมไปแล้วก็เสียหายไปแล้ว

       ​ภัยพิบัติยังไม่จำกัดเฉพาะบนบก สภาพลมแรงผิดฤดูกาลส่งผลกระทบกับอ่าวไทย ทำให้กรมอุตุนิยมวิทยาต้องประกาศให้เฝ้าระวังหรืออย่าออกจากฝั่งเป็นระยะ ผลกระทบดังกล่าวทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กประสบปัญหา ไม่สามารถออกทำมาหากินได้เท่ากับสมัยก่อน เมื่อรายได้ลดน้อยลง คนทำต่อไปไม่ไหว จำเป็นต้องเลิกทำอาชีพนั้น สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเกิดมาขึ้นเรื่อย ๆ ตามชายฝั่งบ้านเรา

       สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเริ่มทราบแล้วว่า Extreme Weather ส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งรุนแรงฉับพลันหรือค่อย ๆ ทำให้คนทำอาชีพไปต่อไม่ไหว ผลกระทบยังเกิดตั้งแต่เหนือสุดที่แม่สายจนใต้สุดที่นราธิวาส การรับมืออย่างจริงจังและเป็นระบบคือเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วน ทว่า การปรับตัวของประเทศไทยอาจไม่ทัน แม้ว่าเราเริ่มมีงานวิจัยใหม่ ๆ เช่น การประเมินความเสี่ยงพื้นที่ต่าง ๆ

       จากผลกระทบของ Extreme Weather แต่ยังอยู่ในระดับงานวิจัยและยังไม่ได้นำไปใช้จริงจัง ยังมีอุปสรรคอีกมาก เช่น ความคิดห่วงบ้าน ห่วงสัตว์เลี้ยงของคน แม้จะเกิดภัยฉุกเฉินต้องอพยพ การตัดสินใจเพื่อประเมินความเสี่ยงในบ้านที่ดินของตน ฯลฯ ขณะที่ Extreme Weather เกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนทั้งระบบทั้งแนวคิดยึดติดของคนจำเป็นต้องใช้เวลา ในช่วงของการปรับเปลี่ยนแบบนี้จึงมีหลายคนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรับมือและปรับตัวยังอยู่ในรูปแบบเฉพาะหน้า การรับมือในระยะสั้นหรือปานกลางจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ว่าง่าย ๆ คือตัวใครตัวมัน

​       ทางแก้คือภาครัฐตลอดจนภาคเอกชนต้องร่วมมือกันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ลงทุนในโปรแกรมรับมือและการปรับตัวกับโลกร้อนแบบจริงจัง มิใช่ใช้เพียงแนวคิดเดิมระบบเดิมเติมเงินเข้าไป เพราะวิธีนั้นอาจไม่สามารถรับมือกับ Extreme Weather ที่รุนแรงและมีผลกระทบในหลายมิติได้ เราต้องการโครงการยักษ์ที่จะทำให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

       แต่ วันนี้เรายังไม่เห็นความเป็นไปได้ดังกล่าว ในทางกลับกัน เรากลับได้ยินโครงการที่ใช้เงินเป็นพัน ๆ ล้านเพื่อประมูลการจัดแข่งขันกิจกรรมต่าง ๆ ที่บางทีอาจดีหากเรามีเงินเหลือใช้ แต่ภัยพิบัติจ่อหน้า เราไม่มีเงินเหลือใช้ เรายังไม่มีแนวคิดต่อสู้กับ Extreme Weather ใด ๆ ยกเว้นบอกว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ Net Zero ในอีก 40 ปี

       ​​สถานการณ์เช่นนี้ช่างดูวังเวง

ไทยทำอะไร!! วันที่มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก

เราจะรับมือกับมหาวิบัติภัย Extreme Weather อย่างไร?

สถานการณ์ ไทยทำอะไร!! วันที่มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง
  • การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยากรณ์และการจัดการภัยพิบัติ
  • การสร้างความตระหนักและการให้ความรู้แก่ประชาชน

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประเทศไทยจากมหาวิบัติภัย Extreme Weather

ที่มา – ไทยทำอะไร!! วันที่มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก

กัมพูชารับข้อเสนอไทย 7 ส.ค. นี้!

ข่าวเด่นประจำวันที่ 7-8 สิงหาคม 2568 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นำเสนอประเด็นร้อนแรงที่น่าติดตามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง

กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย ในการประชุมระดับสูงระหว่างบิ๊กเล็กของไทย และเตีย เซ็ยฮา โต๊ะใหญ่ของกัมพูชา การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค

รายละเอียดข้อเสนอที่กัมพูชารับ

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับ 8 ข้อเสนอที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย นั้น แต่คาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น ความมั่นคงชายแดน การค้า การลงทุน การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การที่กัมพูชายอมรับข้อเสนอเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากประเด็น กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย แล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเดลินิวส์ฉบับวันที่ 7-8 สิงหาคม 2568 อีกมากมาย เช่น

