ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กรุงไทย ยกหนี้ทหาร-ตชด. ชายแดน ทุกสินเชื่อ

นายเอกชัย เตชะวิริยะกุล ประธานผู้บริหาร Risk ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทย ตระหนักถึง ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวนมาก

เพื่อเป็นการสดุดีวีรกรรมของวีรบุรุษผู้กล้า ธนาคารกรุงไทยได้ออกมาตรการ กรุงไทย ยกหนี้ทหาร-ตชด. ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือ สูญเสียอวัยวะ จากการปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยกหนี้ให้ทุกสัญญาเงินกู้ 100% ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัว และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครอบคลุมลูกค้าบุคคลรายย่อย และลูกค้าธุรกิจ ทั้งในด้านการฟื้นฟู ซ่อมแซมทรัพย์สินที่อยู่อาศัย การลดภาระทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพ

“ธนาคารกรุงไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลครอบครัวของวีรบุรุษ ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความศรัทธา ความเคารพ และสำนึกถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่ โดยธนาคารเชื่อมั่นว่า มาตรการนี้จะช่วยให้ครอบครัวของทหารและ ตชด. สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ และเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ เพื่อให้เราสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว”

กรุงไทย ยกหนี้ทหาร-ตชด. ชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกประเภทสินเชื่อ

การประกาศมาตรการ กรุงไทย ยกหนี้ทหาร-ตชด. ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารกรุงไทยที่มีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วงในพื้นที่เสี่ยงภัย

รายละเอียดมาตรการ กรุงไทย ยกหนี้ทหาร-ตชด.

  • ครอบคลุมทหารและ ตชด. ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือ สูญเสียอวัยวะ จากการปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ยกหนี้ให้ 100% ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
  • ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท

มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้กับครอบครัวของทหารและ ตชด. ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี

การตัดสินใจของธนาคารกรุงไทยในการ กรุงไทย ยกหนี้ทหาร-ตชด. ถือเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูและความห่วงใยต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ภาคธุรกิจอื่นๆ ให้หันมาใส่ใจและช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ธนาคารกรุงไทยออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นสถาบันการเงินที่พร้อมเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย การช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ธนาคารกรุงไทยเข้ามาช่วยเหลือทหารและ ตชด. ที่เสียสละเพื่อชาติ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นกำลังใจให้แก่ทุกภาคส่วนในสังคมให้ร่วมมือกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้

ที่มา – กรุงไทย ประกาศยกหนี้ทหาร-ตชด. ชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกประเภทสินเชื่อ

ตร.รอสอบ “เป๊ก ผลิตโชค” สอบปากคำ

ความคืบหน้าคดี “เป๊ก ผลิตโชค” ถูกทำร้าย! ตำรวจ สน.หัวหมาก เผยยังไม่สามารถสอบปากคำ “เป๊ก ผลิตโชค” ได้ในขณะนี้ เนื่องจากต้องรอให้ออกจากโรงพยาบาลก่อน หลังเกิดเหตุทำร้ายร่างกายบริเวณปั๊มน้ำมันย่านรามคำแหง

ตร.รอสอบปากคำ “เป๊ก ผลิตโชค”

พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.สน.หัวหมาก เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้นัดหมายให้นายผลิตโชค อายนบุตร หรือ “เป๊ก” อายุ 40 ปี นักร้องชื่อดัง เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากต้องรอให้ “เป๊ก ผลิตโชค” ออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน

ทางพนักงานสอบสวนได้ประสานไปยังทนายความของ “เป๊ก ผลิตโชค” แล้ว เพื่อให้แจ้งความประสงค์ในการเข้าให้ปากคำเมื่อออกจากโรงพยาบาล โดยพิจารณาจากคลิปวิดีโอที่ “เป๊ก ผลิตโชค” โพสต์ขอโทษประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย พบว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงดีนัก เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ได้กำหนดนัดหมายในระยะนี้

ความคืบหน้าทางคดีและการสอบสวน

ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถสอบปากคำ “เป๊ก ผลิตโชค” ได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ดำเนินการสอบสวนในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

พ.ต.อ.นเรนทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลตรวจเลือดและสารเสพติดในร่างกายของ “เป๊ก ผลิตโชค” ยังไม่ถูกส่งกลับมาจากทางโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังไม่มีผู้ใดเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีกับทางฝั่งของ “เป๊ก ผลิตโชค” แต่อย่างใด

สำหรับพยานบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ คนขับรถกระบะ พนักงานปั๊มน้ำมัน และนายชุติเทพ (คู่กรณี) ได้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจครบถ้วนแล้ว ทำให้ในขณะนี้ เหลือเพียงการสอบปากคำจากทางฝั่งของ “เป๊ก ผลิตโชค” เท่านั้น ที่ยังต้องรอการดำเนินการ

  • พยานบุคคล: ให้ปากคำครบถ้วนแล้ว
  • ผลตรวจเลือด: ยังไม่ได้รับจากโรงพยาบาล
  • การแจ้งความ: ยังไม่มีผู้ใดแจ้งความดำเนินคดีกับ “เป๊ก ผลิตโชค”

คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก “เป๊ก ผลิตโชค” เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง การสืบสวนสอบสวนจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ตำรวจยังรอสอบปากคำ “เป๊ก ผลิตโชค” นั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพและความพร้อมของผู้ให้ปากคำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และถูกต้อง

เมื่อ “เป๊ก ผลิตโชค” พร้อมที่จะให้ปากคำแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนอย่างรวดเร็ว เพื่อสรุปสำนวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เชื่อว่าข้อมูลจากปากคำของ “เป๊ก ผลิตโชค” จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการคลี่คลายคดีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

เราคงต้องติดตามข่าวนี้กันต่อไป ว่า “เป๊ก ผลิตโชค” จะพร้อมให้ปากคำเมื่อไหร่ และผลสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร

ที่มา – ตร.รอสอบปากคำ “เป๊ก ผลิตโชค” เห็นคลิปขอโทษร่างกายยังไม่สมบูรณ์ดี

นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม

จากสถานการณ์ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในประเทศไทย นิสสัน ประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการพิเศษ “Nissan Cares: Flood Relief Support Campaign” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสนับสนุนชุมชนไทย และลูกค้านิสสันในช่วงเวลาวิกฤต

แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือลูกค้านิสสันที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ด้วยตนเอง เนื่องจากความเสียหายดังกล่าวไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย โดยแคมเปญจะดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ลูกค้าที่มีสิทธิ์จะได้รับส่วนลด 30% สำหรับอะไหล่ เคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ นี่คือหนึ่งในความตั้งใจของนิสสันที่ต้องการ นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม อย่างเต็มที่

นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม

นายทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า นิสสันให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก

น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถนิสสันจำนวนมาก และเราต้องการมีส่วนช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของพวกเขาจะได้รับการซ่อมแซมและดูแลอย่างเหมาะสมที่ศูนย์บริการของนิสสัน โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้บริการด้วยความใส่ใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี ราบรื่น และไร้กังวลในทุกขั้นตอนระหว่างการรับบริการ

นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม

นิสสันยังคงยึดมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าและชุมชน ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์ และบริการที่ล้ำสมัย แต่ยังรวมถึงงานด้านการบริการที่ใส่ใจ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี พร้อมมอบความอุ่นใจ และความสะดวกสบายในการเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันอย่างแท้จริง

รายละเอียดโครงการ นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม

เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่นิสสันมีต่อลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เราจึงขอสรุปรายละเอียดสำคัญของโครงการ “Nissan Cares: Flood Relief Support Campaign” ดังนี้

  • ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568
  • สิทธิประโยชน์: ส่วนลด 30% สำหรับอะไหล่ เคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
  • เงื่อนไข: สำหรับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมด้วยตนเอง

ลูกค้าสามารถตรวจสอบสิทธิ์และเข้าร่วมโครงการได้ที่ศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศ โดยเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาทะเบียนรถยนต์ หลักฐานแสดงความเสียหายจากน้ำท่วม และเอกสารส่วนตัวอื่นๆ

นอกจากส่วนลดอะไหล่แล้ว นิสสันยังให้ความสำคัญกับการให้บริการหลังการขายที่มีคุณภาพ โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบและซ่อมแซมรถยนต์ของลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์จะกลับมาอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นิสสันเข้าใจถึงความยากลำบากที่ลูกค้าต้องเผชิญในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โครงการ “Nissan Cares: Flood Relief Support Campaign” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกสถานการณ์

สำหรับลูกค้าที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “Nissan Cares: Flood Relief Support Campaign” สามารถติดต่อศูนย์บริการนิสสันใกล้บ้าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของนิสสัน ประเทศไทย

นิสสัน ตระหนักดีถึงความสำคัญของการดูแลลูกค้าในทุกมิติ และพร้อมที่จะเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ ในการเดินทางของลูกค้าทุกคน นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม พร้อมเคียงข้างคุณเสมอ