  • การเมือง: การปิดสมัยประชุมสภาฯ อย่างรวดเร็วของรัฐบาล ทำให้ฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงประเด็นร้อนเรื่องการขุดคุ้ยคดีรุกโบราณสถาน
  • เศรษฐกิจ: การเริ่มเก็บภาษีสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  • สังคม: การจับกุมหมอดูชื่อดังที่เปิดรับบริจาคเงินโดยอ้างชื่อวัดดัง รวมถึงการกวาดล้างพระสงฆ์นอกรีต
  • อาชญากรรม: คดีของอดีต สว. ที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาทุจริต
  • ความมั่นคง: การจับกุม ร.อ. สปายชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นองครักษ์ของฮุนเซน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการจับกุมสายลับกัมพูชาที่ชื่อ BHQ องครักษ์ฮุนเซน ซึ่งมีถึง 4 ชื่อปลอมเพื่อสอดแนมประเทศไทย เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยจะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

การที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูรายละเอียดและผลการดำเนินงานต่อไปอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน

การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว และสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

ที่มา – เดลินิวส์ 7 ส.ค.กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย บิ๊กเล็กถกเตียเซ็ยฮาโต๊ะใหญ่

ไม่ใช่ออฟฟิศซินโดรม! 5 สัญญาณ “หัวใจวาย” ที่คุณอาจมองข้าม

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความระบุว่า

ระวัง ! 5 สัญญาณเตือน ที่หลายคนไม่รู้ว่าเป็นโรคหัวใจ!

หลายคนเวลาได้ยินคำว่า “โรคหัวใจ” ก็มักจะนึกถึงแค่ว่า ต้องเจ็บหน้าอกเท่านั้น ถึงจะใช่

แต่ความจริงแล้วมันมีอาการอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ แบบที่คนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำ

ปัญหาคือ…กว่าจะรู้ตัวว่ามันไม่ปกติ ก็อาจจะได้เข้าโรงพยาบาลซะก่อนแล้วก็ได้ครับ

และแย่กว่านั้ยคือมีโอกาสเสียชีวิตได้เลยนะ

วันนี้เลยอยากมาชวนคุยเรื่อง 5 อาการที่มักถูกเข้าใจผิด แต่จริง ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคหัวใจ เอาไว้เผื่อคุณหรือคนที่คุณรักจะได้ระวังตัวทันครับ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะ “หัวใจวาย” ได้

ไม่ใช่ออฟฟิศซินโดรม! 5 สัญญาณ “หัวใจวาย” ที่คุณอาจมองข้าม

1.ปวดจุกแน่นลิ้นปี่

หลายคนเจ็บตรงลิ้นปี่แล้วคิดว่า “อ๋อ โรคกระเพาะแน่ ๆ” หรือ “คงกรดไหลย้อน” แต่ความจริงแล้ว

ถ้าอาการมัน มาเวลาที่เราเดินหรือออกแรง แล้วหายตอนนั่งพัก อันนี้ต้องระวังเลยครับ

เพราะมันเป็นลักษณะที่เจอได้บ่อย ของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชั่วคราว (Angina)

เวลาเราออกแรง หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น แต่ถ้าเส้นเลือดหัวใจตีบ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ หัวใจเลยส่งสัญญาณผ่านอาการจุกแน่น พอเราหยุดพัก หัวใจทำงานเบาลง อาการเลยค่อย ๆ ดีขึ้น

ถ้าอาการนี้มาทุกครั้งตอนออกแรง แล้วหายตอนพัก อย่ารอครับ ไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

หรือทำ Stress Test จะได้รู้ว่าเส้นเลือดหัวใจโอเคไหม เพราะถ้าปล่อยไว้ เส้นเลือดตีบสนิทเมื่อไหร่ = หัวใจวายเฉียบพลันทันที

2.เจ็บร้าวไปไหล่ซ้าย

ผมเจอบ่อยมากที่คนไข้มาด้วยอาการเจ็บไหล่ซ้าย แล้วบอกว่า “คงยกของเยอะ” หรือ “ออฟฟิศซินโดรม”

แต่พอตรวจจริง ๆ กลับกลายเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ

อาการเจ็บจากหัวใจมันจะไม่ใช่ปวดแหลม ๆ จุดเดียว แต่มักจะเป็นแบบ ร้าว ลาม แปล๊บ ๆ จากกลางอกไปไหล่ซ้าย

บางคนขึ้นคอ ลามไปกราม หรือบางครั้งไปถึงไหล่ขวาเลยก็มี

เป็นเพราะว่า เส้นประสาทหัวใจกับไหล่ใช้เส้นเดียวกัน สมองเลยสับสนว่าปวดมาจากไหล่ ทั้งที่จริง ๆ มาจากหัวใจ

อันนี้ต้องระวังนะ ถ้าเจ็บไหล่แบบไม่มีเหตุผล ยิ่งถ้าออกแรงแล้วเป็น นั่งพักแล้วดีขึ้น อย่ารีบไปนวดหรือกินยาแก้ปวดนะครับ