อย่าลังเลที่จะติดต่อศูนย์บริการนิสสันหากรถของคุณได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม นิสสันพร้อมให้ความช่วยเหลือและดูแลรถของคุณให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม นี่คือสิ่งยืนยันว่า นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม อย่างแท้จริง

ที่มา – นิสสันพร้อมดูแลลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม

หุ้นปิดบวก 0.68 จุด ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด

บรรยากาศหุ้นไทยวันที่ 7 ส.ค. 68 เคลื่อนไหวในแดนบวกและลบ โดยระหว่างวันขึ้นไปสูงสุด 16.31 จุด จากกระแสฟันด์โฟลว์ไหลเข้ายังหนุนตลาดทำให้หุ้นขนาดใหญ่ปรับขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้า และมีการขายออกมาทำกำไรช่วงท้ายตลาด ส่งผลให้ ณ เวลา 17.02 น. ที่ดัชนีหุ้น 1,265.15 จุด เพิ่มขึ้น 0.68 จุด หรือ 0.05% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 60,459.25 ล้านบาท ส่วนตลาดเอ็มเอไอปิดที่ 254.68 จุด เพิ่มขึ้น 0.93 จุด หรือ 0.37% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 497.38 ล้านบาท

วันนี้ตลาดหุ้นปิดบวกเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการ ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองเป็นพิเศษ การ ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนในระยะสั้น ดังนั้น การวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หุ้นปิดบวก 0.68 จุด ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว โดยนักลงทุนมองว่าการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

  • ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 152.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
  • ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 166.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
  • ธ.กรุงไทย ปิดที่ 23.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
  • แอดวานซ์ ปิดที่ 298.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท
  • การบินไทย ปิดที่ 13.40 บาท ลดลง -0.20 บาท

ปัจจัยที่มีผลต่อการ หุ้นปิดบวก 0.68 จุด ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด

การที่ตลาด หุ้นปิดบวก 0.68 จุด ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาด แต่ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้น สิ่งสำคัญคือการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และทำความเข้าใจกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังหุ้นหลายๆ ตัว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด

การ ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าทำไมนักลงทุนถึงตัดสินใจขายหุ้นออกมา การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท รวมถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตลาดหุ้นมีความผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นวันนี้ปิดบวกเล็กน้อย แต่การ ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด เป็นประเด็นที่นักลงทุนควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อตลาด จะช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ดัชนีหุ้นปิดบวก 0.68 จุด ขายทำกำไรก่อนปิดตลาด

รองผู้ว่าฯ สุรินทร์เยี่ยมกำลังพลชายแดน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบเอก ภูฤทธิ์ แสงสว่าง และพลทหาร ภัทรกร สมสา กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่มักมีความตึงเครียดเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบากนานัปการ การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป การที่รองผู้ว่าฯ สุรินทร์เป็นผู้แทนพระองค์ในการเชิญสิ่งของพระราชทานมามอบให้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้ สิ่งของพระราชทานและพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้เป็นขวัญและกำลังใจอันล้ำค่าแก่กำลังพลและครอบครัว

รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการเยี่ยมให้กำลังใจจากรองผู้ว่าฯ สุรินทร์

การที่นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เดินทางไปเยี่ยมและมอบสิ่งของพระราชทาน ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงให้ความสำคัญและห่วงใยต่อผู้ที่เสียสละตนเพื่อประเทศชาติ การเยี่ยมให้กำลังใจนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือในด้านวัตถุเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

ผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนอาจส่งผลกระทบต่อกำลังพลในระยะยาว การได้รับการดูแลและเอาใจใส่จากสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

นอกจากนี้ การที่รองผู้ว่าฯ สุรินทร์เป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเยี่ยมกำลังพลที่บาดเจ็บ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนและความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ

ความเสียสละของทหารหาญที่ปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่พวกเราควรตระหนักอยู่เสมอ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่พวกเขาสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินช่วยเหลือ การส่งจดหมายให้กำลังใจ หรือการร่วมกันรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงคุณงามความดีของพวกเขาเหล่านั้น

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมหันมาใส่ใจดูแลทหารที่เสียสละเพื่อชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมอุทยานฯ รับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่แก้ปัญหาสัตว์ป่า

นายอดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ได้มอบหมายให้นายปกครอง ทองเนื้อแข็ง ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ดำเนินการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ณ ห้องประชุมไร่กุสุมา รีสอร์ท อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งประกอบด้วยหลายภาคส่วน ได้แก่ ราษฎรที่อาศัยทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามมาตรา 64 พรบ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ผู้ประกอบการร้านค้า หน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ฯลฯ เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 80 คน โดยการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว สืบเนื่องจาก พรบ.ประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการในการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ที่มีผลใช้บังคับมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อให้การออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นปรากฏว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน เห็นด้วยกับการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 เนื่องจากมีบทบัญญัติที่เกื้อหนุนให้ราษฎรและชุมชน ที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541และคำสั่งคสช.ที่ 66/2557 สามารถอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถเกิดใหม่ทดแทนได้ในบริเวณที่กำหนดไว้ สำหรับเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มอำนาจในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น เช่น สามารถตรวจค้นสถานที่หรือยานพาหนะ ในกรณีที่มีเหตุอันสงสัยว่ามีการกระทำผิด สามารถเข้าไปในสถานที่ใดๆ ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย มีการเพิ่มอัตราโทษ ทั้งโทษปรับและโทษจำคุกให้สูงขึ้น สามารถนำเงินอุทยานฯ ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ด้านสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือให้แก่เจ้าหน้าที่ อาสาสมัครที่ได้รับอันตราย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต เป็นต้น

นายอดิศักดิ์ ได้กล่าวต่อว่า ในขณะเดียวกันระหว่างวันที่ 4-8 สิงหาคม 2568 ได้มอบหมายให้นายสมศักดิ์ ดวงรัศมี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า นำเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการดักจับทำหมันลิง ในเขตเทศบาลเมืองลพบุรี (เพิ่มเติม) ตามแผนควบคุมจำนวนประชากรลิง ที่สร้างผลกระทบและสร้างความเดือดร้อน ให้แก่ประชาชนในเขตเมืองลพบุรี ทั้งนี้ สามารถดักจับและทำหมันลิงได้แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 74 ตัว โดยการปฏิบัติเป็นไปตามบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับเทศบาลเมืองลพบุรี จนถึงปัจจุบัน สามารถควบคุมประชากรลิงในเขตเทศบาลเมืองลพบุรี ให้อยู่ในสภาวะปกติ และไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ อีกต่อไป

นายอดิศักดิ์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้ออกติดตามผลการปฏิบัติงานการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ของอุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น จากการรายงานผลของอุทยานแห่งชาติ ทั้ง 3 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อุทยานแห่งชาติเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า มีผลการปฏิบัติงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ SMART Patrol ครอบคลุมทุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์แล้วกว่า 85% โดยภายในสิ้นปีงบประมาณ 2568 ในเดือนกันยายนนี้ คาดว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถเดินลาดตระเวนพื้นที่ป่า ได้ครอบคลุมครบ 100% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งได้กำชับให้หัวหน้าหน่วยงานภาคสนามทุกแห่ง ดูแลเรื่องสวัสดิภาพ และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ ให้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภค และเสบียงอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

กรมอุทยานฯ จัดรับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่เดินหน้าแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานฯ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็น

การที่กรมอุทยานฯ จัดให้มีการกรมอุทยานฯ จัดรับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่เดินหน้าแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขกรมอุทยานฯ จัดรับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่เดินหน้าแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า

นอกจากการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายแล้ว กรมอุทยานฯ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสัตว์ป่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยการดำเนินการดักจับและทำหมันลิงในเขตเทศบาลเมืองลพบุรีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

การที่กรมอุทยานฯ สามารถควบคุมประชากรลิงในเขตเทศบาลเมืองลพบุรีให้อยู่ในสภาวะปกติได้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการสัตว์ป่าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนและการดำเนินงานที่เป็นระบบ

กรมอุทยานฯ จัดรับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่เดินหน้าแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า และยังมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการ

การดำเนินงานของกรมอุทยานฯ ในการกรมอุทยานฯ จัดรับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่เดินหน้าแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า และแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ที่มา – กรมอุทยานฯ จัดรับฟังความคิดเห็นกฎหมาย ควบคู่เดินหน้าแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า

สลด! พบ ‘กระทิง’ แก่งกระจานถูกยิง เร่งล่าพราน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 68 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน พบ‘กระทิง’ แก่งกระจานถูกยิง อายุประมาณ 2-3 ปี นอนตาย 1 ตัว พิกัดเจอซากกระทิง พิกัด0555856 E /1403468 N ในเขตทำกิน มาตรา 64 ในพื้นที่หมู่ 1 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำโดย นายญาณ อ้วนสิงห์ นายฉลอง ทองสงฆ์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ตำรวจ สภ.แก่งกระจาน เข้าร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