ลองเช็กหัวใจดูก่อน เพราะหลายเคสที่มาช้า สุดท้ายคือหัวใจวาย

3. เหนื่อยง่ายขึ้น อย่าโทษว่าแก่ลงหรืออ้วนขึ้น

อันนี้คืออาการที่คนมักไม่ใส่ใจที่สุด เช่น ปกติเดินขึ้นบันได 3 ชั้นสบาย ๆ อยู่ดี ๆ แค่ขึ้นชั้นเดียวก็หอบ ต้องหยุดพัก

หลายคนมักโทษตัวเองว่า “คงแก่ขึ้น” หรือ “ไม่ค่อยออกกำลัง” แต่จริง ๆ นี่อาจเป็นสัญญาณแรก ๆ ของ โรคหัวใจและเส้นเลือดหัวใจตีบ

เพราะหัวใจที่เส้นเลือดตีบ จะสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี เวลาออกแรงแม้จะเล็กน้อย กล้ามเนื้อก็ขาดออกซิเจน เลยทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ

ถ้าคุณรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายแบบผิดแปลกจากเมื่อก่อน โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ควรตรวจหัวใจไว้ก่อน

อย่ารอให้มีอาการอื่นตามมา เพราะนี่คือสัญญาณเตือนล่วงหน้าแบบเงียบ ๆ ของหัวใจ

4.แน่นหน้าอก

ทุกวันนี้คนทำงานเครียดเยอะมาก อาการแน่นหน้าอก อึดอัด หายใจไม่เต็มปอด

หลายคนเลยสรุปเองว่า “ฉันเป็นแพนิค” หรือ “เครียดเกินไป” ซึ่งก็มีโอกาสใช่ แต่ปัญหาคือ หัวใจวายเฉียบพลัน ก็มีอาการคล้ายกันนะ

สัญญาณอันตราย ยกตัวอย่างเช่น

  • แน่นกลางอกเหมือนมีอะไรทับ
  • ร้าวไปแขน คอ กราม
  • เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้
  • หายใจไม่อิ่ม เหมือนใจจะขาด

ถ้าเจออาการแบบนี้รุนแรงขึ้นมาแบบทันทีทันใด รีบไปฉุกเฉิน อย่ารอดูอาการเองเด็ดขาด

เพราะหัวใจวายเฉียบพลันนับเป็น “นาทีชีวิต” ช่วยเร็ว = รอดสูง ช้า = เสียโอกาสรักษา

5. นอน ๆ อยู่แล้วหายใจไม่ออก

เคยตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วรู้สึกเหมือนจมน้ำ หายใจไม่ทัน ต้องรีบลุกขึ้นนั่งหอบไหมครับ?

หลายคนคิดว่าเป็นกรดไหลย้อน บางคนถึงขั้นโทษผีอำ แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในสัญญาณอันตรายของ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

ต้องอธิบายแบบนี้นะครับว่า เวลาหัวใจซีกซ้ายทำงานไม่ไหว เลือดจะคั่งในปอด น้ำเลยซึมเข้าไปในถุงลม ทำให้เกิดอาการ “น้ำท่วมปอด” พอนอนราบ น้ำไหลย้อนขึ้น ทำให้รู้สึกหอบ สำลัก หรือไอ ถ้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ รีบไปโรงพยาบาลตรวจหัวใจเลยครับ เพราะนี่ไม่ใช่อาการธรรมดา ต้องใช้ยาขับน้ำและยาช่วยหัวใจทันที

5 อาการนี้คือ “สัญญาณเตือน” ที่หลายคนมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นโรคกระเพาะ ปวดไหล่ เครียด หรือแก่ลง แต่ความจริงคือมันอาจเป็นสัญญาณแรก ๆ ของโรคหัวใจและเส้นเลือดตีบ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการพวกนี้ซ้ำ ๆ หรือผิดปกติ แนะนำว่า ไปตรวจหัวใจให้แน่ใจ อย่ารอให้มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีโอกาสแก้ไขได้ หากพบสัญญาณของ “หัวใจวาย” ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

เช็กด่วน! อาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณ “หัวใจวาย”

ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ อย่ามองข้ามสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่ร่างกายส่งมา เพราะบางทีมันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึง การดูแลสุขภาพหัวใจเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจในทุกช่วงวัยนะครับ

ที่มา – ไม่ใช่ออฟฟิศซินโดรม! 5 อาการที่คนส่วนใหญ่คิดว่าธรรมดา แต่คือสัญญาณ “หัวใจวาย”

เซเรีย อา ไฟเขียว! ลดค่าจ้างนักเตะหากตกชั้น

กัลโช เซเรีย อา อิตาลี เตรียมนำกฎใหม่ที่อนุญาตให้มีการลดค่าจ้างนักเตะลง 25 เปอร์เซ็นต์โดยอัตโนมัติในกรณีที่สโมสรต้นสังกัดถูกลดชั้นลงไปเล่นใน เซเรีย บี มาใช้ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26 เป็นต้นไป งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับวงการลูกหนัง

“ลา กัตเซตตา เดลโล สปอร์ต” สื่อแดนมะกะโรนี รายงานว่า กฎดังกล่าวได้รับการอนุมัติจาก สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) เรียบร้อย โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำข้อตกลง 5 ปีฉบับใหม่ระหว่าง เลกา เซเรีย อา กับ สมาคมนักเตะอาชีพอิตาลี (AIC) และจะมีผลบังคับใช้กับสัญญาทุกฉบับที่เซ็นหลังจากวันที่ 2 ก.ย. ปี 2025

ทั้งนี้สโมสรใน เซเรีย อา ต่างพยายามผลักดันให้มีกฎที่ช่วยให้สัญญาของนักเตะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว หลังจากที่ต้องประสบภาวะขาดทุนจากการตกชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายได้จากส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดลดลงจนทำให้หลายทีมต้องแก้ปัญหาด้วยการขายนักเตะ หรือ ยกเลิกสัญญาเพื่อลดค่าใช้จ่าย

การที่สโมสรต่างๆ พยายามผลักดันกฎหมายนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเงินของสโมสรเมื่อตกชั้น การลดค่าจ้างนักเตะ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น จะช่วยให้สโมสรลดภาระค่าใช้จ่าย และรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น

กระนั้นการเปลี่ยนกฎให้นักเตะถูกลดค่าจ้างโดยอัตโนมัติในกรณีที่ต้นสังกัดตกชั้นน่าจะช่วยให้ปัญหาในส่วนนี้บรรเทาเบาบางลงบ้าง อย่างไรก็ตาม กฎนี้มีข้อยกเว้นเช่นกันในกรณีที่สโมสร และนักเตะสามารถเจรจาต่อรองกันได้.

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักเตะในการย้ายมาร่วมทีมใน เซเรีย อา นักเตะอาจลังเลที่จะเซ็นสัญญากับทีมที่มีความเสี่ยงที่จะตกชั้น เนื่องจากอาจต้องเผชิญกับการลดค่าจ้าง

เซเรีย อา ไฟเขียวใช้กฎใหม่ลดค่าจ้างนักเตะ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น

ผลกระทบต่อสโมสรและนักเตะ

การเปลี่ยนแปลงกฎนี้อาจส่งผลกระทบต่อทั้งสโมสรและนักเตะใน เซเรีย อา โดยสโมสรอาจได้รับประโยชน์จากการลดภาระค่าใช้จ่าย ในขณะที่นักเตะอาจต้องเผชิญกับการลดค่าจ้างหากทีมตกชั้น

ผลกระทบต่อสโมสร:

  • ลดภาระค่าใช้จ่าย: สโมสรสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น
  • รักษาเสถียรภาพทางการเงิน: ช่วยให้สโมสรสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการ: สโมสรมีความยืดหยุ่นในการจัดการสัญญาของนักเตะมากขึ้น

ผลกระทบต่อนักเตะ:

  • ลดค่าจ้าง: นักเตะอาจต้องเผชิญกับการลดค่าจ้าง 25 เปอร์เซ็นต์หากทีมตกชั้น
  • ความลังเลในการย้ายทีม: นักเตะอาจลังเลที่จะเซ็นสัญญากับทีมที่มีความเสี่ยงที่จะตกชั้น
  • การเจรจาสัญญา: นักเตะอาจต้องเจรจาสัญญาใหม่กับสโมสร

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กฎลดค่าจ้างนักเตะ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น ในเซเรีย อา

กฎใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง 5 ปีฉบับใหม่ระหว่าง เลกา เซเรีย อา กับ สมาคมนักเตะอาชีพอิตาลี (AIC) และจะมีผลบังคับใช้กับสัญญาทุกฉบับที่เซ็นหลังจากวันที่ 2 ก.ย. ปี 2025 ซึ่งหมายความว่านักเตะที่เซ็นสัญญาใหม่หลังจากวันดังกล่าวจะต้องยอมรับเงื่อนไขการลดค่าจ้างหากทีมตกชั้น

อย่างไรก็ตาม กฎนี้มีข้อยกเว้นในกรณีที่สโมสรและนักเตะสามารถเจรจาต่อรองกันได้ ซึ่งหมายความว่านักเตะอาจสามารถเจรจาเพื่อรักษาระดับค่าจ้างเดิมได้ แม้ว่าทีมจะตกชั้นก็ตาม

อนาคตของ เซเรีย อา กับกฎใหม่

การนำกฎใหม่มาใช้ใน เซเรีย อา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลอิตาลีในระยะยาว การลดค่าจ้างนักเตะ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น อาจช่วยให้สโมสรมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรและนักเตะได้เช่นกัน

มีหลายฝ่ายที่แสดงความกังวลว่ากฎใหม่นี้อาจทำให้นักเตะที่มีความสามารถลังเลที่จะย้ายมาร่วมทีมใน เซเรีย อา เนื่องจากความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการลดค่าจ้างหากทีมตกชั้น อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายก็มองว่ากฎนี้จะช่วยให้สโมสรมีความรับผิดชอบทางการเงินมากขึ้น และส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลอิตาลีในระยะยาว

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงนี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งในอิตาลีและทั่วโลก

โดยรวมแล้ว การเปลี่ยนแปลงกฎเรื่อง การลดค่าจ้างนักเตะ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น ใน เซเรีย อา เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าติดตามว่าจะมีผลกระทบต่อวงการฟุตบอลอิตาลีอย่างไรต่อไปในอนาคต

ภาพ gettyimages

ที่มา – เซเรีย อา ไฟเขียวใช้กฎใหม่ลดค่าจ้างนักเตะ 25 เปอร์เซ็นต์หากตกชั้น

กยศ. แอปฯ ไม่ขึ้นยอด! ลูกหนี้ไม่กล้าจ่าย

ลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หลายรายกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ เมื่อแอปพลิเคชั่น กยศ. ไม่อัปเดตข้อมูล ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบยอดหนี้คงเหลือได้ ส่งผลให้เกิดความกังวลใจและไม่กล้าชำระหนี้ เนื่องจากกลัวว่าเงินที่จ่ายไปจะไม่ถูกนำไปหักหนี้จริง

เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเพจดัง Drama-addict ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกหนี้ กยศ. ที่ประสบปัญหาเดียวกัน โดยแอปพลิเคชั่นแสดงยอดเงินที่ต้องชำระ ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และยอดหนี้คงเหลือ เป็น 0 บาททั้งหมด ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบยอดหนี้ที่ถูกต้องได้

หนึ่งในผู้ร้องเรียนระบุว่า “รบกวนอยากให้จ่าช่วยกระตุ้นหน่วยงานพัฒนาแอป กยศ. หน่อย คือเราเป็นผู้กู้ ที่อยู่ในระหว่างชำระหนี้ค่ะ จ่ายตรงทุกปีไม่เคยเลท ปีไหนเหลือเงินก็โปะเพิ่ม แต่ปีนี้ หลังจากอัปเดตแอปใหม่ ผู้กู้จำนวนมากไม่สามารถตรวจสอบยอดหนี้ได้เลย ขึ้น 0 หมด”

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อลูกหนี้จำนวนมากที่ต้องการชำระหนี้ให้ตรงเวลา แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากระบบขัดข้อง ผู้ร้องเรียนรายเดิมยังกล่าวอีกว่า “ผ่านมาแล้วเดือนนึงจากกำหนดจ่าย ยอดหนี้ก็ยังไม่ขึ้น อยากจะจ่ายมากแต่งวดปีนี้ยอดสูงเกือบห้าหมื่น จะจ่ายก็กลัวเป็นยอดลมไม่เอาไปหักหนี้ แต่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยก็เดินทุกวัน เราเหลืออีกสามงวดก็จะหมดหนี้แล้ว เครียดมากค่ะ”

ลูกหนี้ กยศ. แอปฯ ไม่ขึ้นยอด

ทาง กยศ. ได้รับปากว่าจะแก้ไขระบบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ ระบบก็ยังไม่กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ทำให้ลูกหนี้หลายรายเกิดความกังวลใจ เนื่องจากดอกเบี้ยและเบี้ยปรับยังคงเดินหน้าต่อไปทุกวัน

สถานการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกหนี้ กยศ. เป็นอย่างมาก หลายคนต้องการชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนด แต่กลับไม่สามารถทำได้เนื่องจากระบบที่ไม่เสถียร นอกจากนี้ ยังมีน้องๆ รุ่นใหม่ที่ต้องหมุนเงินมาช่วยเหลือรุ่นพี่อีกด้วย

ทำไมลูกหนี้ กยศ. ถึงกังวลเรื่องแอปฯ ไม่ขึ้นยอด?

ความกังวลของลูกหนี้ กยศ. เกี่ยวกับการที่แอปพลิเคชั่นไม่แสดงยอดหนี้ที่ถูกต้องนั้นมีเหตุผลที่สมควร เนื่องจาก:

  • ความไม่มั่นใจในการชำระหนี้: การที่ยอดหนี้ไม่ปรากฏ ทำให้ลูกหนี้ไม่มั่นใจว่าเงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปหักหนี้จริงหรือไม่
  • ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ: หากไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาระหนี้สินเพิ่มพูน
  • ผลกระทบต่อเครดิต: การผิดนัดชำระหนี้อาจส่งผลเสียต่อประวัติเครดิต

ดังนั้น การที่ระบบแสดงยอดหนี้ที่ไม่ถูกต้องจึงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่ลูกหนี้มีต่อ กยศ.

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกหนี้ กยศ. ไม่กล้าจ่ายหนี้?