กระทิงแก่งกระจานถูกยิง

พบกระทิงเพศผู้ นอนตายอยู่ในไร่ของชาวบ้าน อายุประมาณ 2-3 ปี เจ้าหน้าที่ได้นำแบ๊กโฮ ใช้เชือกคล้องนำซากกระทิงขึ้นมาผ่าพิสูจน์ ใช้เวลานานประมาณ 4 ชั่วโมง พบร่องรอยคล้ายรูกระสุน 8 รู บริเวณ แนวสันหลังด้านซ้าย จึงใช้เครื่องตรวจวัตถุโลหะ บริเวณร่องลอยดังกล่าว ตรวจเจอสัญญาณโลหะ จึงได้ทำการผ่าพิสูจน์ พบวัตถุคล้ายกระสุนปืนลูกซอง 5 เม็ด บริเวณดังกล่าว และมี 1 เม็ดทำให้ซี่โครงคู่ที่ 4 ฝั่งซ้ายหัก

กระทิงแก่งกระจานถูกยิง

พบลักษณะปอดอัดเสบ เยื้อหุ้มหัวใจอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบคั่งเลือด คาดว่ามีภาวะอักเสบทั่วร่างกายและติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้เสียชีวิต ร่องรอยดังกล่าวถูกยิงมาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หลังจากได้ทำการตรวจสอบเสร็จแล้ว จึงได้นำซากกระทิงไปฝังกลบ ตามมาตรการป้องกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่อาจจะเกิดจากซากสัตว์ป่าทางเจ้าหน้าที่นำหลักฐานไปส่งดำเนินคดีที่ สภ แก่งกระจาน เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป.

กระทิงแก่งกระจานถูกยิง

‘กระทิง’ แก่งกระจานถูกยิง

เหตุการณ์‘กระทิง’ แก่งกระจานถูกยิงครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่รักสัตว์ป่าและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

ผลกระทบจากการ ‘กระทิง’ แก่งกระจานถูกยิง

การที่ ‘กระทิง’ แก่งกระจานถูกยิง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่แก่งกระจานเป็นอย่างมาก กระทิงเป็นสัตว์ป่าที่สำคัญ มีบทบาทในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การลดจำนวนลงของกระทิงจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ในระบบนิเวศได้

นอกจากนี้ การล่าสัตว์ป่ายังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ไว้สำหรับคนรุ่นหลัง เราทุกคนมีหน้าที่ในการปกป้องสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไป

ขอเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล หากพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการล่าสัตว์ป่า โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้สามารถดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

ร่วมกันอนุรักษ์สัตว์ป่าและผืนป่า เพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ

ที่มา – ใจอำมหิต! พบ ‘กระทิง’ แก่งกระจาน ถูกยิงนอนตายในแปลงทำกินชาวบ้าน เร่งล่าตัวพรานทมิฬ

พรรคประชาชน ไม่ร่วมองค์ประชุม เหตุเลื่อนวาระเลือกรองประธานสภา

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงประเด็นการนับองค์ประชุม แถลงภายหลังเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ที่ประชุมสภามีการถกเถียงเกี่ยวกับการขอเลื่อนวาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และขอนับองค์ประชุม จนกระทั่งมีการขอนับองค์ประชุมแบบขานชื่อในช่วงบ่าย

โดย นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าระหว่างที่พักการประชุม ก็ได้มีการหารือกับทุกพรรค ว่าจะมีกระทู้เรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแนวชายแดน ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน ได้มีการขอให้มีการเสนอให้ญัตติด่วนก่อน แล้วค่อยเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่ง และหากเป็นเช่นนั้นฝ่ายค้านก็พร้อมจะร่วมเป็นองค์ประชุมให้ แต่วิปรัฐบาลยังยืนยันจะขอเลื่อนวาระเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่ง ขึ้นมาก่อน จึงทำให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้แย้งขึ้นอีก

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจว่าในการประชุม การมีประธาน 3 คน ก็จะทำให้การพิจารณาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่วิปรัฐบาลไม่ยอม ยังคงยืนยันให้เลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่งต่อไป และขอให้เสนอมีการนับองค์ประชุมในการขานชื่อ ดังนั้น ต้องขอวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรองประธานสภาคนใหม่ หรือนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภา คนที่สอง ว่าการวินิจฉัยเช่นนี้ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และใช้อำนาจ โดยที่ไม่ฟังคำโต้แย้งจากเพื่อนสมาชิกที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้กล่าวไป เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เคารพ และไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีเลย โดยเฉพาะการที่ทำงานมาได้เพียง 2 วัน ปรากฏว่าได้ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางแล้ว เราจึงไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ในการทำหน้าที่ต่อไป ทางสมาชิกจะเชื่อมั่นได้อย่างไร ว่าท่านจัดปฏิบัติหน้าที่บนบัลลังก์อย่างเป็นกลางได้จริง

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า ถึงตอนนี้ตนต้องบอกว่า มีโอกาสมากที่เมื่อการนับองค์ประชุมเสร็จสิ้น องค์ประชุมอาจไม่ครบ ซึ่งตนคิดว่า ซีกฝั่งรัฐบาลเองก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าตอนนี้องค์ประชุมของรัฐบาลไม่ครบ โดยพรรคฝ่ายค้านนั้น ยืนยันชัดเจนว่าเราไม่ขอร่วมเป็นองค์ประชุมในวันนี้ และเป็นหน้าที่ที่สำคัญของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องรักษาองค์ประชุมในการเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่งไว้ให้ได้

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าสังเกตคือ เมื่อเช้าของวันนี้ ตนไม่มั่นใจว่าองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนที่จะมีการพักการประชุมไป มีพรรคร่วมรัฐบาลไหนบ้าง ที่ไม่ได้แสดงตน หรือแสดงตนไม่ครบ แต่เมื่อการขานชื่อเสร็จสิ้น จะต้องมีการแจ้งจำนวนอย่างชัดเจน จนถึงตอนนั้น คิดว่าน่าจะเห็นภาพได้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนบ้างที่มาไม่ครบ และเป็นจำนวนเท่าไหร่ ก็คงจะได้ทราบกันว่า พรรคไหนขาดมากที่สุด ในซีกฝ่ายรัฐบาล

“เป็นสัญญาณของความขัดแย้ง ของเรื่องเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่ง ซึ่งยังเป็นความขัดแย้งที่ยังคงดำรงอยู่ ว่าก่อนเข้าวาระก็ยังตกลงกันไม่ได้หรือไม่” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในเวลา 15.00 น. ตนต้องไปประชุมวิปร่วมกับฝ่ายรัฐบาล เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ วาระสองต่อไป หากวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถรักษาองค์ประชุมไว้ได้ ในสัปดาห์หน้า ก็คงมีประธานทำหน้าที่เพียง 2 ท่าน ซึ่งฝ่ายค้านพร้อม หากต้องขยายเวลา เป็น 4 วัน หรือ 5 วัน

เมื่อถามถึงบรรยากาศในช่วงพักการประชุม ฝ่ายรัฐบาลมีเอกภาพมากเพียงพอหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ไม่ได้มีสัญญาณความขัดแย้ง แต่ต้องบอกว่า ในตอนนั้นไม่มีการรับปากว่า จะเป็นไปตามพรรคฝ่ายค้านเสนอหรือไม่ ที่เราได้นำเสนอทางออก ที่เราคิดว่าดีที่สุดในการร่วมเป็นองค์ประกอบให้ได้ ซึ่งตนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า เมื่อสักครู่ วิปรัฐบาล บอกให้เลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่งก่อน ใช้เวลานิดเดียว แต่ปรากฏว่า เวลานับองค์ประชุม กลับเสนอให้ขานชื่อ ที่อาจใช้เวลาถึง 2 ชม. เป็นอย่างน้อย ตกลงว่าเราอยากจะประหยัดเวลา หรือเสียเวลากันแน่ และก็มีความเป็นไปได้ว่า ใช้การขานชื่อเพื่อรอสมาชิก แต่ตนก็ไม่มั่นใจว่า ตัวเลขที่นับเมื่อเช้ากับขณะนี้ ตัวเลขไหนจะมากกว่ากัน

ส่วนกรณีที่เมื่อวานนี้ (6 ส.ค. 2568) วิปรัฐบาล ระบุ สส.ฝ่ายรัฐบาล อย่าสันหลังยาวนั้น เป็นการสะท้อนว่าคุมเสียงไม่อยู่หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า น่าจะเป็นภาพสะท้อนที่ค่อนข้างชัดว่า ทางวิปรัฐบาลไม่สามารถคุมเสียงพรรคร่วมได้ และตัวเลขในวันนี้ที่ออกมา ก็อาจจะสะท้อนว่าคุมเสียงในพรรคตัวเองได้หรือไม่ด้วย

พรรคประชาชน ไม่ร่วมองค์ประชุม เพราะอะไร?