หากลูกหนี้ กยศ. ไม่กล้าชำระหนี้เนื่องจากความกังวลในเรื่องระบบที่ไม่เสถียร อาจนำไปสู่ผลกระทบหลายประการ:

  • หนี้สินพอกพูน: ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับจะยังคงเดินหน้าต่อไป ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ผิดนัดชำระหนี้: การไม่ชำระหนี้ตามกำหนดอาจส่งผลเสียต่อประวัติเครดิต
  • ผลกระทบต่อกองทุน: หากลูกหนี้จำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุน

ดังนั้น กยศ. ควรเร่งแก้ไขปัญหาระบบโดยเร็ว เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องและตรงเวลา

ปัญหานี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เสถียรและเชื่อถือได้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินของประชาชน การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง

ในขณะที่รอการแก้ไขระบบ ลูกหนี้ กยศ. ควรติดตามข่าวสารและติดต่อสอบถามข้อมูลจาก กยศ. โดยตรง เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและแนวทางการชำระหนี้ที่ถูกต้อง หากคุณเป็นหนึ่งใน ลูกหนี้ กยศ. แอปฯ ไม่ขึ้นยอด อย่ารอช้าที่จะติดต่อ กยศ. เพื่อสอบถามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไปเรื่อยๆ นะครับ และคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลูกหนี้ กยศ. ไม่กล้าจ่ายกลัวไม่หัก โอดแอปฯ ไม่อัปเดต โชว์ยอด 0 ทุกอัน

ระทึก! ปิดล้อมร้านสะดวกซื้อเมืองพัทยา นักท่องเที่ยวจีนคลั่ง

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. มีรายงานว่า พ.ต.ท.สิริวัฒน์ ครัชมาส รอง ผกก.ป.สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุมีชาวต่างชาติพกอาวุธปืนเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ สาขาปากซอยเทพประสิทธิ์ 8 เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงาน พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ผู้บังคับบัญชา พร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นร้านสะดวกซื้อ หน้าร้านมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ากำลังยืนขายของจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเคลียร์พื้นที่อพยพไทยมุงออกจากพื้นที่จุดเสี่ยงอย่างโกลาหล แล้วระดมกำลัง ปิดล้อมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะประสานล่ามแปลภาษาจีน โดยชาวต่างชาติ สัญชาติจีน จึงยอมจำนนแต่โดยดี เดินชูมือออกจากด้านหลังร้านมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะควบคุมตัวเข้าไปค้นหาอาวุธปืนเป็นแบงค์กัน กล็อค 19 ดัดแปลงใช้เครื่องกระสุนขนาด 380 มม.

เหตุการณ์ระทึก! ปิดล้อมร้านสะดวกซื้อเมืองพัทยา นักท่องเที่ยวจีนคลั่งครั้งนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก การที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพกพาอาวุธปืนเข้ามาในที่สาธารณะ ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อื่น

สอบสวนพนักงานของร้าน ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขณะที่ทุกคนทำงานอยู่นั้น ผู้ก่อเหตุได้เดินหนีเข้ามาในร้าน แจ้งว่ามีคนจีนตามทำร้าย โดยมีคนจีนเดินติดตามมา ก่อนจะเดินพุ่งเข้าไปหลบอยู่หลังร้าน ส่วนคนจีนได้เดินฉากออกไป ซึ่งทุกคนเห็นว่าชาวจีนรายนี้มีปืน จึงพากันวิ่งหนีออกมาจากในร้าน ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุดังกล่าว

เบื้องต้น ผกก.สภ.เมืองพัทยา ได้คุมตัวผู้ก่อเหตุ ทราบชื่อต่อมาคือ MR.ZHANG SHUAI อายุ 35 ปี สัญชาติจีน พร้อมของกลางอาวุธปืน ไปสอบปากคำหาสาเหตุต่อไป

ระทึก! ปิดล้อมร้านสะดวกซื้อเมืองพัทยา นักท่องเที่ยวจีนคลั่ง

จากเหตุการณ์ระทึก! ปิดล้อมร้านสะดวกซื้อเมืองพัทยา นักท่องเที่ยวจีนคลั่ง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรการการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา

การรักษาความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างไร

การรักษาความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็อาจส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่มาท่องเที่ยวในเมืองนั้นอีกต่อไป นอกจากนี้ การรักษาความปลอดภัยยังช่วยป้องกันอาชญากรรมและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

เหตุการณ์ระทึก! ปิดล้อมร้านสะดวกซื้อเมืองพัทยา นักท่องเที่ยวจีนคลั่ง เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัย และร่วมมือกันหามาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราอาวุธ
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะ
  • เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว
  • รณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส

การที่นักท่องเที่ยวจีนก่อเหตุเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยได้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนและนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะราย และไม่ได้สะท้อนถึงภาพรวมของนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด เราไม่ควรด่วนตัดสินหรือเหมารวมว่านักท่องเที่ยวชาวจีนทุกคนเป็นคนไม่ดี แต่ควรให้ความเป็นธรรมและพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นรายกรณีไป

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำไปปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่า พวกเขาจะสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ที่มา – ระทึก! ปิดล้อมร้านสะดวกซื้อเมืองพัทยา นักท่องเที่ยวจีนคลั่งถือปืนเข้าไปในร้าน

จับชายฉกแบงก์ร้อยเด็ก อ้างเลี้ยง ก่อนโดนแจ้งความ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เลขา ยมบาล นะ” ได้โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิดภายในร้านค้าแห่งหนึ่งในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมข้อความเตือนภัยว่า “ภัยต่อเด็ก อันตรายมาก คิดได้ไงตบทรัพย์เด็ก ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ เพราะหากปล่อยไว้ อาจเป็นอันตรายกับเด็กคนอื่น”

จากคลิปจะเห็นเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งกำลังซื้อเครื่องดื่มภายในร้าน โดยขณะกำลังยื่นธนบัตรใบละ 100 บาทเพื่อชำระเงิน ได้มีชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในร้านและอยู่ในอาการคล้ายคนมึนเมา เข้ามาทำทีสนิทสนม กอดคอเด็ก พร้อมพูดว่าจะ “เลี้ยงของเอง” จากนั้นได้หยิบแบงก์ร้อยของเด็กไปจ่ายค่าของของตัวเอง ท่ามกลางความงุนงงของเด็กชาย

แม่ของเด็กชาย ซึ่งจอดรถรอลูกอยู่ด้านนอกร้าน ได้รับฟังเรื่องราวจากลูกชาย จึงเข้าไปต่อว่าชายคนดังกล่าวจนเกิดการโต้เถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่ชายคนนั้นจะยอมคืนเงินให้ อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นแม่ไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรท่าตะเกียบ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ท่าตะเกียบ ได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุจนพบอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านเทพประทาน หมู่ 8 ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่กับยายและน้าสาว

จากการสอบถาม“น้องทาร์ม”(นามสมมุติ) อายุประมาณ 10 ปี เล่าว่า ตนกำลังซื้อของอยู่และถือเงินอยู่ในมือ เมื่อเจอกับชายคนหนึ่งในร้านก็ถูกเข้ามาทำทีสนิทสนม บอกจะจ่ายของให้ และหยิบเงินแบงก์ร้อยของตนไปจ่ายของตัวเอง ตนรู้สึกงงและยังเด็กจึงไม่ทันได้ขัดขืนอะไร

นางสาวอติพร อายุ 29 ปี แม่ของน้องทาร์ม เผยว่า แม้ชายคนดังกล่าวจะคืนเงินให้ แต่ตนไม่ต้องการยอมความ เพราะมองว่าเป็นพฤติกรรมที่อาจก่ออันตรายต่อเด็กคนอื่นในอนาคต จึงยืนยันจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ขณะที่เจ้าของร้าน นางวิจิต ชื่นจ่าเนตร อายุ 68 ปี ให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุขี่รถซาเล้งมาซื้อเหล้าขาวในร้าน และในจังหวะเดียวกับที่เด็กนำของมาชำระเงิน ชายคนดังกล่าวก็พยายามเข้าหาเด็ก บอกจะ “เลี้ยงเอง” ก่อนหยิบเงินจากมือเด็กไปจ่ายของตนเอง

ด้านน้าสาวของผู้ก่อเหตุเปิดเผยว่า พร้อมจะชดใช้เงินคืนให้ แต่ขอความเห็นใจ เนื่องจากผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่กับยาย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมทั้งกังวลหากถูกจำคุก ยายจะอยู่ลำพังอย่างไร

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ควบคุมตัวชายผู้ก่อเหตุไปสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จับชายฉกแบงก์ร้อยเด็ก อ้างเลี้ยง ก่อนโดนแจ้งความ

เหตุการณ์จับชายฉกแบงก์ร้อยเด็กที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ควรสอนให้เด็กรู้จักระมัดระวังตัวจากคนแปลกหน้า และไม่ให้หลงเชื่อคำชักชวนง่ายๆ

ทำไมเหตุจับชายฉกแบงก์ร้อยเด็กถึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง?

  • ความปลอดภัยของเด็ก: เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะตัดสินใจหรือรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายได้
  • ความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง: มิจฉาชีพอาจใช้โอกาสนี้ในการเข้าถึงตัวเด็กเพื่อทำร้ายหรือล่อลวงไปในทางที่ไม่ดี
  • พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม: การกระทำของชายคนดังกล่าวถือเป็นการคุกคามและสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็ก

สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำ

  • สอนให้เด็กรู้จักปฏิเสธคนแปลกหน้า: สอนให้เด็กรู้จักพูดคำว่า “ไม่” กับคนที่ไม่รู้จัก และไม่ให้รับสิ่งของหรือไปกับคนแปลกหน้า
  • สอนให้เด็กรู้จักขอความช่วยเหลือ: สอนให้เด็กรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้างเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ
  • ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด: โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ควรให้ความสนใจกับบุตรหลานอยู่เสมอ และไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และเป็นการส่งสัญญาณว่าสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมที่คุกคามเด็ก

การกระทำของชายคนดังกล่าวเป็นการ จับชายฉกแบงก์ร้อยเด็ก ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ แม้ว่าจะคืนเงินแล้วก็ตาม การดำเนินคดีจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่แม่ของน้องทาร์มตัดสินใจไม่ยอมความและดำเนินคดีจนถึงที่สุด ถือเป็นการปกป้องสิทธิของลูก และเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคม

ที่มา – จับชายฉกแบงก์ร้อยเด็กนักเรียนกลางร้านค้า อ้างจะเลี้ยงของแทน สุดท้ายแม่เด็กไม่ยอมความ