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการไม่เข้าร่วมองค์ประชุมในวันนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการที่วิปรัฐบาลยืนกรานที่จะเลื่อนวาระการเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่งขึ้นมาพิจารณาก่อน แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะเสนอให้พิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแนวชายแดนก่อนก็ตาม

ความขัดแย้งในการเลือกรองประธานสภา

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในของรัฐบาลที่ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องสำคัญอย่างการเลือกรองประธานสภา แม้ว่าการมีรองประธานสภาครบทั้ง 3 คน จะช่วยให้การพิจารณากฎหมายและวาระต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ตาม

การที่วิปรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงของ ส.ส. ในพรรคของตนเองได้ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสภา

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่พรรคฝ่ายค้านตัดสินใจไม่เข้าร่วมองค์ประชุม เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายค้านและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคให้ได้ เพื่อให้การทำงานของสภาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การเมืองไทยยังคงมีความท้าทาย และจำเป็นต้องมีการเจรจาและประนีประนอมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – พรรคประชาชน ไม่ขอเป็นองค์ประชุม เหตุรัฐบาลไม่ฟังข้อเสนอ ดื้อเลื่อนวาระเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 ก่อนญัตติด่วน

สว.กลุ่มอิสระ ส่อแววฝันสลาย! เรื่องจริงคืออะไร?

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ สว. กลุ่มอิสระ ที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ สว. จำนวน 136 คน กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เกิดอะไรขึ้นกับเรื่อง สว.กลุ่มอิสระ นี้กันแน่?

สว.กลุ่มอิสระ ฝันสลาย?

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า กลุ่ม สว.กลุ่มอิสระ ได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 136 คน ให้สิ้นสุดลง แต่ทว่า…

นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี สว. ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพทันที เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม หลังพบว่ามีชื่อและลายมือชื่อของตัวเองปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าว ทั้งๆ ที่ยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารคำร้องและลงลายมือชื่อแต่อย่างใด

เกิดอะไรขึ้นกับรายชื่อสว.กลุ่มอิสระ?

ล่าสุด วันที่ 7 สิงหาคม นายเดชา นุตาลัย สว. ก็ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความถึงเลขานุการวุฒิสภา ยืนยันว่าลายมือชื่อในเอกสารคำร้องดังกล่าว ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน และตนยังไม่เห็นรายละเอียดคำร้อง

นอกจากนี้ พ.อ.หญิง ธณตศกร บุศราคม สว. ได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอถอดถอนรายชื่อออกจากคำร้องดังกล่าว เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อในครั้งนี้ ทำให้เรื่องราวของ สว.กลุ่มอิสระ เริ่มส่อเค้าปัญหา

สำนักเลขาธิการวุฒิสภา ลงเลขรับที่ 6506 วันที่ 6 สิงหาคม เวลา 12.04 น. เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 136 คน แต่เมื่อมีผู้ถูกปลอมรายชื่อ 2 คน และถอนรายชื่อไป 1 คน ทำให้จำนวน สว. ที่ลงชื่อไม่ครบ 20 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

สรุปสถานการณ์:

  • มีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ สว. 136 คน
  • สว. บางท่านอ้างว่าถูกปลอมลายเซ็น
  • สว. บางท่านขอถอนชื่อเนื่องจากเข้าใจผิด
  • จำนวน สว. ที่ลงชื่ออาจไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความถูกต้องและโปร่งใสในการดำเนินการครั้งนี้ หากจำนวน สว. ที่ลงชื่อไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องดังกล่าวอาจถูกปัดตก และความพยายามของ สว.กลุ่มอิสระ ในการตรวจสอบสมาชิกภาพของ สว. 136 คน อาจไม่ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภาไทย

ที่มา – ‘สว.กลุ่มอิสระ’ส่อฝันสลายรายชื่อยื่นสอย ‘136 สว.’ไม่ครบ 20 คน เหตุอ้างถูกปลอมลายเซ็น 2 ขอถอนอีก 1

ภูมิใจไทย ผิดหวัง! วันนอร์ ปิดประชุมสภาเร็วเกินไป

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ณ รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันแถลงข่าวหลังการปิดประชุมสภา แสดงความผิดหวังที่ประธานสภาปิดการประชุมเร็วเกินไป ทั้ง ๆ ที่ สส.ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี จากพรรคภูมิใจไทย เตรียมที่จะเสนอเรื่องการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกรวีร์กล่าวว่า สส. ของเราได้เตรียมข้อมูลอย่างละเอียด โดยลงพื้นที่จริงตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อรวบรวมปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนมาสะท้อนในสภา ซึ่งในช่วงเช้ายังรู้สึกดีที่ได้เห็น รมช.มหาดไทย มาตอบกระทู้สดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดน

“เรื่องปัญหาการเบิกงบประมาณที่อุบลราชธานี ที่เป็นข่าวว่าเบิกได้เพียง 55,000 บาท นั้น เราได้สะท้อนปัญหาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ปัญหาอาจจะไม่ดังพอ หรืออาจถูกมองว่าเป็นประเด็นทางการเมืองที่มาโจมตีรัฐบาล” นายกรวีร์กล่าว “วันนี้ สส.ภูมิใจไทยในจังหวัดที่เดือดร้อน ได้ซักซ้อมประเด็นปัญหาของประชาชน รวมถึงปัญหาการจัดการงบประมาณ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่เบิกได้ 55,000 บาท นั้น เป็นแค่จังหวัดเดียว จังหวัดอื่นก็มีปัญหาเช่นกัน”

นายกรวีร์ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมปัญหาที่หน้างานจริงจากการคลุกคลีอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่วันแรก และเชื่อว่าหากมีโอกาสนำเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อนำความเดือดร้อนของประชาชนสู่สภา จะทำให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเร่งด่วน ไม่ใช่แก้ไขที่ปลายเหตุด้วยการสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด

“สิ่งที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลต้องรับมือกับภัยพิบัติ อย่าลืมว่าอีกไม่กี่เดือนจะมีการคาดการณ์ว่าจะมีพายุฝนครั้งใหญ่ และพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะอุบลราชธานี จะต้องเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี” นายกรวีร์กล่าว “รัฐบาลควรใช้สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนในการทบทวนมาตรการการใช้จ่ายงบประมาณในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการปรับปรุงวิธีการทำงาน การเตรียมสถานที่ การอพยพ การดูแลประชาชน และการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่”

“แต่ก็รู้สึกผิดหวังที่ สส. ทั้งหมดที่เตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอความเดือดร้อนของประชาชนในวันนี้ ไม่สามารถทำได้” นายกรวีร์กล่าว “ผมได้ลุกขึ้นเพื่อขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาก่อนการลงมติเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ที่เราต้องทำในวันนี้ เพราะสัปดาห์หน้าจะเป็นการประชุมงบประมาณ ซึ่งอาจจะยาวไปถึงเสาร์อาทิตย์ ทำให้เสียเวลาไปอีก 1 สัปดาห์ ความเดือดร้อนของประชาชนช้าไปวันหนึ่ง ชาวบ้านก็เดือดร้อนเพิ่มอีกวันหนึ่ง จึงน่าเสียดายโอกาส หากประธานฯ ไม่ชิงปิดสภาไปเสียก่อน เวลาบ่ายสามโมงกว่า ถ้าจะปิดตอนหนึ่งทุ่มก็พอเข้าใจได้ แต่ปิดตอนบ่ายสามโมงกว่า ผมว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก และเสียดายโอกาสที่จะนำเสนอข้อคิดเห็นสู่คณะรัฐมนตรีต่อไป”

ภูมิใจไทยผิดหวัง วันนอร์ปิดประชุมสภาเร็วเกินไป

ทำไมภูมิใจไทยถึงผิดหวังกับการปิดประชุมสภา?

การที่ประธานสภาปิดประชุมเร็วเกินไป ทำให้ สส. พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถนำเสนอญัตติด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาได้ทันท่วงที ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน

การปิดประชุมสภาอย่างรวดเร็วทำให้พลาดโอกาสในการสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนสู่รัฐบาลโดยตรง ทำให้การแก้ไขปัญหาอาจล่าช้าและไม่ตรงจุด

การรับมือกับภัยพิบัติและการช่วยเหลือประชาชนควรเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน การปิดประชุมสภาโดยไม่เปิดโอกาสให้ สส. ได้อภิปรายและนำเสนอข้อมูล อาจทำให้การแก้ไขปัญหาไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การตัดสินใจปิดประชุมสภาอย่างรวดเร็ว อาจถูกมองว่าเป็นการละเลยความสำคัญของปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อสภา

การเปิดโอกาสให้ สส. ได้อภิปรายและนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ จะช่วยให้รัฐบาลได้รับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการปิดประชุมสภาอาจมีเหตุผลและความจำเป็น แต่การพิจารณาถึงผลกระทบต่อประชาชนและความสำคัญของการแก้ไขปัญหาควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’ ผิดหวัง ‘วันนอร์’ ชิงปิดประชุมบ่ายสาม ไม่รับเสียงสะท้อนปัญหาคนชายแดนไทย-กัมพูชา