3 สาวแบกคอมพ์ หวังทำเว็บพนันเองหลังนายจ้างจีนเลิกกิจการ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 68 เวลา 15.00 น. กองกำลังบูรพา โดย พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ) สั่งการให้ พ.อ.เมธี คำเต็ม ผู้บังคับชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 , หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 11 , ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 2 ฯ ร่วมกันเข้าจับกุมตัวหญิงชาวไทย 3 คน ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองปรือ ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หลังพยายามจะลักลอบข้ามแดนเข้าไทย

โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระของหญิงสาวทั้ง 3 คน พบ คอมพิวเตอร์มากถึง 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีก 18 เครื่อง ซึ่งทั้งหมดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเว็บพนันออนไลน์

ทั้งนี้ ให้การอ้างว่า เพิ่งลักลอบข้ามพรมแดนจากไทยไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ฝั่งปอยเปต กัมพูชาได้ไม่นาน เมื่อต้นเดือน มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา ได้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท แต่ล่าสุด นายจ้างชาวจีนได้ยุติการทำเว็บ ทำให้พวกตนต้องดิ้นรนรีบหาเดินทางกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยจ่ายค่านำพาให้นายหน้าชาวกัมพูชาคนละ 6,000 บาท ส่วนอุปกรณ์ตั้งใจจะนำกลับมาขายในประเทศไทยเพื่อแบ่งเงินกัน ก่อนที่จะถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของหญิงไทย 3 คน ซึ่งจะมีการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกว่ามีการลักลอบขนอุปกรณ์มาลักลอบทำเว็บพนันในประเทศไทยอีกหรือเปล่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจพบแรงงานกัมพูชา 13 คน พร้อมผู้นำพา ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย โดยชาวกัมพูชาทั้งหมดอ้างว่า มีธุรกิจค้าขายอยู่ที่ตลาดโรงเกลือ ซึ่งต้องการกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย เนื่องจากว่าได้เดินทางกลับประเทศกัมพูชาไปเเล้ว ตกงานไม่มีงานให้ทำและไม่มีรายได้ กลัวจะอดตายจึงต้องกลับมาไทย

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อสืบสวนเพิ่มเติม และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.

นายจ้างจีนเลิกกิจการเว็บพนัน 3 สาวแบกคอมพ์-มือถือกลับ หวังทำเองในไทย

เรื่องราวของ 3 สาวที่ถูกจับกุมขณะพยายามลักลอบนำคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือจำนวนมากข้ามพรมแดนกลับเข้ามาในประเทศไทย กำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก สาเหตุที่พวกเธอทำเช่นนี้ก็เพราะว่านายจ้างชาวจีนของพวกเธอได้เลิกกิจการเว็บพนันออนไลน์ในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ทำให้พวกเธอตกงานและไม่มีรายได้

ทำไมพวกเธอถึงหวังทำเว็บพนันเองในไทย

จากการสอบสวนเบื้องต้น หญิงสาวทั้ง 3 คนอ้างว่า พวกเธอตั้งใจจะนำอุปกรณ์เหล่านี้กลับมาขายในประเทศไทยเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ และสงสัยว่าพวกเธออาจจะวางแผนที่จะ นายจ้างจีนเลิกกิจการเว็บพนัน 3 สาวแบกคอมพ์-มือถือกลับ หวังทำเองในไทย จริงๆ เพราะอุปกรณ์ที่พวกเธอขนมานั้นมีจำนวนมาก และเพียงพอต่อการเริ่มต้นธุรกิจเว็บพนันออนไลน์ขนาดเล็กได้

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการพนันออนไลน์ที่ยังคงแพร่หลายในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปราบปรามอย่างหนัก แต่ก็ยังมีผู้ที่พยายามหาช่องทางในการทำธุรกิจนี้อยู่เสมอ การที่ นายจ้างจีนเลิกกิจการเว็บพนัน 3 สาวแบกคอมพ์-มือถือกลับ หวังทำเองในไทย นับว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการปรับตัวของผู้ที่อยู่ในวงการนี้

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาการว่างงานและค่าแรงที่ต่ำในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น การปิดกิจการ พวกเขาก็ต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดในรูปแบบต่างๆ

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องสืบสวนขยายผลต่อไปว่า หญิงสาวทั้ง 3 คนนี้มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ พวกเธอจะนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้ทำอะไรกันแน่ และใครเป็นผู้บงการเรื่องทั้งหมดนี้

การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายจ้างจีนเลิกกิจการเว็บพนัน 3 สาวแบกคอมพ์-มือถือกลับ หวังทำเองในไทย ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชม แต่ก็ยังต้องมีการเฝ้าระวังและปราบปรามการพนันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีก

การพนันออนไลน์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดผลเสียมากมาย ทั้งต่อตัวผู้เล่นเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม ดังนั้น เราทุกคนควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสุข

ที่มา – นายจ้างจีนเลิกกิจการเว็บพนัน 3 สาวแบกคอมพ์-มือถือกลับ หวังทำเองในไทย